The Residence ภาพวาดสำคัญทำเนียบขาว

1721955

The Residence (2025) 8 ตอนจบ เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ของดีปีนี้ที่ไม่ควรพลาด ความสนุกบรรลัย บทพูดฉลาดแหลมคม ลุ้นระทึกทุกนาที และขำหนักมากจริง ๆ แม้ล่าสุดจะมีข่าวร้ายว่าไม่ได้ไปต่อซีซั่นสอง แต่มันกลับได้คะแนนความสดจากเว็บ Rotten Tomatoes สูงถึง 82% ด้วยคำคอมเม้นต์ว่า “The Residence ตั้งอยู่บนทำเนียบขาวในฐานะเรื่องแนวสืบสวนคดีฆาตกรรมเบาสมองที่ไม่หนักสมอง แต่บทนักสืบผู้แปลกประหลาดของ อูโซ อะดูบา กลับทำให้การดำเนินเรื่องมีความซับซ้อนในระดับที่น่าชื่นชม”

จะเกิดอะไรขึ้นหากเกิดเหตุฆาตกรรมในทำเนียบขาว ในวันที่มีแขกเหรื่ออยู่กันเต็มตึก มันคือคดีฆาตกรรมในอาคารที่มีมากถึง 134 ห้องกับผู้ต้องสงสัยอีก 157 คน เราคงไม่ลงรายละเอียดมากนักเพราะตั้งใจว่าจะเขียนซ้ำอีกในคอลัมน์ซีรีส์ เนื่องจากยังมีประเด็นน่าสนใจมากมายให้พูดถึง แต่สิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอในด้านอาร์ต คือภาพสำคัญที่ปรากฎอยู่ทุกช่วงตอนในซีรีส์นี้ที่ถูกประดับจัดวางไว้ในแต่ละห้อง

เปิดฉากอย่างน่าจดจำ

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ whitehousehistory.org ระบุว่า “คอลเลกชันงานศิลปะชั้นเลิศที่ทำเนียบขาว… ปัจจุบันมีงานศิลปะมากกว่า 500 ชิ้นที่ได้รับการคัดเลือกตามความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม” ส่วนเว็บของ สมาคมนายทะเบียนและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บ (ARCS) ระบุจำนวนในปี 2023 ว่า “มีมากถึง  512 ชิ้นงาน” อย่างไรก็ตามโปรดเข้าใจว่าอาคารแห่งนี้แบ่งเป็นส่วนสาธารณะที่มีพิพิธภัณฑ์หมุนเวียน และห้องพักอาศัยส่วนตัวของประธานาธิบดีสหรัฐและครอบครัว รวมถึงห้องรับรองจัดเลี้ยงต่าง ๆ ซึ่งแต่ละยุคสมัยจะถูกสลับสับเปลี่ยนหรือตกแต่ง หรือมีสะสมเพิ่มเติม หรือย้ายไปที่อื่นก็มี

ในซีรีส์ The Residence เราจะได้เห็นภาพประดับเหล่านี้เป็นเพียงฉากหลัง อุปกรณ์ประกอบฉาก แต่แล้วจู่ ๆ ในบางซีนมันก็กลับมีความสำคัญขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ไปจนถึงหลายต่อหลายครั้งมันถูกจัดวางนำเสนออย่างมีความหมายและนัยยะสำคัญ ดังที่เห็นอย่างเด่นชัดในครั้งแรกคือเมื่อหลังเกิดเหตุฆาตกรรม แขกและพนักงานทุกคนทั้ง 157 คนได้ตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย พวกเขาถูกกักตัวในทำเนียบขาว ระหว่างนั้นพนักงานประจำอาคารจึงได้นำแขกเยือนบางส่วนพาไปรับรู้ถึงประวัติศาสตร์สำคัญต่าง ๆ ผ่านภาพจิตรกรรมสีน้ำมันเหล่านี้ และภาพแรกที่ถูกนำเสนอนั้นก็คือภาพนี้

John F. Kennedy Official Portrait (1970) โดย Aaron Shikler

แอรอน ชิคเลอร์ ศิลปินชาวนิวยอร์กเกอร์ผู้มีชื่อเสียงด้านการวาดภาพเหมือนนักการเมือง เขามีผลงาน 6 ภาพประดับอยู่ในทำเนียบขาว พ่อแม่ของเขาเป็นชาวยิวอพยพมาตั้งแต่ก่อนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก่อนจะร่ำเรียนทางอาร์ตในฟิลาเดลเฟีย แล้วถูกเกณฑ์ทหารรับราชการในกองทัพอากาศสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฐานะนักทำแผนที่ในยุโรป แจ็กเกอลีน เคนเนดี้ โอนาสซิส เลือก ชิคเลอร์ เป็นการส่วนตัวในปี 1970 หลังจาก เจเอฟเค เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปลายปี 1963 เพื่อให้ ชิคเลอร์ ทำการศึกษาคาแร็คเตอร์ของเจเอฟเคจากภาพถ่ายจำนวน 25 ภาพ (เนื่องจากชิคเลอร์ไม่เคยเห็นตัวจริงของเจเอฟเค) แล้ววาดภาพเหมือนอย่างเป็นทางการของเขาและภริยา(ซึ่งก็คือตัวแจ็กเกอลีนเอง) เพื่อใช้ประดับทำเนียบขาว

ลินา แมนน์ นักประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้ในเว็บไซต์ทำเนียบขาวว่า ‘ชิคเลอร์ร่างภาพด้วยถ่านของภาพถ่ายแต่ละภาพก่อนตัดสินใจเลือกท่าโพส ชิคเลอร์กล่าวว่า “ผมพบท่าทางสองอย่างที่เคนเนดีใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพถ่ายเหล่านั้น ท่าทางหนึ่งคือเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต อีกท่าทางหนึ่งคือเอาแขนพาดหน้าอก ซึ่งท่าทางนี้ได้ผลสำหรับผม”

เมื่อวาดเสร็จแล้ว ภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบนี้แตกต่างจากภาพเหมือนประธานาธิบดีอื่นๆ ที่แขวนอยู่ในทำเนียบขาว ภาพเหมือนประธานาธิบดีของทำเนียบขาวทุกภาพให้ความสำคัญกับดวงตาของบุคคลในภาพเป็นพิเศษ บางครั้งภาพประธานาธิบดีก็ถูกวาดให้จ้องมองตรงไปข้างหน้า หรือมองออกไปไกล ๆ ไม่ก็จ้องตรงมายังผู้ชม ชิคเลอร์ให้สัมภาษณ์กับวอชิงตันโพสต์ว่า “ผมวาดภาพเขาให้ก้มศรีษะลง ไม่ใช่เพราะอยากให้เขาอยู่ในลักษณะของผู้พลีชีพ แต่เพราะผมอยากแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักคิด ประธานาธิบดีที่เป็นนักคิดนั้นหาได้ยาก…เขาเป็นบุรุษผู้มีชีวิตสั้น ผมอยากแสดงให้เห็นถึงชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ที่อยู่บนบ่าของเขา ทุกคนถามผมว่าทำไมผมไม่วาดดวงตาของเขา ภาพเหมือนของประธิานาธบดีทุกภาพล้วนมีตาจ้องมองคุณโดยตรง แต่ผมอยากทำอะไรสักอย่างที่มีความหมายมากกว่านั้น ผมหวังว่าจะแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่ทำให้เขามีความถ่อมตน…ผมอยากให้ชนรุ่นหลังได้รู้ัจักผู้ชายคนนี้ในแบบที่เขาเป็น เปรียบเสมือนอเมริกาที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ใช่แค่แจ็คผู้หล่อเหลาเท่านั้น”

สมจริงแต่ต้องไม่เหมือนเป๊ะ

ข้อมูลจะเน็ตฟลิกซ์ระบุว่า ทีมงานซีรีส์นี้ต้องการให้จำลองฉากทำเนียบขาวอย่างละเอียดและสมจริง ออกแบบโดย ฟรองซัวร์ โอดูอี โปรดัคชั่นดีไซเนอร์ชาวอเมริกันเชื้อสายฝรั่เงเศส ผู้เคยมีผลงานในหนัง Logan (2017) เขาระบุว่า “อยากให้ผู้ชมได้เห็นทำเนียบขาวในเวอร์ชั่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน…แต่ต้องไม่เหมือนจริงแบบ100% แม้มันจะสมจริงมาก แต่ไม่อยากคัดลอกมาตรง ๆ ดังนั้นจะมีรายละเอียดบางอย่างดัดแปลงหรือบิดพลิ้วไปจากความเป็นจริง เพื่อให้เหมาะสมกับการถ่ายทำ มีสีสันขึ้นกล้อง และในบางฉากก็จงใจจะสื่อความหมาย แต่ถึงจะไม่เหมือนเป๊ะ ๆแต่ก็สมจริงพอที่คุณจะดูออกว่ามันมาจากของจริงชิ้นไหน”

Portrait of Patricia Ryan Nixon (1978) โดย Henriette Wyeth และ Jacqueline Kennedy Onassis (1970) โดย Aaron Shikler

ดังจะเห็นได้ชัดจากฉากที่นักสืบกำลังสอบเค้นพนักงานเสิร์ฟในทำเนียบขาว ทั้งคู่เป็นคนดำ และฝ่ายผู้ถูกตรวจสอบนั้นโกหก ผู้ชมจะพบภาพที่จงใจจะตั้งอยู่ด้านหลังของสองตัวละครนี้ในโทนสีคู่ตรงข้าม ฝั่งนึงสีฟ้าโทนเย็น ส่วนอีกฝั่งโทนร้อน ทว่าสังเกตดี ๆ จะพบว่าท่านั่งของภาพนั้นหันคนละด้านกับภาพจริง ภาพนี้ในฝั่งสีฟ้าคือ แพทริเซีย นิกสัน โดย เฮนเรียตต์ ไวเอธ ส่วนอีกภาพคือ แจ็กเกอลีน เคนเนดี้ โอนาสซิส โดย ชิคเลอร์ที่เรากล่าวถึงไปแล้ว ภาพนี้ถูกวาดเสร็จก่อนภาพเจเอฟเค ชิคเลอร์วาดเจ็กเกอลีนในท่ายืนด้วยโทนภาพสีพีช ม่วงอมชมพู และสีแชมเปญ ทำให้ภาพดูราวกับล่องลอย เหมือนฝัน มองไปทางซ้ายยืนอยู่หน้าเตาผิง วางมือสองข้างแนบตัวอย่างระมัดระวัง ชิคเลอร์เล่าว่า

“ผมพยายามแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งภายในตัวเธอ เธอมีอารมณ์เร่าร้อน มีไฟปรารถนาอันแรงกล้าภายในที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับถูกควบคุมไว้อย่างเข้มแข็ง ผมพยายามแสดงความตึงเครียดนั้นออกมาให้เห็นผ่านมือของเธอ แม้จะควบคุมได้แต่ก็พร้อมที่จะคลี่คลาย”

การเลือกศิลปินมาวาดภาพเหมือนตัวเองที่จะถูกประดับไว้ในทำเนียบขาวตราบนานเท่านานนั้นเป็นปรัชญาส่วนตัวของผู้เลือกโดยแท้ มันแสดงถึงกึ๋นในการสื่อสารต่อสังคม แพทริเซีย นิกสัน จงใจเลือกศิลปินหญิง เฮนเรียตต์ ไวเอธ ผู้พิการมือขวาแต่มีพรสวรรค์และสร้างผลงานศิลปะตั้งแต่วัย 13 ปี เธอเติบโตมาในครอบครัวศิลปิน พ่อของเธอคือนักวาดภาพประกอบคนดัง เอ็น.ซี. ไวเอธ พี่ชายของเธอ แอนดรูว์ ไวเอธ ก็เป็นศิลปิน ต่อมาเธอแต่งงานกับศิลปิน ปีเตอร์ เฮิร์ด ส่วนผลงานของเธอคว้ารางวัลตั้งแต่วัยเด็ก พอโตมาเธอถูกเลือกให้วาดภาพพี่ชายของเธอลงปกนิตยสารไทม์ ในปี 1963 ต่อมาเธอและสามีถูกเลือกให้วาดภาพประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน สำหรับไทม์ฉบับพิเศษ บุรุษแห่งปี และแน่นอนว่าผลงานที่โด่งดังที่สุดของเธอคือภาพที่ถูกประดับไว้ในทำเนียบขาวนี้

การจงใจจัดวางให้อยู่ในฉากที่ค่อย ๆ เผยความลับนี้ และวางอยู่ในขั้วตรงข้ามของตัวละครแสดงให้เห็นถึงความผันผ่านของยุคสมัย สไตล์ความงามเชิงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป ขณะที่เจ็กเกอลีน มีบทบาทในการฟื้นฟูและตกแต่งทำเนียบขาว ขึ้นชื่อในการจัดงานศิลปะและพิธีการต่าง ๆ ให้หรูหรามีรสนิยม ทว่าแพท นิกสันคือผู้ประสานงานและมีบทบาทในการเยี่ยมเยียนชุมชน ช่วยเหลือสังคม และสื่อสารเข้าถึงประชาชน ทว่าลุคของสองภาพนี้ต่างกันมาก ของเจ็กเกอลีนดูลึกลับ มีเสน่ห์ชวนสนใจ แต่ของแพท เปิดเผย จริงใจ เข้าถึงง่าย ทว่ามันกลับถูกตั้งอยู่เบื้องหลังตัวละครที่แม้จะดูเป็นมิตรแต่กลับเก็บซ่อนคำหลอกลวงเอาไว้มากมาย

โดดเด่นเป็นที่สังเกต

คุณจะทำอย่างไรในพล็อตเรื่องที่มีห้องหลากหลายห้องสีสันแต่กต่างกันไป แถมตัวละครยังมีความสัมพันธ์ยุ่งเยอะและมากหลาย แต่ละตัวล้วนซ่อนความลับชวนสับสนชวนงง เต็มไปด้วยชนวนชวนสงสัยว่าตกลงแล้วความจริงคือสิ่งใดแน่ ทว่าสิ่งหนึ่งที่เรียงร้อยเรื่องราวทั้งหมดให้เราจดจำและโดดเด่นอย่างยิ่งถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ คือภาพวาดประกอบฉากหลังนี้เองที่โดดเด่นเป็นที่สังเกตจนเป็นที่จดจำ และหนึ่งในภาพฉากสำคัญคือภาพนี้ ที่ถูกวางไว้กลางฉากอย่างจงใจ

Grace Coolidge with White Collie Rob Roy (1924) โดย Howard Chandler Christy

นี่คือภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เกรซ คูลิดจ์ คนแรกที่ถูกวาดคู่กับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเธอ ร็อบ รอย สุนัขพันธุ์คอลลีสีขาว ภาพนี้วาดโดย โฮเวิร์ด แชนด์เลอร์ คริสตี้ นักวาดภาพประกอบคนสำคัญ เขามีชื่อเสียงจากผลงาน “คริสตี้ เกิร์ล”  อันเป็นตัวแทนของหญิงยุคใหม่ในอุดมคติของอเมริกันชวนต้นศตวรรษที่ 20 ด้วยยุคอุตสาหกรรมและบริโภคนิยมของยุคพ่อยุคแม่ พอมาถึงรุ่นคริสตี้เกิร์ล เธอจึงเป็นตัวแทนของความรักชาติ ภาพของเธอถูกใช้ในแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อทางการทหาร เช่น เรียกร้องให้หนุ่ม ๆ ไปเป็นทหารับใช้ชาติ เธอเป็นตัวแทนคนขาวชนชั้นกลางมีการศึกษา และมีสไตล์ ในรูปลักษณ์สาววัยขบเผาะที่ยังไม่โตเต็มที่ดี  รักสนุก มีเสน่ห์ และอนาคตยังอีกยาวไกล ทั้งยั่วยวนและไร้เดียงสา

เกรซ คูลิดจ์ เลือกศิลปินหนุ่มผู้นี้ ด้วยเหตุผลที่เธอว่า “ฉันชอบสไตล์อ่อนช้อยและแสงนุ่มที่เขาใช้ ทำให้ภาพดูมีเสน่ห์เหมือนแสงอบอุ่นยามบ่ายส่องผ่านเข้ามาในภาพ” ภาพนี้โดดเด่นด้วยชุดแดงของ คูลิดจ์ สุนัขยืนชิดเข่าเธอย่างภักดีเต็มไปด้วยพลังและชีวิตชีวาของเฟิร์สเลดี้ในสมัยหลังสงครามโลก นักประวัติศาสตร์หลายคนลงความเห็นว่า “ภาพนี้สะท้อนความต่อเนื่องของอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่านความสงบ อ่อนโยน และจงรักภักดี ซื่อสัตย์และเชื่องเชื่อของสุนัข” มีการตีความว่า “นี่คืออุดมคติของสตรีอเมริกันในยุคฟื้นฟูเศรษฐกิจ สง่างาม เรียบง่าย และไม่แสดงอำนาจทางการเมืองอย่างทื่อมะลื่อ” เพราะนัยยะของภาพนี้แสดงถึงอำนาจในการบงการควบคุมแต่กลับดูเป็นธรรมชาติอย่างสง่างาม ภาพนี้อยู่ในฉากสำคัญของซีรีส์ หนึ่งในคีย์สำคัญคือขนมขิงที่ถูกทำเป็นรูปทำเนียบขาว และซ่อนความลับของเรื่องเอาไว้ โดยตัวละครหลักสำคัญกำลังทุ่มเถียงกับหัวหน้าคนครัวหนึ่งในผู้ต้องสงสัยแถวหน้า และทั้งหมดอยู่ในฐานะข้ารับใช้ของทำเนียบขาว

เสียดสีอย่างมีชั้นเชิง

สหรัฐประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ และก่อนจะกลายเป็นเกรท อเมริกันอย่างทุกวันนี้ ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ ผ่านยุคสมัยของการต่อสู้ คนดำ คนต่างชาติ ตัวละครที่ในเรื่องเล่าว่าหัวหน้าคนครัวมีเชื้อสายสวิสและเยอรมัน กับนักสืบคนดำ แล้วต้องไม่ลืมว่าอเมริกาสร้างชาติด้วยการยืดครองดินแดนและกลืนชาติพวกพื้นเมือง นี่คือเรื่องตลกเสียดสีอย่างมีชั้นเชิงโดยแท้ เหตุการณ์นี้จงใจจะเกิดขึ้นในห้องสมุดที่มีภาพสองภาพโดดเด่น เป็นภาพชาวอินเดียนแดงพื้นเมือง และสองภาพนี้ที่เห็นอยู่ไกล ๆ ก็คือ

Monchousia (White Plume), Kansa/Kaw (1822) โดย Charles Bird King และ Petalesharro (Generous Chief) Pawnee (1822) โดย Charles Bird King

มันคือผลงานในยุคต้นศตวรรษที่ 19 อันเกี่ยวพันกับการสร้างภาพจำของชนพื้นเมืองในสายตาของรัฐบาลสหรัฐในช่วงหลังยุคก่อตั้งประเทศใหม่ ๆ ชาร์ลส เบิร์ด คิง เป็นจิตรกรภาพเหมือนที่เกิดในโรดไอแลนด์ และได้รับการฝึกฝนจากลอนดอน โดย เบนจามิน เวสต์ จิตรกรราชสำนักอักกฤษผู้ยิ่งใหญ่ คิง กลับสู่สหรัฐในช่วงที่ประเทศกำลังสร้างเอกลักษณ์ทางศิลปะให้ตนเอง ในปี 1821 เขาถูกว่าจ้างโดยสำนักกิจการอินเดียน ให้เป็นจิตรกรประจำวอชิงตันซิตี้ เพื่อวาดภาพชนพื้นเมืองที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนประธานาธิบดีในทำเนียบขาว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เพื่อเจรจาด้านผลประโยชน์ การค้า หรือเขตแดน

มอนชูเซีย เป็นหัวหน้าเผ่าแคนซา (หรือคาว) ที่อาศัยแถบลุ่มน้ำแคนซัส มีชื่อเสียงในด้านให้ความร่วมมือและการฑูตกับรัฐบาลสหรัฐในยุค ประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร และจอห์น ควินซี อดัมส์ ในปี 1821 เขาผู้มีฉายาว่า ลูกพลัมขาว ถูกเชิญมายังวอชิงตันพร้อมคณะตัวแทนชนเผ่าอื่น ๆเพื่อลงนามในสนธิสัญญาการค้าและมิตรภาพ ในภาพเขาสวมผ้าคลุมขนสัตว์ประดับแบบชนเผ่าถือพัดขนนกสีขาว สัญลักษณ์ขนนกสงบศึก และความบริสุทธิ์ใจ ไวท์พลัม เป็นหัวหน้าผู้สนับสนุนการเปิดรับอิทธิพลบางส่วนจากพวกตะวันตก เช่น การศึกษาและการค้ากับชาวยุโรปอเมริกัน ภาพนี้จึงถูกวาดอย่างเป็นมิตร ไม่ใช่นักรบป่าเถื่อน แต่มาในฐานะฑูต

เปตาเลสฮาร์โร วีรบุรุษในตำนานชนเผ่าพาวนี (ปัจจุบันอยู่ในเขตเนบราสก้า) เขาเป็นอินเดียนแดงหัวก้าวหน้าผู้กล้าขัดขวางพิธีบูชายัญมนุษย์ตามธรรมเนียมโบราณของเผ่า และช่วยชีวิตหญิงเชลยได้สำเร็จ เรื่องราวของเขาถูกตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งในหนังสือพิมพ์และรายงานทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ 1820 จนรัฐบาลสหรัฐมองเขาเป็นตัวอย่างของการศิวิไลซ์ชนพื้นเมือง เขาได้รับเชิญมายังวอชิงตันในปี 1821 เพื่อพบประธานาธิบดีมอนโร และได้รับยกย่องในฐานะ “วีรบุรุษผู้เลิกพิธีบูชายัญ”

ในภาพนี้เขาสวมเสื้อหนังประดับขนนกและเครื่องเงิน ท่าทางมั่นคง ดวงตาจริงจัง สื่อถึงความกล้าหาญและศีลธรรม ภาพของเขาถูกใช้เป็นโฆษณาชวนเชื่อว่าชนพื้นเมืองสามารถมีความศิวิไลซ์ได้ และสามารถมีศีลธรรมหากรับการจุ่มศีลแบบคริสตชน ภาพเหล่านี้จึงนอกจากจะเป็นบันทึกภาพบุคคลจริงแล้วยังเป็นเครื่องมือชั้นดีในการโฆษณาชวนเชื่อทางอุดมการณ์ของสหรัฐในยุคนั้น อย่างไรก็ตามสองภาพนี้ไม่ใช่ต้นฉบับจริง แต่เป็นการทำพิมพ์หินขึ้นมา เนื่องจากตัวต้นฉบับจริงกว่า 140 ภาพนั้นถูกเก็บไว้ในสถาบันจัดเก็บสมบัติชาติสมิธโซเนียน แต่ภายหลังเกิดไฟไหม้ทำลายทั้งหมดในปี 1865 เรื่องจริงช่างขำขื่นและเสียดสีโดยแท้

ภาพสำคัญ

ในซีรีส์มีการเล่าถึงเหตุระทึกขวัญที่มีอันต้องอพยพผู้คนออกจากทำเนียบขาว ในช่วงชุลมุนเร่งรีบ หนึ่งในผู้ดูแลทำเนียบขาวเลือกจะหยิบภาพสำคัญที่สุดออกมาหนึ่งภาพ ภาพนั้นคือ

Portrait of Dolley Madison (1804) โดย Gilbert Stuart

กิลเบิร์ต สจวร์จ เป็นจิตรกรภาพเหมือนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคสหพันธรัฐ Federal Period ราว 1789-1823 หลังจากสหรัฐก่อตั้งประเทศใหม่ ๆ และมีรัฐธรรมนูญฉบับแรก โดยมีประธานาธิบดีคนแรก จอร์จ วอชิงตัน และรองประธาน จอห์น อดัมส์ กับ เจมส์ แมดิสัน และภาพนี้คือ ดอลลีย์ เมดิสัน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งลำดับที่ 4 ของรัฐ ภริยาของเจมส์ เธอมีชื่อเสียงด้านความสง่างาม มีไหวพริบทางสังคม และการช่วยเหลือสังคมเมืองหลวง มีบทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ให้ทำเนียบขาวเป็นศูนย์กลางรวมใจของสังคมการเมือง ภาพนี้ถูกวาดในปี 1804 สมัยที่เจมส์ยังเป็นรองประธานาธิบดี สมัยนั้นสหรัฐยังไม่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง ตัวศิลปินต้องกลับไปร่ำเรียนในอังกฤษและความโดดเด่นที่เขานำกลับมาคือสไตล์สมจริง เน้นแสงและสีที่สื่ออารมรณ์กับบุคลิกของตัวแบบ

ศิลปินผู้นี้เป็นคนวาดภาพเหมือนที่มีชื่อเสียงที่สุดของจอร์จ วอชิงตัน ที่เรียกว่า “The Athenaeum Portrait” อันต่อมาถูกใช้เป็นภาพบนธนบัตร 1 ดอลลาร์ ผลงานของศิลปินผู้นี้จึงมีราคาสูงในหมู่นักสะสมและเป็นที่ต้องการของพิพิธภัณฑ์มากที่สุด อีกประการ ดอลลีย์ เป็นที่รู้จักในการช่วยเก็บภาพเหมือนของ จอร์จ วอชิงตัน และสมบัติสำคัญต่าง ๆ ของทำเนียบขาว ในช่วงที่ทำเนียบเคยถูกเผาในส่งครามเมื่อปี 1814 ภาพของเธอจึงเป็นตัวแทนความกล้าหาญและสง่างาม

แปลกต่างอย่างสื่อความหมาย

ในฟินาเล่เอ็พพิโสด ฉากไคลแม็กซ์ของเรื่อง ซีรีส์จงใจจะใช้ภาพที่แปลกต่างจากที่เคยใช้มาทั้งหมด เพราะมันไม่ใช่ภาพพอร์ เทรตของใครเลย แต่นี่คือภาพทัศนียภาพที่ไม่เคยปรากฏอย่างมีนัยยะสำคัญในฉากอื่น ๆ มาก่อน และมันถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของฉากการเฉลยสุดท้าย

Independence Hall in Philadelphia (1858–1863) โดย Ferdinand Richardt (บางแหล่งเขียนว่า Joachim Ferdinand Richardt)

เฟอร์ดินันด์ ริชาร์ดต์ เป็นจิตรกรและนักพิมพ์ภาพจากเดนมาร์ก เกิดในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ก่อนจะอพยพมาตั้งรกรากในสหรัฐและเน้นวาดภาพแลนด์สเคป กับสถาปัตยกรรม เขามีชื่อเสียงในด้านทัศนียภาพกับปราสาท โบสถ์ อาคารสำคัญ ด้วยเทคนิคที่แม่นยำทั้งแสงเงา สีสัน บรรยากาศ และความถูกต้องในหลักภูมิสถาปัตย์ ภาพนี้คืออาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์สหรัฐ มันถูกเรียกว่า อินดีเพนเดนท์ฮอล์ เพราะที่นี่คือที่ประกาศอิสรภาพ (Declaration of Independence, 1776) และ รัฐธรรมนูญฉบับแรก (Constitution, 1787) ภาพนี้แม่นยำทางโครงสร้างสถาปัตย์พร้อมรายละเอียดอย่างถูกต้อง เป็นอาคารสง่างามและมีบรรยากาศน่าเลื่อมไสศักดิ์สิทธิ์ วาดในช่วงปี 1858-1863 อันเป็นช่วยเข้าสู่สงครามกลางเมือง (1861-1865) มันจึงเป็นการสะท้อนเอกลักษณ์ชาติและเสรีภาพอันเป็นที่ยึดถือสำคัญของอเมริกันชน

อาคารแห่งนี้คือที่ประกาศประชาธิปไตยและอิสรภาพ เน้นย้ำความเป็นอเมริกันแบบดั้งเดิมด้วยฝีมือวาดชั้นครู ภาพนี้จึงไม่ใช่แค่ผลงานศิลปะแต่คือภาพประวัติศาสตร์สำคัญ

หลักฐานสำคัญ

ในซีรีส์หลักฐานชิ้นสำคัญคือนาฬิกาตั้งโต๊ะโบราณเรือนนี้ ทำจากบรอนซ์เคลือบทอง หัวนาฬิกาเป็นรูปประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ของจริงจะมีทั้งแบบนั่งและแบบยืน ใช้ตั้งประดับในห้องรับรองหรือห้องทำงานสำคัญ

เป็นงานช่างฝีมือโดย ฌ็อง แบ็บติสเต ดูบัค ชาวฝรั่งเศส ทำงานในยุคนโปเลียน และมีชื่อเสียงด้านงานโลหะประดับกับนาฬิกาหรู เขารับเฉพาะงานสั่งทำเพื่อโอกาสพิเศษและบุคคลสำคัญ สำหรับราชสำนักหรือผู้มีอำนาจ ชิ้นนี้ถูกสร้างในช่วง 1806-1817 หลังการประกาศอิสรภาพอเมริกาไม่กี่ทศวรรษ และยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างสหพันธรัฐกับต้นสาธารรัฐ

การนำจอร์จ วอชิงตันมาประดับเป็นวิธีสื่อว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญเป็นผู้ก่อตั้งชาติและเป็นแบบอย่างจารีตอเมริกันชน แสดงถึงอิทธิพลของประธานาธิบดีในยุคบ้านเมืองใหม่ ด้วยฝีมือที่ต้องใช้ความชำนาญและทักษะสูง ออกแบบอย่างปราณีต มันถูกสร้างเพื่อมอบเป็นของขวัญแก่เจ้าหน้าที่อเมริกันหรือยุโรป เชื่อกันว่าถูกมอบเพื่อเป็นที่ระลึกถึงผลงานและคุณูปการของจอร์จ วอชิงตัน อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสหรัฐในเวลานั้น ใช้ในการเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญทางการเมือง เช่นวันชาติ หรือพิธีเปิดทำเนียบขาว

ฟรองซัวร์ โอดูอี โปรดัคชั่นดีไซเนอร์ให้สัมภาษณ์ว่า “สุดท้ายเราต้องสร้างเกือบทั้งทำเนียบประธานาธิบดีขึ้นมาใหม่ ตั้งแต่ชั้นสามลงไปจนถึงชั้นใต้ดิน รวมทั้งระเบียงด้านใต้และสนามหญ้าด้านใต้ด้วย มันเป็นงานที่มหึมาบ้าคลั่งมาก ต้องอาศัยการวางแผนและการจัดการอย่างรอบคอบสุด ๆ…เราตั้งใจใช้โทนสีสดใส เช่น เหลือง น้ำเงิน เขียว … ซึ่งต่างจากสีน้ำตาลตุ่น ๆ และเบจหม่นๆ ของทำเนียบขาวจริง ๆ มาก ผมแปลกใจมากเลยว่าชั้นสามของของจริงมันดูน่าเบื่อแค่ไหน…เราใส่ใจในรายละเอียดอย่างมากแม้แต่หนังสือพวกนั้นในห้องสมุดล้วนเป็นของจริงทั้งหมด … และเป็นผลงานของนักเขียนที่มีอยู่จริงในห้องสมุดของทำเนียบขาว”

โอดูอีทิ้งท้ายว่า “ผมรู้สึกทึ่งกับการได้ค่อย ๆ ลอกชั้นของประวัติศาสตร์ออก … ชั้นใต้ดินช่วยขับให้ส่วนอื่น ๆ ของบ้านดูโดดเด่นขึ้น มันทำให้เห็นความหรูหรา รสนิยม และชนชั้นของบ้านทั้งหลังได้อย่างชัดเจน”