ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน
หากดูโดยตำแหน่ง “เติ้ง ซีจุน” (邓锡军) หรือที่บางคนอ่านออกเสียงว่า “เติ้ง ซีจวิน” อาจเป็นเพียงตัวละครตัวเล็กๆ จากจีน เมื่อเทียบกับบทบาทของ หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ หรือหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ที่ปรากฏตัวออกมาในช่วงที่เกิดสงครามยึดคืนพื้นที่และการกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชาของกองทัพไทย
ชื่อของเติ้ง ซีจุน ถูกนำเสนอผ่านสื่อน้อยมาก ขณะที่หวัง อี้ หรือหลิว จงอี้ เป็นผู้เดินเกมในทางเปิดสู่สาธารณะ เติ้ง ซีจุน คือมือทำงาน เดินหน้าเจรจา ล็อบบี้ไปเงียบๆ เพื่อให้แนวนโนบายที่ถูกประกาศไว้ เป็นผลในเชิงปฏิบัติ
ตำแหน่งทางการของเติ้ง ซีจุน คือ ทูตพิเศษด้านกิจการเอเซีย กระทรวงการต่างประเทศจีน (Special Envoy for Asian Affairs of the Ministry of Foreign Affairs of the People’s Republic of China)
กรณีของกัมพูชา ผลงานของเติ้ง ซีจุน ตอนนี้ยังไม่โดดเด่น
แต่ในเมียนมา เติ้ง ซีจุน มีบทบาทสำคัญอย่างเงียบๆ มานานกว่า 3 ปี โดยเฉพาะในกระบวนการปรามแก๊งสแกมเมอร์ตามแนวชายแดนรัฐฉาน-จีน และการเป็นตัวกลางคลี่คลายความขัดแย้งในภาคเหนือของรัฐฉาน
ปมความขัดแย้งในเมียนมานั้นซับซ้อน มีผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย แต่ภาพที่ปรากฏออกมาหลังจากแต่ละปัญหาคลี่คลาย ดูเหมือนฝ่ายที่ได้ประโยชน์มากกว่าเพื่อน ก็คือจีน!
…….
เติ้ง ซีจุน เข้ารับตำแหน่งทูตพิเศษด้านกิจการเอเซีย ต่อจาก “ซุน กั๋วเสียง” ทูตพิเศษคนเก่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565
ก่อนหน้านั้น เขาเป็นเจ้าหน้าที่การทูตที่จีนส่งไปประจำอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีสถานการณ์อ่อนไหวในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งด้านความขัดแย้งและผลประโยชน์
เติ้ง ซีจุน เกิดเมื่อเดือนมิถุนายน 2505 ที่เมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัย เขาก็เริ่มเข้าทำงานกับกระทรวงการต่างประเทศจีน ในปี 2526
-ปี 2528-2531 เป็นเจ้าหน้าที่การทูต ประจำสถานทูตจีนในเมียนมา ตั้งแต่ในยุคที่ยังปกครองโดยเผด็จการทหาร ใช้ชื่อประเทศขณะนั้นว่าสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า
- ปี 2531-2535 เป็นเลขานุการตรี ประจำกรมกิจการเอเซีย กระทรวงการต่างประเทศ
- ปี 2535-2538 เป็นเลขานุการโท สถานทูตจีนประจำฟิลิปปินส์
- ปี 2538-2540 เป็นรองหัวหน้าแผนกในกรมกิจการเอเซีย กระทรวงการต่างประเทศ
- ปี 2540-2542 เป็นเลขานุการเอก สถานทูตจีนประจำมาเลเซีย
- ปี 2542-2543 เป็นเลขานุการเอก สถานทูตจีนประจำสิงคโปร์
- ปี 2543-2547 เป็นกงศุล ประจำสถานทูตจีนในอัฟกานิสถาน
- ปี 2547-2549 เป็นกงศุล ประจำกรมกิจการเอเซีย กระทรวงการต่างประเทศ
- ปี 2549-2552 เป็นกงศุล ประจำสถานทูตจีนในฟิลิปปินส์
- ปี 2552-2554 เป็นรองผู้อำนวยการ สำนักงานกิจการต่างประเทศ ประจำนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน
- ปี 2554-2556 เป็นนักการทูตอาวุโส ประจำสถานทูตจีนในอินเดีย
- ปี 2556-2558 เป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม สถาทูตจีนในอัฟกานิสถาน
- ปี 2558-2563 เป็นทูตพิเศษด้านกิจการอัฟกานิสถาน กระทรวงการต่างประเทศ
- ปี 2563-2565 เป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประชาคมอาเซียน
…….
แม้ชื่อตำแหน่งระบุว่าเป็นทูตพิเศษ “ด้านกิจการเอเซีย” แต่จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม บทบาทของผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ตลอดกว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่กิจการในเมียนมาเป็นส่วนใหญ่ สื่อในเมียนมาหลายแห่งถึงกับระบุตำแหน่งของทั้งซุน กั๋วเสียง และเติ้ง ซีจุน ไว้ว่าเป็น “ทูตพิเศษด้านกิจการเมียนมา”
ยุคของซุน กั๋วเสียง สถานการณ์ในเมียนมาเป็นช่วงการสร้างสันติภาพ ซุน กั๋วเสียงเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทให้เกิดการลงนามในสัญญาหยุดยิงทั่วประเทศ (Nationwide Ceasefire Agreement : NCA) ระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 8 กลุ่ม เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2558 ที่ประธานาธิบดีเตงเส่ง เป็นผู้ผลักดัน หลังจากนั้นไม่ถึง 1 เดือน พรรค NLD ของอองซาน ซูจี ก็ได้รับชัยชนะท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวบริหารประเทศยาวนาน 5 ปี จนถูกรัฐประหาร
เติ้ง ซีจุน เข้ารับตำแหน่งทูตพิเศษด้านกิจการเอเซียต่อจากซุน กั๋วเสียง ในช่วงที่เมียนมาปกครองโดยรัฐบาลทหาร และจีนก็กำลังเดินหน้าสร้างระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา เพื่อเปิดทางออกสู่ทะเลทางมหาสมุทรอินเดียให้กับดินแดนในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อริเริ่ม 1 แถบ 1 เส้นทาง (BRI) ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
พื้นที่ชายแดนรัฐฉาน-จีน ซึ่งเป็นหน้าด่านหลักของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ช่วงที่เติ้ง ซีจุน มารับตำแหน่ง กำลังถูกใช้เป็นฐานใหญ่ในการก่ออาชญากรรมฉ้อโกงทางออนไลน์ของแก๊งสแกมเมอร์จีนเทา โดยที่ผู้บริหารท้องถิ่นต่างรับรู้และได้รับแบ่งปันผลประโยชน์
รัฐบาลกลางของจีนไม่พอใจอย่างมากต่อสถานการณ์ตรงนี้
งานแรกในเมียนมาของเติ้ง ซีจุน คือการเชิญตัวแทนกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 7 กลุ่ม ให้เดินทางข้ามชายแดนไปพูดคุยกันยังสถานที่แห่งหนึ่งในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2565 เพื่อแนะนำตัวและบอกเป้าหมายของจีนที่ต้องการให้พื้นที่ชายแดนของ 2 ประเทศเกิดเสถียรภาพ
กองกำลังติดอาวุธทั้ง 7 กลุ่ม ประกอบด้วย กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) กองทัพโกก้าง (MNDAA) กองทัพพรรคก้าวหน้ารัฐฉาน (SSPP/SSA) หรือกองทัพรัฐฉานเหนือ กองทัพตะอั้ง (TNLA) กองทัพเมืองลา (NDAA) และกองทัพอาระกัน (AA)
จีนมีอิทธิพลมากต่อกองกำลังติดอาวุธ 7 กลุ่มนี้มาอย่างยาวนาน โดยกองทัพว้า กองทัพโกก้าง กองทัพเมืองลา และกองทัพรัฐฉานเหนือ เคยเป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า(CPB) ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก่อนที่ทั้ง 4 กลุ่มจะแยกตัวออกมาเป็นกองกำลังติดอาวุธอิสระในต้นทศวรรษ 2530
พื้นที่ของกองทัพคะฉิ่น กองทัพว้า กองทัพโกก้าง และกองทัพเมืองลา มีชายแดนติดกับจีน ทั้ง 4 กลุ่มนี้จำเป็นต้องพึ่งพาจีนทั้งในด้านอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า สัญญานอินเทอร์เน็ต รวมถึงการรักษาพยาบาล
อาวุธที่กองกำลังติดอาวุธ 7 กลุ่มนี้ใช้ ส่วนใหญ่เป็นอาวุธจีน
กองกำลังติดอาวุธทั้ง 7 กลุ่ม ไม่ได้ลงนามในสัญญาหยุดยิงทั่วประเทศกับรัฐบาลเมียนมาเมื่อปี 2558 รัฐบาลจีนได้ผลักดันให้ทั้ง 7 กลุ่ม รวมตัวกันเป็นองค์กรใช้ชื่อว่า Myanmar Peace Commission and Federal Political Negotiation Consultative Committee หรือ FPNCC เพื่อเป็นตัวกลางในการเจรจากับรัฐบาลเมียนมา
กองทัพว้ารับบทเป็นพี่ใหญ่ของกองกำลังติดอาวุธที่เหลืออีก 6 กลุ่ม เพราะเป็นกองทัพที่ใหญ่และมีอาวุธทันสมัยกว่าเพื่อน
ในวันที่ 29 ธันวาคม 2565 หลังเติ้ง ซีจุน เสร็จสิ้นการประชุมกับกองกำลังติดอาวุธ 7 กลุ่มที่คุนหมิง เขาได้เดินทางไปยังกรุงเนปยีดอ เพื่อแนะนำตัวกับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย และพูดคุยเรื่องการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ พร้อมยืนยันความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และการลงทุนเพื่อการพัฒนาของจีนในเมียนมา
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 เติ้ง ซีจุน เดินทางขึ้นไปยังภาคเหนือของรัฐฉานอีกครั้ง เพื่อพบกับผู้นำกองทัพคะฉิ่น กองทัพว้า และกองทัพเมืองลา ประเด็นที่มีการพูดคุยกันรอบนี้ เริ่มเฉพาะเจาะจงลงไปในเรื่องของความมั่นคง การร่วมกันปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ หรือขบวนการฉ้อโกง-บ่อนการพนันออนไลน์ของพวกจีนเทาที่อยู่ตามชายแดนรัฐฉาน-จีน

วันที่ 15-16 มีนาคม 2566 แกนนำกลุ่มติดอาวุธ 7 กลุ่ม ในนาม FPNCC ได้ประชุมกันที่เมืองป๋างซาง เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองชนชาติว้า
ทั้ง 7 กลุ่มได้ออกแถลงการณ์ 7 ข้อ ประเด็นสำคัญอยู่ในข้อที่ 6 ซึ่งมีเนื้อหาว่า ที่ประชุมยอมรับบทบาทของจีน ที่จะเข้ามาเป็นตัวกลาง ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างกองทัพพม่ากับกำลังติดอาวุธกลุ่มต่างๆ ที่กำลังสู้รบกันอยู่ในเมียนมา
เติ้ง ซีจุน คือมือทำงานในบทบาทตัวกลางของจีน
มีรายงานว่า ในที่ประชุม FPNCC ได้แสดงความตระหนักถึงบุญคุณของจีนที่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนตามแนวชายแดนเมียนมา-จีน ตลอดเวลา 3 ปี ที่เกิดการระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันว่า จะสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นตลอดแนวชายแดนเมียนมา-จีน และพัฒนาการค้า การลงทุน ของทั้ง 2 ประเทศ
วันที่ 1 มิถุนายน 2566 จีนเป็นตัวกลางประสานงานให้ พล.ท. หย่าปญิ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักงานรัฐบาลสหภาพ และประธานคณะกรรมการเจรจาสันติภาพ (National Solidarity and Peace Negotiation Committee : NSPNC) เมียนมา เดินทางไปประชุมกับตัวแทนกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 3 กลุ่มที่รวมตัวกันในนามพันธมิตรภาคเหนือ ได้แก่ กองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง และกองทัพอาระกัน ที่เมืองลา หัวข้อการประชุม นอกจากเรื่องแนวทางเจรจาสันติภาพระหว่างกันแล้ว ยังเป็นเรื่องการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ในพื้นที่ชายแดนรัฐฉาน-จีน
ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 รัฐบาลจีนได้ประกาศนโยบายออกมาชัดเจนว่าจะเดินหน้าอย่างเด็ดขาด เพื่อกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาที่ไปใช้พื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะในรัฐฉาน ก่ออาชญากรรม เพราะได้สร้างความเสียหายอย่างมากแก่ภาพพจน์ของจีนในสายตาของคนทั่วโลก
รัฐบาลจีนได้เร่งรัดและกดดันเร่งรัดลงไปยังรัฐบาลกลางเมียนมาอย่างหนักให้ออกมาจัดการเรื่องนี้ เพราะจีนเชื่อว่า นายทหารและข้าราชการระดับสูงทั้งในส่วนกลางของเมียนมา และท้องถิ่นรัฐฉาน หลายคนมีผลประโยชน์ร่วมกับแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้
หลังถูกเร่งรัดกดดัน รัฐบาลกลางเมียนมาดูมีท่าทีกระตือรือร้นต้องการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ มีการประชุมทูตจาก 3 ประเทศ จีน ไทย ลาว เพื่อเดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ผลงานที่ปรากฏออกมา กลับดูไม่สอดคล้องเท่าใดนัก
ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2566 ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมาสามารถจับกุมสแกมเมอร์สัญชาติจีน และส่งตัวกลับไปรับโทษในจีนได้ทั้งสิ้น 8 คน!
2 สัปดาห์ถัดมา ในวันที่ 7 กันยายน 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองทัพว้า ได้นำตัวชาวจีนกลุ่มใหญ่ที่จับกุมได้จากปฏิบัติการกวาดล้างสแกมเมอร์ในพื้นที่ของว้า ระหว่างวันที่ 6-7 กันยายน ได้ผู้ต้องการรวม 1,207 คน เดินเรียงแถวส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากจีนที่มาคอยรับบริเวณด่านชายแดนเมืองป๋างซาง เพื่อให้คนเหล่านี้กลับไปรับโทษในจีน โดยต้องใช้เวลาตรวจสอบรายชื่อและส่งมอบตั้งแต่ตอนกลางวันยาวไปถึงช่วงมืดค่ำ
พื้นที่ชายแดนรัฐฉาน-จีน ที่ถูกใช้เป็นฐานของพวกสแกมเมอร์มีแหล่งใหญ่อยู่ในเมืองเล่าก์ก่าย เมืองหลวงของพื้นที่พิเศษหมายเลข 1 เขตปกครองตนเองชนชาติโกก้าง
เมืองเล่าก์ก่ายอยู่ห่างจากเมืองล่าเสี้ยวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 117 ไมล์ หรือ 188 กิโลเมตร และห่างจากกรุงย่างกุ้ง 1,116 กิโลเมตร คนไทใหญ่และคนไทยบางส่วนเรียกชื่อเมืองนี้ว่า “เล้าไก่”
เขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างขณะนั้น บริหารงานโดยคนในตระกูลไป๋ นำโดยไป๋ โส่วเฉิน (白所成)
ไป๋ โส่วเฉิน เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2493 เป็นอดีตรองผู้บัญชาการกองทัพโกก้าง และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (Amyotha Hluttaw) หรือสภาสูงของเมียนมา สังกัดพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคของทหาร
ในปี 2552 กองทัพพม่าได้กดดันให้กองทัพโกก้างแปรสภาพเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) แต่เผิง จาเซิง หรือเผิง เจี่ยเซิง ประธานเขตปกครองตนเองโกก้างและผู้บัญชาการกองทัพโกก้างขณะนั้น ไม่ยินยอม จึงทำให้ผู้บริหารเขตปกครองตนเองโกก้างในตอนนั้นแตกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ฝ่ายของเผิง จาเซิง และฝ่ายของไป๋ โส่วเฉิน ซึ่งเป็นเบอร์ 2 รองจากเผิง จาเซิง และกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกองทัพพม่ากับกองทัพโกก้าง จนเกิดเป็นสงครามระหว่างกันในเดือนสิงหาคม 2552
ไป๋ โส่วเฉิน นำทหารโกก้างจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกับกองทัพพม่า เปิดทางให้ทหารพม่านำกำลังบุกเข้ายึดเมืองเล่าก์ก่าย ขณะที่กำลังพลของกองทัพโกก้างที่นำโดยเผิง จาเซิง กับเผิง ต้าซุน หรือเผิง เต๋อเหริน ลูกชาย ถอยออกจากเมืองเล่าก์ก่าย ย้ายขึ้นไปตั้งฐานบัญชาการอยู่ที่เมืองโก ชายแดนรัฐฉาน-จีน ในจังหวัดหมู่เจ้
หลังเหตุการณ์สงบลงในปลายเดือนสิงหาคม 2552 กองทัพพม่าได้แต่งตั้งไป๋ โส่วเฉิน เป็นประธานเขตปกครองตนเองโกก้างแทนเผิง จาเซิง ทหารโกก้างฝ่ายไป๋ โส่วเฉิน ยอมแปรสภาพเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน ส่วนเผิง จาเซิง ถูกทางการเมียนมาออกหมายจับ ทำให้ต้องลี้ภัยไปอยู่ในมณฑลยูนนาน ต่อมาได้กลับเข้ามาอาศัยอยู่กับจายลืน ประธานเขตพิเศษหมายเลข 4 ซึ่งเป็นลูกเขย ที่เมืองลา จนเสียชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ด้วยวัย 94 ปี
เมื่อแก๊งสแกมเมอร์ของจีนเทาขยายการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ชายแดนรัฐฉาน-จีน ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ไป๋ โส่วเฉิน ที่ได้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดในเขตปกครองตนเองโกก้างไปแล้ว ได้ร่วมมือกับจีนเทา เปิดทางให้เข้ามาใช้เมืองเล่าก์ก่ายเป็นฐานสแกมเมอร์ ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงผู้คนทั่วโลก จนได้รับความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล
เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จีนไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐของเมียนมาและกองทัพพม่าในการจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์
วันที่ 7 ตุลาคม 2566 หรือ 1 เดือนหลังจากกองทัพว้าส่งสแกมเมอร์จีนเทา 1,207 คน ให้กับตำรวจจีน ตำรวจเมืองเล่าก์ก่ายภายใต้การควบคุมของไป๋ โส่วเฉิน ก็ได้นำตัวสแกมเมอร์ชาวจีนที่ถูกจับได้ในเมืองเล่าก์ก่ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนที่ด่านชายแดนหย่านโหล่งจาย ตรงข้ามกับเมืองหนานซาน อำเภอเจิ้นคัง จังหวัดหลินชาง
ที่น่าแปลกใจคือ ทั้งๆ ที่เมืองเล่าก์ก่ายเป็นศูนย์กลางใหญ่ของแก๊งสแกมเมอร์ จากการสืบสวนในทางลับของตำรวจจีนเชื่อว่ามีคนจีนและชาวต่างชาติเข้ามาทำงานคอลเซ็นเตอร์อยู่ในเมืองเล่าก์ก่ายอยู่นับหมื่นคน แต่ปรากฏว่า ผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกตำรวจเมืองเล่าก์ก่ายจับส่งตัวกลับจีนในครั้งนี้มีเพียง 377 คน
มีรายงานว่า ระหว่างการสืบสวนเก็บข้อมูลแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองเล่าก์ก่าย ตำรวจจีน 2 นาย ที่แฝงตัวมาอยู่ที่นี่ได้ถูกแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาสังหาร
วันที่ 27 ตุลาคม 2566 กองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง และกองทัพอาระกัน ที่รวมตัวกันในนามพันธมิตรภาคเหนือ ได้เปิดปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “1027” โดยกระจายกำลังบุกโจมตีหน่วยทหารกองทัพพม่าและบุกยึดพื้นที่หลายเมืองในภาคเหนือของรัฐฉาน เกิดการสู้รบต่อเนื่องนานเกือบ 3 เดือน สุดท้ายในต้นเดือนมกราคม 2567 พันธมิตรภาคเหนือเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
กองทัพตะอั้งสามารถเข้าควบคุมเมืองน้ำคำ เมืองชายแดนของจังหวัดหมู่เจ้ที่มีพื้นที่ติดกับเขตปกครองตนเองชนชาติไตและจิ่งพัว เต๋อหง
กองทัพโกก้าง ที่นำโดยเผิง ต้าซุน บุตรชายของเผิง จาเซิง ได้บุกเข้ายึดเมืองกุ๋นโหลง หน้าด่านชายแดนชิงส่วนเหอ และเมืองเล่าก์ก่าย
เขตปกครองตนเองโกก้างได้กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพโกก้างที่นำของคนตระกูลเผิง ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารชุดเดิมก่อนเดือนสิงหาคม 2552 อีกครั้งหนึ่ง
พันธมิตรภาคเหนือแจ้งวัตถุประสงค์ที่จำเป็นต้องเปิดปฏิบัติการ 1027 ว่าเพื่อกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์จีนเทาที่เข้ามาใช้พื้นที่ชายแดนรัฐฉาน-จีน ก่ออาชญากรรมหลอกลวงผู้คนไปทั่วโลก โดยเฉพาะคนจีนด้วยกันเอง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พันธมิตรภาคเหนือได้รับชัยชนะในปฏิบัติการ 1027 คืออาวุธที่นำมาใช้ โดยเฉพาะโดรนที่บินไปโจมตีหน่วยทหารพม่า เป็นโดรนรุ่นใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน
กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนเผยแพร่ข้อมูลว่า นับแต่ทางการจีนร่วมกับฝ่ายความมั่นคงของเมียนมา เริ่มปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมาอย่างจริงจังตั้งแต่กลางปี 2566 จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2567 สามารถจับกุมอาชญากรจีนเทากลับไปดำเนินคดีและรับโทษในจีนแล้วรวมกว่า 44,000 คน ในนี้ 171 คน เป็นระดับผู้บงการ อีก 2,908 คน เป็นระดับหัวหน้า
วันที่ 31 มกราคม 2567 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะประกาศว่า ตำรวจเมียนมาและตำรวจจีน สามารถจับกุมตัวไป๋ โส่วเฉิน และไป๋ อิงชาง ลูกชาย พร้อมพรรคพวกรวม 10 คน และส่งผู้ที่ถูกจับทั้งหมดขึ้นเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติเนปิดอกลับไปดำเนินคดีและรับโทษในจีนเรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 30 มกราคม
(หมายเหตุ : วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ศาลประชาชนกลางเมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตง อ่านคำพิพากษาให้ประหารชีวิต ไป๋ โส่วเฉิน ไป๋ อิงชาง และแกนนำแก๊งสแกมเมอร์ในเมืองเล่าก์ก่ายอีก 3 คน แต่ยังไม่ทันที่จะถูกนำตัวไปรับโทษ ไป๋ โส่วเฉิน ได้เสียชีวิตก่อนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจีน ในวันที่ 10 พฤศจิกายน)
ระหว่างที่การสู้รบของกองทัพพม่ากับพันธมิตรภาคเหนือในปฏิบัติการ 1027 ยังไม่จบ เติ้ง ซีจุน ได้ประสานงานจัดประชุมระหว่างคณะกรรมการเจรจาสันติภาพเมียนมา (NSPNC) กับตัวแทนพันธมิตรพันธมิตรภาคเหนือ โดยใช้โรงแรม Haigeng ในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน เป็นสถานที่เจรจา
การประชุมครั้งแรกจัดขึ้นในวันที่ 7-8 ธันวาคม 2566 ครั้งที่ 2 วันที่ 23-24 ธันวาคม 2566 ครั้งที่ 3 วันที่ 7-9 มกราคม 2567 และครั้งที่ 4 วันที่ 29 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2567
วันที่ 7 มกราคม 2567 กองทัพโกก้างได้กลับเข้ามาควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของเขตปกครองตนเองโกก้างอีกครั้ง ทหารพม่ากว่า 2,000 นายที่เคยประจำการอยู่ตามจุดต่างๆ ในเขตปกครองตนเองโกก้าง ยอมถอนตัวออกจากพื้นที่ กลับไปตั้งมั่นยังกองบัญชาการทหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เมืองล่าเสี้ยว
วันที่ 11 มีนาคม 2567 กองทัพโกก้างได้เปิดด่านการค้าชายแดน 2 จุด ที่อยู่ในความดูแล ได้แก่ ด่านชายแดนป่างซาย เมืองหมู่เจ้ และด่านชายแดนชิงส่วยเหอ ให้รถบรรทุกสินค้าข้ามผ่านได้ โดยเฉพาะด่านชิงส่วยเหอ เป็นด่านที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่ 2 ของการค้าชายแดนระหว่างจีนกับเมียนมา รองจากด่านชายแดนหมู่เจ้
การเปิดด่านชายแดน 2 แห่งข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการเจรจาสันติภาพครั้งที่ 4 ที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธุ์ ถึง 1 มีนาคม
มีรายงานว่า กองทัพโกก้างกับกองทัพพม่าตกลงแบ่งผลประโยชน์จากภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ จากธุรกรรมส่งออก-นำเข้าสินค้าผ่านด่านชายแดนทั้ง 2 แห่งที่กลับมาเปิดใหม่ โดยรายได้ 70% เป็นของกองทัพโกก้าง ที่เหลืออีก 30% เป็นของกองทัพพม่า
วันที่ 16 มีนาคม 2567 สนามบินล่าเสี้ยวกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังต้องปิดยาวถึง 4 เดือน นับแต่เริ่มมีปฏิบัติการ 1027 ของพันธมิตรภาคเหนือ…
บทบาทของเติ้ง ซีจุน ต่อปฏิบัติการ 1027 ของพันธมิตรภาคเหนือระหว่างปลายเดือนตุลาคม 2566 ถึงต้นเดือนมกราคม 2567 ทำให้ทางการจีนสามารถจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์ที่กระจายตัวอยู่ตามชายแดนรัฐฉาน-จีน ได้อย่างเด็ดขาด และสามารถจัดการผลประโยชน์การค้าชายแดนซึ่งเป็นต้นทางของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ในจุดที่กองทัพโกก้างดูแลอยู่ได้อย่างลงตัว
สถานการณ์ในภาคเหนือของรัฐฉานโดยรวมดูเหมือนจะเข้ารูปเข้ารอย กระทั่งปลายเดือนมิถุนายน 2567
วันที่ 25 มิถุนายน 2567 กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ในเมืองมัณฑะเลย์ จับมือกับกองกำลังติดอาวุธ 3 กลุ่ม ที่รวมตัวกันในนามพันธมิตรภาคเหนือ คือ กองทัพตะอั้ง กองทัพโกก้าง และกองทัพอาระกัน เปิดปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “ฉาน-มัณฑ์” (ရှမ်းမန်းစစ်ဆင်ရေး) หรือ “ปฏิบัติการ 1027 รอบ 2” นำกำลังบุกโจมตีฐานที่มั่นทหารพม่าตั้งแต่พื้นที่รอยต่อของภาคมัณฑะเลย์ขึ้นไปยังภาคเหนือของรัฐฉาน
กองทัพตะอั้งบุกเข้ายึดเมืองกุ๊ต หรือที่ในภาษาพม่าเรียกว่าโมโก๊ะ 1 ใน 3 แหล่งอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาในภาคมัณฑะเลย์ และยังบุกเข้ายึดเมืองมีตในรัฐฉาน ที่อยู่ติดกับเมืองกุ๊ตทางทิศตะวันออก และเป็นทางผ่านสำหรับขนส่งอัญมณีจากเมืองกุ๊ตเข้าจีน
นอกจากนี้ กองทัพตะอั้งยังบุกเข้ายึดเมืองหนองเขียว เมืองจ๊อกแม และเมืองสีป้อ ในรัฐฉาน
ส่วนกองทัพโกก้างนำกำลังลงมาบุกยึดเมืองแสนหวี กับเมืองล่าเสี้ยว
เมืองแสนหวี ล่าเสี้ยว สีป้อ จ๊อกแม และหนองเขียว ล้วนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ตามแนวทางหลวงหมายเลข 3 ที่เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา
จีนไม่พอใจอย่างมากในปฏิบัติการ 1027 รอบ 2 ของพันธมิตรภาคเหนือ เพราะนอกจากพื้นที่ปฏิบัติการเป็นการก่อกวนเส้นทางคมนาคมบนระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมาแล้ว การที่พันธมิตรภาคเหนือให้ความร่วมมือกับ PDF ยังส่อเจตนาที่จะคุกคามยุทธศาสตร์ของจีนในภูมิภาคนี้โดยตรง
PDF คือกองกำลังติดอาวุธของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือรัฐบาลเงาที่ต่อต้านรัฐบาลทหารของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ซึ่งจีนมองว่าทั้ง PDF และ NUG มีสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกให้การสนับสนุน
หลังพันธมิตรภาคเหนือเปิดปฏิบัติการ 1027 รอบ 2 ได้ไม่นาน ทางการจีนก็เริ่มกระบวนการกดดันโดยตรงอย่างรุนแรงต่อกองทัพโกก้างและกองทัพตะอั้ง
วันที่ 11 กรกฎาคม 2567 กองทัพว้าในฐานะพี่ใหญ่ของทั้ง 2 กองทัพ เคลื่อนกำลังพล 2,000 นาย จากเมืองป๋างซาง ข้ามแม่น้ำสาละวินไปตั้งฐานที่มั่นไว้ในเมืองต้างย่าน ที่อยู่ห่างจากเมืองล่าเสี้ยวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 82 กิโลเมตร จากนั้นวันที่ 29 กรกฎาคม กองทัพว้าได้ออกแถลงการณ์เป็นภาษาพม่าและภาษาจีน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดรบ ยุติความขัดแย้งและหันหน้ามาเจรจากัน
วันที่ 14 สิงหาคม 2567 หวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน ไปพบกับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ที่กรุงเนปยีดอ
วันที่ 24 สิงหาคม 2567 จีนได้สั่งปิดด่านชายแดนมันคา เขตปกครองตนเองชนชาติว้าชางหยวน จังหวัดหลินชาง ตรงข้ามกับเมืองน้ำติ๊ด อำเภอโหป่าง ซึ่งเป็นช่องทางที่ผู้คนจากเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างและว้าในรัฐฉาน จะข้ามเข้าไปในจีน
วันที่ 27 สิงหาคม 2567 เติ้ง ซีจุน ประชุมร่วมกับเจ้ากว๋ออัน และเป่าไอ่คาน แกนนำกองทัพว้า ในเมืองคุนหมิง ต่อมาสื่อในเมียนมาได้นำเอกสารที่ระบุว่าเป็นบันทึกการประชุมวันนั้นออกมาเผยแพร่ มีเนื้อหาโดยละเอียดว่า
จีนได้หยุดการให้ความช่วยเหลือและเริ่มปิดกั้นกองทัพโกก้างกับพื้นที่พิเศษหมายเลข 1 เขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างในทุกช่องทาง ได้แก่ การตัดไฟฟ้า น้ำประปา สัญญานอินเทอร์เน็ต ที่ส่งข้ามจากจีนไปยังพื้นที่โกก้าง ระงับการส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ยารักษาโรค อาหาร รวมถึงปิดช่องทางชายแดนห้ามคนจากฝั่งโกก้างเดินทางข้ามเข้าไปในจีน นอกจากนี้ ยังได้กดดันกองทัพว้าไม่ให้ขายอาวุธและกระสุนปืนให้กับกองทัพโกก้างและกองทัพตะอั้ง
เหตุผลที่จีนต้องแสดงท่าทีชัดเจนเช่นนี้ออกมา เพราะการที่กองทัพโกก้างได้ยึดเมืองล่าเสี้ยวที่ไม่ได้อยู่ในเขตปกครองตนเองโกก้าง ส่งผลกระทบโดยตรงกับความสัมพันธ์ของจีนกับเมียนมา เป็นการรบกวนการค้าระหว่างจีนและเมียนมาผ่านโครงข่ายคมนาคมตามข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง
บันทึกการประชุมระบุว่า เติ้ง ซีจุน ได้เตือนผู้นำกองทัพว้าว่า สถานการณ์เช่นนี้เปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกสามารถเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในเมียนมา ดังนั้น จีนจึงไม่อาจยอมรับกับการที่กองทัพโกก้างเข้าควบคุมเมืองล่าเสี้ยวเอาไว้
เติ้ง ซีจุน บอกผู้นำกองทัพว้าว่า ที่ผ่านมา กองทัพโกก้างแสดงตนเป็นพันธมิตรและร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มที่ต่อต้านกองทัพพม่า ได้แก่ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ และ PDF ที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศของกองทัพโกก้าง ที่เคยบอกไว้ว่าจะสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับจีน
โดยเฉพาะช่วงที่กองทัพโกก้างได้เปิดปฏิบัติการ 1027 เพื่อกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาที่มาใช้พื้นที่โกก้างเป็นฐานประกอบอาชญากรรม ซึ่งผลของปฏิบัติการนั้น กองทัพโกก้างไม่เพียงแต่ได้เข้ายึดครองพื้นที่ในเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างกลับคืนไปได้เท่านั้น แต่ยังลามไปยึดครองเมืองล่าเสี้ยวต่ออีกด้วย ซึ่งเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของจีน
เติ้ง ซีจุน เรียกร้องต่อกองทัพว้า ไม่ให้ขายอาวุธหรือให้การสนับสนุนทางทหารแก่กองทัพโกก้าง PDF รวมถึงกองกำลังติดอาวุธอื่นๆ ที่ต่อต้านกองทัพพม่าในภาคใต้ของรัฐฉานกับรัฐกะยา และให้กองทัพว้าปิดเส้นทางคมนาคมระหว่างพื้นที่ว้ากับโกก้าง รวมถึงห้ามให้การสนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิง อาหาร ยารักษาโรค แก่กองทัพโกก้าง
หากกองทัพว้าไม่ปฏิบัติตาม หรือยังคงให้การสนับสนุนกองทัพโกก้างต่อไป รัฐบาลจีนจะตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทุกด้านที่เคยมีกับพื้นที่ปกครองตนเองชนชาติว้า เช่น ระงับการค้าขายระหว่างจีนกับว้า ระงับการลงทุนของนักลงทุนจีนในกิจการเหมืองแร่ อุตสาหกรรม เขื่อนผลิตไฟฟ้า ในเขตว้า
เนื้อหาในบันทึกการประชุมยังระบุอีกว่า จีนกำลังรวบรวมข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่ม เช่น กองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง กองทัพสหรัฐว้า กับประเทศสหรัฐอเมริกา
ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2567 กองบัญชาการยุทธบริเวณภาคใต้ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ได้จัดการซ้อมรบด้วยกระสุนจริง ตามพื้นที่ชายแดนที่ติดกับรัฐฉาน ได้แก่ เมืองรุ่ยลี่ เขตปกครองตนเองชนชาติไตและจิ่งพัว เต๋อหง ตรงข้ามกับเมืองหมู่เจ้ และในเขตปกครองตนเองชนชาติไตและว้า กึ่งม้า อำเภอเจิ้นคัง จังหวัดหลินชาง ตรงข้ามกับเมืองเล่าก์ก่าย
วันที่ 30 สิงหาคม 2567 ทางการจีนได้ส่งหนังสือเตือนโดยตรงไปยังกองทัพโกก้างและตะอั้ง ให้หยุดรบกับกองทัพพม่า พร้อมขู่ว่าหากไม่ปฏิบัติตาม จีนจะมีมาตรการสั่งสอนและตอบโต้
วันที่ 2 กันยายน 2567 รัฐบาลเมียนมาประกาศเปลี่ยนสถานะของกองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง และกองทัพอาระกัน จากกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ เป็นกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลและกองทัพพม่าจะไม่เจรจาใดๆ กับ 3 กลุ่มนี้ และหากผู้ใดหรือองค์กรใด้ให้ความร่วมมือกับทั้ง 3 กลุ่ม ถือว่ามีความผิด
วันที่ 4 กันยายน 2567 กองทัพโกก้างเผยแพร่แถลงการณ์เป็นภาษาจีนและพม่า เนื้อหาแสดงเจตจำนงชัดเจนว่ากองทัพโกก้างจะไม่ขยายแนวรบออกไปอีก จะไม่ร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือปฏิบัติการทางทหารกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ และ PDF กองทัพโกก้างยืนยันจุดยืนและเป้าหมายว่าต้องการพื้นที่ปกครองตนเองโดยไม่คุกคามอำนาจรัฐส่วนกลางหรือต้องการแยกตัวเป็นอิสระ และกองทัพโกก้างได้กำหนดกรอบความเคลื่อนไหวไว้แน่นอนว่าจะไม่ร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศในการต่อต้านจีนและเมียนมา
วันที่ 25 กันยายน 2567 สภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) เมียนมา เผยแพร่ข้อมูลว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ให้เงินสนับสนุนแก่กองทัพโกก้าง กองทัพตะอั้ง รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ และ PDF เป็นวงเงินรวม 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
วันที่ 9 ตุลาคม 2567 กองทัพโกก้างเผยแพร่แถลงการณ์เป็นภาษาจีน มีเนื้อหาว่ากองทัพโกก้างได้รับรายงานว่า มีกองกำลังจากต่างชาติกำลังพยายามเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในเมียนมา ขณะที่สถานการณ์ในเมียนมาเองก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ดังนั้น เพื่อไม่ให้กองทัพโกก้างต้องถูกบังคับหรือตกเป็นเครื่องมือของต่างชาติให้ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศ จึงมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ นายทหาร และกำลังพลของกองทัพโกก้างปฏิบัติ ดังนี้
1. ห้ามเดินทางไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน สหรัฐอเมริกา และประเทศตะวันตก โดยไม่ได้รับอนุญาต
2. ห้ามเข้าร่วมกิจกรรม การประชุม สัมมนา ระหว่างประเทศ ที่จัดในหัวข้อเกี่ยวกับเมียนมา
3. ห้ามให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนจากสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตก
หากผู้ใดฝ่าฝืน ต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด
วันที่ 22 ตุลาคม 2567 รัฐบาลจีนได้สั่งปิดด่านชายแดนหลายจุดในรัฐฉาน ห้ามการส่งสินค้าจำเป็นข้ามจากฝั่งจีนเข้าไปขายในเมียนมา ส่งผลให้ประชาชนในหลายเมืองของรัฐฉานได้รับความเดือดร้อน เพราะขาดแคลนสินค้าอุปโภค-บริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงอาหารสด และพืชผักหลากหลายชนิด ที่เคยนำเข้ามาจากจีน
ในจังหวัดหมู่เจ้มีการปิดด่านชายแดนในเขตจินซานจ่อ เขตหย่านโหล่งจิ่น และเมืองน้ำคำ ส่วนประตูเมือง 3 แห่ง ที่เป็นช่องทางให้คนข้ามผ่านไปมาระหว่าง 2 ฝั่ง โดยเฉพาะประตูช้างเผือก มีการตั้งด่านตรวจตราอย่างเข้มงวดในฝั่งจีน เพราะได้รับคำสั่งห้ามไม่ให้มีการขนอุปกรณ์ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน รวมถึงแผงโซลาร์เซล จากจีนข้ามไปขายในฝั่งเมียนมาอย่างเด็ดขาด
ในเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้าง ได้มีการปิดช่องทางเชื่อมชายแดนที่เมืองโก และด่านชายแดนชิงส่วยเหอ ในเขตปกครองตนเองชนชาติว้าซึ่งมีด่านชายแดนที่เชื่อมกับจีน 16 จุด ถูกสั่งปิดไป 10 จุด เหลือเปิดให้คนข้ามผ่านไปมาได้เพียง 6 จุด แต่ทุกจุดต่างมีการตั้งด่านตรวจตราอย่างเข้มงวด
ในพื้นที่พิเศษหมายเลข 4 เมืองลา ได้สั่งปิดด่านต้าล่อที่เชื่อมเมืองลากับเขตปกครองตนเองชนชาติไตสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 สื่อในเมียนมารายงานว่า ทางการจีนได้ควบคุมตัวเผิง ต้าซุน ผู้บัญชาการกองทัพโกก้าง ไว้ในสถานที่แห่งหนึ่งในมณฑลยูนนาน
ตามการรายงานของสื่อเมียนมา เติ้ง ซีจุน ได้เชิญเผิง ต้าซุน ข้ามไปพบในฝั่งจีน เพื่อเจรจาโดยตรงให้กองทัพโกก้างยุติการสู้รบกับกองทัพพม่าในเมืองล่าเสี้ยว และคืนเมืองล่าเสี้ยวแก่รัฐบาลเมียนมา แต่เผิง ต้าซุน ปฏิเสธ จึงถูกกักตัวเอาไว้ไม่ให้เดินทางกลับ
รุ่งขึ้น วันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 หลิน เจี้ยน (Lin Jian) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาปฏิเสธว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง พร้อมชี้แจงว่า เผิง ต้าซุน เดินทางเข้าไปในจีนด้วยปัญหาสุขภาพและกำลังพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
วันที่ 3 ธันวาคม 2567 กองทัพโกก้างออกแถลงการณ์หยุดยิงฝ่ายเดียวกับกองทัพพม่า แต่ยังไม่ยอมส่งคืนเมืองล่าเสี้ยว
วันที่ 15-16 ธันวาคม 2567 ตัวแทนจากกองทัพโกก้างและกองทัพพม่า ได้เริ่มการเจรจาสันติภาพในเมืองคุนหมิง โดยเติ้ง ซีจุน เป็นตัวกลางจัดการเจรจา และเผิง ต้าซุน เป็นตัวแทนจากกองทัพโกก้างนั่งเจรจาด้วยตนเอง
ไตรมาสแรกของปี 2568 ในพื้นที่โกก้างชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะขาดแคลนสินค้าอุปโภค บริโภค และของใช้จำเป็น
วันที่ 22 เมษายน 2568 กองทัพโกก้างตัดสินใจ ยอมส่งมอบเมืองล่าเสี้ยวคืนแก่กองทัพพม่า และวางแผนเตรียมส่งมอบเมืองแสนหวีคืนให้อีก 1 เมือง
ด้านกองทัพตะอั้งที่จับมือกับ PDF อย่างเหนียวแน่น ยึดครองพื้นที่ในหลายเมืองของรัฐฉานเอาไว้ ได้ถูกโจมตีอย่างหนักจากกองทัพพม่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นมา โดยกองทัพพม่าใช้ทั้งการโจมตีทางอากาศและเสริมกำลังทหารราบเข้าไปในพื้นที่
ในการโจมตีทางอากาศ กองทัพพม่าใช้ทั้งเครื่องบินรบไปทิ้งระเบิด ยิงจรวดจากเฮลิคอปเตอร์ และโจมตีด้วยโดรนที่ทันสมัย
โดรนที่กองทัพพม่านำมาใช้โจมตีทหารตะอั้งรอบนี้ เป็นโดรนที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน!
ปลายเดือนเมษายน 2568 จีนเป็นคนกลางจัดประชุมตัวแทนกองทัพพม่ากับกองทัพตะอั้งที่เมืองคุนหมิง แต่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ เพราะกองทัพตะอั้งปฏิเสธข้อเรียกร้องของกองทัพพม่าที่ต้องการให้คืนเมืองที่ยึดไว้จากปฏิบัติการ 1027 รอบ 2
หลังถูกโจมตีอย่างหนักต่อเนื่องหลายเดือน กองทัพตะอั้งจำต้องถอยทัพออกจากเมืองที่อยู่ตามแนวทางหลวงหมายเลข 3 ออกไปทีละเมือง
- วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 กองทัพตะอั้งถอนกำลังออกจากเมืองหนองเขียว
- วันที่ 10 กันยายน 2568 ถอนกำลังออกจากเมืองหนองปิ๋ง
- วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถอนกำลังออกจากเมืองจ๊อกแม
- วันที่ 16 ตุลาคม 2568 ถอนกำลังออกจากเมืองสีป้อ

แต่ระหว่างนั้น ในวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เจ้า กว๋ออัน รองประธานพื้นที่ปกครองตนเองชนชาติว้า ได้เชิญเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองทัพโกก้างกับกองทัพตะอั้งไปประชุมกันที่เมืองป๋างซาง เพื่อบอกเจตจำนงว่า กองทัพว้าจะหยุดการให้ความช่วยเหลือแก่ทั้ง 2 กองทัพ ทั้งด้านการทหาร อาวุธ และเศรษฐกิจ นับตั้งแต่วันประชุมเป็นต้นไป
เจ้า กว๋ออัน บอกว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างไม่เต็มใจ ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากทางการจีน เพราะหากไม่ทำตาม รัฐบาลจีนจะอายัดทรัพย์สินมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ ทั้งทรัพย์สินของกองทัพว้า ของบริษัทเอกชน และทรัพย์สินส่วนบุคคลของชาวว้าที่อยู่ในจีน และจะออกมาตรการที่รุนแรงเพื่อจำกัดกิจกรรมตามแนวชายแดนระหว่างจีนกับว้า
เขายืนยันว่า จุดยืนของกองทัพว้ายังคงเป็นกลางในความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ในเมียนมา แต่ทางการจีนมองว่า การที่กองทัพว้าให้การสนับสนุนแก่กองกำลังติดอาวุธกลุ่มอื่น มีส่วนให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะในพื้นที่รัฐฉานเหนือ และเป็นเหมือนการเติมเชื้อไฟให้พันธมิตรภาคเหนือเปิดปฏิบัติการ 1027
เจ้า กว๋ออัน ระบุว่า จีนมีนโยบายชัดเจนที่ไม่ต้องการให้เกิดสงครามและความไม่สงบขึ้นในภาคเหนือของเมียนมา และไม่สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธทุกกลุ่มที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ประเด็นนี้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้กองทัพว้าต้องตัดสินใจหยุดให้การสนับสนุนแก่กองกำลังติดอาวุธที่เข้าร่วมประชุมทั้ง 2 กลุ่ม
…….

ภาพ …เติ้ง ซีจุน ในฐานะตัวแทนจากจีน เข้าพบฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และพบกับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 หลังสงครามยึดคืนพื้นที่และการกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชาปะทุขึ้น ที่มาภาพ : สถานทูตจีนประจำประเทศไทย
ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นมา สถานการณ์ตามแนวทางหลวงหมายเลข 3 เส้นทางคมนาคมหลักของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมาสงบลง ประชาชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ชื่อของเติ้ง ซีจุน ค่อยๆ จางหายไปจากหน้าสื่อในเมียนมา
กระทั่งมาปรากฏชื่อของเขาอีกครั้งในสื่อไทยกับกัมพูชา หลังสงครามยึดคืนพื้นที่และการกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชาของกองทัพไทยปะทุขึ้น และจีนได้แสดงท่าทีชัดเจนออกมาว่าต้องการเป็นตัวกลางสร้างสันติภาพระหว่าง 2 ประเทศ
บทบาทและผลงานของเติ้ง ซีจุน ช่วง 3 ปีในเมียนมา จึงเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ สะท้อนเป้าหมายที่แท้จริงของจีนในฐานะตัวกลางยุติความขัดแย้ง
ผลประโยชน์ของจีนในกัมพูชาทุกวันนี้ มีอยู่ไม่น้อยทีเดียว…


