มาตรฐานความงามยุคใหม่ (2)

1721955

(2026) ของไรอัน เมอร์ฟี มาตรฐานความงามยุคใหม่ (2)

ต่อจากบทความนี้ https://thaipublica.org/2026/02/the-beauty/

ตามที่บอกกันไว้ว่าซีรีส์ The Beauty (2026) ของไรอัน เมอร์ฟี ยังซ่อนผลงานศิลปะเอาไว้อีกยุ่บยั่บตลอดทาง เราคงไม่เกริ่นเอิ้นอะไรมากเพราะอธิบายไปแล้วในบทความคราวก่อนสามารถย้อนกลับไปอ่านได้

มาต่อกันในฉากห้องนอนสุดหรูหรา(และหวือหวา)ราวพระราชวัง ซึ่งอันที่จริงฉากดังกล่าวนั้นถ่ายทำภายในวังเก่าจริง ๆ ปรากฎภาพวาดนี้ขึ้นมา

ภาพ Trompe-l’œil

นี่คือในส่วนของห้อง Sala delle Colonne ผลงานจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียกเฟรสโก้นี้วาดโดยศิลปินGiuseppe Agellio และคณะ เมื่อศตวรรษที่ 17 (ประมาณปี ค.ศ. 1612 – 1615) ศิลปะแบบในแบบบาโรกที่มีความโดดเด่นตรงการใช้เทคนิค Trompe-l’œil (ลวงตา) วาดภาพระเบียงจำลองขึ้นบนส่วนบนของผนัง เพื่อให้ผู้ที่มองจากด้านล่างรู้สึกเหมือนมีคนจริง ๆ กำลังยืนพิงราวระเบียงมองลงมา

ภาพบน: แสดงภาพกลุ่มคนในชุดแต่งงานที่หลากหลาย รวมถึงบุคคลจากต่างแดน (เช่น ชาวตะวันออกที่สวมเทอร์บัน) และบาทหลวงระดับสูงภายใต้ร่มฉัตร ซึ่งสะท้อนถึงความมั่งคั่งและการติดต่อสัมพันธ์กับนานาชาติของตระกูลเจ้าของวิลล่า

ภาพล่าง: แสดงกลุ่มขุนนางและพระคาร์ดินัลที่กำลังกางดูผังอาคารซึ่งสื่อถึงการวางแผนก่อสร้างหรือการขยายวิลล่าแห่งนี้ในสมัยนั้น

Villa Parisi

ชื่อสถานที่แห่งนี้คือ Villa Parisi (หรือเดิมชื่อ Villa Taverna) ตั้งอยู่ที่เมือง Monte Porzio Catone ใกล้กับ Frascati ประเทศอิตาลี วิลล่าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดย พระคาร์ดินัล เฟอร์ดินานด์ ทาเวอร์นา และต่อมาถูกซื้อโดยตระกูล Borghese ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดตระกูลหนึ่งในอิตาลี ภาพวาดเหล่านี้จึงเป็นการประกาศบารมีและความรุ่งเรืองของตระกูลผ่านงานศิลปะ ปัจจุบัน Villa Parisi ยังคงเป็นสมบัติส่วนบุคคล แต่บ่อยครั้งมักถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ย้อนยุคระดับโลกหลายเรื่องเนื่องจากสภาพที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์

วิลล่าแห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1604 – 1605 ตั้งอยู่บนเนินเขาในเมือง Monte Porzio Catone นอกกรุงโรม ประเทศอิตาลี เดิมทีบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของบ้านพักตากอากาศสมัยโรมันโบราณ ซึ่งยังคงมีซากปรักหักพังและอ่างเก็บน้ำโรมันปรากฏให้เห็นอยู่ในสวนของวิลล่าจนถึงปัจจุบัน

ผู้สร้างคือ Monsignor Ferdinando Taverna ท่านเป็นผู้ว่าการกรุงโรมในสมัยพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 8 ท่านสร้างวิลล่านี้เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัว จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Villa Taverna

ตอนที่ท่านเริ่มสร้างวิลล่าแห่งนี้ (ช่วงปี ค.ศ. 1604) ท่านดำรงตำแหน่งเป็น Governor of Rome (ผู้ว่าราชการกรุงโรม) ซึ่งเป็นตำแหน่งฆราวาสระดับสูงที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการดูแลความสงบเรียบร้อยและกฎหมายของเมือง ท่านจึงรวยและมีอิทธิพลมากพอที่จะสร้างคฤหาสน์หรูหราขนาดนี้ได้

ทว่าหลังจากสร้างวิลล่าได้ไม่นาน ในปี ค.ศ. 1604 (ปีเดียวกันนั้นเอง) ท่านก็ได้รับแต่งตั้งจากพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 8 ให้ดำรงตำแหน่ง Cardinal (พระคาร์ดินัล) ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดรองจากพระสันตะปาปาในทางศาสนจักร

ตระกูลผู้ซื้อต่อมาคือ Borghese ในปี ค.ศ. 1614 Cardinal Scipione Borghese (พระคาร์ดินัลผู้ทรงอิทธิพลและเป็นหลานชายของพระสันตะปาปาพอลที่ 5) ได้ซื้อวิลล่านี้ต่อ ตระกูล Borghese คือหนึ่งในตระกูลขุนนางที่ร่ำรวยและมีอำนาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์อิตาลี เป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปินชื่อดังอย่าง Bernini และ Caravaggio

ในยุคของตระกูล Borghese วิลล่าได้รับการขยายและตกแต่งอย่างหรูหราโดยสถาปนิกชื่อดัง และเคยเป็นที่พำนักของ Pauline Bonaparte (น้องสาวของนโปเลียน โบนาปาร์ต) ผู้ซึ่งแต่งงานเข้าสู่ตระกูล Borghese ด้วย

ในปี ค.ศ. 1896 วิลล่าถูกขายให้กับ Saverio Parisi นักธุรกิจและนายธนาคาร ซึ่งตระกูล Parisi ยังคงเป็นเจ้าของและดูแลรักษาที่นี่มาจนถึงปัจจุบัน (นั่นคือเหตุผลที่ตอนนี้ชื่ออย่างเป็นทางการคือ Villa Parisi)

เนื่องจากความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์และยังคงรักษาสภาพเดิมไว้ได้ดีมาก วิลล่าแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ถ่ายทำยอดนิยมระดับโลก เช่น Emily in Paris (ซีซั่น 4 และ 5) ในซีซั่นล่าสุด เมื่อ Emily เดินทางไปอิตาลี วิลล่าแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานปาร์ตี้สุดหรูของตัวละคร เจ้าหญิงเจน และเป็นฉากหลังสำคัญในพาร์ทกรุงโรม

Love Wedding Repeat (2020) ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ของ Netflix ที่ดำเนินเรื่องเกือบทั้งเรื่องภายในวิลล่าและสวนแห่งนี้, Immaculate (2024) ภาพยนตร์สยองขวัญที่นำแสดงโดย ซิดนีย์ สวีนนีย์ ก็ใช้ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก, Tea with Mussolini (1999) ภาพยนตร์คลาสสิกที่นำแสดงโดย จูดี้ เดนซ์ และ แฌร์, Blood for Dracula (1974) หนังสยองขวัญระดับตำนานก็เคยมาถ่ายทำที่นี่เช่นกัน

หากสังเกตจะพบว่าตระกูลเจ้าของเดิมเป็นสงฆ์ เพราะในสมัยบาโรกยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17 ศาสนจักร กับ รัฐ แทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน โดยเฉพาะในอิตาลี เหตุผลที่คณะสงฆ์ (โดยเฉพาะระดับพระคาร์ดินัล) มีอำนาจล้นฟ้าในยุคนั้น สรุปได้เป็น 4 ปัจจัยหลักดังนี้

1. ระบบรัฐพระสันตะปาปา (The Papal States) ในสมัยนั้น อิตาลีไม่ได้เป็นประเทศเดียวเหมือนตอนนี้ แต่แบ่งเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย โดยมีพื้นที่ตอนกลางของอิตาลี (รวมถึงกรุงโรมและเมือง Frascati ที่ตั้งของ Villa Parisi) อยู่ภายใต้การปกครองของ “พระสันตะปาปา” โดยตรง พระสันตะปาปาไม่ได้เป็นแค่ผู้นำศาสนา แต่เป็นกษัตริย์ (Monarch) ที่มีกองทัพ มีการเก็บภาษี และมีอำนาจสั่งประหารชีวิตได้ พระคาร์ดินัลในเวลานั้นจึงเปรียบเสมือน คณะรัฐมนตรี หรือขุนนางชั้นสูงที่คอยบริหารบ้านเมืองจริง ๆ ไม่ใช่แค่สวดมนต์อยู่แต่ในวัด

2. ระบบอุปถัมภ์เครือญาติ (Nepotism) คำว่า Nepotism มีรากศัพท์มาจากคำว่า Nipote ในภาษาอิตาลีที่แปลว่า “หลานชาย” เมื่อใครคนหนึ่งในตระกูลได้เป็นพระสันตะปาปา ท่านจะแต่งตั้งหลานชายหรือญาติสนิทให้เป็น พระคาร์ดินัลทันที เพื่อให้ช่วยกุมอำนาจและบริหารทรัพย์สินตระกูล อย่างตระกูล Borghese ที่ซื้อวิลล่านี้ต่อก็เพราะมีหลานชาย (Scipione Borghese) เป็นพระคาร์ดินัลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้น ท่านจึงมีเงินมหาศาลในการซื้อที่ดินและจ้างศิลปินมาวาดภาพระเบียงลวงตาที่คุณเห็นนั่นเอง

3. การเป็นศูนย์กลางของความรู้และศิลปะ ในยุคนั้น ศาสนจักรคือสถาบันเดียวที่มีงบประมาณมหาศาลในการจ้างศิลปิน สถาปนิก และนักปราชญ์ การสร้างวิลล่าหรูหราอย่าง Villa Parisi ไม่ได้มีไว้เพื่ออยู่อาศัยอย่างเดียว แต่เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ภาพวาดบนผนังที่เห็นคือการป่าวประกาศว่า “ฉันมีความรู้ ฉันมีรสนิยม และฉันมีบารมี” ใครที่มาเยี่ยมเยียน เช่น ทูตจากต่างแดนจักต้องเกรงขามในบารมีเจ้าของบ้าน

4. ยุคหลังการปฏิรูปศาสนา (Counter-Reformation) ช่วงนั้นคาทอลิกกำลังต่อสู้ทางความคิดกับนิกายโปรเตสแตนต์ ศาสนจักรจึงเลือกใช้ “ศิลปะ” เป็นอาวุธ งานศิลปะแบบบาโรกจึงต้องดูอลังการ เกินจริง และน่าทึ่ง เพื่อดึงดูดใจผู้คนและแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าอยู่ข้างคาทอลิกและความมั่งคั่งนี้คือพรจากสวรรค์

Pink Noisy – Donna Carmen (feat. Luigi Catalano) [Italian Version]

Donna Carmen โดย Pink Noisy ฟีเจอริ่งกับ Luigi Catalano เวอร์ชั่นอิตาเลียน

ในฉากสำคัญที่ตัวคนร้ายซึ่งเป็นชายทั้งคู่ ซีรีส์ให้บรรยากาศเควียร์ด้วยการเลือกใช้เพลงที่สื่อถึงหญิงอันตราย (Femme Fatale) ได้อย่างน่าสนใจ เพลงนี้เป็นแนว Deep House ที่มีกลิ่นอายความลึกลับและเซ็กซี่แบบอิตาเลียน (Italian Noir) โดยเนื้อหาหลักๆ เล่าถึงผู้หญิงที่ชื่อ ดอนน่า คาร์เมน

ในเพลงนี้ คาร์เมน ถูกนำเสนอในฐานะ “ผู้หญิงร้ายอันตราย (Femme Fatale)” เธอมีความสวยงามที่เย้ายวน สง่างาม แต่ในขณะเดียวกันก็มีความลึกลับและน่าเกรงขาม คำว่า “Donna” ในภาษาอิตาลีแปลว่า “เลดี้” หรือ “ท่านผู้หญิง” ซึ่งเป็นการให้เกียรติและบ่งบอกถึงฐานะหรือบารมีของเธอ

เนื้อเพลงที่ขับร้องโดย Luigi Catalano ให้ความรู้สึกเหมือนชายหนุ่มที่กำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือมนต์สะกดของเธอ เพลงพยายามสื่อถึงความหลงใหลที่เจ็บปวด การหลงรักผู้หญิงที่รู้ว่าอาจจะนำพาอันตรายมาให้ ความเหงาและราตรี ดนตรีให้ภาพลักษณ์ของบาร์ทึม ๆ มืด ๆ ในอิตาลี หรือการใช้ชีวิตยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความลับและอันตรายซ่อนอยู่

Carmen: “L’amour est un oiseau rebelle” (Elina Garanca)

ต้นฉบับที่แท้จริงของ Donna Carmen ก็คือ “Habanera (L’amour est un oiseau rebelle ความรักคือวิหคที่ดื้อรั้น)” จากอุปรากรเรื่อง Carmen ของ Georges Bizet (ปี 1875) เป็นเพลงที่โด่งดังที่สุดเพลงหนึ่งในโลกโอเปร่า แต่งโดย ฌอร์ฌ บีแซ (Georges Bizet) คีตกวีชื่อดัง ชาวฝรั่งเศส

El Arreglito (Sebastián Yradier)

แต่บีแซไม่ได้คิดทำนองนี้ขึ้นเองทั้งหมด อย่างไรก็ตามเขาเข้าใจผิดว่าเพลงต้นแบบเป็นเพลงพื้นเมืองสเปน จึงนำมาดัดแปลง แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพลงชื่อ “El Arreglito” ที่แต่งโดยนักแต่งเพลงชาวสเปน Sebastián Yradier (ซึ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว 10 ปี) บีแซจึงต้องใส่เครดิตเพิ่มในภายหลัง

จังหวะ Habanera ชื่อเพลงนี้เรียกตามจังหวะเต้นรำที่มีต้นกำเนิดมาจากกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ซึ่งได้รับความนิยมมากในสเปนและยุโรปยุคนั้น เพลงนี้ถูกร้องโดยนางเอกที่ชื่อ “คาร์เมน” เพื่อเปรียบเทียบว่าความรักเหมือนนกที่ไม่มีใครจับได้หรือบังคับได้ ถ้าใครยิ่งไล่ตามเธอก็จะยิ่งหนี แต่ถ้าใครเฉยชาใส่ เธอกลับจะเข้าไปหาเอง

Pink Noisy นำทำนองคลาสสิกที่คนทั้งโลกคุ้นหูนี้ มาทำเป็นดนตรีแนว Electronic/Trap ในปี 2020 เปลี่ยนจากภาษาฝรั่งเศสต้นฉบับมาเป็น ภาษาอิตาลี โดยได้ Luigi Catalano มาถ่ายทอดเสียงร้องให้ดูดิบ ลึกลับ และมีความเป็นมาเฟียอิตาลี มันคือการเล่าเรื่องของ “Carmen” ตัวละครหญิงในโอเปร่าที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เหมือนนกป่าที่ไม่มีใครกักขังได้ ใครที่ไปหลงรักเธอจะต้องเจออันตราย ประมาณว่า “ถ้าเธอรักฉัน ก็จงระวังตัวให้ดี”

“ขี้ตู่กลางนา” เพลงประหลาดจาก โรงแรมนรก 2500

ซึ่งทำนองคล้าย ๆ กันนี้ เคยปรากฏในหนังไทย โรงแรมนรก (1957) ของ รัตน์ เปสตันยี ในเพลง ขี้ตู่กลางนา

Judith Beheading Holofernes

ในคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีในเรื่อง มีภาพวาดอันโดดเด่นภาพนี้ (ซึ่งต่อมาจะถูกทำลายและมีอีกภาพหนึ่งมาติดตั้งแทน) ภาพวาดนี้เป็นภาพสมัยบาโรก โดยศิลปินระดับตำนานชาวอิตาเลียน คาราวัจโจ ชื่อภาพ Judith Beheading Holofernes (วาดในปีราว 1599–1600) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของศิลปะยุคบาโรก ทั้งในด้านเทคนิคและความโหดร้ายที่สมจริง

ภาพนี้ถ่ายทอดเรื่องราวจากคัมภีร์ไบเบิล ฉบับอธิกธรรม เกี่ยวกับ จูดิธ หญิงม่ายชาวฮีบรูผู้กล้าหาญ เมื่อกองทัพอัสซีเรียภายใต้การนำของนายพลโฮโลเฟอร์เนส กำลังปิดล้อมเมืองเบธูเลียของชาวอิสราเอล จูดิธแต่งกายงดงามและแสร้งทำเป็นทรยศพวกเดียวกันเพื่อเข้าไปในค่ายของศัตรู เมื่อท่านนายพลเมามายจนหมดสติ เธอจึงใช้ดาบของเขาเองตัดศีรษะเขา เพื่อช่วยประชากรของเธอให้พ้นจากการถูกทำลายล้าง

สิ่งที่ทำให้ คาราวัจโจ ต่างจากศิลปินคนอื่นในยุคเดียวกันคือ ความสมจริงที่น่าสะพรึงกลัว เขาไม่ทำให้ความตายดูสวยงาม เลือดที่พุ่งออกมานั้นถูกวาดตามหลักกายวิภาคที่แม่นยำ อารมณ์มนุษย์ของจูดิธในภาพนี้ดูเป็นมนุษย์มากกว่าจะเป็นวีรสตรีที่ดูสูงส่งเกินจริง เธอมีความลังเลและมีความขยะแขยงอยู่ในแววตา ผ้าม่านสีแดงสดด้านบนทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของเลือดและความรุนแรงที่กำลังจะเกิดขึ้น

ปัจจุบันภาพนี้ถูกนำมาจัดแสดงในฐานะ “Guest of Honor (แขกผู้มีเกียรติ)” ณ อาคาร Kahn ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Kimbell Art Museum ในรัฐเท็กซัส

ภาพนี้ไม่ได้เป็นแค่ภาพวาดทางศาสนา แต่มันคือการปฏิวัติศิลปะที่นำความรุนแรง จิตวิทยา และความจริงอันมืดมนของมนุษย์มาวางไว้บนผ้าใบ ซึ่งจริง ๆ แล้วภาพนี้จัดแสดงถาวรอยู่ที่ Palazzo Barberini (หอศิลป์แห่งชาติศิลปะโบราณ) ในกรุงโรม (แต่ถูกยืมไปแสดงที่เท็กซัส)

ผู้ว่าจ้างให้วาดภาพนี้เป็นนายธนาคารชาวเจนัวชื่อ อ็อตตาวิโอ คอสตา เขาหวงภาพนี้มาก ห้ามไม่ให้คนทั่วไปดู เก็บไว้ดูส่วนตัว นางแบบที่มาเป็นต้นแบบจูดิธ คือ ฟิลลิเด เมลันโดรนี ซึ่งเป็นนางโลมชั้นสูง (Courtesan) ที่มีชื่อเสียงในโรม และเป็นนางแบบขาประจำที่คาราวัจโจ เขาชอบใช้เธอมาวาดในหลาย ๆ ภาพ เช่น ภาพ Saint Catherine of Alexandria

ความสัมพันธ์ระหว่าง ฟิลลิเด เมลันโดรนี คาราวัจโจ เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่อื้อฉาวและน่าสนใจที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะยุคบาโรกครับ เธอคือ “นางแบบคู่บุญ (The Muse-นางผู้เป็นแรงบันดาลใจ)”  ในภาพเขียนชิ้นสำคัญหลายภาพในช่วงปี ค.ศ. 1590 – 1600 เช่น Judith Beheading Holofernes เธอรับบทเป็น จูดิธ หญิงสาวผู้กล้าหาญ, Saint Catherine of Alexandria ภาพนักบุญหญิงที่ดูแข็งแกร่งและมีชีวิตจิตใจ, Martha and Mary Magdalene เธอรับบทเป็น มารีย์ มักดาเลน ซึ่งในไบเบิลเล่าว่าถูกผีเข้า 7 หน และเยซูเป็นผู้ขับผี, Portrait of Fillide ภาพเหมือนตัวเธอเอง ซึ่งน่าเสียดายที่ภาพนี้ถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้มีแค่เรื่องศิลปะ แต่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและหยาดเลือด ซับซ้อนและอันตราย รักสามเส้า ฟิลลิเดมีความสัมพันธ์กับ รันนุชโช ตอมมาโซนี นักเลงคุมถิ่นที่มีอิทธิพล ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตของคาราวัจโจ ในปี ค.ศ. 1606 คาราวัจโจได้ดวลดาบกับรันนุชโชจนฝ่ายหลังเสียชีวิต นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า ฟิลลิเด คือชนวนเหตุหลัก ของการทะเลาะวิวาทครั้งนั้น บ้างก็ว่าเป็นเรื่องหนี้พนัน แต่บ้างก็ว่าเป็นเรื่องการหึงหวงแย่งชิงตัวเธอ เหตุการณ์ฆาตกรรมนี้ทำให้คาราวัจโจต้องหนีออกจากกรุงโรมและกลายเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีไปตลอดชีวิตที่เหลือ

ทำไมคาร์าวัจโจถึงเลือกเธอ? ในยุคนั้น การนำ “นางโลม” มาเป็นแบบวาดภาพ “นักบุญ” ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นตะลึงและผิดจารีตอย่างมาก แต่คาราวัจโจต้องการความสมจริง (Naturalism) เขาหลงใหลในใบหน้าที่ดูมีความหมาย มีอารมณ์รุนแรง และดูเป็นมนุษย์จริง ๆ ของฟิลลิเด ซึ่งเข้ากับสไตล์ภาพแบบมืดดำและดราม่า (Chiaroscuro) ของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตามหลังจากคาราวัจโจหนีไป ฟิลลิเดยังคงใช้ชีวิตเป็นนางโลมชั้นสูงที่มีอิทธิพลในโรมต่อไป เธอรวบรวมทรัพย์สมบัติได้มากมาย แต่เมื่อเธอเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1618 ทางศาสนจักรปฏิเสธไม่ให้ฝังศพเธอในสุสานศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากอาชีพของเธอ แม้ว่าเธอจะเป็นใบหน้าของนักบุญในภาพเขียนที่ประดับอยู่ในโบสถ์หลายแห่งก็ตาม

วกกลับมาที่ภาพของจูดิธ ภาพนี้เคยหายสาบสูญไปนานและถูกค้นพบอีกครั้งในปี 1951 โดยนักบูรณะศิลปะ ทว่าจริง ๆ แล้วภาพนี้มีสองเวอร์ชั่น คือยังมภาพวาดอีกภาพหนึ่งที่ถูกค้นพบในห้องใต้หลังคาที่เมืองตูลูส ฝรั่งเศส เมื่อปี 2014 (ภาพขวา) ซึ่งมีองค์ประกอบคล้ายกันมาก

ผู้เชี่ยวชาญเสียงแตก บางกลุ่มเชื่อว่าเป็นงานของคาราวัจโจจริง ๆ อาจเป็นเวอร์ชันวาดแก้ตัว หรือทดลองวาด แต่บางกลุ่มเชื่อว่าเป็นงานของ หลุยส์ ฟินสัน ศิลปินร่วมสมัยที่เลียนแบบสไตล์ของคาราวัจโจ ภาพเวอร์ชันตูลูสถูกขายในปี 2019 ให้นักสะสมเอกชน เจ ทอมิสัน ฮิลล์ มหาเศรษฐีนักสะสมและอดีตรองประธานบริษัท Blackstone (บริษัทบริหารสินทรัพย์ทางเลือกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยักษ์ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกการเงิน -นับตั้งแต่ปี 2019 ฮิลล์ถูกดึงตัวไปเป็นผู้บริหารของ Two Sigma ซึ่งเป็นผู้ลงทุนยักษ์ใหญ่ที่เน้นใช้เทคโนโลยีและอัลกอริทึม) ดักซื้อตัดหน้าไปแบบส่วนตัวก่อนการประมูลจะเริ่มเพียง 2 วัน โดยคาดว่าราคาอาจสูงถึง 170 ล้านดอลลาร์ (ราวห้าพันสองร้อยล้านบาท) แม้จะยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าเป็นของแท้ 100% หรือไม่

ส่วนภาพฉบับกรุงโรมที่ถูกลงความเห็นว่าเป็นของแท้แน่นอนนั้น ประเมินค่าไม่ได้ เนื่องจากเป็นสมบัติชาติอิตาลี และเป็นหนึ่งในผลงานที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะ จึง ไม่มีการซื้อขาย ในตลาดทั่วไป หากมีการประกันภัยเพื่อส่งไปจัดแสดงต่างประเทศ มูลค่าน่าจะสูงถึง หลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ (หลักหมื่นล้านบาท)

ปัจจุบันนักวิชาการส่วนใหญ่ยังยอมรับเวอร์ชันโรมว่าเป็น “มาสเตอร์พีซของจริง” ส่วนเวอร์ชันตูลูสนั้นแม้จะขายไปในราคามหาศาล แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงอยู่จนถึงทุกวันนี้

กรณีภาพวาดของคาราวัจโจ 2 เวอร์ชั่น ยังมีอีกเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ด้วย กล่าวคือเดิมที Ecce Homo อันเป็นภาพเยซูก่อนถูกตรึงกางเขน ภาพซ้ายคือภาพที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานว่าเป็นของคาราวัจโจ และถูกจัดเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ Palazzo Bianco ในเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี แต่ต่อมาพบว่ามีอีกภาพหนึ่ง (ภาพขวา) ที่ถูกทิ้งร้างเอาไว้ในบ้านหลังหนึ่งในสเปน และเกือบจะถูกนำมาประมูลในราคาถูกเพียง 1,500 ยูโร (ประมาณ 5 หมื่นกว่าบาท) เมื่อปี 2024 เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงภาพเลียนแบบโดยลูกศิษย์ แต่ภายหลังมีการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก พบว่านี่คือของแท้ที่วาดโดยคาราวัจโจในช่วงปี ค.ศ. 1605-1609 ภาพนี้ถูกประเมินว่ามีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นไปถึง 100 – 150 ล้านยูโร (ประมาณ 4,000 – 6,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตามมีกฎว่าการซื้อขายภาพนี้ที่เป็นสมบัติชาติของสเปน ห้ามขายออกนอกประเทศ ล่าสุดเศรษฐีชาวอังกฤษที่ไม่เปิดเผยนามแต่อาศัยอยู่ในสเปน ได้รับซื้อภาพนี้ไปในราคามิตรภาพ คือราว 36 ล้านยูโร (ราว 1,400 ล้านบาท)

ตอนแรกคิดว่าบทความจะจบลงที่ฉบับนี้แล้ว แต่ดูทรงยังเหลือผลงานศิลปะอีกหลายชิ้นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงใน The Beauty จึงขอยกยอดฉบับจบไว้ในคราวหน้าที่คิดว่าน่าจะจบสิ้นเสียเทีย พร้อม ๆ กับอีพีฟินาเล่สุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าด้วยเช่นกัน โปรดติดตาม