ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน
สถานการณ์สู้รบระหว่างกองทัพโกก้าง (MNDAA) กับกองทัพตะอั้ง (TNLA) ในภาคเหนือของรัฐฉาน เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2569 หากมองผิวเผินอาจดูเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 2 กลุ่ม ที่ต้องการขยายอิทธิพลเข้าครอบครองดินแดนที่ทับซ้อนกัน
แต่หากพิจารณาโดยละเอียดแล้ว ความขัดแย้งนี้ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน
ยิ่งเมื่อ 2 ฝ่ายสามารถตกลงหยุดยิงกันได้ บทสรุปที่ปรากฏออกมาหลังจากนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า “จีน” คือประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับความขัดแย้งในพื้นนี้
เป้าหมายของจีน ต้องการให้เส้นทางการค้าบน “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา” ทางรถไฟความเร็วสูงจีน-เมียนมา และสำคัญที่สุด คือท่อส่งแก๊สและน้ำมันจากอ่าวเบงกอล ในมหาสมุทรอินเดีย เข้าสู่จีนผ่านดินแดนเมียนมา เดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ และสามารถควบคุมได้
…..
ประมวลภาพโดยสรุปของการสู้รบระหว่างกองทัพโกก้างกับกองทัพตะอั้ง ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ดังนี้
ตอนสายของวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ทหารกองทัพโกก้างนับพันนาย เคลื่อนกำลังเข้าปิดล้อมเมืองก๊ตขาย จากนั้นบุกโจมตีที่มั่นของทหารตะอั้งทุกจุดที่อยู่ในตัวเมือง
ตามคลิปที่ชาวบ้านก๊ตขายบันทึกไว้และถูกเผยแพร่บนสื่อออนไลน์ มีเสียงปืน เสียงระเบิด จากการปะทะกัน ดังให้ได้ยินอย่างต่อเนื่องภายในตัวเมืองก๊ตขาย ถนนหลายสายแถบชานเมือง มีภาพแถวทหารและขบวนรถทหารของกองทัพโกก้างหลายร้อยนายเสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่
เมืองก๊ตขายอยู่ในรัฐฉานเหนือ ตามการแบ่งเขตการปกครองเมียนมา ก๊ตขายเป็นเมืองระดับอำเภอขึ้นกับจังหวัดหมู่เจ้ แต่สื่อบางแห่งบอกว่าขึ้นกับจังหวัดล่าเสี้ยว ขณะที่สื่ออีกบางแห่งระบุว่าก๊ตขายเป็นจังหวัดหนึ่งของรัฐฉาน
เมืองก๊ตขายตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงระหว่างหน้าด่านชายแดนหมู่เจ้ลงไปยังเมืองแสนหวี ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าหลักของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (โปรดดูแผนที่ประกอบ)
Google Maps ให้ข้อมูลว่า ก๊ตขายอยู่ห่างจากตัวเมืองหมู่เจ้ 61 ไมล์ หรือเกือบ 100 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 3 และห่างจากเมืองแสนหวี 16 ไมล์ หรือ 25 กิโลเมตร
ตามรายงานของ Ngao Leng Mun Mai เพจข่าวภาษาไทใหญ่ เปิดเผยว่าการบุกโจมตีเมืองก๊ตขายครั้งนี้ นอกจากกำลังทหารราบจำนวนมากแล้ว กองทัพโกก้างยังใช้อาวุธหนักและส่งโดรนอีกหลายลำ บินไปทิ้งระเบิดใส่ที่ตั้งของทหารตะอั้ง
นอกจากในตัวเมืองก๊ตขายแล้ว ทหารโกก้างยังบุกโจมตีฐานทหารตะอั้งที่ประจำการอยู่ตลอดแนวทางหลวงหมายเลข 3 ขึ้นไปถึงตัวเมืองหมู่เจ้ พื้นที่สู้รบรุนแรงเกิดขึ้นในเมืองน้ำผักกา เมืองม่านเป็ง เมืองยุ เมืองน้ำต้อง เมืองก๋าแหลง
ส่วนที่ตัวเมืองหมู่เจ้ ทหารโกก้างได้บุกเข้าควบคุมตัวและปลดอาวุธทหารตะอั้งซึ่งประจำการอยู่ในศูนย์ขนถ่ายสินค้าหลักไมล์ 105 และหน้าด่านชายแดนจินซานจ่อ ที่เป็นประตูเข้า-ออกหลักของสินค้าที่จีนกับเมียนมาซื้อขายกัน
ที่เมืองก๊ตขาย ทหารโกก้างบุกโจมตีทหารตะอั้งต่อเนื่องถึงเย็นวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 ก็ได้รับชัยชนะ สามารถผลักดันทหารตะอั้งให้ถอนกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดออกจากเมืองก๊ตขายได้สำเร็จ
แต่กองทัพโกก้างไม่หยุดเพียงเท่านั้น วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569 ทหารโกก้างยังรุกต่อเนื่องเข้าไปยังดินแดนที่เคยตกอยู่ใต้การครอบครองของกองทัพตะอั้งเพิ่มเติมอีก ได้แก่ เมืองน้ำคำ เมืองชายแดนที่ติดกับจีนในจังหวัดหมู่เจ้ เมืองน้ำตู ที่อยู่ใต้ลงมาในจังหวัดจ๊อกแม และเมืองอี่น้าย ริมทางหลวงหมายเลข 3 ในจังหวัดล่าเสี้ยว โดยหวังกดดันทหารตะอั้งให้ถอนกำลังทั้งหมดออกจากเมืองเหล่านี้ เพื่อให้กำลังพลของกองทัพโกก้างเข้าไปประจำการแทนที่
วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 นายทหารระดับแกนนำของกองทัพตะอั้ง เริ่มเปิดเจรจากับผู้นำทหารกองทัพโกก้าง การเจรจาจัดขึ้นที่เมืองเล่าก์ก่าย เมืองเอกของพื้นที่พิเศษหมายเลข 1 เขตปกครองตนเองชนชาติโกก้าง
ถัดมา 1 วัน กองทัพตะอั้งและกองทัพโกก้างประกาศหยุดยิงระหว่างกันในทุกพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 18 มีนาคม 2569เป็นต้นไป
การเจรจาระหว่างกองทัพตะอั้งและกองทัพโกก้างดำเนินต่อเนื่อง 4 วัน จนถึงวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 ก็ได้ข้อสรุป โดย 2 กองทัพตกลงว่าจะสงบศึกต่อกัน ทั้งกองทัพโกก้างและตะอั้งจะกลับมาร่วมเป็นพันธมิตรกันต่อไป และกองทัพโกก้างจะปล่อยเชลยศึกที่เป็นทหารและชาวบ้านชาวตะอั้งที่ถูกจับไว้ช่วงที่เกิดการปะทะกันกว่า 100 คน ให้เป็นอิสระ
กองทัพโกก้างจะเข้าควบคุมเมืองก๊ตขายซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งรอบนี้เอาไว้ทั้งหมด ส่วนอีก 3 เมืองที่กองทัพโกก้างแสดงเจตจำนงว่าต้องการนครอบครอง คือ เมืองน้ำคำ เมืองน้ำตู และเมืองอี่น้าย นั้น ยังไม่มีการเปิดเผยรายเอียดที่ชัดเจนว่า ทั้ง 2 กองทัพมีข้อตกลงกันอย่างไร
แต่สำนักข่าว Shan News รายงานว่า กองทัพโกก้างได้เข้ายึดเมืองอี่น้ายไว้ได้หมดแล้วตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2569 และทหารตะอั้งที่เคยประจำการอยู่ในเมืองอี่น้าย ก็ได้ถอนกำลังออกไปทั้งหมดแล้วด้วยเช่นกัน
…..
กองทัพโกก้างกับกองทัพตะอั้งได้จับมือเป็นพันธมิตรต่อกันมาตั้งแต่ปี 2559 ภายใต้ชื่อ “พันธมิตรภาคเหนือ” แรกเริ่มรวมตัวกันนั้น พันธมิตรภาคเหนือประกอบด้วยกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 4 กลุ่ม ได้แก่ กองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง กองทัพคะฉิ่น (KIA) และกองทัพอาระกัน (AA)
ปฏิบัติการเริ่มต้นของพันธมิตรภาคเหนือ คือการร่วมโจมตีฐานทหารพม่าในเมืองหมู่เจ้ ช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2559 โดยเฉพาะบริเวณโดยรอบศูนย์ขนถ่ายสินค้าหลักไมล์ 105
แต่หลังปี 2560 เป็นต้นมา ปฏิบัติการภายใต้ชื่อพันธมิตรภาคเหนือ มีเพียง 3 กลุ่ม คือ กองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง และกองทัพอาระกัน ไม่มีชื่อของกองทัพคะฉิ่นร่วมด้วย
ในปฏิบัติการ 1027 รอบแรก (ปลายเดือนตุลาคม 2566 ถึงต้นเดือนมกราคม 2567) กองทัพโกก้างสามารถยึดเมืองเล่าก์ก่าย เมืองป่างซาย หน้าด่านชายแดนชิงส่วยเหอ เมืองกุ๋นโหลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างอยู่แล้ว ส่วนกองทัพตะอั้งยึดได้เมืองน้ำคำ
ขณะที่ประตูการค้าชายแดนจินซานจ่อ และศูนย์ขนถ่ายสินค้าหลักไมล์ 105 ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างจีน-เมียนมา กองทัพโกก้างและตะอั้งตกลงว่าจะร่วมกับดูแล
ที่เมืองก๊ตขายนั้น ทั้งกองทัพโกก้างและกองทัพตะอั้ง ต่างอ้างสิทธิ์ในการยึดครองเมืองนี้ ส่งผลให้ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ในเมืองก๊ตขายมีความระหองระแหงระหว่างทหารโกก้างกับตะอั้งปรากฏขึ้นเป็นประจำ บ่อยครั้งถึงกับยกพวกตะลุมบอนกัน แต่ทุกครั้งไม่รุนแรงถึงขั้นต้องใช้อาวุธ
กระทั่งความขัดแย้งปะทุกลายเป็นสงครามใหญ่ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569…
ชาวตะอั้งหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าปะหล่อง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนดอยสูงแถบรอยต่อรัฐฉานกับจีน ในประเทศไทยมีชาวตะอั้งส่วนหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอำเภอฝางกับเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และบางส่วนของเชียงราย คนไทยเรียกเป็นชาวดาราอั้ง
กองทัพตะอั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธของชาวตะอั้งในรัฐฉาน ตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการปกครองตนเอง ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 ของเมียนมา รับรองให้มีเขตปกครองตนเองชนชาติตะอั้งในรัฐฉาน ประกอบด้วย 2 เมืองหลัก คือเมืองน้ำสั่น และหม่านโต่ง มีพื้นที่ติดกับจังหวัดเมืองมีตและจังหวัดจ๊อกแม ในรัฐฉานเหนือ แต่ไม่มีพรมแดนติดกับจีน
ในปฏิบัติการ 1027 รอบสอง(ปลายเดือนมิถุนายน 2567-เดือนกุมภาพันธ์ 2568) กองทัพตะอั้งได้ร่วมมือกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) บุกเข้ายึดเมืองกุ๊ต หรือโมโก๊ะ ในภาคมัณฑะเลย์ เมืองมีต เมืองหนองเขียว เมืองจ๊อกแม เมืองสีป้อ ในรัฐฉาน
PDF เป็นกองกำลังติดอาวุธของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือรัฐบาลเงาที่สถาปนาขึ้นโดยอดีตนักการเมืองพรรค NLD และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกากับประเทศตะวันตก
ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 รัฐบาลจีนพยายามทั้งเจรจาและกดดันให้กองทัพตะอั้งคืนเมืองที่ยึดได้บนแนวทางหลวงหมายเลข 3 ตั้งแต่สีป้อ ลงไปถึง จ๊อกแม หนองเขียว แก่กองทัพพม่า แต่กองทัพตะอั้งไม่ยอม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 กองทัพพม่าจึงโหมโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ใช้ทั้งเครื่องบินและโดรน มาทิ้งระเบิดใส่ฐานทหารตะอั้ง จนในที่สุด กองทัพตะอั้งต้องยอมถอนกำลังทั้งหมดออกไปจากเมืองเหล่านี้…
ชาวโกก้างก็คือชาวจีนฮั่นที่อพยพลงมาจากตอนกลางของประเทศจีนเมื่อกว่า 300 ปีก่อน ทุกวันนี้ภาษาพูดและตัวอักษรของชาวโกก้าง ใช้ภาษาจีนกลาง
จุดเริ่มต้นการอพยพของชาวโกก้างเริ่มขึ้นในกลางศตวรรษที่ 17 เมื่อกลุ่มนักรบของกองทัพตระกูลหยาง พากันหนีภัยการเมืองจากนานกิงผ่านมณฑลยูนนาน มาตั้งหลักปักฐานในดินแดนที่เป็นรัฐฉานปัจจุบัน
เมื่อได้อาณาเขตที่ชัดเจน ผู้อพยพกลุ่มนี้ได้สร้างเมืองของตนขึ้นเรียกว่าเมืองโกก้าง และจักรพรรดิจีนให้การรับรองมอบตราตั้งให้คนตระกูลหยางขึ้นเป็นเจ้าเมือง
ค.ศ. 1890 เมื่ออังกฤษเข้ามามีอิทธิพลต่อหัวเมืองของเจ้าฟ้าชาวไทใหญ่ทั้งหมดในรัฐฉาน ในฐานะดินแดนภายใต้อารักขาของอังกฤษ จีนและอังกฤษตกลงแบ่งเขตแดนระหว่างกันให้ชัดเจน เมืองไทใหญ่หลายเมือง เช่น เมืองมาว เมืองขอน เมืองตี เมืองวัน เมืองกึ่งม้า ฯลฯ ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งในมณฑลยูนนาน ส่วนเมืองโกก้างถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉาน และกลายเป็นพื้นที่พิเศษหมายเลข 1 เขตปกครองตนเองชนชาติโกก้าง ในปัจจุบัน
กองทัพโกก้างเป็นกองกำลังติดอาวุธเก่าแก่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนสนับสนุน แต่กองทัพโกก้างได้แยกตัวออกมาเมื่อปี 2532 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเริ่มอ่อนแอ
ปี 2552 แกนนำกองทัพโกก้างเกิดขัดแย้งกันเอง ฝ่ายหนึ่งซึ่งนำโดยเผิง เจี่ยเซิง อดีตประธานเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างและผู้บัญชาการกองทัพโกก้าง ไม่ต้องการเปลี่ยนสถานะเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ที่ต้องขึ้นกับกองทัพพม่า ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง นำโดยไป๋ โส่วเฉิน ต้องการเข้าร่วมกับกองทัพพม่า จึงได้เปิดทางให้กองทัพพม่านำกำลังบุกเข้ามาในเมืองเล่าก์ก่าย
ทหารกองทัพโกก้างที่นำโดยเผิง เจี่ยเซิง จำต้องยอมถอนกำลังขึ้นไปตั้งฐานอยู่ที่เมืองโก จังหวัดหมู่เจ้ ส่วนไป๋ โส่วเฉิน ขึ้นเป็นประธานเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างแทน และนำกำลังพลเข้าร่วมกับกองทัพพม่า ทำหน้าที่เป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน
ช่วงการระบาดของโควิด-19 (ปี 2563-2564) ไป๋ โสว์เฉิน เปิดทางให้กลุ่มสแกมเมอร์จีนเทาเข้ามาใช้เมืองเล่าก์ก่ายเป็นฐานใหญ่ ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์โกงเงินชาวบ้านผ่านระบบออนไลน์ สร้างความเสียหายแก่ผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในจีน
ปี 2566 ทางการจีนต้องการกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ในเมืองเล่าก์ก่ายอย่างเด็ดขาด จึงสนับสนุนกองทัพโกก้าง ซึ่งขณะนั้นมีเผิง ต้าซุน ลูกชายของเผิง เจี่ยเซิง เป็นผู้นำ ให้นำกำลังบุกเข้ายึดเมืองเล่าก์ก่าย และจับกุมไป๋ โส่วเฉิน พร้อมครอบครัว กลับไปรับโทษในจีน อันเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการ 1027 รอบแรก
ปัจจุบัน ไป๋ โส่วเฉิน เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนครอบครัวของเขา ได้ถูกศาลในจีนตัดสินประหารชีวิต
ปฏิบัติการ 1027 รอบแรก ทำให้กองทัพโกก้างได้กลับมาควบคุมทุกพื้นที่ของเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างที่เคยเป็นของไป๋ โส่วเฉิน ไว้ได้ทั้งหมด รวมถึงยังรุกต่อลงไปครอบครองเมืองแสนหวี จากปฏิบัติการ 1027 รอบสอง
…..
การที่กองทัพโกก้างได้เข้าควบคุมเมืองก๊ตขายไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ หลังการสู้รบกับกองทัพตะอั้งในกลางเดือนมีนาคม 2569 ทำให้ทุกวันนี้ กองทัพโกก้างได้กลายเป็นกองกำลังติดอาวุธที่มีอิทธิพลและบทบาทสูงที่สุด บนแนวทางหลวงหมายเลข 3 ตั้งแต่หน้าด่านชายแดนหมู่เจ้ ลงไปจนถึงเมืองล่าเสี้ยว
ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา มีจุดเริ่มต้นจากชายแดนรัฐฉาน มีด่านชายแดนหมู่เจ้เป็นประตูการค้าหลัก และด่านชายแดนชิงส่วยเหอเป็นประตูการค้ารอง
ด่านชายแดนหมู่เจ้เป็นต้นทางของทางหลวงหมายเลข 3 ส่วนด่านชายแดนชิงส่วนเหอเป็นต้นทางของทางหลวงหมายเลข 34 ทางหลวงทั้ง 2 สาย คือเส้นทางหลักสำหรับขนส่งสินค้าโดยรถยนต์บนระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา
จากจุดเริ่มต้นที่ชายแดน หลวงหมายเลข 3 และ 34 ได้ไปบรรจบกันที่เมืองแสนหวี จากนั้นรวมเป็นสายเดียวคือทางหลวงหมายเลข 3 วิ่งลงไปถึงเมืองมัณฑะเลย์เพื่อเชื่อมเข้ากับทางหลวงหมายเลข 1 และ 2 ต่อลงไปถึงกรุงย่างกุ้ง
เมืองสำคัญในแนวทางหลวงหมายเลข 3 และ 34 ได้แก่ ชิงส่วยเหอ กุ๋นโหลง หมู่เจ้ น้ำผักกา ก๊ตขาย และเมืองแสนหวี ทุกวันนี้ ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพโกก้าง
ต่อจากแสนหวีลงไปเป็นเมืองล่าเสี้ยว สีป้อ จ๊อกแม หนองเขียว ปินอูลวิน ถึงมัณฑะเลย์ กองทัพพม่าก็เข้าควบคุมไว้ได้ตลอดแนว…
แต่ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ไม่ได้มีเพียงเส้นทางขนส่งโดยรถยนต์อย่างเดียว ยังมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจีน-เมียนมา ที่จะสร้างเชื่อมจากหน้าด่านชายแดนหมู่เจ้ ผ่านมัณฑะเลย์ ลงไปถึงชายทะเลเมืองเจ้าก์ผิ่วในอ่าวเบงกอลของรัฐยะไข่
ทางรถไฟจีน-เมียนมา แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกจากชายแดนเมืองหมู่เจ้ลงไปยังเมืองมัณฑะเลย์ ช่วงที่ 2 จากเมืองมัณฑะเลย์ลงไปถึงเมืองเจ้าก์ผิ่ว
วันที่ 30 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ (SSPC) เมียนมา ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล (Project Steering Committee) โครงการรถไฟความเร็วสูง จากเมืองหมู่เจ้ลงไปยังเมืองมัณฑะเลย์ โดยมี พล.อ. เมียะทูนอู รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร เป็นประธาน
ถัดมาวันเดียว วันที่ 31 สิงหาคม 2568 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย รักษาการประธานาธิบดี และประธาน SSPC ได้ไปกล่าวในที่ประชุมส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเมียนมา-จีน ที่โรงแรม Tangle นครเทียนจิน ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-เมียนมา ยังคงเดินหน้าต่อ โดยในอนาคตทางรถไฟสายหมู่เจ้-มัณฑะเลย์ ที่กำลังจะสร้าง จะเชื่อมเข้ากับโครงข่ายทางรถไฟปักกิ่ง-คุนหมิง-รุ่ยลี่
ที่ผ่านมา จีนได้วางโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงจนสามารถเชื่อมต่อกรุงปักกิ่งลงมายังเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน นครคุนหมิง เมืองต้าลี่ และเมืองหลินชาง มณฑลยูนนาน จนเสร็จสมบูรณ์และมีรถขบวนรถโดยสารและขนส่งสินค้าวิ่งแล้ว
การรถไฟจีนกำลังสร้างทางรถไฟสายต้ารุ่ย (Darui) ระยะทาง 336 กิโลเมตร จากเมืองต้าลี่ลงไปยังเมืองรุ่ยลี่ เขตปกครองตนเองชนชาติไตและจิ่งพัว ที่อยู่ตรงข้ามกับเมืองหมู่เจ้ แต่ทางรถไฟสายต้ารุ่ยเพิ่งสร้างเสร็จจากเมืองต้าลี่ไปถึงเมืองเป่าซานระยะทาง 100 กว่ากิโลเมตร เหลือระยะทางอีกประมาณ 160 กิโลเมตร จากเป่าซานไปยังเมืองรุ่ยลี่ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ
โครงการรถไฟความเร็วสูงหมู่เจ้-มัณฑะเลย์ ยาว 431 กิโลเมตร หรือกว่า 267 ไมล์ มูลค่าก่อสร้าง 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รถไฟสายนี้จะวิ่งด้วยความเร็ว 160-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดเส้นทางมี 36 สถานี ต้องเจาะอุโมงค์ 60 แห่ง สร้างสะพานอีก 124 แห่ง
เมืองที่รถไฟวิ่งผ่าน ประกอบด้วย หมู่เจ้ น้ำผักกา ก๊ตขาย แสนหวี ล่าเสี้ยว สีป้อ จ๊อกแม หนองเขียว ปินอูลวิน และมัณฑะเลย์
เช่นเดียวกับการขนส่งโดยรถยนต์ ครึ่งหนึ่งของเส้นทางรถไฟที่จะสร้าง คือจากหมู่เจ้ถึงแสนหวี ปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพโกก้าง อีกครึ่งที่เหลือจากล่าเสี้ยว ถึงมัณฑะเลย์ มีกองทัพพม่าดูแล…
การที่กองทัพโกก้างพยายามรุกเข้าไปยึดครองพื้นที่ซึ่งเคยเป็นของกองทัพตะอั้ง ที่เมืองน้ำตูและน้ำคำ ซึ่งอยู่นอกเส้นทางตามระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ในวันที่ 16 มีนาคม 2569 ยังมีสาเหตุสำคัญที่เกี่ยวพันกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน
ทั้งเมืองน้ำตูและน้ำคำ อยู่บนเส้นทางผ่านของท่อแก๊สและน้ำมันที่จีนวางไว้จากชายทะเลยเมืองเจ้าผิ่ว รัฐยะไข่ เข้าไปยังจีนผ่านชายแดนรัฐฉาน
โครงการนี้ เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ปิโตรไชน่า (CNPC) หรือบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน เริ่มวางไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 โดยท่อแก๊สรับแก๊สธรรมชาติจากแหล่งฉ่วยแก๊สของเมียนมา ในอ่าวเบงกอล ส่วนท่อน้ำมันจะรับน้ำมันจากตะวันออกกลาง นำเข้ามาทางเรือยังเมืองเจ้าก์ผิ่ว จากนั้นส่งตามท่อจากเมืองเจ้าก์ผิ่ว ผ่านภาคมะกวย ภาคมัณฑะเลย์ เข้าไปในจีนทางชายแดนเมืองน้ำคำ เป็นระยะทาง 632 กิโลเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบมะละกา
ท่อแก๊สวางเสร็จและเริ่มส่งแก๊สเข้าไปในจีนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ส่วนท่อน้ำมันวางเสร็จและเริ่มส่งน้ำมันในเดือนสิงหาคม 2557
ตรงจุดสำคัญที่ท่อแก๊สและน้ำมันวางผ่าน และเป็นจุดอ่อนไหว รัฐบาลจีนได้ส่งเจ้าหน้าที่จากบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนมาคอยเฝ้าระวัง ส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ เคยเป็นทหารในกองทัพประชาชนจีน
แต่สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เกิดความผันผวนและไร้เสถียรภาพในตลาดพลังงานทั่วโลก การดูแล รักษาความปลอดภัยของท่อแก๊สและน้ำมันที่จีนวางผ่านพื้นที่เมียนมา โดยเฉพาะปลายทางที่รัฐฉานเหนือ โดยกองกำลังติดอาวุธที่จีนสามารถกำกับดูแลได้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
…..
วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 ก่อนเสียงปืนดังขึ้นที่เมืองก๊ตขายเพียง 1 วัน เติ้ง ซีจุน ทูตพิเศษด้านกิจการเอเซีย กระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เดินทางไปพบกับ อู ตาน ส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมียนมา ที่กรุงเนปยีดอ
ตามข่าวที่เผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการ ทั้ง 2 ฝ่ายพูดคุยกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ กระบวนการสร้างสันติภาพในเมียนมา การสร้างเสถียรภาพและความร่วมมือในการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และการกระทำที่ผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน
รุ่งขึ้น วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 กองทัพโกก้างก็ส่งทหารนับพันนาย บุกยึดเมืองก๊ตขายจากกองทัพตะอั้ง…
อ่านเพิ่มเติม



