The Beauty มาตรฐานความงามยุคใหม่ (1)

1721955

อีกเพียง 2 สัปดาห์ ซีรีส์ 11 ตอน The Beauty เรื่องนี้ก็จะถึงตอนจบ ซึ่งน่าจะไม่มีซีซั่นสอง เนื่องจากตัวต้นฉบับดัดแปลงมาจากการ์ตูนคอมมิคของ ของเจเรมี ฮวน กับเจสัน เฮอร์เลย์ ที่ตีพิมพ์ในช่วงปี 2016-2022 และมีความยาวเพียงหกเล่มและเรื่องไม่น่าจะไปต่อได้อีก อีกทั้งนี่ยังไม่เป็นซีรีส์ของไรอัน เมอร์ฟี่ ผู้มีฉายาว่าเป็นเจ้าแห่งซีรีส์จบภายในซีซั่น (The King of Anthologies) ดูได้จากผลงานก่อน ๆ ของเขาอย่าง American Horror Story (2011-ปัจจุบัน 12 ซีซั่น) ที่แม้จะมีหลายซีซั่น แต่แต่ละซีซั่นมีเรื่องราวของตัวเองเป็นเอกเทศ

The Beauty เป็นผลงานล่าสุดของเมอร์ฟี่ ตัวแม่รันวงการผู้มีอีกฉายาว่า “ตัวจี๊ดแห่งซีรีส์แสบแซ่บ (The Master of Camp)” ที่ทั้งจิกกัด จัดจ้าน สุดฮอตปรอทแตก โดยคราวนี้ซีรีส์เปิดฉากในช่วงระหว่างเดินแฟชั่นโชว์ของบาเลนเซียกา ณ กรุงปารีส นางแบบคนหนึ่งเกิดคลั่งอาละวาด เธอเริ่มกระหายน้ำอย่างหนัก ไล่ฟาดทำร้ายผู้คนมากมาย ก่อนที่ตัวเธอจะร้อนลุกไหม้แล้วระเบิดออกต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบ เหตุการณ์นี้ทำให้คูเปอร์ แมดเซน (อีวาน ปีเตอร์ เด็กปั้นลูกรักของเมอร์ฟี่ จากซีรีส์  American Horror Story, Dahmer) และจอร์แดน เบนเน็ตต์ (รีเบคก้า ฮอลล์ จากหนัง The Prestige, Vicky Cristina Barcelona) เอฟบีไอ 2 รายเดินทางข้ามชาติเข้ามาสืบ จึงพบว่ามีการตายคล้ายกันนี้เกิดขึ้นในอังกฤษ และเยอรมนี ก่อนจะพบว่าคนเหล่านี้ที่มีร่างทองหล่อสวยในปัจจุบัน พวกเขาล้วนมีร่างเดิมที่แปลกต่างไปจากก่อนตายเป็นอย่างมาก ก่อนจะพบว่าคนเหล่านี้มีเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่จะทำให้สภาวะร่างใหม่นี้อยู่ได้ราวสองปีก่อนที่จะระบิดออก ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับธุรกิจของไบรอน ฟอร์สต์ (แอชตัน คุทเชอร์) มหาเศรษฐีนักธุรกิจด้านเทคโนโลยี

หมายเหตุ: การที่แอชตัน คุทเชอร์มาเล่นเรื่องนี้น่าสนใจมาก แน่นอนว่าคุทเชอร์คือหนุ่มหล่อสุดฮอทยุค 90s และปัจจุบันก็ไม่มีใครไม่รู้จักเขา แม้เขาจะมีผลงานเยอะมาก แต่เขาไม่เคยถูกจดจำในแง่ฝีมือการแสดงเลย ทุกคนจำเขาได้จากการเป็นผัวหนุ่ม(คนเก่า)ของเจ๊สวยอมตะ เดมี่ มัวร์ (คุทเชอร์เด็กกว่ามัวร์ 15 ปี) และถ้ายังจำกันได้ มัวร์กลับมาปังเปรี้ยงอีกครั้งใน The Substance (2024) ซึ่งพูดถึงความงาม และเป็นแนวบอดี้ เฮอร์เร่อร์เช่นเดียวกัน ข่าวหลายแหล่งจึงเมี้ยนกันว่านี่อาจเป็นความจงใจของเมอร์ฟี่ที่ต้องการสร้างกระแสจาก(อดีต)คู่รักสุดฮอตหน้าตาดี

ตัวมัมไม่เคยทำให้ผิดหวัง เมอร์ฟี่จัดจ้านด้วยงานอาร์ตมากมาย ซีรีส์นอกจากจะไปทางไซไฟสืบสวน ผสมบอดี้เฮอร์เรอร์แล้ว เรื่องยังเปิดทางให้ผู้ชมได้เห็นฉากสวย ๆ จากหลากหลายประเทศทั้งในเบอร์ลิน เวนิส ปารีส มากมาย แต่ฉากเหล่านี้ไม่ได้มาแค่ให้ดูสวย อลังการเท่านั้น ทุกสิ่งอย่างล้วนแฝงความหมายและทั้งหมดล้วนพูดถึง “ความงาม” แต่อะไรคือมุมมองความงามที่เมอร์ฟี่ต้องการจะสื่อถึง

The Mud Show

ซีรีส์เปิดฉากในงานเดินแบบของบาเลนเซียก้าที่ปารีส อันเป็นรันเวย์ที่ถูกเซ็ตให้นางแบบต้องเดินชุดสวยลุยย่ำไปบนเลนโคลน คอนเส็ปต์อาจจะบ้าบอมาก แต่โชว์นี้เกิดขึ้นจริง มันมากจาก The Mud Show แฟชั่นของบาเลนเซียก้า SS 2023 ที่พูดถึง “การทำลายล้างภาพลักษณ์ความงามแบบเดิม ๆ”

อันเป็นโชว์ระดับตำนานของดีไซเนอร์ เดมนา กวาซาเลีย (ชาวจอร์เจียนที่เกิดในสมัยสหภาพโซเวียต และเขาเคยเป็นครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ให้ Gucci เขาโด่งดังมาจากแบรนด์ Vetements ที่เขาร่วมก่อตั้งเอง) ที่แฝงปรัชญาลุ่มลึก 3 ประเด็นหลัก

1. “The Search for Truth” (การตามหาความจริงในความสกปรก)

เดมนา ต้องการประชดโลกแฟชั่นที่มักจะจัดฉากให้ดูหรู สะอาดเอี่ยม หรือเพ้อฝัน เขาจึงเปลี่ยนรันเวย์ให้กลายเป็นบ่อโคลนขนาดยักษ์ ใช้โคลนจริง และมีกลิ่นโคลนจริง ๆ เพื่อบอกว่า “ความจริงมัน…สกปรก” ด้วยไอเดียที่เดมนาเผยว่า “ไม่ว่าคุณจะใส่เสื้อผ้าแพงระยับแค่ไหน สุดท้ายเราทุกคนก็ต้องเผชิญกับโลกที่เน่าเฟะและความเป็นจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

2. “Individualism vs. Labels” (ตัวตนเหนือป้ายยี่ห้อ)

โชว์นี้ต้องการให้คนเลิกตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกฉาบไว้ด้วยความเนี้ยบ การที่นางแบบนายแบบต้องเดินลุยโคลนจนรองเท้าและกางเกงเลอะเทอะ เสียบุคลิกที่เคยดูสง่า เดมนาบอกว่า “การพยายามจะทรงตัวให้ดูดีในโลกที่พังทลายเป็นเรื่องไร้สาระ ผมเลือกทำให้มันเละเทะไปเลยเพื่อให้เห็นตัวตนของคนใส่ว่าจะยังโดดเด่นเฉิดฉายได้อยู่อีกไหมเมื่อความหรูหราถูกกลบด้วยปลักโคลน”

3. “Dystopian Reality” (โลกหลังหายนะ)

กลิ่นอายของโชว์นี้คือความหดหู่และระทึกขวัญ โชว์นี้จัดขึ้นในช่วงที่มีสงครามและวิกฤติเศรษฐกิจของโลก โคลนจึงเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงสมรภูมิรบที่ผู้คนต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด

คินสึงิ

ในเรื่องตัวละครเอ่ยถึง “คินสึงิ (Kintsugi – 金継ぎ)” อันเป็นวิธีเชื่อมประสานเครื่องเคลือบด้วยยางรัก (อุรุชิ) แล้วโรยทองคำของช่างฝีมือญี่ปุ่น ในปลายศตรวรรษที่ 15 สมัยโชกุน อะชิคางะ โยชิมาสะ อันเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาแนวคิดเรื่องความงามของความไม่สมบูรณ์แบบ คือแทนที่จะพยายามซ่อนรอยแตกให้เนียนไปกับเนื้อเดิม แต่กลับเลือกที่จะเน้นรอยแตกนั้นด้วยทองคำ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวร่องรอยของการเดินทางกาลเวลาของวัตถุนั้น สิ่งนี้คือการคืนชีพของแตกหักด้วยคินสึงิที่มักจะถูกมองว่ามีมูลค่าและสวยงามยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่แตก แนวคิดปรัชญานี้เรียกว่า “วาบิ-ซาบิ (侘び寂び) ”  อันเป็นการยอมรับในความเสื่อมสลายตามกาลเวลา มองเห็นความงามและคุณค่าของความเก่าแก่ความแตกสลาย

Wabi (วาบิ): เดิมทีหมายถึงความโดดเดี่ยวหรือการใช้ชีวิตอย่างสมถะในธรรมชาติ ปัจจุบันหมายถึง ความงามที่เกิดจากความเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ Sabi (ซาบิ): หมายถึงความงามที่มาพร้อมกับกาลเวลา ร่องรอยกัดเซาะ รอยร้าว หรือความเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ (เหมือนตะไคร่น้ำบนหิน หรือรอยแตกลายงาบนถ้วยชา) หัวใจหลัก 3 ประการของแนวคิดนี้คือ 1.สรรพสิ่งย่อมเสื่อมสลาย 2.สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง 3.สรรพสิ่งไม่คงทนสมบูรณ์แบบ

อิตาลีแหล่งกาฬโรค

ฉากในเมืองเวนิสอันสวยงานแสนโรแมนติก และรู้กันทั่วว่าที่นี่คือเมืองแห่งศิลปะและแฟชั่นมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ แต่ตัวละครกลับพูดว่า “อิตาลีเป็นที่ค้นพบกาฬโรค” อันสื่อถึงเหตุการณ์ Black Death ที่คร่าผู้คนทั้งโลกไปกว่า 150 ล้านในเวลานั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 1347 เมื่อกาฬโรคระบาดเข้าสู่ยุโรปผ่านทางเรือสินค้าที่มาจากทะเลดำ โดยเรือลำแรก ๆ ลงที่เกาะซิซิลี และเมืองท่าอย่างเมสซีนา กับ เจนัว ก่อนจะกระจายไปทั่วอิตาลีและยุโรปจนผู้คนมองว่าอิตาลีคือตัวต้นเหตุของการแพร่กระจาย

อย่างไรก็ตาม เวนิส คือเมืองต้นแบบในระบบกักตัว (Quarantine) และคำว่า “ควอแรนทีน” นี้มาจากภาษาอิตาเลียนว่า Quaranta Giorni ซึ่งแปลว่า “40 วัน” ในสมัยนั้นทางการเมืองเวนิสออกกฎระเบียบว่าเรือทุกลำที่มาจากพื้นที่เสี่ยงต้องจอดลอยลำอยู่กลางทะเล 40 วันก่อนจะขึ้นเทียบท่าได้ เพื่อพิสูจน์ว่ามีผู้ป่วยบนเรือหรือไม่

และหนึ่งในภาพจำของเวนิสคือหน้ากากหมอกาฬโรค เป็นเจ้าหน้าที่คอยดูแลสอดส่องผู้ป่วย บางคนไม่ใช่หมอจริง ๆ บางคนก็ฉกฉวยปลอมตัวเข้ามา เนื่องจากเวลานั้นมีคนตายเป็นจำนวนมากหมอจริงจึงขาดแคลน ซึ่งหน้ากากแบบนี้ถูกใช้ในช่วงแพร่ระบาดนั้น จะมีจะงอยเหมือนนก โดยส่วนของจะงอยปากนี้มีไว้สำหรับใส่เครื่องสมุนไพร เครื่องหอม ดอกไม้แห้ง เพื่อกรองกลิ่นเหม็นที่เชื่อกันในสมัยนั้นว่าอากาศพิษคือพาหะของโรค พวกเขาจะสวมเสื้อคลุมที่เป็นผ้าใบหนา ๆ เคลือบขี้ผึ้ง สวมหมวกและถุงมือเพื่อไม่ให้ร่างกายสัมผัสผู้ติดเชื้อปัจจุบันผู้คนมักนิยมใส่กันในช่วงเทศกาลคานิวาลปลายฤดูหนาวประจำปีของเวนิส (ราวปลายมกราคมหรือกุมภาพันธ์)

เนเฟอร์

ในเรื่องมีฉากฆาตกรรม คนร้ายใช้เลือดเขียนตัวอักษรเฮียโรกริฟอียิปต์โบราณ คำนั้นคือ “เนเฟอร์” อันแปลว่า “งดงาม” แต่อันที่จริงคำนี้กินความครอบคลุมไปถึง “ดีงาม” “สมบูรณ์แบบ” “บริสุทธิ์” “มีความสุข” ด้วย

และอย่างที่รู้กันว่าอักษรเฮียโรกริฟคืออักษรภาพที่มาจากสิ่งรอบตัวในเวลานั้น โดยคำว่าเนเฟอร์นั้นประดิษฐ์ขึ้นมาจากภาพของ หัวใจและหลอลม กระเปากลม ๆ ด้านล่างแทนหัวใจ ส่วนขีดแนวตั้งยาวขึ้นไปแล้วมีขีดขวางอีกสองขีดแทนหลอดลม เพระาปรัชญาความเชื่อของชาวอียิปต์เชื่อว่า “ความดี ความงามเริ่มต้นจากภายใน และมีจุดกำเนิดที่หัวใจ ส่งผ่านแสดงออกมาทางลมหายใจและคำพูด”

และนี่คือที่มาของชื่อ เนเฟอร์ติติ (Nefertiti) อัครมเหสีของ ฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 4 (ต่อมาสถาปนาเป็น อเคนาเทน ในช่วงประมาณปี 1353-1336 ปี ก่อนคริสตกาล สมัยราชวงศ์ที่ 18 แห่งอาณาจักรใหม่ นางเป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลและลึกลับที่สุดในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ

ยุคของนางเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เรียกว่า “ยุคอามาร์นา” ที่มีจุดเด่นคือ 1.มีการปฎิรูปศาสนา จากนับถือเทพเจ้าหลายองค์มาเป้นการบูชาเทพองค์เดียว คือ สุริยเทพ(อาเทน) 2.ศิลปะที่เปลี่ยนไป ดูสมจริงอ่อนช้อยกว่ายุคอื่น ดังจะเห็นได้จากรูปปั้นครึ่งตัวอันโด่งดังของเธอ 3.เชื่อกันว่าเนเฟอร์ติติไม่ได้เป็นแค่ราชินี แต่ทรงอำนาจในฐานะผู้ร่วมปกครอง และบางทฤษฎีเชื่อว่าพระนางอาจปกครองอียิปต์ในฐานะฟาโรห์หญิงหลังจากสวามีสิ้นชีพไปแล้วด้วย

นางขึ้นชื่อเรื่องความเลอโฉม คำว่า อิติ แปลว่า “มาถึงแล้ว” ชื่อของเธอแปลว่า “ความงามพร้อมมาถึงแล้ว” จริง ๆ แล้วยังมีราชินีองค์อื่นที่ชื่อคล้ายกัน อาทิ เนเฟอร์ตารี แปลว่า “หญิงงามที่สุดเหนือใคร” คำว่าเนเฟอร์เป็นคำยอดฮิตเพื่อเน้นย้ำในเรื่องความงาม

อย่างไรก็ตามชาวอียิปต์โบราณมักจะใช้สัญลักษณ์ “เนเฟอร์” นี้ทำเป็นเครื่องราง และเชื่อกันว่าจะนำมาซึ่งความโชคดีสมบูรณ์พร้อม

ยอร์ช ร็อค

ตัวละครในเรื่องเปิดเพลงที่เขาเล่าว่ามันคือยอร์ช ร็อค (Yacht Rock) อันเป็นแนวเพลงที่จะทำให้ผู้ฟังเคลิ้มราวกับจิบไวน์อยู่บนเรือยอร์ชสุดหรูชมแสงตะวันลับฟ้า อันที่จริงมันคือแนวดนตรีที่เรียกว่า Soft Rock หรือ Adult Contemporary ที่ฮิตสุดๆ ในช่วงประมาณปี 1975–1984 อันมีเอกลักษณ์ในด้านความเนี๊ยบ เพราะดนตรีจะถูกเรียบเรียงมาอย่างปราณีต เสียงคลีน ๆ สะอาดสะอ้าน ใช้เครื่องดนตรีหรูหรา แพง ๆ และนักดนตรีระดับเทพ ให้ฟิลลิ่งที่ผ่อนคลาย สบายใจ เหมือนล่องลอยกลางทะเลฤดูร้อน มีความนวลนุ่มแบบแจ๊ส ผสมอาร์แอนด์บีเบา ๆ และมักจะเกี่ยวข้องกับความรักซับซ้อน ชีวิตดูดี หรือการพักผ่อนริมชายหาด ศิลปินในกลุ่มนี้ คือ Michael McDonald, Toto, Steely Dan, Hall & Oates

แต่จริง ๆ แล้วคำว่า “ยอร์ชร็อค” เพิ่งถูกใช้ในยุคเราเมื่อราวปี 2005 นี้เอง จากรายการออนไลน์แนวตลกชื่อ Yacht Rock ที่หยิบเอาเรื่องราวของศิลปินกลุ่มนี้มาล้อเลียน โดยเน้นภาพลักษณ์แบบคนรวยหรู ใส่เสื้อเชิ้ตขาว กางเกงขาสั้น สวมแว่นกันแดด และใช้ชีวิตบนเรือยอร์ช แต่ไปไปมามากลายเป็นว่าแนวเพลงนี้กลับมาฮิตอีกครั้งในหมู่ผู้ฟังแนวย้อนยุคปัจจุบัน

คริสโตเฟอร์ ครอส

นี่คือศิลปินตัวพ่อยอร์ชร็อค และเพลงชาติของผู้คลั่งใคล้แนวนี้คือ  Sailing ในซีรีส์มีการเอ่ยถึงเขาในแง่ตลกร้ายว่า “หลังประสบความสำเร็จอย่างมาก ครอส ต้องเจอกับหายนะ” ตรงนี้ผู้ชมอย่างเราอาจจะงงงงได้ว่ามันคืออะไร ครอส ประสบความสำเร็จอย่างมากชนิดที่ไม่เคยมีใครในยุคนั้นทำได้มาก่อน เพราะในปี 1981 เขาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการกวดรางวัลแกรมมี่ ไปถึง 5 รางวัลรวด รวมถึง 4 รางวัลสำคัญ ได้แค่ อัลบัมแห่งปี, บันทึกเสียงแห่งปี, เพลงแห่งปี และศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (จนถึงปัจจุบันมีเพียงอีกคนเดียวที่สามารถทำ 4 รางวัลนี้ได้คือ Billie Eilish ในปี 2020)

อย่างไรก็ตามอัลบัมหลังจากนั้นของเขากลับล้มเหลวทันที แต่สิ่งที่ทำลายเขาคือ “รูปลักษณ์” ช่วงที่ครอสดังระเบิดระเบ้อเป็นช่วงรอยต่อเปลี่ยนผ่าน หมายความว่ายุคของเขาผู้คนฟังเสียงเขาผ่านรายการวิทยุ เสียงนุ่มทุ้ม หล่อแพงมาก แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เข้าสู่ยุค MTV และผู้คนจะได้เห็นโฉมหน้าของศิลปินผ่านมิวสิควิดีโอ แต่ ครอส มีหน้าตาเหมือนลุงเผละ ๆ ข้างบ้าน  แม้เขาจะเป็นศิลปินเน้นฝีมือ แต่เขาไม่ใช่นักร้องหล่อไอดอลที่ผู้คนเห็นแล้วจะกรี๊ด ภาพลักษณ์เขาไม่ขาย แฟชั่นก็เชยระเบิด การเต้นก็ไม่มี คือไม่มีอะไรเลยนอกจากเพลงล้วน ๆ แถมกลายเป็นว่าในเวลาไม่นานแนวซินป๊อป และนิวเวฟ หรือร็อคหนัก ๆ ที่จัดจ้านกว่าก็โผล่มาเบียดแนวของครอสตกกระป๋องไปอีก

ตัวครอสเองเคยให้สัมภาษณ์ว่า “การคว้าแกรมมี่ได้มากมายขนาดนี้มันคือหายนะชั่วข้ามคืน เพราะมันทำให้ผู้คนหมั่นไส้ผม และพร้อมจะกระหน่ำซ้ำเติมทันทีที่ผมก้าวพลาด”

น้ำพุเทรวี่

มีฉากสุดโรแมนติกฉากหนึ่งในซีรีส์เกิดขึ้นเบื้องหน้าน้ำพุสวยในอิตาลี สถานที่แห่งนั้นคือน้ำพุเทรวี เป็นน้ำพุสไตล์บาโรค ที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงโรม ผลงานของ ฟิลิปโป เดลลา วัลเล เริ่มสร้างในปี 1732 เสร็จในปี 1762 ใช้เวลา 30 ปีพอดี มันคืออนุสรณ์สถานแห่งความงดงามและวิศวกรรมในการจัดการน้ำที่มีเรื่องราวน่าสนใจมาก

เรื่องราวบนรูปสลักไมใช่เพียงเพื่อความงาม แต่แสดงฉากราวละครหินสลักที่มีธีมหลักคือการปราบพยศน้ำ รูปสลักกลางน้ำพุคือเทพโอเชียนัส ยืนสง่าภายใต้ซุ้มประตู เขาคือเทพเจ้าแห่งมหาสมุทรทั้งปวง ยืนบนรถลากรูปเปลือกหอย เบื้องหน้าของเขามีม้าทะเล 2 ตัว ตัวหนึ่งคลุ้มคลั่ง อีกตัวสงบนิ่ง เป็นตัวแทนอารมณ์ของท้องทะเลที่คาดเดาไม่ได้ ด้านซ้ายของเขาเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ (Abundance) ถือตะกร้าผลไม้ ส่วนทางขวาของเขาคือเทพีแห่งสุขภาพ (Salubrity) มีงูดื่มน้ำจากถ้วย สื่อถึงความสะอาดและพลังในการบำบัดรักษาของน้ำ

น้ำพุนี้ออกแบบให้เชื่อมต่อกับผนังของวัง Palazzo Poli โดยสถาปนิกอีกราย นิโคลา ซาลวี ซึ่งเสียชีวิตในปี 1751 ก่อนที่จะสร้างเสร็จ ต่อมา จูเซปเป้ ปานนินี มารับช่วงสานต่อ อย่างไรก็ตามเดิมทีต้นแบบที่ซาลวีต้องการจะสร้างคือเทพเนปจูน หรือโพไซดอน เจ้าแห่งท้องทะเลแต่ปานนินีตัดสินใจเปลี่ยนเป็นเทพโอเซียนัส อันเป็นผลงานสลักของปิเอโตร บราซี มาวางแทน เพราะโอเซียนัส ไม่ใช่แค่เทพแห่งท้องทะเล แต่คือสายน้ำที่โอบล้อมทั้งโลกนี้ เป็นบิดาแห่งมหาสมุทร ซึ่งผันกลายเป็นน้ำจืดให้ชาวโลกได้ใช้ดื่มกิน ให้ความรู้สึกถึงผู้ใหญ่ สุขุม กว่าเนปจูน

น้ำพุนี้เป็นจุดสิ้นสุดของ Aqua Virgo อันเป็นระบบท่อส่งน้ำโบราณที่มีมาตั้งแต่ปี 19 ก่อนคริสตกาล ซึ่งชาวโรมันเชื่อกันว่าน้ำจากที่นี่ “หวานและสะอาดที่สุด” ในโรม

โดยมีตำนานย้อนไปในปี 19 ก่อนคริสตกาล เมื่อเหล่าทหารโรมันหิวกระหายน้ำกำลังเดินทัพมาถึง จู่ ๆ ก็มีหญิงสาวพรหมจรรย์ (Virgin) นางหนึ่งปรากฎกายแล้วชี้ทางไปสู่แหล่งน้ำสะอาด จึงเป็นที่มาไอเดียในการสลักรูปนูนต่ำเป็นหญิงพรหมจรรย์นำน้ำเข้าสู่โรม จึงเรียกท่อส่งน้ำนี้ว่า อะควา เวอร์โก (น้ำแห่งหญิงพรมจรรย์) ส่วนชื่อเทรวี ของน้ำพุนี้ไม่ได้เป็นนามของใคร คำว่าเทรวีในที่นี้หมายถึง “ทางสามแพร่ง (Tre Vie)” ที่น้ำพุนี้ตั้งอยูj

หากใครมีโอกาสได้ไปที่นี่ มีความเชื่อเรื่องการโยนเหรียญ หากโยน 1 เหรียญ คุณจะได้กลับมาโรมอีกครั้ง, โยน 2 เหรียญ จะได้พบรักกับชาวอิตาเลียน, โยน 3 เหรียญ จะได้แต่งงาน(บางตำราก็ว่าจะได้หย่าคนรักเก่าแล้วได้คู่ใหม่) และการโยนที่ถูกต้องคือใช้มือขวา โยนข้ามไหล่ซ้าย โดยหันหลังให้น้ำพุ

ยังมีรายะเอียดมากมายในซีรีส์เรื่องนี้ เราจึงขอยกยอดไปต่อในบทความหน้า โปรดติดตาม