การกระชับอำนาจบน ‘ระเบียงเศรษฐกิจ จีน-เมียนมา’ ในรัฐฉานเหนือ

ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน

เติ้ง ซีจุน (ซ้าย) ทูตพิเศษด้านกิจการเอเซียของจีน พบกับ อู ตาน ส่วย(ขวา) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมียนมา ที่กรุงเนปยีดอ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ก่อนเกิดเหตุสู้รบระหว่างกองทัพโกก้างและกองทัพตะอั้ง ที่เมืองก๊ตขาย เพียง 1 วัน ที่มาภาพ : Popular News Journal

สถานการณ์สู้รบระหว่างกองทัพโกก้าง (MNDAA) กับกองทัพตะอั้ง (TNLA) ในภาคเหนือของรัฐฉาน เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2569 หากมองผิวเผินอาจดูเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 2 กลุ่ม ที่ต้องการขยายอิทธิพลเข้าครอบครองดินแดนที่ทับซ้อนกัน

แต่หากพิจารณาโดยละเอียดแล้ว ความขัดแย้งนี้ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน

ยิ่งเมื่อ 2 ฝ่ายสามารถตกลงหยุดยิงกันได้ บทสรุปที่ปรากฏออกมาหลังจากนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า “จีน” คือประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับความขัดแย้งในพื้นนี้

เป้าหมายของจีน ต้องการให้เส้นทางการค้าบน “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา” ทางรถไฟความเร็วสูงจีน-เมียนมา และสำคัญที่สุด คือท่อส่งแก๊สและน้ำมันจากอ่าวเบงกอล ในมหาสมุทรอินเดีย เข้าสู่จีนผ่านดินแดนเมียนมา เดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ และสามารถควบคุมได้

…..

ประมวลภาพโดยสรุปของการสู้รบระหว่างกองทัพโกก้างกับกองทัพตะอั้ง ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ดังนี้

ตอนสายของวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ทหารกองทัพโกก้างนับพันนาย เคลื่อนกำลังเข้าปิดล้อมเมืองก๊ตขาย จากนั้นบุกโจมตีที่มั่นของทหารตะอั้งทุกจุดที่อยู่ในตัวเมือง

ตามคลิปที่ชาวบ้านก๊ตขายบันทึกไว้และถูกเผยแพร่บนสื่อออนไลน์ มีเสียงปืน เสียงระเบิด จากการปะทะกัน ดังให้ได้ยินอย่างต่อเนื่องภายในตัวเมืองก๊ตขาย ถนนหลายสายแถบชานเมือง มีภาพแถวทหารและขบวนรถทหารของกองทัพโกก้างหลายร้อยนายเสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่

เมืองก๊ตขายอยู่ในรัฐฉานเหนือ ตามการแบ่งเขตการปกครองเมียนมา ก๊ตขายเป็นเมืองระดับอำเภอขึ้นกับจังหวัดหมู่เจ้ แต่สื่อบางแห่งบอกว่าขึ้นกับจังหวัดล่าเสี้ยว ขณะที่สื่ออีกบางแห่งระบุว่าก๊ตขายเป็นจังหวัดหนึ่งของรัฐฉาน

เมืองก๊ตขายตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงระหว่างหน้าด่านชายแดนหมู่เจ้ลงไปยังเมืองแสนหวี ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าหลักของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (โปรดดูแผนที่ประกอบ)

Google Maps ให้ข้อมูลว่า ก๊ตขายอยู่ห่างจากตัวเมืองหมู่เจ้ 61 ไมล์ หรือเกือบ 100 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 3 และห่างจากเมืองแสนหวี 16 ไมล์ หรือ 25 กิโลเมตร

ตามรายงานของ Ngao Leng Mun Mai เพจข่าวภาษาไทใหญ่ เปิดเผยว่าการบุกโจมตีเมืองก๊ตขายครั้งนี้ นอกจากกำลังทหารราบจำนวนมากแล้ว กองทัพโกก้างยังใช้อาวุธหนักและส่งโดรนอีกหลายลำ บินไปทิ้งระเบิดใส่ที่ตั้งของทหารตะอั้ง

นอกจากในตัวเมืองก๊ตขายแล้ว ทหารโกก้างยังบุกโจมตีฐานทหารตะอั้งที่ประจำการอยู่ตลอดแนวทางหลวงหมายเลข 3 ขึ้นไปถึงตัวเมืองหมู่เจ้ พื้นที่สู้รบรุนแรงเกิดขึ้นในเมืองน้ำผักกา เมืองม่านเป็ง เมืองยุ เมืองน้ำต้อง เมืองก๋าแหลง

ส่วนที่ตัวเมืองหมู่เจ้ ทหารโกก้างได้บุกเข้าควบคุมตัวและปลดอาวุธทหารตะอั้งซึ่งประจำการอยู่ในศูนย์ขนถ่ายสินค้าหลักไมล์ 105 และหน้าด่านชายแดนจินซานจ่อ ที่เป็นประตูเข้า-ออกหลักของสินค้าที่จีนกับเมียนมาซื้อขายกัน

ที่เมืองก๊ตขาย ทหารโกก้างบุกโจมตีทหารตะอั้งต่อเนื่องถึงเย็นวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 ก็ได้รับชัยชนะ สามารถผลักดันทหารตะอั้งให้ถอนกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดออกจากเมืองก๊ตขายได้สำเร็จ

แต่กองทัพโกก้างไม่หยุดเพียงเท่านั้น วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569 ทหารโกก้างยังรุกต่อเนื่องเข้าไปยังดินแดนที่เคยตกอยู่ใต้การครอบครองของกองทัพตะอั้งเพิ่มเติมอีก ได้แก่ เมืองน้ำคำ เมืองชายแดนที่ติดกับจีนในจังหวัดหมู่เจ้ เมืองน้ำตู ที่อยู่ใต้ลงมาในจังหวัดจ๊อกแม และเมืองอี่น้าย ริมทางหลวงหมายเลข 3 ในจังหวัดล่าเสี้ยว โดยหวังกดดันทหารตะอั้งให้ถอนกำลังทั้งหมดออกจากเมืองเหล่านี้ เพื่อให้กำลังพลของกองทัพโกก้างเข้าไปประจำการแทนที่

วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 นายทหารระดับแกนนำของกองทัพตะอั้ง เริ่มเปิดเจรจากับผู้นำทหารกองทัพโกก้าง การเจรจาจัดขึ้นที่เมืองเล่าก์ก่าย เมืองเอกของพื้นที่พิเศษหมายเลข 1 เขตปกครองตนเองชนชาติโกก้าง

ถัดมา 1 วัน กองทัพตะอั้งและกองทัพโกก้างประกาศหยุดยิงระหว่างกันในทุกพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 18 มีนาคม 2569เป็นต้นไป

การเจรจาระหว่างกองทัพตะอั้งและกองทัพโกก้างดำเนินต่อเนื่อง 4 วัน จนถึงวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 ก็ได้ข้อสรุป โดย 2 กองทัพตกลงว่าจะสงบศึกต่อกัน ทั้งกองทัพโกก้างและตะอั้งจะกลับมาร่วมเป็นพันธมิตรกันต่อไป และกองทัพโกก้างจะปล่อยเชลยศึกที่เป็นทหารและชาวบ้านชาวตะอั้งที่ถูกจับไว้ช่วงที่เกิดการปะทะกันกว่า 100 คน ให้เป็นอิสระ

กองทัพโกก้างจะเข้าควบคุมเมืองก๊ตขายซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งรอบนี้เอาไว้ทั้งหมด ส่วนอีก 3 เมืองที่กองทัพโกก้างแสดงเจตจำนงว่าต้องการนครอบครอง คือ เมืองน้ำคำ เมืองน้ำตู และเมืองอี่น้าย นั้น ยังไม่มีการเปิดเผยรายเอียดที่ชัดเจนว่า ทั้ง 2 กองทัพมีข้อตกลงกันอย่างไร

แต่สำนักข่าว Shan News รายงานว่า กองทัพโกก้างได้เข้ายึดเมืองอี่น้ายไว้ได้หมดแล้วตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2569 และทหารตะอั้งที่เคยประจำการอยู่ในเมืองอี่น้าย ก็ได้ถอนกำลังออกไปทั้งหมดแล้วด้วยเช่นกัน

…..

กองทัพโกก้างกับกองทัพตะอั้งได้จับมือเป็นพันธมิตรต่อกันมาตั้งแต่ปี 2559 ภายใต้ชื่อ “พันธมิตรภาคเหนือ” แรกเริ่มรวมตัวกันนั้น พันธมิตรภาคเหนือประกอบด้วยกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 4 กลุ่ม ได้แก่ กองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง กองทัพคะฉิ่น (KIA) และกองทัพอาระกัน (AA)

ปฏิบัติการเริ่มต้นของพันธมิตรภาคเหนือ คือการร่วมโจมตีฐานทหารพม่าในเมืองหมู่เจ้ ช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2559 โดยเฉพาะบริเวณโดยรอบศูนย์ขนถ่ายสินค้าหลักไมล์ 105

แต่หลังปี 2560 เป็นต้นมา ปฏิบัติการภายใต้ชื่อพันธมิตรภาคเหนือ มีเพียง 3 กลุ่ม คือ กองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง และกองทัพอาระกัน ไม่มีชื่อของกองทัพคะฉิ่นร่วมด้วย

ในปฏิบัติการ 1027 รอบแรก (ปลายเดือนตุลาคม 2566 ถึงต้นเดือนมกราคม 2567) กองทัพโกก้างสามารถยึดเมืองเล่าก์ก่าย เมืองป่างซาย หน้าด่านชายแดนชิงส่วยเหอ เมืองกุ๋นโหลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างอยู่แล้ว ส่วนกองทัพตะอั้งยึดได้เมืองน้ำคำ

ขณะที่ประตูการค้าชายแดนจินซานจ่อ และศูนย์ขนถ่ายสินค้าหลักไมล์ 105 ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างจีน-เมียนมา กองทัพโกก้างและตะอั้งตกลงว่าจะร่วมกับดูแล

ที่เมืองก๊ตขายนั้น ทั้งกองทัพโกก้างและกองทัพตะอั้ง ต่างอ้างสิทธิ์ในการยึดครองเมืองนี้ ส่งผลให้ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ในเมืองก๊ตขายมีความระหองระแหงระหว่างทหารโกก้างกับตะอั้งปรากฏขึ้นเป็นประจำ บ่อยครั้งถึงกับยกพวกตะลุมบอนกัน แต่ทุกครั้งไม่รุนแรงถึงขั้นต้องใช้อาวุธ

กระทั่งความขัดแย้งปะทุกลายเป็นสงครามใหญ่ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569…

ทหารตะอั้ง ที่เคยประจำการอยู่ในเมืองก๊ตขาย แต่ถูกกองทัพโกก้างบุกโจมตีจนต้องถอนกำลังออกไปทั้งหมด ที่มาภาพ : เพจ Ngao Leng Mun Mai

ชาวตะอั้งหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าปะหล่อง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนดอยสูงแถบรอยต่อรัฐฉานกับจีน ในประเทศไทยมีชาวตะอั้งส่วนหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอำเภอฝางกับเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และบางส่วนของเชียงราย คนไทยเรียกเป็นชาวดาราอั้ง

กองทัพตะอั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธของชาวตะอั้งในรัฐฉาน ตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการปกครองตนเอง ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2008 ของเมียนมา รับรองให้มีเขตปกครองตนเองชนชาติตะอั้งในรัฐฉาน ประกอบด้วย 2 เมืองหลัก คือเมืองน้ำสั่น และหม่านโต่ง มีพื้นที่ติดกับจังหวัดเมืองมีตและจังหวัดจ๊อกแม ในรัฐฉานเหนือ แต่ไม่มีพรมแดนติดกับจีน

ในปฏิบัติการ 1027 รอบสอง(ปลายเดือนมิถุนายน 2567-เดือนกุมภาพันธ์ 2568) กองทัพตะอั้งได้ร่วมมือกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) บุกเข้ายึดเมืองกุ๊ต หรือโมโก๊ะ ในภาคมัณฑะเลย์ เมืองมีต เมืองหนองเขียว เมืองจ๊อกแม เมืองสีป้อ ในรัฐฉาน

PDF เป็นกองกำลังติดอาวุธของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือรัฐบาลเงาที่สถาปนาขึ้นโดยอดีตนักการเมืองพรรค NLD และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกากับประเทศตะวันตก

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 รัฐบาลจีนพยายามทั้งเจรจาและกดดันให้กองทัพตะอั้งคืนเมืองที่ยึดได้บนแนวทางหลวงหมายเลข 3 ตั้งแต่สีป้อ ลงไปถึง จ๊อกแม หนองเขียว แก่กองทัพพม่า แต่กองทัพตะอั้งไม่ยอม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 กองทัพพม่าจึงโหมโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ใช้ทั้งเครื่องบินและโดรน มาทิ้งระเบิดใส่ฐานทหารตะอั้ง จนในที่สุด กองทัพตะอั้งต้องยอมถอนกำลังทั้งหมดออกไปจากเมืองเหล่านี้…

ชาวโกก้างก็คือชาวจีนฮั่นที่อพยพลงมาจากตอนกลางของประเทศจีนเมื่อกว่า 300 ปีก่อน ทุกวันนี้ภาษาพูดและตัวอักษรของชาวโกก้าง ใช้ภาษาจีนกลาง

จุดเริ่มต้นการอพยพของชาวโกก้างเริ่มขึ้นในกลางศตวรรษที่ 17 เมื่อกลุ่มนักรบของกองทัพตระกูลหยาง พากันหนีภัยการเมืองจากนานกิงผ่านมณฑลยูนนาน มาตั้งหลักปักฐานในดินแดนที่เป็นรัฐฉานปัจจุบัน

เมื่อได้อาณาเขตที่ชัดเจน ผู้อพยพกลุ่มนี้ได้สร้างเมืองของตนขึ้นเรียกว่าเมืองโกก้าง และจักรพรรดิจีนให้การรับรองมอบตราตั้งให้คนตระกูลหยางขึ้นเป็นเจ้าเมือง

ค.ศ. 1890 เมื่ออังกฤษเข้ามามีอิทธิพลต่อหัวเมืองของเจ้าฟ้าชาวไทใหญ่ทั้งหมดในรัฐฉาน ในฐานะดินแดนภายใต้อารักขาของอังกฤษ จีนและอังกฤษตกลงแบ่งเขตแดนระหว่างกันให้ชัดเจน เมืองไทใหญ่หลายเมือง เช่น เมืองมาว เมืองขอน เมืองตี เมืองวัน เมืองกึ่งม้า ฯลฯ ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งในมณฑลยูนนาน ส่วนเมืองโกก้างถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉาน และกลายเป็นพื้นที่พิเศษหมายเลข 1 เขตปกครองตนเองชนชาติโกก้าง ในปัจจุบัน

กองทัพโกก้างเป็นกองกำลังติดอาวุธเก่าแก่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนสนับสนุน แต่กองทัพโกก้างได้แยกตัวออกมาเมื่อปี 2532 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์พม่าเริ่มอ่อนแอ

ปี 2552 แกนนำกองทัพโกก้างเกิดขัดแย้งกันเอง ฝ่ายหนึ่งซึ่งนำโดยเผิง เจี่ยเซิง อดีตประธานเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างและผู้บัญชาการกองทัพโกก้าง ไม่ต้องการเปลี่ยนสถานะเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ที่ต้องขึ้นกับกองทัพพม่า ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง นำโดยไป๋ โส่วเฉิน ต้องการเข้าร่วมกับกองทัพพม่า จึงได้เปิดทางให้กองทัพพม่านำกำลังบุกเข้ามาในเมืองเล่าก์ก่าย

ทหารกองทัพโกก้างที่นำโดยเผิง เจี่ยเซิง จำต้องยอมถอนกำลังขึ้นไปตั้งฐานอยู่ที่เมืองโก จังหวัดหมู่เจ้ ส่วนไป๋ โส่วเฉิน ขึ้นเป็นประธานเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างแทน และนำกำลังพลเข้าร่วมกับกองทัพพม่า ทำหน้าที่เป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน

ช่วงการระบาดของโควิด-19 (ปี 2563-2564) ไป๋ โสว์เฉิน เปิดทางให้กลุ่มสแกมเมอร์จีนเทาเข้ามาใช้เมืองเล่าก์ก่ายเป็นฐานใหญ่ ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์โกงเงินชาวบ้านผ่านระบบออนไลน์ สร้างความเสียหายแก่ผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในจีน

ปี 2566 ทางการจีนต้องการกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ในเมืองเล่าก์ก่ายอย่างเด็ดขาด จึงสนับสนุนกองทัพโกก้าง ซึ่งขณะนั้นมีเผิง ต้าซุน ลูกชายของเผิง เจี่ยเซิง เป็นผู้นำ ให้นำกำลังบุกเข้ายึดเมืองเล่าก์ก่าย และจับกุมไป๋ โส่วเฉิน พร้อมครอบครัว กลับไปรับโทษในจีน อันเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการ 1027 รอบแรก

ปัจจุบัน ไป๋ โส่วเฉิน เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนครอบครัวของเขา ได้ถูกศาลในจีนตัดสินประหารชีวิต

ปฏิบัติการ 1027 รอบแรก ทำให้กองทัพโกก้างได้กลับมาควบคุมทุกพื้นที่ของเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างที่เคยเป็นของไป๋ โส่วเฉิน ไว้ได้ทั้งหมด รวมถึงยังรุกต่อลงไปครอบครองเมืองแสนหวี จากปฏิบัติการ 1027 รอบสอง

กองทัพโกก้าง กองกำลังติดอาวุธเชื้อสายจีน ที่กำลังมีบทบาทสูงขึ้นในภาคเหนือของรัฐฉาน ที่มาภาพ : เพจ The Kokang

…..

การที่กองทัพโกก้างได้เข้าควบคุมเมืองก๊ตขายไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ หลังการสู้รบกับกองทัพตะอั้งในกลางเดือนมีนาคม 2569 ทำให้ทุกวันนี้ กองทัพโกก้างได้กลายเป็นกองกำลังติดอาวุธที่มีอิทธิพลและบทบาทสูงที่สุด บนแนวทางหลวงหมายเลข 3 ตั้งแต่หน้าด่านชายแดนหมู่เจ้ ลงไปจนถึงเมืองล่าเสี้ยว

ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา มีจุดเริ่มต้นจากชายแดนรัฐฉาน มีด่านชายแดนหมู่เจ้เป็นประตูการค้าหลัก และด่านชายแดนชิงส่วยเหอเป็นประตูการค้ารอง

ด่านชายแดนหมู่เจ้เป็นต้นทางของทางหลวงหมายเลข 3 ส่วนด่านชายแดนชิงส่วนเหอเป็นต้นทางของทางหลวงหมายเลข 34 ทางหลวงทั้ง 2 สาย คือเส้นทางหลักสำหรับขนส่งสินค้าโดยรถยนต์บนระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา

จากจุดเริ่มต้นที่ชายแดน หลวงหมายเลข 3 และ 34 ได้ไปบรรจบกันที่เมืองแสนหวี จากนั้นรวมเป็นสายเดียวคือทางหลวงหมายเลข 3 วิ่งลงไปถึงเมืองมัณฑะเลย์เพื่อเชื่อมเข้ากับทางหลวงหมายเลข 1 และ 2 ต่อลงไปถึงกรุงย่างกุ้ง

เมืองสำคัญตามแนวทางหลวงหมายเลข 3 และ 34 บนระเบียงระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา

เมืองสำคัญในแนวทางหลวงหมายเลข 3 และ 34 ได้แก่ ชิงส่วยเหอ กุ๋นโหลง หมู่เจ้ น้ำผักกา ก๊ตขาย และเมืองแสนหวี ทุกวันนี้ ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพโกก้าง

ต่อจากแสนหวีลงไปเป็นเมืองล่าเสี้ยว สีป้อ จ๊อกแม หนองเขียว ปินอูลวิน ถึงมัณฑะเลย์ กองทัพพม่าก็เข้าควบคุมไว้ได้ตลอดแนว…

แต่ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ไม่ได้มีเพียงเส้นทางขนส่งโดยรถยนต์อย่างเดียว ยังมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจีน-เมียนมา ที่จะสร้างเชื่อมจากหน้าด่านชายแดนหมู่เจ้ ผ่านมัณฑะเลย์ ลงไปถึงชายทะเลเมืองเจ้าก์ผิ่วในอ่าวเบงกอลของรัฐยะไข่

ทางรถไฟจีน-เมียนมา แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกจากชายแดนเมืองหมู่เจ้ลงไปยังเมืองมัณฑะเลย์ ช่วงที่ 2 จากเมืองมัณฑะเลย์ลงไปถึงเมืองเจ้าก์ผิ่ว

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ (SSPC) เมียนมา ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล (Project Steering Committee) โครงการรถไฟความเร็วสูง จากเมืองหมู่เจ้ลงไปยังเมืองมัณฑะเลย์ โดยมี พล.อ. เมียะทูนอู รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร เป็นประธาน

ถัดมาวันเดียว วันที่ 31 สิงหาคม 2568 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย รักษาการประธานาธิบดี และประธาน SSPC ได้ไปกล่าวในที่ประชุมส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเมียนมา-จีน ที่โรงแรม Tangle นครเทียนจิน ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-เมียนมา ยังคงเดินหน้าต่อ โดยในอนาคตทางรถไฟสายหมู่เจ้-มัณฑะเลย์ ที่กำลังจะสร้าง จะเชื่อมเข้ากับโครงข่ายทางรถไฟปักกิ่ง-คุนหมิง-รุ่ยลี่

ที่ผ่านมา จีนได้วางโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงจนสามารถเชื่อมต่อกรุงปักกิ่งลงมายังเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน นครคุนหมิง เมืองต้าลี่ และเมืองหลินชาง มณฑลยูนนาน จนเสร็จสมบูรณ์และมีรถขบวนรถโดยสารและขนส่งสินค้าวิ่งแล้ว

การรถไฟจีนกำลังสร้างทางรถไฟสายต้ารุ่ย (Darui) ระยะทาง 336 กิโลเมตร จากเมืองต้าลี่ลงไปยังเมืองรุ่ยลี่ เขตปกครองตนเองชนชาติไตและจิ่งพัว ที่อยู่ตรงข้ามกับเมืองหมู่เจ้ แต่ทางรถไฟสายต้ารุ่ยเพิ่งสร้างเสร็จจากเมืองต้าลี่ไปถึงเมืองเป่าซานระยะทาง 100 กว่ากิโลเมตร เหลือระยะทางอีกประมาณ 160 กิโลเมตร จากเป่าซานไปยังเมืองรุ่ยลี่ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ

โครงการรถไฟความเร็วสูงหมู่เจ้-มัณฑะเลย์ ยาว 431 กิโลเมตร หรือกว่า 267 ไมล์ มูลค่าก่อสร้าง 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รถไฟสายนี้จะวิ่งด้วยความเร็ว 160-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดเส้นทางมี 36 สถานี ต้องเจาะอุโมงค์ 60 แห่ง สร้างสะพานอีก 124 แห่ง

เมืองสำคัญตามแนวทางรถไฟความเร็วสูงหมู่เจ้-มัณฑะเลย์ ที่มาภาพ : The Irrawaddy

เมืองที่รถไฟวิ่งผ่าน ประกอบด้วย หมู่เจ้ น้ำผักกา ก๊ตขาย แสนหวี ล่าเสี้ยว สีป้อ จ๊อกแม หนองเขียว ปินอูลวิน และมัณฑะเลย์

เช่นเดียวกับการขนส่งโดยรถยนต์ ครึ่งหนึ่งของเส้นทางรถไฟที่จะสร้าง คือจากหมู่เจ้ถึงแสนหวี ปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพโกก้าง อีกครึ่งที่เหลือจากล่าเสี้ยว ถึงมัณฑะเลย์ มีกองทัพพม่าดูแล…

การที่กองทัพโกก้างพยายามรุกเข้าไปยึดครองพื้นที่ซึ่งเคยเป็นของกองทัพตะอั้ง ที่เมืองน้ำตูและน้ำคำ ซึ่งอยู่นอกเส้นทางตามระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ในวันที่ 16 มีนาคม 2569 ยังมีสาเหตุสำคัญที่เกี่ยวพันกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

ทั้งเมืองน้ำตูและน้ำคำ อยู่บนเส้นทางผ่านของท่อแก๊สและน้ำมันที่จีนวางไว้จากชายทะเลยเมืองเจ้าผิ่ว รัฐยะไข่ เข้าไปยังจีนผ่านชายแดนรัฐฉาน

เมืองสำคัญตามแนวท่อแก๊สและน้ำมัน จีน-เมียนมา ที่มาภาพ : China Research Center

โครงการนี้ เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ปิโตรไชน่า (CNPC) หรือบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน เริ่มวางไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 โดยท่อแก๊สรับแก๊สธรรมชาติจากแหล่งฉ่วยแก๊สของเมียนมา ในอ่าวเบงกอล ส่วนท่อน้ำมันจะรับน้ำมันจากตะวันออกกลาง นำเข้ามาทางเรือยังเมืองเจ้าก์ผิ่ว จากนั้นส่งตามท่อจากเมืองเจ้าก์ผิ่ว ผ่านภาคมะกวย ภาคมัณฑะเลย์ เข้าไปในจีนทางชายแดนเมืองน้ำคำ เป็นระยะทาง 632 กิโลเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบมะละกา

ท่อแก๊สวางเสร็จและเริ่มส่งแก๊สเข้าไปในจีนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ส่วนท่อน้ำมันวางเสร็จและเริ่มส่งน้ำมันในเดือนสิงหาคม 2557

ตรงจุดสำคัญที่ท่อแก๊สและน้ำมันวางผ่าน และเป็นจุดอ่อนไหว รัฐบาลจีนได้ส่งเจ้าหน้าที่จากบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนมาคอยเฝ้าระวัง ส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ เคยเป็นทหารในกองทัพประชาชนจีน

แต่สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เกิดความผันผวนและไร้เสถียรภาพในตลาดพลังงานทั่วโลก การดูแล รักษาความปลอดภัยของท่อแก๊สและน้ำมันที่จีนวางผ่านพื้นที่เมียนมา โดยเฉพาะปลายทางที่รัฐฉานเหนือ โดยกองกำลังติดอาวุธที่จีนสามารถกำกับดูแลได้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

…..

เติ้ง ซีจุน (ซ้าย) ทูตพิเศษด้านกิจการเอเซียของจีน พบกับ อู ตาน ส่วย(ขวา) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมียนมา ที่กรุงเนปยีดอ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ก่อนเกิดเหตุสู้รบระหว่างกองทัพโกก้างและกองทัพตะอั้ง ที่เมืองก๊ตขาย เพียง 1 วัน ที่มาภาพ : Popular News Journal

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 ก่อนเสียงปืนดังขึ้นที่เมืองก๊ตขายเพียง 1 วัน เติ้ง ซีจุน ทูตพิเศษด้านกิจการเอเซีย กระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เดินทางไปพบกับ อู ตาน ส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมียนมา ที่กรุงเนปยีดอ

ตามข่าวที่เผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการ ทั้ง 2 ฝ่ายพูดคุยกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ กระบวนการสร้างสันติภาพในเมียนมา การสร้างเสถียรภาพและความร่วมมือในการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และการกระทำที่ผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน

รุ่งขึ้น วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 กองทัพโกก้างก็ส่งทหารนับพันนาย บุกยึดเมืองก๊ตขายจากกองทัพตะอั้ง…

อ่านเพิ่มเติม