ปัณพพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน
เย็นวันที่ 2 ตุลาคม 2568 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย รักษาการประธานาธิบดี และประธานคณะกรรมการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ (SSPC) เมียนมา ไปตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างสถานีรถไฟปินอูลวิน และประชุมกับคณะทำงานของการรถไฟเมียนมาถึงความคืบหน้าของการซ่อมแซมสะพานก๊กเทค สะพานรถไฟเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ที่ถูกวางระเบิดโดยกองทัพตะอั้ง(TNLA) จนได้รับความเสียหาย เมื่อ 1 เดือนก่อน
พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย กำชับกับที่ประชุมว่า การซ่อมแซมสะพานรถไฟก๊กเทคจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบโดยคำนึงถึงความมั่นคงของตัวสะพาน และความปลอดภัยของขบวนรถไฟที่จะวิ่งข้ามสะพานหลังซ่อมเสร็จแล้วเป็นหลัก…
สะพานก๊กเทคเป็นสะพานรถไฟข้ามหุบเหวก๊กเทค ที่เป็นรอยต่อระหว่างเมืองปินอูลวิน เมืองตากอากาศชื่อดังของภาคมัณฑะเลย์ กับจังหวัดจ๊อกแม รัฐฉานเหนือ ตัวสะพานยาว 689 เมตร สูง 102 เมตร
สะพานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสาย ย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์-ปินอูลวิน-ล่าเสี้ยว ตัวสะพานอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองหนองเขียว จังหวัดจ๊อกแม บริเวณหลักไมล์ที่ 463/09 ห่างจากสถานีรถไฟเมืองหนองเขียว 7 ไมล์ ห่างจากสถานีรถไฟเมืองจ๊อกแมที่อยู่เหนือขึ้นไป 14 ไมล์ ทิศใต้ของตัวสะพานเป็นเขตเมืองหนองเขียว ทิศเหนือเป็นพื้นที่บ้านหนองปิ๋ง
ช่วงที่เมียนมายังสงบ สะพานก๊กเทคเคยเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยวแบบผจญภัยในเมียนมาและรัฐฉาน เสน่ห์อันเป็นแม่เหล็กดึงดูดของสะพานก๊คเทค คือ ขณะที่รถไฟกำลังแล่นข้ามสะพาน ผู้โดยสารบนขบวนรถสามารถมองเห็นความสูงชันของโครงเหล็กที่ประกอบขึ้นเป็นตอม่อสะพาน วางเรียงต่อกันเป็นแนวโค้งยาวข้ามร่องลึกของหุบเหว ทิวทัศน์ด้านล่างเป็นป่าเขาแน่นหนา อุดมสมบูรณ์ และสวยงาม
อังกฤษเริ่มสร้างสะพานก๊กเทคในปี 2442 ช่วงที่เป็นเจ้าอาณานิคมของพม่า เพื่อต้องการขยายอิทธิพลขึ้นไปยังรัฐฉาน สะพานสร้างเสร็จและเปิดใช้งานในปี 2443 หากนับการใช้งานจนถึงปัจจุบัน สะพานก๊กเทคก็มีอายุยืนยาวถึง 125 ปีแล้ว
กองทัพตะอั้งได้วางระเบิดหวังทำลายสะพานก๊กเทคเมื่อตอนเช้าของวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่ถอนกำลังบางส่วนออกจากพื้นที่เมืองจ๊อกแม จุดที่ถูกระเบิดเป็นสะพานทางฝั่งบ้านหนองปิ๋ง ช่วงระหว่างฐานสะพาน AB-2 กับตอม่อเลขที่ P-16 ทำให้ตัวสะพานขาด ทรุดตัวลงมาเป็นระยะทาง 18.2 เมตร หรือเกือบ 60 ฟุต
วันที่ 16 กันยายน หลังกองทัพพม่าสามารถบุกยึดเมืองหนองเขียวและเมืองหนองปิ๋งคืนจากกองทัพตะอั้งได้แล้ว วิศวกรจากการรถไฟเมียนมา ร่วมกับหน่วยทหารช่าง กองทัพพม่า ได้เริ่มการซ่อมแซมสะพานก๊กเทค โดยนำโครงเหล็กมาประกอบใหม่ให้ได้รูปทรงต่อม่อแบบเดิม
หุบเหวก๊กเทคเป็นหุบเหวขนาดใหญ่ จุดที่ลึกสุด ลึกถึงกว่า 600 เมตร และเป็นคอขวดสำคัญของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ที่มีทางหลวงหมายเลข 3 (ล่าเสี้ยว-มัณฑะเลย์) เป็นถนนสายหลักในการคมนาคมและขนส่งสินค้า
ทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงที่ต้องข้ามผ่านหุบเขาก๊กเทคเป็นถนน 2 เลน ที่ทั้งโค้ง คดเคี้ยว ลัดเลาะขึ้น-ลงไปตามหุบเขาสูงชัน ตรงก้นเหวก๊กเทค มีสะพานข้ามลำน้ำขนาดเล็กที่เรียกว่าสะพานก๊กตวิน หรือ”โขกึ๊ต”ในภาษาไทใหญ่
สะพานก๊กตวินอยู่ห่างขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสะพานก๊กเทค และอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากตัวเมืองหนองเขียว

ด้วยสภาพภูมิประเทศและสภาพถนน หากเกิดอุบัติเหตุหรือมีรถเสียบนหลวงหมายเลข 3 ช่วงที่ต้องผ่านหุบเขาก๊กเทค จะมีผลต่อเนื่องถึงทางหลวงหมายเลข 3 เกือบตลอดทั้งเส้นโดยทันที โดยเฉพาะถนนช่วงที่อยู่ในรัฐฉาน ที่อาจต้องเป็นอัมพาตไปหลายวัน
วันที่ 14 กรกฎาคม ระหว่างที่กองทัพตะอั้งถอนกำลังออกจากเมืองหนองเขียว ทหารตะอั้งได้วางระเบิดทำลายสะพานก๊กตวิน เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงกำลังของกองทัพพม่า
แรงระเบิดทำให้สะพานก๊กตวินเสียหายจนไม่สามารถใช้ข้ามผ่านได้ ทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงระหว่างเมืองปินอูลวินไปยังจ๊อกแมจึงถูกตัดขาดไปโดยทันที ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าและการขนส่งสินค้าตามแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ที่ต้องหยุดชะงักไปโดยปริยาย
วันที่ 10 กันยายน หลังกองทัพพม่ายึดคืนเมืองหนองเขียวได้แล้ว ได้ส่งหน่วยทหารช่างนำสะพานเบลี่ย์ไปติดตั้งชั่วคราวที่สะพานก๊กตวินที่ถูกระเบิดทำลาย เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้สัญจรผ่านชั่วคราว ก่อนเริ่มกระบวนการซ่อมแซมตัวสะพานหลัก
กองทัพพม่า และรัฐบาลของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ต้องการเร่งให้การคมนาคมบนทางหลวงหมายเลข 3 และการค้าขายตามระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา กลับคืนมาเป็นปกติได้โดยเร็ว
……
ปลายปี 2566 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2567 กองทัพตะอั้ง กับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์อีก 2 กลุ่ม ที่รวมตัวกันในนามพันธมิตรภาคเหนือ คือ กองทัพโกก้าง(MNDAA) และกองทัพอาระกัน(AA) ได้บุกโจมตีฐานที่มั่นของหน่วยทหารพม่าหลายแห่งในรัฐฉานเหนือ โดยใช้ชื่อว่า”ปฏิบัติการ 1027″
ปฏิบัติการ 1027 มี 2 ระลอก รอบแรกเริ่มในปลายเดือนตุลาคม 2566 ต่อเนื่องไปถึงปลายเดือนมกราคม 2567 ชื่อปฏิบัติการ 1027 ก็มาจากวันแรกในการเริ่มบุกโจมตี คือวันที่ 27 ตุลาคม
ผลของปฏิบัติการ 1027 รอบแรก กองทัพโกก้างได้ยึดเมืองเล่าก์ก่าย เข้าควบคุมพื้นที่หน้าด่านชายแดนชิงส่วยเหอ เมืองกุ๋นโหลง ซึ่งอยู่ในเขตปกครองตนเองโกก้าง และยังได้ยึดฐานของทหารพม่าตามแนวทางหลวงหมายเลข 34 ตั้งแต่หน้าด่านชิงส่วยเหอลงมาถึงชานเมืองแสนหวี จุดบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 3 รวมถึงเข้าควบคุมเมืองโกกับเมืองป่างซาย ชายแดนรัฐฉาน-จีน จังหวัดหมู่เจ้
จีนมีส่วนสนับสนุนกองทัพโกก้างในปฏิบัติการ 1027 รอบแรก เพราะการบุกยึดเมืองเล่าก์ก่ายของกองทัพโกก้าง เป็นส่วนหนึ่งของแผนกวาดล้างกระบวนการฉ้อโกงทางออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ของกลุ่มจีนเทา ที่เข้ามาใช้เมืองเล่าก์ก่ายเป็นฐานใหญ่ในการหลอกลวงคนไปทั่วโลก จนจีนสามารถนำตัวหัวโจกแก๊งจีนเทาที่นี่ กลับไปรับโทษในจีนได้ทั้งหมด
ส่วนกองทัพตะอั้งได้บุกขึ้นไปยึดเมืองน้ำคำ เพราะเป็นเมืองชายแดนรัฐฉานที่มีพรมแดนติดกับจีน เนื่องจากเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างเดิมที่มีอยู่เพียง 2 เมือง คือเมืองน้ำสั่นและหม่านโต่ง อยู่ลึกเข้ามาข้างในรัฐฉาน ไม่ได้ติดกับจีน
ปฏิบัติการ 1027 รอบแรก ไม่กระทบกับระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมามากนัก แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับปฏิบัติการ 1027 รอบ 2 ที่เป้าหมายคือเมืองต่างๆที่อยู่ตามแนวทางหลวงหมายเลข 3 ที่เป็นเส้นทางการค้าหลักของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา โดยตรง
ปฏิบัติการ 1027 รอบ 2 เริ่มปลายเดือนมิถุนายนไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2567 กองทัพโกก้างได้ขยายลงมายึดเมืองแสนหวีและล่าเสี้ยว ส่วนกองทัพตะอั้งได้จับมือกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน(PDF) บุกยึดเมืองหนองเขียว เมืองจ๊อกแม และเมืองสีป้อ
ทุกเมืองที่กองกำลังติดอาวุธ 2 กลุ่ม บุกยึดได้ใหม่ ล้วนตั้งอยู่ตามแนวทางหลวงหมายเลข 3 ที่เป็นเส้นทางหลักของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ทั้งสิ้น(โปรดดูแผนที่ประกอบ)
ปลายเดือนสิงหาคม 2567 จีนต้องลงมาเล่นบทบาทตัวกลาง จัดประชุมสันติภาพระหว่างกองทัพพม่ากับกองทัพโกก้าง และระหว่างกองทัพพม่ากับกองทัพตะอั้ง โดยเชิญตัวแทนจากทั้ง 3 กองทัพไปประชุมกันหลายครั้งที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน
เป้าหมายของจีน คือต้องการให้กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ทั้ง 2 กลุ่ม คืนเมืองที่ยึดมาได้ใหม่ ที่อยู่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ให้แก่กองทัพพม่า เพราะการที่กองกำลังติดอาวุธยึดเมืองเหล่านี้ไว้ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าขายและขนส่งสินค้าระหว่างจีนกับเมียนมาบนแนวระเบียงเศรษฐกิจ
จีนให้เหตุผลว่า เมืองต่างๆที่กองทัพโกก้างและตะอั้งยึดมาได้ใหม่ ไม่เคยเป็นเมืองที่อยู่ในเขตปกครองตนเองของทั้ง 2 ชาติพันธุ์มาก่อน
นอกจากเป็นตัวกลางจัดประชุมสันติภาพแล้ว จีนยังใช้วิธีกดดันในทุกรูปแบบ เพื่อบีบบังคับให้กองทัพโกก้างและตะอั้ง ส่งมอบเมืองที่ยึดมาได้ใหม่ในปฏิบัติการ 1027 รอบ 2 ที่อยู่บนแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา คืนแก่กองทัพพม่า
กองทัพโกก้างยินยอมคืนเมืองล่าเสี้ยวแก่กองทัพพม่าในปลายเดือนเมษายน 2568 และอยู่ในกระบวนการคืนเมืองแสนหวีเพิ่มอีก 1 เมือง
แต่กองทัพตะอั้งปฏิเสธ ไม่ยอมคืนเมืองที่ยึดมาได้ใหม่แก่กองทัพพม่า
ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นมา กองทัพพม่าจึงได้โหมกำลังบุกโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของกองทัพตะอั้งอย่างหนัก ทั้งทางบกและทางอากาศ ทั้งในเมืองหนองเขียว เมืองหนองปิ๋ง เมืองจ๊อกแม เมืองสีป้อ
จนเป็นที่มาของการวางระเบิดทำลายสะพานในหุบเหวก๊กเทค ที่เป็นคอขวดของการค้าขายและขนส่งสินค้า บนแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ทั้งสะพานรถไฟก๊กเทคและสะพานก๊กตวิน
……
คนส่วนใหญ่มองปฏิบัติการ 1027 ของกองกำลังติดอาวุธ 3 กลุ่มที่รวมตัวกันในนามพันธมิตรภาคเหนือ โดยเน้นให้ความสำคัญว่าเป็นปฏิบัติสู้รบเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย
แต่จริงๆแล้วเป็นการมองไม่ตรงจุด เป้าหมายของพันธมิตรภาคเหนือ คือ ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ปฏิบัติการสู้รบรูปแบบเดียวกันนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุครัฐบาลประชาธิปไตยที่นำโดยพรรค NLD !!!
พันธมิตรภาคเหนือตั้งขึ้นเมื่อกลางปี 2559 จากการรวมตัวกันของกองกำลังติดอาวุธ 4 กลุ่ม นอกจากกองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง และกองทัพอาระกันแล้ว ยังมีกองทัพคะฉิ่น(KIA) ร่วมด้วยอีก 1 กลุ่ม
ปฏิบัติการของพันธมิตรภาคเหนือ เริ่มต้นจากการบุกโจมตีฐานของทหารพม่าที่ตั้งอยู่ในเมืองหมู่เจ้ ช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2559 หลังรัฐบาลพรรค NLD เริ่มทำงานได้เพียงครึ่งปี
เมืองหมู่เจ้เป็นต้นทางของทางหลวงหมายเลข 3 อยู่ตรงข้ามเมืองรุ่ยลี่ เขตปกครองตนเองชนชาติไตและจิ่งพัว เต๋อหง มณฑลยูนนาน เป็นประตูการค้าที่สำคัญที่สุดในการค้าขายระหว่างเมียนมากับจีน มูลค่าการค้าของ 2 ประเทศผ่านด่านชายแดนแห่งนี้ในช่วงนั้น แต่ละปีสูงกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
พื้นที่สู้รบระหว่างพันธมิตรภาคเหนือกับทหารพม่าในปี 2559 ได้แก่บริเวณโดยรอบศูนย์ขนถ่ายสินค้าหลักไมล์ 105 ซึ่งเป็นจุดพักสินค้าหลักที่จีนและเมียนมาซื้อขายกัน
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการในนามพันธมิตรภาคเหนือช่วงหลังจากปี 2560 เป็นต้นมา ปรากฏชื่อของกองกำลังติดอาวุธเพียง 3 กลุ่ม คือ กองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง และกองทัพอาระกัน ไม่มีชื่อกองทัพคะฉิ่น ร่วมอยู่ด้วย
ปฏิบัติการของพันธมิตรภาคเหนือที่กลายเป็นข่าวใหญ่ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2562 กองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง และกองทัพอาระกัน ร่วมบุกโจมตีและใช้อาวุธหนักยิงถล่มโรงเรียนนายร้อยเทคนิค(DSA) กองทัพพม่า ที่เมืองปินอูลวิน มีทหารพม่าจำนวนมากเสียชีวิต
วันเดียวกัน ยังได้วางระเบิดสะพานก๊กตวิน จนเสียหายใช้การไม่ได้ ส่งผลโดยตรงให้การขนส่งสินค้าระหว่างจีนกับเมียนมาต้องหยุดชะงักไปโดยทันที
จากจุดเริ่มต้นที่เมืองปินอูลวินและหุบเขาก๊กเทค การสู้รบระหว่างพันธมิตรภาคเหนือกับกองทัพพม่าแพร่ลามขึ้นไปถึงเมืองล่าเสี้ยว และหมู่เจ้ มีการปิดล้อมเมืองก๊ตขาย เมืองสำคัญบนทางหลวงหมายเลข 3 ที่เป็นทางผ่านจากเมืองแสนหวีขึ้นไปยังหน้าด่านหมู่เจ้ ชาวบ้านก๊ตขายต้องติดค้างอยู่ในเมือง ขาดน้ำ ขาดอาหารอยู่เป็นสัปดาห์ เพราะรถทุกชนิดไม่สามารถผ่านเข้าไปส่งเสบียงอาหารในพื้นที่เมืองก๊ตขายได้
วันที่ 17 สิงหาคม 2562 พันธมิตรภาคเหนือได้วางระเบิดสะพานข้ามแม่น้ำสาละวิน ในเมืองกุ๋นโหลง บนทางหลวงหมายเลข 34 จากเมืองแสนหวีไปยังหน้าด่านชิงส่วยเหอ สะพานได้รับความเสียหายจนต้องถูกปิด ห้ามรถทุกชนิดผ่าน
ช่วงนั้น สื่อในเมียนมาและรัฐฉานเสนอข่าวไปในทางเดียวกันว่า ปฏิบัติการของพันธมิตรภาคเหนือ ทำให้จีนไม่พอใจมาก
อู จ่อตินส่วย รัฐมนตรีกระทรวงสำนักที่ปรึกษาแห่งรัฐ เมียนมา บินไปพบกับหวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 หลังพันธมิตรภาคเหนือบุกโจมตีเมืองต่างๆที่อยู่ในแนวทางหลวงหมายเลข 3 รอบแรก ที่มาภาพ : สำนักข่าวซินหัว
วันที่ 27 สิงหาคม 2562 อู จ่อตินส่วย รัฐมนตรีกระทรวงสำนักที่ปรึกษาแห่งรัฐ ในรัฐบาลพรรค NLD เป็นตัวแทนอองซาน ซูจี รีบเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อเข้าพบกับหวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีน
วันที่ 30 สิงหาคม 2562 The Myanmar Times รายงานว่า เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ของการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับพันธมิตรภาคเหนือ ได้ส่งผลต่อการค้าระหว่างจีนและเมียนมา อย่างเป็นรูปธรรม
ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2562 มูลค่าการค้า ณ ศูนย์ขนถ่ายสินค้าหลักไมล์ 105 ในเมืองหมู่เจ้ จากก่อนหน้านั้นที่เคยมีการซื้อขายกันเฉลี่ยวันละ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ลดลงมาเหลือเพียงวันละ 7 แสนดอลลาร์
รถบรรทุกสินค้าจากจีนที่ส่งเข้าไปขายในเมียนมา ทุกคันต้องติดค้างอยู่ที่เมืองน้ำผักกา เนื่องจากทางหลวงหมายเลข 3 ถูกปิดตั้งแต่ช่วงน้ำผักกาลงไปถึงเมืองก๊ตขาย
ผลิตผลการเกษตรที่เมียนมาส่งขึ้นไปขายในจีน ทั้งหมดเน่าเสียคารถบรรทุก จนต้องโยนทิ้งข้างทาง เพราะรถทุกคันต้องจอดค้างไว้ริมถนนก่อนถึงเมืองก๊ตขาย ไม่สามารถลำเลียงขึ้นไปถึงหน้าด่านหมู่เจ้
ส่วนการค้าที่ด่านชายแดนชิงส่วยเหอได้หยุดชะงักไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2562 หลังจากสะพานข้ามแม่น้ำสาละวินที่เมืองกุ๋นโหลงถูกระเบิด
ก่อนหน้ามีการสู้รบเกิดขึ้น การค้าจีน-เมียนมาที่ด่านชิงส่วยเหอ มีมูลค่าเฉลี่ยวันละ 3 ล้านดอลลาร์ ได้ลดวูบลงมาเหลือ 5 แสนดอลลาร์ ในวันที่ 15 สิงหาคม ถัดมาวันที่ 16 สิงหาคม ลงมาเหลือเพียง 3 แสนดอลลาร์ และนับจากวันที่ 17 สิงหาคมจนไปถึงสิ้นเดือน ตัวเลขการค้าที่นี่เป็นศูนย์
วันที่ 31 สิงหาคม 2562 ศูนย์สันติภาพและปรองดองแห่งชาติ(NRPC) ของรัฐบาลพรรค NLD จัดประชุมครั้งแรกกับตัวแทนพันธมิตรภาคเหนือ ที่เมืองเชียงตุง โดยมีตัวแทนระดับรองผู้นำกองทัพโกก้าง ตะอั้ง และอาระกัน เข้าร่วม
วันที่ 13 กันยายน 2562 ซุน กั๋วเสียง ทูตพิเศษฝ่ายกิจการเอเชียของจีนขณะนั้น เข้าพบอองซาน ซูจี ที่กรุงเนปิดอ
วันที่ 17 กันยายน 2562 NRPC จัดประชุมกับตัวแทนพันธมิตรภาคเหนืออีกครั้ง ที่เมืองเชียงตุงเช่นเดิม มีการพูดเรื่องการเซ็นสัญญาหยุดยิงระหว่างพันธมิตรภาคเหนือกับกองทัพพม่า กระบวนการสื่อสาร และการสร้างความใว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป
ก่อนเริ่มประชุมในตอนเช้าวันที่ 17 กันยายน สื่อหลายแห่งในรัฐฉานและเมียนมา มีการถ่ายทอดสดผ่านเครือข่ายออนไลน์ของตน โชว์บรรยากาศด้านหน้าโรงแรมอเมซซิ่ง เชียงตุง เห็นภาพตัวแทนพันธมิตรภาคเหนือที่เดินทางโดยรถยนต์มาจากเขตพิเศษหมายเลข 4 เมืองลา ซึ่งอยู่ติดกับตำบลเมืองฮาย เขตปกครองตนเองชนชาติไต สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน
ในคณะของตัวแทนพันธมิตรภาคเหนือ พบว่ามีเจ้าหน้าที่ชาวจีนซึ่งขณะนั้นสื่อไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นใคร บอกเพียงว่าเป็นผู้ประสานงานการประชุมครั้งนี้ ร่วมเดินทางมาด้วย และเมื่อประชุมเสร็จ ทั้งหมดก็เดินทางกลับไปยังเมืองลาโดยทางรถยนต์
รายงานข่าวระบุว่า ที่ประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 ได้ตกลงร่วมกันว่า จะจัดให้มีการประชุมกันอีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม แต่ไม่ได้กำหนดสถานที่ วัน และเวลา ที่แน่นอน
แต่การประชุมครั้งที่ 3 ยังไม่ทันได้จัดขึ้น เดือนธันวาคม 2562 ก็เกิดการระบาดของโควิด-19 ขึ้นในจีน ที่เมืองอู่ฮั่น จนจีนต้องปิดประเทศ ต่อมาเดือนมีนาคม 2563 ก็พบการระบาดในเมียนมา
กระบวนการเจรจาสันติภาพ หาหนทางยุติการสู้รบระหว่างพันธมิตรภาคเหนือกับกองทัพพม่า ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ในภาคเหนือของรัฐฉานครั้งนั้น จึงหยุดชะงักไปโดยปริยาย
กระทั่งกลับมาวุ่นวายอีกครั้งจากปฏิบัติการ 1027 รอบ 2 ของกองทัพตะอั้งและโกก้างในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2567
……
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ได้ประกาศข้อริเริ่ม”1 แถบ 1 เส้นทาง”(BRI) ออกมา เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2556
เมียนมาเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์ BRI ในฐานะทางออกสู่ทะเลทางมหาสมุทรอินเดียให้กับจีน ผ่านทางหลวงหมายเลข 3 จากชายแดนรัฐฉานภาคเหนือ ภาคมัณฑะเลย์ ลงไปสู่ชายทะเลในเมืองเจ้าก์ผิ่ว รัฐยะไข่ ซึ่งต่อมาจีนได้เรียกเส้นทางสายนี้เป็นระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา
ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ผ่านเหตุการณ์ท้าทายมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดคือปฏิบัติการ 1027 รอบ 2 ของ 3 กองกำลังติดอาวุธในนามพันธมิตรภาคเหนือ
อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ เมืองที่อยู่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ที่เคยถูกกองทัพตะอั้งและโกก้างยึดไปในปฏิบัติการ 1027 รอบ 2 เริ่มทะยอยกลับคืนสู่การครอบครองของกองทัพพม่าเหมือนเดิมแล้วเกือบหมด คงเหลืออยู่เพียงแสนหวี ที่คาดว่าอีกไม่นานก็ต้องถูกปล่อยให้กลับมาอยู่ในมือของกองทัพพม่า
เป้าหมายของจีนในเมียนมา ไม่เปลี่ยนแปลง…



