
อู มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รายงานผลการดำเนินงานรอบ 100 วันของรัฐบาลต่อรัฐสภา ถึงความสำเร็จในการดำเนินโครงการต่างๆ และชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าทั้งในด้านความมั่นคง สันติภาพ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ พร้อมเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ การกระชับความร่วมมือกับอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงการจะเร่งสร้างชาติใหม่ในกรอบ 5 ปีเปลี่ยนผ่านสู่ “ประชาธิปไตย-สหพันธรัฐ”
อู มิน อ่อง หล่าย ได้ให้ถ้อยแถลงเกี่ยวกับความคืบหน้าในการทำงาน 100 วันของรัฐบาลต่อรัฐสภาสหภาพแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียน (Pyidaungsu Hluttaw) ตามมาตรา 210 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 65 ของกฎหมายรัฐสภาสหภาพ ในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 2 ของรัฐสภาสหภาพชุดที่ 3 เป็นวันที่ 12 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ตามจดหมายเชิญของอู อ่อง ลิน ดเว ประธานรัฐสภาสหภาพ
การประชุมรัฐสภาสหภาพในครั้งนี้มีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วม 539 คน จากทั้งหมด 560 คน คิดเป็นร้อยละ 96.25 และมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ รองประธานาธิบดี อู ญอ ซอ และ นาน นี นี เอ, อู อ่อง ลิน ดเว ประธานรัฐสภาสหภาพและสภาชนชาติ, อู ขิ่น ยีประธานสภาผู้แทนราษฎร, อู ธา ฮเต ประธานศาลสูงสุดแห่งสหภาพ, พลเอก เย วิน อู ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, บุคคลสำคัญของรัฐ, ประธานรัฐสภาภูมิภาคและรัฐที่เป็นสมาชิกสภาสมาพันธ์รัฐสภาเมียนมา, รัฐมนตรีช่วยว่าการ, สมาชิกรัฐสภา, ผู้สังเกตการณ์จากหลักสูตรทักษะการทูตพื้นฐาน รุ่น 47/2569 และแขกรับเชิญอื่นๆ อีก 150 คน พร้อมด้วยมุขมนตรีประจำภูมิภาคและรัฐต่างๆ ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Videoconferencing)
โดยประธานาธิบดีได้มีถ้อยแถลงเกี่ยวกับการพัฒนาของประเทศว่า นับตั้งแต่มารับตำแหน่ง รัฐบาลได้เร่งรัดการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์เร่งด่วน 2 ประการ ได้แก่ การสร้างสันติภาพและความเสถียรภาพภายในชาติ และการส่งเสริมการพัฒนาของประเทศ เพราะเมื่อประเทศชาติมีสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถพัฒนาความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน รวมถึงเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของสันติภาพ รัฐบาลระบุว่าในช่วง 100 วันแรกของการบริหารงาน ได้เพิ่มพูนความพยายามในส่งเสริมให้ผู้ที่ถืออาวุธต่อสู้เนื่องจากความเห็นต่างทางการเมือง หวนคืนสู่กรอบกฎหมายและเข้าร่วมการเจรจาอย่างสันติ พร้อมทั้งยืนยันอีกครั้งว่า ประตูสู่สันติภาพได้เปิดกว้างอยู่อย่างถาวร และได้เชิญชวนทุกฝ่ายให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลระบุว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะจัดตั้งสหภาพที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยและระบบสหพันธรัฐ ซึ่งเป็นความปรารถนาร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม รัฐบาลจึงได้ยื่นข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2551 จำนวน 43 ข้อต่อรัฐสภาสหภาพ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เชิญองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ (Ethnic Armed Organizations :EAOs) ทุกกลุ่มเข้าร่วมการเจรจาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้มีการพูดคุยกับองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ไปแล้ว 13 กลุ่ม
ในเวลานี้ ชนชาติพันธุ์ทุกกลุ่มจำเป็นต้องมีความสามัคคีและร่วมมือกันในการสร้างชาติใหม่ และเพื่อให้สันติภาพและความมั่นคงกลับคืนสู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศโดยเร็วที่สุด รัฐบาลได้เน้นย้ำว่า ในกระบวนการสันติภาพ ทุกฝ่ายควรร่วมมือเจรจาและมุ่งสู่เป้าหมายที่เป็นไปได้จริง บรรลุผลได้ และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน มากกว่าที่จะดึงดันในข้อเรียกร้องที่ไม่อาจเป็นไปได้
ความรับผิดชอบในการบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสถาบันระดับชาติทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรัฐบาล กองทัพ (Tatmadaw) และรัฐสภา (Hluttaw)ดังนั้น จึงขอเรียกร้องอย่างจริงใจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเต็มความสามารถในความพยายามร่วมกันเพื่อบรรลุสันติภาพอันยั่งยืนทั่วประเทศ
สำหรับการป้องกันประเทศ รัฐบาลระบุว่า กองทัพจะได้รับการพัฒนาให้เป็นกองทัพที่ทันสมัย มีมาตรฐาน และขีดความสามารถในการรบที่แข็งแกร่ง ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในความมั่นคงและการป้องกันประเทศ จะนำยุทธศาสตร์กองกำลังป้องกันตนเองภาคประชาชน (People’s Militia Strategy) มาใช้ภายใต้การนำของกองทัพ
รัฐบาลยังได้ชี้ให้เห็นว่า แม้ความรับผิดชอบด้านความมั่นคงภายในจะเป็นของกองทัพตำรวจเมียนมา แต่สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศส่งผลให้กองทัพต้องทำงานร่วมกับตำรวจในการรับมือกับท้าทายด้านความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งจะมีการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถทางวิชาชีพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงภายในและดำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม
ในการปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติของเมียนมา รัฐบาลระบุว่าจะยึดมั่นในนโยบายการต่างประเทศที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ นโยบายการต่างประเทศที่เป็นอิสระ เชิงรุก และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด รวมทั้งดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุลและเหมาะสม เมียนมาจะยังคงเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรในภูมิภาคต่อไป ตามหลักการ 5 ประการแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติ (Five Principles of Peaceful Coexistence)
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันภายในอาเซียน รัฐบาลชี้ว่า แม้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศจะมีการปรับเปลี่ยนท่าทีและแนวปฏิบัติที่รัฐบาลมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อเมียนมา แต่เมียนมาก็ใช้ความอดทนอดกลั้นและให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องตามบทบาทหน้าที่ในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียน
รัฐบาลระบุเพิ่มเติมว่าจะตอบโต้การกระทำใดๆ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่สร้างสรรค์ตามความจำเป็นแบบเป็นรายกรณี (Case-by-case)
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการต่างประเทศของประเทศ รัฐบาลกล่าวว่าจะดำเนินมาตรการต่างๆ บนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน พร้อมทั้งปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและอธิปไตยของเมียนมา รวมถึงจะทำงานเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์กับอาเซียนผ่านแนวทางที่นำโดยเมียนมาและเป็นของเมียนมาเอง (Myanmar-led, Myanmar-owned approach)

ช่วงเวลาปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งที่ภาคส่วนด้านการเกษตร การปศุสัตว์ และเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเสาหลักพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมรวมถึงความเป็นอยู่ของประชาชน จะได้รับการส่งเสริมอย่างสมดุลและบูรณาการ เมียนมามีพื้นที่ทำการเกษตรเพียงพออยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเติม แต่ต้องเปลี่ยนผ่านจากระบบการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรกรรมแบบใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย เพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมาย เพิ่มการปลูกพืชหมุนเวียน และเสริมสร้างผลิตภาพ โดยรวม
รัฐบาลระบุว่าจะกำกับดูแลให้มีการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดเพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมาย ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหารภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการฟื้นฟูสถานะเดิมของเมียนมาในการเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่
นอกจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการนำพาข้าวปอซาน (Pawsan rice) ของเมียนมาเข้าสู่ยุคใหม่ รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการในระยะแรกเพื่อขยายการเพาะปลูกและการผลิตข้าวสายพันธุ์คุณภาพสูงที่ตอบสนองความต้องการของตลาด โดยตั้งเป้าส่งออกข้าวให้ได้ 3 ล้านตันต่อปี รวมถึงกำลังดำเนินแผนขยายการปลูกข้าวเพิ่มเติมอีก 350,000 เอเคอร์ ด้วยสายพันธุ์ที่เหมาะสม ส่วนในระยะที่สอง รัฐบาลมุ่งหวังที่จะเพิ่มการส่งออกข้าวรายปีให้ได้ถึง 5 ล้านตัน
ยิ่งไปกว่านั้น เมียนมากำลังพยายามก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลกและเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” (Rice bowl) ของภูมิภาค ที่ไม่เพียงแต่ป้อนเสบียงให้แก่ประเทศในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังร่วมสร้างความมั่นคงด้านอาหารในระดับโลกอีกด้วย
สำหรับเรื่องความเพียงพอของน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคภายในประเทศ รัฐบาลระบุว่าได้มีการกำหนดเขตพื้นที่พิเศษสำหรับการปลูกพืชน้ำมัน เช่น ถั่วลิสง งา และทานตะวัน ใน 12 พื้นที่ พร้อมทั้งดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่และบรรลุระดับการผลิตตามเป้าหมาย เนื่องจากต้องมีการนำเข้าน้ำมันพืชจากต่างประเทศ ทำให้ต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก โดยมีการนำเข้าทั้งหมด 550,000 ตันในปี 2567 และ 640,000 ตันในปี 2568
ปัจจุบันมีการเพาะปลูกฝ้ายสายพันธุ์ต่างๆ อยู่ราว 550,000 เอเคอร์ และอยู่ระหว่างดำเนินแผนขยายการปลูกและการผลิตฝ้ายให้ได้ถึง 600,000 เอเคอร์ ในฤดูเพาะปลูกปี 2560-2571 หากสามารถรักษาระดับการผลิตฝ้ายและพื้นที่เพาะปลูกปัจจุบันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ก็จะมีผลผลิตส่วนเกินจำนวนมากที่สามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ ปัจจุบันผลผลิตฝ้ายเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 499 วิสส์ (Viss คือ หน่วยชั่งน้ำหนักการค้าส่งพืชผลในประเทศเมียนมา โดย 1 Viss เท่ากับประมาณ 1.65 กิโลกรัม) ต่อเอเคอร์เท่านั้น ดังนั้น หากมีความพยายามเพิ่มผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมายที่ 700 วิสส์ ต่อเอเคอร์ก็จะสามารถสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศได้อย่างมหาศาล ดังนั้น จึงจะมีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตฝ้ายอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังได้เริ่มโครงการสูบน้ำจากแม่น้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อจัดหาน้ำชลประทานให้เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมทางการเกษตร
เมื่อพิจารณาจากอัตราการบริโภคต่อปีของประชากรจำนวน 51.4 ล้านคน พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในภูมิภาคและรัฐต่างๆ มีการผลิตเนื้อไก่ เนื้อหมู รวมถึงอาหารพื้นฐาน เช่น ไข่ไก่และไข่เป็ด ไม่เพียงพอต่อความต้องการในท้องถิ่น ช่องว่างที่ห่างกันอย่างมากระหว่างการบริโภคและการผลิตนี้ ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมและขยายภาคการปศุสัตว์เพิ่มเติมเพื่อประกันความเพียงพอด้านอาหาร ปัจจุบัน การผลิตปลาจริงของเมียนมาประกอบด้วยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำร้อยละ 30 และการประมงธรรมชาติ (Capture fisheries) ร้อยละ 70 ซึ่งพบว่าภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังคงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอยู่มาก
ในปี 5674 ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ประมาณ 84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในขณะที่ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ภายหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ปะทุขึ้นในปี 2569 ราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงขึ้นถึง 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของทุกภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เนื่องจากเมียนมาต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงคิดเป็นมูลค่าราว 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการประหยัดน้ำมันให้เป็นนโยบายแห่งชาติ เพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงานและก้าวผ่านความท้าทายเหล่านี้
การบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงได้ด้วยการใช้มาตรการต่างๆ อาทิ การอนุญาตให้รถยนต์วิ่งสลับวันคู่-วันคี่ ตามเลขทะเบียน และการนำระบบการทำงานจากที่บ้าน (Work-From-Home) มาใช้ในวันพุธ ซึ่งจากมาตรการประหยัดพลังงานเหล่านี้ ช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ประมาณ 1.2 ล้านแกลลอนต่อวัน คิดเป็นมูลค่าที่ประหยัดได้ประมาณ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน หรือราว 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน และจนถึงปัจจุบัน ยอดรวมการประหยัดพลังงานได้ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว
นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับภาคการขนส่งทางรถไฟเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ได้มีการดัดแปลง ปรับปรุง และผลิตหัวรถจักรไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Locomotives: BELs) ขึ้นภายในประเทศ เพื่อใช้ระบบแบตเตอรี่เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งได้เริ่มเปิดให้บริการในเส้นทางรถไฟบางสายด้วยหัวรถจักรไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่บางส่วนแล้ว
ในปัจจุบัน การใช้หัวรถจักร BEL ถือเป็นหนึ่งในทางออกที่ดีที่สุดในการลดการบริโภคน้ำมันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จะดำเนินการส่งเสริมการใช้หัวรถจักร BEL ต่อไป จนกว่าจะสามารถนำระบบรถไฟไฟฟ้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ในทำนองเดียวกัน ในภาคยานยนต์ ได้มีการเน้นย้ำเป็นพิเศษในการส่งเสริมการทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลด้วยยานยนต์ไฟฟ้า (EVs)
ขณะเดียวกัน จะดำเนินการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมทางน้ำ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากแม่น้ำอิรวดีและแม่น้ำชิน์วินได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งปี เพื่อให้การขนส่งทางน้ำมีต้นทุนคุ้มค่า
ส่วนในภาคการบิน ปัจจุบันมีสายการบิน 5 แห่งเปิดให้บริการ ด้วยฝูงบินรวม 32 ลำ โดยภายใน 100 วันแรก สามารถดำเนินโครงการสำเร็จไปแล้ว 10 โครงการ ซึ่งรวมถึงงานยกระดับและบำรุงรักษาทางวิ่ง (Runway) ที่สนามบินอะนี่ซะค่าน ในอำเภอพินอูลวิน ภูมิภาคมัณฑะเลย์ รวมถึงสนามบินเกาะสอง, มะริด, ทวาย, พะสิม, พุกาม-นยองอู, เชียงตุง และท่าขี้เหล็ก เพื่อรองรับให้เครื่องบินโดยสารไอพ่นสามารถลงจอดที่สนามบินเหล่านี้ได้
รัฐบาลกำลังทำการศึกษาการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดเล็ก (Low-head dams) และโรงไฟฟ้าตามแนวแม่น้ำอิรวดีสายหลัก หากโครงการไฟฟ้าทั้ง 10 โครงการ ซึ่งรวมถึงโครงการมิตโสน(Myitsone Project) สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ปริมาณไฟฟ้าที่จำเป็นสำหรับประเทศจะได้รับการจัดสรรอย่างเพียงพอ ดังนั้น จะเดินหน้าการดำเนินโครงการเหล่านี้เพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน
สำหรับการหาแนวทางต่างๆ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ก็เป็นตัวเลือกที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเข้าถึงไฟฟ้าทั่วประเทศภายในปี 2573 เมียนมาจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 660 เมกะวัตต์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยจะแบ่งดำเนินการเป็นระยะตลอดช่วงเวลา 5 ปี เพื่อสนับสนุนแผนการจ่ายไฟฟ้าแห่งชาติ นอกจากนี้ ความพยายามในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ก็จะยังคงดำเนินต่อไป

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ด้านการศึกษาในเมียนมา อัตราการรู้หนังสือ (Literacy rate) ในกลุ่มประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่ที่ร้อยละ 92.1 ในปี 2567 ขณะที่อัตราความสามารถในการคำนวณ (Numeracy rate) อยู่ที่ร้อยละ 92.3 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาในภาคการศึกษา งบประมาณแผ่นดินร้อยละ 6.92 จะถูกจัดสรรให้กับกระทรวงศึกษาธิการในปีงบประมาณ 2569-2570 และเมื่อรวมรายจ่ายด้านการศึกษาของกระทรวงอื่นๆ แล้ว งบประมาณแผ่นดินรวมทั้งสิ้นร้อยละ 9.22 จะถูกใช้ไปกับภาคการศึกษา และในปีงบประมาณ 2570-2571 ที่กำลังจะมาถึง การจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงศึกษาธิการจะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของงบประมาณแผ่นดิน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการวางแผนที่จะเพิ่มรายจ่ายในภาคการศึกษาให้ถึงร้อยละ 15 ของงบประมาณแผ่นดินในปีงบประมาณ 2571-2572
ตามสถิติล่าสุดของกระทรวงศึกษาธิการ ในปีการศึกษา 2569-2570 มีนักเรียนระดับประถมศึกษาเข้าเรียนประมาณ 4.9 ล้านคน นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมากกว่า 2 ล้านคน และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมากกว่า 600,000 คน ส่งผลให้จำนวนนักเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานรวมทั้งหมดมีมากกว่า 7.5 ล้านคน
เมื่อเปรียบเทียบกับปีการศึกษา 2568-2569 ซึ่งมีจำนวนนักเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานรวมกว่า 7.1 ล้านคน พบว่าจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นประมาณ 400,000 คนในปีนี้ อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับปีการศึกษา 2559-2560 ที่มีจำนวนนักเรียนเข้าเรียนสูงถึง 9.4 ล้านคน ตัวเลขในปัจจุบันยังคงต่ำกว่า ดังนั้น จึงจะยังคงมีความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างหลักประกันให้เด็กในวัยเรียนทุกคนได้รับโอกาสในการเข้าเรียนหนังสือ
จะมีการดำเนินโครงการพิเศษในพื้นที่ที่ระบบการศึกษายังไม่มีความเข้มแข็งนัก เพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษาต่อได้จนถึงระดับ KG+9 (เกรด 9) นอกจากนี้ ได้มีการเปิดโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสายอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และปศุสัตว์ ไปแล้วจำนวน 92 แห่ง และในบรรดาวิทยาลัยเกษตรและปศุสัตว์ที่มีอยู่เดิม 15 แห่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินแผนยกระดับโรงเรียนในเมืองปวิ้นพยู (Pwintbyu), ธาราวดี (Thayawady), สะเทิม (Thaton) และเฮโฮ (Heho) ซึ่งมีความพร้อมด้านพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน ให้กลายเป็นวิทยาลัยการเกษตรและปศุสัตว์ พร้อมทั้งจัดจ้างครูและบุคลากรที่จำเป็นเพิ่มเติม
ในภาคการศึกษา จากโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหมด 50,962 แห่ง มีการเปิดทำการเรียนการสอนแล้ว 35,539 แห่ง และจากมหาวิทยาลัยทั้งหมด 50 แห่งภายใต้กรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้กลับมาเปิดทำการแล้ว 48 แห่ง ปัจจุบันมีครูผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 315,285 คน และมีอาจารย์รวมถึงบุคลากรในระดับอุดมศึกษาปฏิบัติหน้าที่อยู่ 10,679 คน ส่วนวิทยาลัยครู (Education Degree Colleges) จำนวน 25 แห่งนั้น มี 5 แห่งที่กำลังได้รับการยกระดับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวิชาชีพครูโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังได้มีการบรรจุแต่งตั้งครูอีก 8,000 คนที่เคยล่าช้าไปด้วยเหตุผลต่างๆ ให้เข้าทำงานภายในเดือนสิงหาคม
ในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีการดำเนินโครงการ Smart School และโครงการฟุตบอลในโรงเรียน (Football for Schools Programme) ร่วมกับกระทรวงการกีฬาและสหพันธ์ฟุตบอลเมียนมาในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างหอประชุมพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ศูนย์นันทนาการ สนามฟุตบอลมาตรฐาน และโรงยิมเนเซียม ในมหาวิทยาลัยหลักตามรัฐและภูมิภาคต่างๆ อีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ได้เริ่มการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีที่จำเป็น สำหรับการยิงดาวเทียมของเมียนมาเองภายใต้ความร่วมมือกับประเทศจีนในอนาคตอันแก้นี้ รวมถึงจะมีการร่วมพัฒนาและปล่อยดาวเทียมขนาดเล็กพิเศษ (Nano Satellites และ Micro Satellites) ร่วมกับองค์กรพันธมิตร
ด้วยอายุขัยเฉลี่ย (Life expectancy at birth) ของประชากรเมียนมาอยู่ที่เพียง 60 ถึง 64 ปีในช่วงเริ่มต้นแผนวิสัยทัศน์สุขภาพเมียนมาระยะยาว 30 ปีเมื่อปี 2543 และคาดการณ์ว่าอายุเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 75 ถึง 80 ปีภายในปี 2573 รัฐบาลจึงได้ปรับปรุงและเปิดโรงเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์ 15 แห่ง ให้เป็นสถาบันการพยาบาล ส่วนโรงเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์ที่เหลืออีก 27 แห่ง ก็ได้รับการจัดลำดับความสำคัญสำหรับการยกระดับโครงสร้างองค์กรด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ อยู่ระหว่างดำเนินแผนการรับสมัครแพทย์จบใหม่ประมาณ 1,200 คน และพยาบาลจบใหม่ราว 2,600 คน เข้าปฏิบัติงานภายในสิ้นปี 2569 ในด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลขนาด 200 เตียงในรัฐและภูมิภาคต่างๆ กำลังได้รับการยกระดับเป็นโรงพยาบาลขนาด 300 เตียง พร้อมทั้งมีการจัดหาและสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มเติม
ตามรายงานการสำรวจทะเบียนราษฎรปี 2567 เมียนมามีประชากรวัยเยาว์ประมาณ 17 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 32.69 ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น การมีประชากรวัยเยาว์จำนวนมากจึงเป็นโอกาสทองของประเทศ แต่แม้จะมีโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ อัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาของเยาวชนได้ส่งผลให้เกิดจุดอ่อนด้านการศึกษา รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงระดับอุดมศึกษา สายอาชีวศึกษา และทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวคิดหลัก “เยาวชนมีศักยภาพ ชาติเข้มแข็ง อนาคตร่วมกัน” (Empowered Youth, Strong Nation, Shared Future) เป็นวิสัยทัศน์ในการพัฒนาภาคเยาวชน พร้อมมุ่งมั่นที่จะจัดทำกรอบนโยบายการพัฒนาเยาวชนแห่งชาติ รวมถึงจัดทำและดำเนินยุทธศาสตร์ ตลอดจนแผนพัฒนาระยะสั้นและระยะยาวสำหรับเยาวชน
ตามรายงานการสำรวจทะเบียนราษฎรปี 2567 ผู้หญิงมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 53 ของประชากรเมียนมา สัดส่วนของผู้หญิงในรัฐสภาสหภาพ (Pyidaungsu Hluttaw) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.8 ในวาระแรก เป็นร้อยละ 10.5 ในวาระที่สอง และเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยละ 14.6 ในวาระที่สาม ในทำนองเดียวกัน สัดส่วนของผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งระดับสูง ตั้งแต่ระดับอธิบดีขึ้นไปภายในหน่วยงานของรัฐ ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 51.5 นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งและมอบหมายภารกิจให้กระทรวงกิจการสตรีเป็นการเฉพาะ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและความสามารถของผู้หญิงเมียนมาในด้านต่างๆ ยิ่งขึ้น
รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ทั้งนี้ การเสริมสร้างการวิจัยและการพัฒนา รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางนโยบาย จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและกระตุ้นการลงทุน เมียนมาตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคที่มีประชากรราว 4,000 ล้านคน และมีศักยภาพสูงมากในแง่ของเศรษฐกิจและการค้า ดังนั้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ จำเป็นต้องขยายภาคการส่งออก ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างภาคการผลิตภายในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า

หนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดการขาดดุลการค้าคือ ระดับการผลิตภายในประเทศที่ต่ำ ประกอบกับปริมาณการนำเข้าที่สูง นอกจากนี้ จะมีการทบทวนและศึกษานโยบายการเงิน นโยบายการคลัง นโยบายการค้าและการลงทุน และจะเร่งดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเติบโตในภาคเศรษฐกิจ
ตามการสำรวจทะเบียนราษฎรและเคหะปี 2567 อัตราการเข้าสู่กำลังแรงงานของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่ที่เพียงร้อยละ 47 เท่านั้น นอกจากนี้ ในบรรดาผู้ที่ย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างประเทศ กลุ่มอายุ 15 ถึง 34 ปี คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 71.7 ของผู้ย้ายถิ่นทั้งหมด ดังนั้น จึงเน้นย้ำเป็นพิเศษในการดำเนินโครงการทางหลวงเชื่อมโยงสามฝ่าย อินเดีย-เมียนมา-ไทย (India-Myanmar-Thailand Trilateral Highway Project) โดยกำลังมีความพยายามเพื่อให้โครงการนี้เสร็จสมบูรณ์อย่างเต็มรูปแบบในระหว่างวาระของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
นอกจากนี้ โครงการรถไฟมัณฑะเลย์-มูเซ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) จะทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เปิดประตูเศรษฐกิจทางตอนเหนือของเมียนมา และจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างเมียนมากับจีนได้อย่างมาก หากประเทศชาติมีความเสถียรภาพและสันติภาพ กิจกรรมการพัฒนาก็จะสามารถดำเนินไปได้โดยไม่หยุดชะงัก
ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ของเมียนมาคิดเป็นร้อยละ 42.15 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ และในฐานะแผนระยะยาวเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ให้กลับคืนสู่ร้อยละ 50 ของอาณาเขตประเทศ นโยบาย “มาร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชาติ” จึงได้รับการยอมรับและนำมาปฏิบัติ
ภาคการท่องเที่ยว ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างมองว่าการท่องเที่ยวเป็น “อุตสาหกรรมไร้ควัน”(ธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศโดยไม่ต้องใช้กระบวนการผลิตในโรงงานที่มีปล่องควันปล่อยมลพิษ) และพึ่งพาการท่องเที่ยวในฐานะภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ เมียนมามีทรัพยากรที่เอื้อต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว ทั้งแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ เจดีย์โบราณทางพุทธศาสนา และโบราณสถาน ซึ่งล้วนส่งผลให้เมียนมาได้รับสมญานามว่าเป็น “ดินแดนแห่งทองคำ” (Golden Land) รวมถึงเทศกาลสงกรานต์เมียนมา (Thingyan Festival) ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้รายการแรกของชาวเมียนมาที่เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ ขณะนี้กำลังมีความพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างดีที่สุด
นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2567-2568 เป็นต้นมา ได้มีการนำวิชา กฎหมายศึกษา เข้ามาในหลักสูตรการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่งผลให้นักเรียนมัธยมปลายราว 800,000 คน ได้รับความรู้และความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้มีการออกคำสั่งให้กวดขันและดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตลอดจนการหลอกลวงออนไลน์ (Online scam) และการพนันออนไลน์ในภูมิภาคและพื้นที่ต่างๆ อย่างจริงจัง
รัฐบาลถือว่าการฉ้อโกงออนไลน์และการพนันออนไลน์เป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทำต่อคนส่วนใหญ่ ดังนั้น รัฐบาลจะไม่ยอมรับหรือนิ่งเฉยต่อการกระทำดังกล่าว และกำลังดำเนินมาตรการที่เด็ดขาดในการปราบปรามและขจัดให้หมดไป ซึ่งจากการกวาดล้างที่ผ่านมา พบว่าร้อยละ 99 ของผู้กระทำความผิดเป็นชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้าเมืองเมียนมาอย่างผิดกฎหมายผ่านทางประเทศเพื่อนบ้านเพื่อมากระทำความผิด อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศกลับนำเสนอข่าวในรายงานข่าวระหว่างประเทศราวกับว่าเมียนมาต้องแบกรับความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมเหล่านี้แต่เพียงผู้เดียว
รัฐบาลถือว่ายาเสพติด ซึ่งสามารถทำลายล้างมนุษยชาติได้นั้น เป็นภัยคุกคามระดับชาติ ดังนั้น การต่อสู้กับยาเสพติดเป็นหน้าที่ของชาติ และได้ดำเนินมาตรการป้องกัน ควบคุม และปราบปรามการผลิตและการค้าสืบเนื่องอย่างผิดกฎหมายด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และต่อเนื่อง โดยการค้ายาเสพติดเป็นแหล่งรายได้หลักของกลุ่มติดอาวุธบางกลุ่มที่อ้างตัวเป็นองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ (EAOs) และยังคงเป็นกิจกรรมทางธุรกิจหลักที่กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ยอมละทิ้ง ส่งผลให้การผลิตและการค้ายาเสพติดยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลจะยังคงดำเนินคำสั่งปฏิบัติการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพและใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปราบปรามกิจกรรมเหล่านี้ต่อไป
โดยสรุป ช่วงเวลา 100 วันนับตั้งแต่รัฐบาลเข้ามารับหน้าที่ ถือเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่รากฐานอันมั่นคงสำหรับอนาคตของชาติได้เริ่มก่อตัวขึ้น ประเทศกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วในทุกภาคส่วน โดยยึดมั่นในวัตถุประสงค์ปรารถนาเร่งด่วน 2 ประการ ได้แก่ “การบรรลุสันติภาพและความเสถียรภาพในประเทศ” และ “การบรรลุการพัฒนาของชาติ”
“รัฐบาลจะสร้างชาติสหภาพใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยและระบบสหพันธรัฐตามความปรารถนาของประชาชน ผมขอเรียกร้องให้ทุกคนอย่าล้าหลังในแง่ของความคิดและมุมมอง โดยผมจะใช้เวลา 2 ปีในการวางรากฐานและสร้างแรงขับเคลื่อนสำหรับการสร้างชาติใหม่ และจะใช้เวลาอีก 3 ปีถัดไปในการดำเนินการพัฒนาและสร้างอย่างรวดเร็ว ผมขอเรียกร้องอย่างจริงใจให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและให้การสนับสนุนร่วมกับเราในทุกภาคส่วน เพื่อการพัฒนาและการสร้างชาติ” อู มิน อ่อง หล่ายกล่าวปิดท้าย



