1721955

ตอนแรก https://thaipublica.org/2025/12/it-welcome-to-derry/
เพิ่งอวสานไปอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยไปหมาด ๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับซีรีส์ IT: Welcome to Derry ที่แม้จะมีเพียง 8 ตอนจบ แต่แต่ละตอนอัดแน่นด้วยรายละเอียดที่เราจะขอย้อนไปอธิบายเฉพาะในส่วนของ 2 อีพีแรกเท่านั้น เนื่องจากมีรายละเอียดทางประวัติศาสตร์สำคัญเป็นอย่างมาก

ในฉากหนึ่งของอีพีแรกตัวละครแกะกล่องขนมซึ่งในนั้นมีของเล่นแถมมาด้วย ขนม Cracker Jack เป็นป๊อปคอร์นเคลือบคาราเมลผสมถั่วลิสง หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมชื่อแคร็กเกอร์ แจ็ค แต่ดันเป็นข้าวโพดคั่ว เพราะ Cracker ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงขนมปังกรอบ อันที่จริงในสมัยศตรวรรษที่ 19 คำว่า crackerjack เป็นแสลง หมายถึง “ยอดเยี่ยม / เจ๋งมาก / เด็ดดวง”
เป็นขนมที่คิดค้นโดยพี่น้องชาวเยอรมันอพยพ เฟรเดริก และ หลุยส์ รึคไฮม์ ตัวต้นแบบนำไปทดลองขายในงาน เวิร์ล โคลัมเบียน เอ็กซ์โพสิชั่น (ปัจจุบันเปลียนชื่อเป็น ชิคาโก เวิร์ล แฟร์) เมื่อปี 1893 ก่อนจะจดทะเบียนการค้าในปี 1896 กระทั่งในปี 1912 ขนมยี่ห้อนี้ได้สร้างจุดเด่นด้วยการแถมของเล่นสะสมเล็ก ๆ ไว้ในกล่อง ซึ่งจะมีการเปลี่ยนคอลเล็กชั่นของแถมไปเรื่อย ๆ มีมาสคอตเป็นรูปแจ็คกลาสีเรือกับสุนัขบิงโก ปัจจุบันยังมีวางขายในสหรัฐแต่ลดความนิยมลง และเลิกแถมของเล่นไปเมื่อปี 2016 แต่เปลี่ยนเป็นคิวอาร์โค้ดสำหรับเล่นเกมทางออนไลน์แทน
จรวด
ตัวละครในฉากนั้นคนหนึ่งได้ของแถมเป็นจรวด คำถามคือขนมยี่ห้อนี้มีของแถมเป็นร้อย ๆ อย่าง แต่ทำไมซีรีส์จึงจงใจให้ตัวละครหยิบได้จรวด อย่างที่คนดูน่าจะรู้แล้วว่าไทม์ไลน์ของเวอร์ชั่นนี้เล่าเรื่องในปี 1962 อันเป็นช่วงเวลาสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “Space Race” มันคือการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการในการสำรวจอวกาศของ 2 ขั้วประเทศมหาอำนาจในเวลานั้นคือ สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต เริ่มต้นเมื่อปี 1957 เมื่อโซเวียตทำให้โลกตื่นตะลึงด้วยการปล่อยดาวเทียมดวงแรกของโลก สปุตนิก 1 อันเป็นการท้าท้ายและทำให้สหรัฐเปลี่ยนการแข่งขันทางทหารไปสู่การแข่งขันด้านอวกาศ ถือเป็นชนวนสำคัญของสงครามเย็นในมิติเทคโนโลยีโดยตรง
แม้ว่าสหรัฐจะสร้างจรวดมาได้ตั้งแต่หลังสงครามโลกในปี 1946 เมื่อพวกเขายึดขีปนาวุธจากนาซีเยอรมันมาพร้อมวิศวกรนาซี เวิร์นแฮร์ วอน บรวน ร่วมกันผลิตจรวดอเมริกันนาซ่า (ที่้ต้นแบบเป็นของนาซี) ในนาม V-2 แต่กว่าสหรัฐจะส่งอะไรไปนอกโลกได้จริง ๆ ก็ล้าหลังโซเวียตอยู่หนึ่งปี เมื่อในปี 1958 สหรัฐส่งดาวเทียม เอ็กเพลอเรอร์ 1
แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1961 เมื่อโซเวียตเย้ยสหรัฐหนักมากด้วยการส่ง ยูริ กาการิน ออกไปวนในอวกาศได้สำเร็จ วันรุ่งขึ้น จอห์น เอฟ เคเนดี้ ประธานาธิบดีสหรัฐในเวลานั้นจึงประกาศกร้าวตั้งเป้าหมายว่าสหรัฐต้องเดินทางไปดวงจันทร์ พร้อมทั้งอัดฉีดงบโครงการนาซ่าจากเดิมห้าร้อยล้านดอลลาร์ กลายเป็นราวหกพันล้านดอลลาร์
“ผมเชื่อว่าประเทศนี้ควรตั้งเป้าหมาย ก่อนที่ทศวรรษนี้จะสิ้นสุดลง เราจะต้องส่งมนุษย์คนหนึ่งไปเหยียบดวงจันทร์ และพาเขากลับสู่โลกอย่างปลอดภัย” จากสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรส 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1961
แต่ความสำเร็จไม่ได้มาชั่วข้ามคืน แม้จะทุ่มงบหนัก ปลุกใจชาวโลกด้วยสุนทรพจน์สุดหล่อ ปีต่อมาอเมริกาก็ยังไร้วี่แววที่จะเอื้อมสู่ดวงจันทร์ เมื่อเจเอฟเคกล่าวสุนทรพจน์อีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ต่อหน้าสภาคองเกรส แต่ประกาศให้ผู้ชมทั้งสเตเดี้ยม ณ มหาวิทยาลัยไรซ์ เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ที่คราคร่ำไปด้วยนักศึกษา ประชาชน นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ และสื่อ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 1962 ว่า
“เราเลือกจะไปดวงจันทร์ เราเลือกจะไปดวงจันทร์ในทศวรรษนี้ และจะทำสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ใช่เพราะมันง่าย แต่เพราะมันยาก…เพราะเป้าหมายนั้นจะเป็นสิ่งที่จัดระเบียบ และวัดความสามารถที่ดีที่สุดของพลังและทักษะของเรา เพราะมันคือความท้าทายที่เรายอมรับ ที่เราไม่เต็มใจจะเลื่อนออกไป และที่เราตั้งใจจะชนะ”
เจเอฟเคจงใจจะประกาศกร้าวอีกครั้งต่อหน้าสาธารณชนและชาวโลกถึงบทบาทครั้งสำคัญนี้ที่เขาตั้งใจจะชนะในการแข่งขันด้านอวกาศ หลังจากผ่านไปปีกว่าเมื่อประชาชนเริ่มมีข้อกังขาว่าทำไมต้องทุ่มเงินมหาศาลให้กับโครงการอวกาศ อย่างไรก็ตามกว่าที่สหรัฐจะส่ง นีล อาร์มสตรอง ไปเหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จในภารกิจ อะพอลโล 11 ก็ปาไปปี 1969 (จากพ่ายแพ้ต่อโซเวียตมาหลายรอบ) แม้จะอยู่ในกรอบเวลาที่เจเอฟเคเคยประกาศไว้ว่าภายในทศวรรษนี้ หมายความว่าไม่เกินปี 1970 ทว่าเจเอฟเคไม่เคยได้รับรู้ถึงความสำเร็จนี้ เพราะเขาถูกลอบยิงสังหารไปตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 ณ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส รัฐเดียวกันกับที่เขาประกาศมูนสปีชนั้นเอง
เต่า
การจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเต่าในซีรีส์นี้ อาจต้องย้อนกลับไปที่ตัวปีศาจหลักอย่าง เพนนีไวส์ เพราะทั้งสองอย่างนี้มาจากแหล่งเดียวกัน พวกมันไม่ใช่ผี แต่เป็นสิ่งมีชีวิตต่างมิติ (Cosmic Entity) ที่เก่าแก่ดึกดำบรรพ์ มาจากพื้นที่ว่างเปล่าระหว่างจักรวาลที่เรียกว่า “จักรวาลมหภาค (Macroverse)” มันตกลงมาสู่โลกเมื่อหลายล้านปีก่อน ร่างที่เราเห็นเป็นเพียงกายภาพที่จำแลงมาผ่านความกลัว แต่ร่างจริงของมันเป็นสิ่งที่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจรูปทรงของมันได้ และอยู่ในมิติอื่นเรียกว่า “แสงมรณะ (The Deadlights)” เป็นพลังงานสีส้มที่หมุนวน หากมนุษย์จ้องมองจะทำให้เสียสติหรือวิญญาณหลุดจากร่างในทันที
แต่ทั้งคู่เป็นศัตรูกัน ใช่แล้ว ในนิยายสตีเฟ่น คิงเขียนให้เพนนีไวส์มีคู่ปรับเป็นเต่า ชื่อ “มาตูริน” แต่ฉบับไลฟ์แอ็คชั่นทั้งหมดไม่เคยปรากฎตัวละครนี้เลย เต่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตระดับเทพเจ้าในมาโครเวิร์สเช่นเดียวกับเพนนีไวส์ แต่เป็นขั้วตรงข้ามโดยสิ้นเชิง เพาะพวกมันเป็นผู้สร้างจักรวาล ขณะที่เพนนีไวส์หรือ IT เป็นผู้ทำลายล้างจักรวาลและเป็นตัวแทนการบริโภค IT เป็นเหมือนหลุมดำที่จ้องจะกลืนกินเด็ก และบ่มเนื้อของเด็กน้อยเหล่านั้นให้หวานอร่อยขึ้นด้วยความกลัว
IT ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1986 แต่อันที่จริง เต่ายักษ์ มาตูริน มีมาก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะตำนานของมันปรากฏในหนังสือชุด The Dark Tower ที่มีทั้งหมด 9 เล่ม และเล่มแรกตีพิมพ์ในปี 1982 ที่มาของชื่อมาตูริน เกิดจากการที่ คิง ชื่นชอบตัวละครหนึ่งในนิยาย Master and Commander (1969) ของแพทริค โอ’ไบรอัน ซึ่งมีตัวเอกเป็นนักธรรมชาติวิทยาและหมอประจำเรือชื่อว่า ดร.สตีเฟน มาตูริน ผู้มีฝีมือผ่าตัดเป็นเลิศ มีอุดมการณ์ และหลงใหลในสัตว์กับพืชพันธุ์ใหม่ ๆ เป็นคนตัวเล็กแต่ฉลาดล้ำลึกและมักจะซุ่มซ่ามเมื่ออยู่บนเรือ ชอบเล่นเชลโลและติดฝิ่น คิงเเป็นแฟนตัวยงของนิยายเล่มนี้ที่มีฉากดร.มาตูรินตื่นเต้นกับการค้นพบเต่าสายพันธุ์ใหม่ คิงจึงตั้งชื่อเทพเจ้าเต่าในนิยายของตนเองว่า “มาตูริน” เพื่อแสดงความคารวะแด่ โอ’ไบรอัน
ส่วนแนวคิดมาจากตำนานความเชื่อหลายอารยธรรมโบราณร่วมกันที่เชื่อว่าโลกหรือจักรวาลตั้งอยู่บนหลังของเต่ายักษ์ อาทิ ฮินดู เชื่อว่าโลกตั้งบนหลังช้าง 4 เชือกที่ยืนอยู่บนหลักเต่ายักษ์ อคุปะระ, จีน มีตำนานเทพธิดาหนี่วาตัดขาเต่ายักษ์มาใช้เป็นเสาค้ำท้องฟ้าที่กำลังจะถล่มลงมา, ชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกาหลายเผ่าเรียกทวีปอเมริกาเหนือว่า “เกาะเต่า (Turtle Island)” โดยเชื่อว่าแผ่นดินโลกถูกสร้างขึ้นบนกระดองเต่ายักษ์
ในนิยายของคิง มาตูรินเป็นหนึ่งใน 12 ผู้พิทักษ์ลำแสง 6 สาย แต่ละปลายลำแสงจะมีสัตว์ผู้พิทักษ์ 12 ชนิดเฝ้าอยู่ มาตูรินเป็นสัตว์รักสงบ วันหนึ่งมันปวดท้องมากจึงอาเจียนออกมาเป็น จักรวาลที่มีโลกหรือระบบสุริยะทั้งระบบอยู่ในกาแล็กซี่นั้น ในมุมมองของ IT ในนิยายมักจะดูถูกมาตูรินว่าเป็นพวกขี้เกียจ โง่เขลา และทำอะไรเหลาะแหละโดยไม่ตั้งใจ ต่างจาก IT ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการล่า
ในนิยาย IT มาตูรินให้คำแนะนำวิธีต่อกรกับ IT เขาบอกเด็ก ๆ ว่าเขาช่วยอะไรเด็ก ๆ ไม่ได้มากไปกว่าการให้คำแนะนำ เพราะเขาเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ไม่ใช่นักรบ ส่วนใน The Dark Tower จะมีงาช้างแกะสลักขนาดเล็กรูปเต่าเรียกว่า “สโคลแพดดา (เต่าในภาษาสวีเดน)” เป็นวัตถุที่มีพลังสะกดจิตและช่วยเปิดประตูข้ามมิติได้
อย่างไรก็ตามเมื่อถึงจุดหนึ่งในนิยายชุด The Dark Tower ได้เล่าว่าอันที่จริงมาตูรินตายไปนานแล้วจากการสำลักจักรวาลหนึ่งเข้าไป แม้กายจะตายแต่จิตยังคงหลงเหลือและส่งพลังสะท้อนกลับมาเพื่อช่วยเหลือฝ่ายธรรมะต่อไป นี่คือที่มาว่าทำไมเขาจึงทำได้เพียงให้คำแนะนำใน IT
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมในฉบับหนังและซีรีส์จึงตัดตัวละครนี้ออกไป ก็เพราะมันหลุดโลกเกินไป เพราะในนิยายผู้อ่านสามารถจินตนาการได้ว่าเต่าตัวนี้ดูขลังและยิ่งใหญ่มากอย่างไร แต่หากในหนังสยองขวัญที่มีตัวตลกไล่ฆ่าเด็ก แล้วจู่ ๆ ก็ตัดภาพไปที่เต่ายักษ์อวกาศมันเสี่ยงเกินไปที่จะทำให้บรรยากาศสยองกลายเป็นเรื่องตลกหรือแฟนตาซีหลุดโลกจนคนดูหลุดโฟกัสจากความกลัว แอนดี้ มูสเชตติ ผู้กำกับ IT 2017กับ2019 และเป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารกับกำกับเองอีก 4 อีพีในซีรีส์นี้ด้วย เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเกรงว่าตำนานเกี่ยวกับเต่าจะทำให้หนังแฟนตาซีเกินไป ผมอยากให้มันสมจริง และโฟกัสที่ความกลัวของเด็ก ๆ มากกว่าเรื่องในระดับจักรวาล ขณะที่ในนิยายมีความหนาถึง 1,138 หน้าซึ่งพอจะปูพื้นฐานเรื่องมาโครเวิร์ส แต่หนังมีเวลารวมกันแค่ 2-3 ชั่วโมง หากจะต้องมานั่งอธิบายว่า อ้อ ยังมีเต่าเทพเจ้าอยู่อีกมิติหนึ่งนะ จะทำให้จังหวะของหนังเสีย และทำให้ผู้ชมทั่วโลกที่ไม่ใช่แฟนหนังสืออาจจะเอ๋อรับประทานได้ว่า เดี๋ยวนะ ทำไมมีเต่า”
อย่างไรก็ตามแม้ในฉบับไลฟ์แอ็คชั่นจะไม่มีเทพเจ้าเต่า แต่ทุกฉบับจะมีเต่าเป็นอีสเตอร์เอ้กซ่อนไว้อยู่หลายจุดเพื่อเป็นการคารวะต้นฉบับ และนี่คือที่มาว่าทำไมในซีรีส์นี้จึงมีเต่าปรากฎในเรื่องด้วยเช่นกัน
โคมไฟหนังมนุษย์
คุณอาจจินตนาการไม่ออกว่าความชั่วร้ายของมนุษย์นั้นจะกระทำกับมนุษย์ด้วยกันอย่างไรได้บ้าง ในซีรีส์อีพีแรกมีครอบครัวชาวยิวอพยพมาจากค่ายกักกันนาซีที่บูเคนวัลด์ อันเป็นค่ายที่ใหญ่ที่สุดของพวกนาซีในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และพวกเขาเล่าถึงโคมไฟหนังมนุษย์ ซึ่งในซีรีส์ไม่ได้อธิบายอะไรมาก แต่ใช้เป็นตัวกระตุ้นความหวาดกลัวให้กับเด็กชาวยิวคนหนึ่งในเรื่อง
ส่วนในความเป็นจริงแล้วหลังจากพวกนาซีพ่ายแพ้ ค่ายกักกันบูเคนวัลด์แตก มีการพบโป๊ะไฟ (มุมขวาของรูปด้านบน) ที่เชื่อกันว่าน่าจะทำมาจากหนังมนุษย์ ในยุคแรก ๆ มันถูกจัดแสดงเพื่อพิสูจน์ความโหดเหี้ยมชั่วร้ายของพวกนาซี และตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ที่บูเคนวัลด์มาตั้งแต่ปี 1954 ต่อมาในปี 1992 ได้มีการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์พบว่าโคมนั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่าทำจากหนังมนุษย์ นับแต่นั้นมันจึงถูกถอดออกจากการแสดงในพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
อย่างไรก็ตามในปี 2023 มีการตรวจใหม่ในระดับไมโครสโคปและยีนส์ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำกว่าเดิม แต่ไม่ใช่กับโคมไฟเดิม แต่เป็นโคมไฟขนาดเล็กและแผ่นหนังอีกสองสามชิ้น ผลระบุว่าทั้งหมดนี้ที่เก็บในคอลเล็กชั่นของบูเคนวัลด์เป็นหนังมนุษย์อย่างแน่นอน หนึ่งในนันคือโคมภาพล่างสุดเดิมทีอยู่ในบ้านพักพวกนาซี แต่ถูกขโมยออกไปโดยนักโทษการเมืองที่รอดชีวิตมาได้หลังสงครามโลก แล้วถูกส่งกลับคืนมายังพิพิธภัณฑ์บูเคนวัลด์ในภายหลัง อย่างไรก็ตามปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ไม่ได้จัดแสดงโคมเหล่านี้ในนิทรรศการด้วยเหตุผลด้านจริยธรรม แต่สามารถสืบค้นได้ทางหน้าเว็บไซต์ https://www.buchenwald.de/en/
อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์ตามโครงเรื่องของซีรีส์ในปี 1962 หรือแม้แต่ในการตีพิมพ์ฉบับนิยายปี 1986 ไปจนถึงพล็อตในนิยายของคิงเล่มนี้ที่เล่าโครงเรื่องในปี 1957-1985 ในเวลานั้นโคมไฟหนังมนุษย์ยังเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าลือ
และแม้คุณอาจจะมองว่าไม่แปลกอะไรหรอกเพราะพวกนาซีโหดเหี้ยม มองชาวยิวไม่เป็นมนุษย์ อันที่จริงในพุทธศาสนาเองในทิเบต พวกเขาก็มีของขลังบูชาเรียกว่า “ถังข่า” จะทำด้วยการเจาะรูบนกะโหลกทาสรับใช้ แล้วหยอดปรอทลงไปเพื่อให้หนังและเนื้อหลุดร่อนออกจากกัน ก่อนจะค่อย ๆ เลาะหนังนั้นทั้งเป็นทั้งตัว แล้ววาดพระโพธิสัตว์หรือไม่ก็เทพผู้พิทักษ์ในปางดุร้ายไปบนหนังมนุษย์นั้นเพื่อนำมาแขวนบูชา ไม่เพียงเท่านั้นกระดูกและกะโหลกของทาสที่เหลือนั้นก็ยังถูกนำมาสลักเพื่อใช้เป็นของขลังประดับในปรัมพิธีศักดิ์สิทธิ์ ความคลั่งศาสนา ความคลั่งชาติ คลั่งสงคราม สิ่งเหล่านี้นองเลือดไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
ในซีรีส์มีอีสเตอร์เอ้กเป็นปกคอมมิกส์ค่ายดีซีสองเล่ม หนึ่งในนั้นคือ The Flash ซึ่งตัวผู้กำกับ แอนดี้ มูสเชตติ เคยกำกับฉบับหนังปี 2023 เอาไว้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือการ์ตูน Batman and Robin ในตอนเปิดตัวสัตว์ประหลาดเคลย์เฟซ อันเกี่ยวพันกับสองโครงการหนังใน 2026 ของค่ายดีซี
หนึ่งคือมีการคาดเดาว่าเคลย์เฟซจะเป็นหนึ่งในตัวร้ายหลักของ The Batman Part II ฉบับแสดงโดย โรเบิร์ต แพทตินสัน ในงานกำกับของ แมตต์ รีฟส์ (Cloverfield, Dawn of the Planet of the Apes) ที่จะเน้นความสมจริงและดาร์กในแบบฟิล์มนัวร์ และมีกำหนดฉายในวันที่ 2 ตุลาคม 2026 อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ยังคงเป็นข่าวลือ
ส่วนอีกข่าวหนึ่งจะเป็นของเจ้าพ่อซีรีส์สยองขวัญ ไมค์ ฟลานาเกน (The Haunting of Hill House และ Doctor Sleep) เคยเปิดเผยกับสื่อว่าได้เข้าไปคุยกับเจมส์ กันน์ ผู้บริหารดีซีคนปัจจุบันเพื่อทำหนังเดี่ยว ๆ เกี่ยวกับเคลย์เฟซ เป็นหนังสยอง ซึ่งหนังเรื่องที่ว่านี้มีกำหนดเข้าฉายในปี 2026 เช่นกัน แต่สุดท้าย ฟลานาแกน ขึ้นแท่นเป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยเปลี่ยนมือกำกับไปให้ เจมส์ วัตกินส์ (ผู้กำกับจาก Speak No Evil และ Eden Lake ซึ่งถนัดแนวระทึกขวัญกดดัน) โดยได้แมตต์ รีฟส์มาช่วยดูภาพรวมเพื่อให้เข้ากับจักรวาลแบทแมนของเขาด้วย ส่วนฟลานาแกนกำกับเรื่องนี้ไม่ได้ก็เพราะเขาติดโปรเจ็กต์ซีรีส์ Carries ที่ดัดแปลงจากนิยายดังของ สตีเฟน่ คิง อีกเช่นกัน แต่คราวนี้จะไปโผล่ที่ช่องอะเมซอนไพร์ม ไม่แค่นั้นฟลานาเกนยังมีอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ที่เขากำลังเตรียมอยู่คือ The Dark Tower จากนิยายต้นตำรับเต่ามาตูรินที่เราเล่าไปก่อนหน้านี้แล้วของสตีเฟ่น คิง
ส่วนเรื่องราวของเคลย์เฟซ เขาเป็นดาราชื่อดังนามว่า แมตต์ ฮาเกน ใบหน้าหล่อเหล่าแต่ประสบอุบัติเหตุทำให้เสียโฉมยับ เขาจึงใช้ครีมมหัศจรรย์ รีนูยู ที่สามารถปั้นแต่งใบหน้าใหม่ได้เหมือนดินน้ำมัน แต่ปัญหาคือรีนูยูนี้เสพติดและอยู่ได้ไม่นาน เจ้าของบริษัทครีมคือ โรแลนด์ แดกเก็ตต์ นักธุรกิจชั่วร้ายใช้จุด่อนนี้แบล็กเมล์ฮาเกน ด้วยการสั่งให้ฮาเกนแปลงโฉมเป็น บรูซ เวย์น เพื่อทำธุรกรรมผิดกฎหมายและใส่ร้ายบริษัทเวย์น เอ็นเตอร์ไพรส์ ก่อนที่แบทแมนจะเข้าขัดขวาง เมื่อแผนแตก แดกเก็ตต์โกรธจัดจึงกำจัดฮาเกนด้วยการกรอกครีมรีนูยูเข้มข้นใส่ปากฮาเกนแล้วทิ้งร่างไว้ ฮาเกนไม่ตายแต่สารเคมีเหล่านั้นเปลี่ยนให้เขากลายเป็นมนุษย์โคลนที่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นใครก็ได้ เปลี่ยนเป็นอาวุธก็ยังได้ แต่เคลย์เฟซแพ้ไฟฟ้า และไม่สามารถคงสภาพได้หากจิตใจไม่มั่นคง แบทแมนหลอกล่อให้เคลย์เฟซเห็นภาพตัวเองในบทบาทการแสดงต่าง ๆ ผ่านจอทีวีรอบทิศทาง ร่างของเขาเริ่มเปลี่ยนรูปเป็นตัวละครต่าง ๆ แล้วกลายเป็นกองโคลนไหลสู่ทะเล แบทแมนไว้อาลัยเขาว่า “เขาเป็นนักแสดงทีเก่งเกินไป จนลืมไปว่าตัวตนจริง ๆ ของเขาคือใคร”
ข่าวใหญ่
ในหน้าข่าวใหญ่ของหนังสือพิมพ์ในเมืองสมมติเดอรรี่ นี้ประกาศการหายตัวไปอีกแล้วของเด็กที่หายตัวไปในเมืองเดอร์รี่นี้บ่อย ๆ แต่หากสังเกตข่าวรองจะพบว่าอันที่จริงมันได้บอกไทม์ไลน์อย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 10 เมษายน 1962 อันปรากฏข่าวใหญ่ว่า “สหรัฐขึ้นราคาเหล็กกล้าครั้งใหญ่ สร้างความตื่นตระหนกในเมืองหลวง” ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับชาติอย่างฉับพลัน
โดยบริษัทเหล็กกล้ารายใหญ่พากันขึ้นราคาประมาณ 3.5% หรือมากกว่านั้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ค่าแรงเพิ่มขึ้น และต้องการรักษาผลกำไร เหล็กเหล่านี้นำไปใช้ในอุตสาหกรรมเช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โครงสร้างอาคาร เรือ และเครื่องจักรต่าง ๆ ทำให้เจเอฟเคเดือดเป็นอย่างมากเนื่องจากรัฐบาลพยายามควบคุมเงินเฟ้อ และต้องไม่ลืมว่าในช่วงเวลานั้นรัฐบาลกำลังอัดฉีดโครงการของนาซ่าในช่วงสเปซเรซ อย่างไรก็ตามเจเอฟเคได้สั่งให้เอฟบีไอตรวจสอบบริษัทเหล่านี้ทันที ส่งทนายของรัฐไปดีลการผูกขาด กดดันสื่อ และสายตรงไปยังซีอีโอเพื่อยกเลิกการขึ้นสินค้า ในที่สุดบริษัทเหล่านี้ก็ยอมถอยภายในสามวัน (เริ่ม 10 เมษายน จบวันที่ 13) ทำให้ราคายังคงเดิม ภาวะเงินเฟ้อไม่กระโดด ส่วนบริษัทเหล็กกล้าก็เสียภาพลักษณ์และความไว้วางใจจากประชาชน แต่เจเอฟเคได้คะแนนเสียงไปอย่างท่วมท้น
ด้วยความที่เจเอฟเคเป็นคนเช่นนี้ ยอมหักไม่ยอมงอ ฟันดะไปทั่วทุกหัวระแหง อันเป็นสิ่งที่คาดการณ์กันว่าสาเหตุการตายของเจเอฟเคน่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากไปกว่าแค่ถูกคนบ้าลอบยิง แน่นอนว่าในทางกฎหมาย เจเอฟเคถูกยิงโดย ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ที่เชื่อกันว่าด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองเนื่องจากออสวอลด์เป็นคอมมิวนิสต์ฝักใฝ่มาร์กซิสต์หัวรุนแรงสุดโต่ง เคยหนีไปโซเวียตก่อนจะกลับมาด้วยความชิงชังสหรัฐและทุนนิยม และเขาต่อต้านนโยบายต่าง ๆ ของเจเอฟเค อย่างไรก็ตามจุดหักเหสำคัญเกิดขึ้นสองวันหลังจากนั้น กล่าวคือ เจเอฟเคถูกยิง 22 พฤศจิกายน 1963 ส่วน ออสวอลด์ถูกฆ่าตัดตอนในวันที่ 24 ที่ชั้นใต้ดินของสถานีตำรวจดัลลัส ระหว่างคุมตัวไปฝากขังยังเรือนจำเคาน์ตี้ ท่ามกลางกองทัพสื่อทั่วประเทศ แล้วจู่ ๆ แจ็ค รูบี้ ก็เดินแหวกฝูงชนชักปืนลูกโม่ .38 ยิงเข้าที่หน้าท้องออสวอลด์จัง ๆ หนึ่งนัด ก่อนที่เขาจะสิ้นใจในโรงพยาบาล โดยรูบี้อ้างว่าโกรธแค้นแทนตระกูลเคเนดี้ แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่านี่คือการฆ่าตัดตอนเพื่อไม่ให้ออสวอลด์สาวไปถึงผู้บงการ
ทฤษฎีสมคบคิดจึงบังเกิดเนื่องจากเจเอฟเคสร้างศัตรูไว้เยอะ นับตั้งแต่ตอนหาเสียง หลายฝ่ายเชื่อกันว่ามาเฟียหลายแก๊งต่างช่วยกันทุ่มทุนเพื่อคะแนนเสียงให้เจเอฟเคชนะเลือกตั้ง และหวังผลประโยชน์ แต่กลายเป็นว่าเมื่อเขาได้เป็นประธานาธิบดีจริง ๆ เขาสั่งให้น้องชายของเขา โรเบิร์ต กวาดล้างจับกุมมาเฟียอย่างหนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์
อีกประการคือปฏิบัติการ Bay of Pigs อันเป็นปฏิบัติการที่ล้มเหลวที่สุดของสหรัฐ มีเป้าหมายโค่นล้มเผด็จการคอมมิวนิสต์ ฟิเดล คาสโตร ที่เพิ่งยึดอำนาจคิวบาได้สำเร็จ ซีไอเอเป็นผู้บงการหลักโดยแอบซุ่มฝึกกองกำลังทหาร “Brigade 2506” อันประกอบไปด้วยชาวคิวบาอพยพที่เกลียดชังคาสโตรจำนวน 1,400 นาย เพราะสหรัฐไม่อยากใช้กองกำลังชาติตนเพื่อหลีกเลี่ยงการประกาศสงคราม
เมษายน 1961 ซีไอเอส่งกองกำลังนี้ยกพลขึ้นบกทางชายหาดตอนใต้ของคิวบาชื่อว่า “อ่าวหมู(Bahía de Cochinos)” แต่ท้ายที่สุดข่าวรั่ว คาสโตรระแคะระคายเรื่องนี้อยู่แล้ว ประกอบกับเรือของฝ่ายสหรัฐไปติดแนวปะการังทำให้เคลื่อนพลลำบาก ชาวคิวบาลุกฮือขึ้นมาช่วยฝ่ายกบฎ เมื่อเพลี่ยงพล้ำซีไอเอขอให้เจเอฟเคส่งกองทัพอากาศเข้าถล่มช่วย แต่เจเอฟเคปฏิเสธ เพราะเกรงโซเวียตจะเข้าร่วมอาจบานปลายสู่สงครามโลกครั้งที่ 3
สุดท้ายชาวคิวบาอพยพสู้กองทัพคิวบากว่าสองหมื่นนายไม่ไหว ตายไปกว่าร้อยคน ที่เหลือกว่าพันสองร้อยคนถูกจับเป็นเชลยทั้งหมด สหรัฐต้องยอมเสียหน้าจ่ายค่าไถ่เป็นอาหารและยารักษาโรคมูลค่า 53 ล้านดอลลาร์เพื่อไถ่ตัวเชลยกลับมาในภายหลัง เจเอฟเคโกรธแค้นซีไอเอหนักมากจนถึงขั้นขับไล่ อัลเลน ดัลเลส หัวหน้าซีไอเอขณะนั้นและขู่จะยุบองค์กรให้แหลกเป็นเสี่ยง ๆ อันอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจเอฟเคถูกสั่งเก็บ
รวมถึงกรณีสงครามเวียดนาม เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่นาน เจเอฟเคเพิ่งเซ็นคำสั่ง NSAM 263 ให้เริ่มถอนกำลังทหารออกจากเวียดนาม ขณะที่กลุ่มนายพลสายเหยี่ยวและบริษัทค้าอาวุธต้องการให้สงครามยังคงดำเนินต่อไปเพื่อผลประโยชน์มหาศาล ทั้งงบประมาณจากส่วนกลาง ทั้งรายได้จากการค้าอาวุธ ไปจนส่วยใต้โต๊ะต่าง ๆ แล้วหลังจาก เจเอฟเคสิ้นใจ ประธานาธิบดีคนใหม่ แอลบีเจ ก็ยกเลิกคำสั่งถอนทหารแล้วส่งพลไปรบเพิ่มทันที
ยักษ์ตัดไม้พอล บันยัน
ในข่าวนี้ระบุว่าชาวเมืองกำลังผลักดันให้เกิดการสร้างรูปปั้น พอล บันยัน ซึ่งเราจะได้เห็นในซีรีส์เรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตามต้องย้อนกลับไปว่าจริง ๆ แล้วมันมีอยู่แล้วในนิยายที่เล่าเหตุการณ์ในปี 1958 แต่เมื่อฉบับซีรีส์มีการเปลี่ยนไทม์ไลน์ รูปปั้นจึงถูกสร้างในปี 1962 ซึ่งปรากฎในฉบับหนังทั้งฉบับปี 2017 และ 2019 ที่เล่าเหตุการณ์ย้อนไปในปี 1989 และ 2017 โดยเฉพาะในภาค 2 (2019) ยังปรากฏฉากตัวละครหนึ่งถูกรูปปั้นนี้ไล่ฆ่าด้วย
พอล บันยัน ปรากฎในนิยายและวรรณกรรมหลายเล่ม ทั้งเป็นตัวละครหลักในหนังสือรวมตำนานพื้นบ้าน และเป็นตัวละครรับเชิญในนิยายสมัยใหม่ มันเป็นตำนานเมืองเรื่องเล่าปากต่อปากในแคมป์คนตัดไม้ ก่อนจะถูกรวบรวมเป็นลายลักษณ์อักษร ในหนังสือที่โดดเด่น เช่น The Marvelous Exploits of Paul Bunyan (1922) โดย ดับบลิว.บี. เลาเฟด เป็นหนังสือเล่มเล็กสำหรับแจกโฆษราบริษัทค้าไม้ เป็นเล่มแรกที่วาดภาพพอล บันยันกลายเป็นภาพจำและสร้าง เบ๊บ วัวยักษ์สีฟ้าคู่ใจของเขาขึ้นมา ต่อมาก็มี Paul Bunyan (1925) ของ เจมส์ สตีเวนส์ อันเป็นเรื่องคลาสสิกที่ปลุกกระแสให้พอล บันยันกลายเป็นฮีโร่ระดับชาติ
แล้วนอกจากในนิยายของคิงแล้ว มันยังไปโผล่ใน American Gods (2001) โดย นีล กายแมน ที่เอ่ยถึงในฐานะตำนานที่กลวงเปล่า เป็นเทพเจ้าที่เกิดจากคำโฆษณา ไม่ใช่จากแรงศรัทธา ทำให้เขาไม่มีตัวตนในโลกแห่งเทพเจ้าในเล่มนี้ และเล่ม The 42nd Parallel (1930 ในไตรภาค U.S.A.) ของ จอห์น ดอส พาสซอส มีการอ้างถึงตำนานในเชิงสัญลักษณ์สร้างชาติ
พอล บันยัน คือยอดมนุษย์นักตัดไม้แห่งป่าทางเหนือของอเมริกาและแคนาดา มักเล่าในลักษณะโม้เกินจริงเน้นความใหญ่โตมโหฬาร เขาไว้เคราดก ใส่เสื้อลายสก็อตแดง กางเกงยีนถือขวานยักษ์ มีวัวสีฟ้าชื่อเบ๊บ มันไม่ได้ปรากฏแค่ในเมืองเดอร์รี่ในนิยายของคิงเท่านัน แต่ปรากฏอยู่ทั่วไปหลากหลายเมือง ตามตำนานเชื่อว่าแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ทั้งสายเกิดจากน้ำที่รั่วออกจากถังของพอล, แกรนด์แคนยอนคือรายลากขวานของพอล และทะเลสาบทั้ง 5 เกิดจากรอยเท้าของพอล มักจะมีเรื่องเล่าเช่น เขาใช้กระทะทอดทำแพนเค้กยักษ์ที่ใหญ่มากจนคนครัวต้องปีนกระทะขึ้นไปแล้วใช้เบคอนผูกรองเท้าเพื่อเล่นสก็ตไปทาน้ำมันให้ทั่วกระทะนี้
อย่างไรก็ตามในทางประวัติศาสตร์สังคมวิทยา พอลถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ในการสร้างชาติ (Nation Building Myth) ที่ทรงพลังที่สุดของอเมริกาในช่วงยุคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันเรื่องของเขาก็มีด้านมืดกดทับตัวตนของคนดำและชนพื้นเมืองอเมริกันอยู่มาก
หมายเหตุ: ใครติดตามบทความของเราน่าจะรู้อยู่แล้วว่า คนดำในปัจจุบัน ไม่ชอบให้เรียกว่าคนผิวสี เพราะอาจหมายถึงชนชาติอื่นที่ไม่ใช่อาฟริกัน พวกเขาจึงเต็มใจจะถูกเรียกอย่างภาคภูมิใจว่า “แบล็ค หรือคนดำ” มากกว่า (โดยเฉพาะในแง่ที่ต่อต้านพวก “ไวท์ หรือคนขาว”) ขณะที่อินเดียนแดงที่คนไทยเราคุ้นเคยนั้นแท้จริงเป็นคำเหยียดชนพื้นเมืองที่อยู่ในอเมริกามาก่อนนานแล้ว และพวกเขามีหลากหลายเผ่า ไม่ต้องการถูกเหมารวมว่า “อินเดียนแดง” เนื่องจากพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาวอินเดีย และความเข้าใจผิดนี้เกิดเพราะโคลัมบัสเข้าใจผิดในตอนแรกว่าดินแดนแห่งนี้เป็นแผ่นดินอินเดีย
พอล บันยันสร้างชาติ
เขาคือตัวแทนแนวคิด ชะตาลิขิตที่อเมริกาจำเป็นต้องขยายดินแดนและครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ ที่อเมริกาใช้อ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของดินแดน ในยุคบุกเบิก ป่าไม้คืออุปสรรคขวางความเจริญ พอล บันยัน คือฮีโร่ผู้ใช้ขวานถางทางเคลียร์พื้นที่ดงดิบเพื่อสร้างเมืองสร้างบ้านและพื้นที่เกษตรกรรม สร้างความชอบธรรมในการทำลายธรรมชาติเพื่อนำความเจริญมาสู่
ตำนานเล่าว่ารอยเท้าของเขาคือทะเลสาบ รอยลากขวานคือแม่น้ำ เป็นโครงสร้างพื้นฐานทำให้การคมนาคมและการค้าขายในอเมริกาเกิดขึ้น แสดงนัยยะว่าแผ่นดินนี้สร้างขึ้นโดยคนขาว โดยฝีมือบรรพบุรุษร่างยักษ์ที่ถูกอุปโลกน์โดยอเมริกันชนเอง เขาคืออุดมคติในระบบทุนนิยมอเมริกันที่เน้น “ใหญ่ ยักษ์ และรวดเร็ว”
นักคติชนวิทยาบางกลุ่มเชื่อว่านี่คือต้นกำเนิดในการฟอกขาว ทั้งที่จริง ๆ แล้วแรงงานตัดไม้มีหลายเชื้อชาติ ทั้งคนดำ คนฝรั่งเศส แคนาดา ไปจนมีทฤษฎีที่เชื่อว่าคนขาวขโมยเรื่องเล่าของแรงงานคนดำ(ที่อึดถึกและตัวใหญ่กว่า) มาเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้เป็นคนขาวตาสีฟ้า กลายเป็นฮีโร่แห่งชาติอันน่าภาคภูมิใจ
จริง ๆ แล้วอเมริกามีตำนานแรงงานผิวดำโด่งดังชื่อ จอห์น เฮนรี ชายผู้ใช้ค้อนตอกรางรถไฟแข่งกับเครื่องจักรไอน้ำ แต่จุดจบของเขาคือแม้จะชนะเครื่องจักรแต่สุดท้ายถูกใช้แรงงานหนักจนหัวใจวายตาย ขณะที่ พอล บันยัน เอาชนะธรรมชาติสำเร็จ ร่ำรวย มีความสุข ตามแบบฉบับอเมริกันดรีม
พอล บันยันเป็นตัวแทนของการลบเลือนการมีอยู่ของชนพื้นเมือง (ที่มักถูกเหยียดด้วยการเรียกว่าอินเดียนแดง) ชนพื้นเมืองมีตำนานเรื่องเล่าของตนเองทั้งการกำเนิดแม่น้ำ ภูเขา หุบเขา เป็นเรื่องราวศักดิ์สิทธิ์นับพันปี แต่กลายเป็นว่าตำนานเหล่านั้นถูกทำลายล้างไปหมดสิ้นด้วยการสร้างภาพจำใหม่ว่า ทั้งหมดคือฝีมือของคนขาวยักษ์ อีกทั้งเรื่องเล่าของเขาทำให้แผ่นดินอเมริกาดูเหมือนพื้นที่ว่างเปล่า ไม่เคยมีใครอยู่มาก่อน จนกระทั่งพอล บันยันเข้ามาถางทาง ทั้งที่ความจริงแล้วมีชนพื้นเมืองอยู่มานนานแล้ว
พอล บันยัน บางเวอร์ชั่นเล่าด้วยซ้ำว่าศัตรูของพวกเขาคือ อินเดียแดง ทำให้เป็นการ์ตูนขบขันก็มี ทั้งที่ความเป็นจริงนี่คือประวัติศาสตร์นองเลือดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และแน่นอนว่าเรื่องเล่าล้างสมองนี้เป็นที่โปรดปรานของวอลต์ ดิสนีย์ เมื่อเขาผลิตการ์ตูนสั้นขึ้นมาฉายในปี 1958 (ปีเดียวกับในไทม์ไลน์นิยาย IT)
แล้วถ้าใครไม่รู้ ดิสนีย์คือเครื่องมือชั้นดีในการล้างสมอง ดูอย่างโพคาฮอนทัสในชีวิตจริงไม่ได้ครองรักกับ จอห์น สมิธ กลางป่าอย่างมีความสุขแบบในการ์ตูนดิสนีย์ แต่เธอเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย คือหลังจากเธอเข้ารีตเป็นคริสเตียนเปลี่ยนชื่อเป็นรีเบคกาแล้ว เธอแต่งงานกับชายชาวอังกฤษ จอห์น รอล์ฟ (ไม่ใช่ จอห์น สมิธ) และมีลูกชายกับเขาหนึ่งคนในปี 1616 เธอกลายเป็นเครื่องมือพาข้ามทะเลไปอังกฤษเพื่อเป็นฑูตวัฒนธรรมโปรโมทอาณานิคมเวอร์จิเนีย แม้จะได้รับการต้อนรับอย่างหรูหราในฐานะเจ้าหญิงอินเดียน และได้เข้าเฝ้ากษัตริย์เจมส์ที่ 1 สุดท้ายแล้วในปี 1617 หลังจากนั้นไม่นานระหว่างที่เดินทางกลับมายังเวอร์จิเนีย เธอป่วยหนักกะทันหัน แล้วเสียชีวิต ณ เมืองเกรฟเซนด์ ริมแม่น้ำเทมส์ ในอังกฤษ ด้วยวัยเพียง 20-22 ปีเท่านั้น
ร่างของเธอถูกฝังที่โบสถ์เซนต์จอร์จ ในเมืองนั้น แต่ต่อมาในปี 1727 เกิดไฟไหม้โบสถ์ บันทึกตำแหน่งหลุมเดิมของเธอสูญหาย ไม่มีใครทราบอีกเลยว่าร่างของเธออยู่หลุมไหน มีบันทึกคำอำลาสุดท้ายว่า “คนเราทุกคนต้องตาย แต่ก็พอใจแล้วที่ลูกของเรายังมีชีวิตอยู่” ลูกของเธอคือ โทมัส รอล์ฟ
อย่างไรก็ตามแม้ปัจจุบันทายาทของเธอจะมีจำนวนหลายหมื่นคน กระจายไปทั่วสหรัฐ แต่ส่วนใหญ่เป็นคนขาว มีเรื่องตลกร้ายว่าในปี 1924 รัฐเวอร์จิเนียเคยออกกฎหมายแบ่งแยกสีผิวระบุว่า “คนขาวต้องมีเลือดคนขาวร้อยเปอร์เซ็นต์ ห้ามมีเชื้อสายคนดำหรืออินเดียนแดงผสมเลย” แต่ปัญหาคือตระกูลผู้ดีเก่าในเวอร์จิเนียและร่ำรวยที่สุด ล้วนสืบสายเลือดโพคาฮอนทัส รัฐนี้จึงหาทางออกด้วยการเขียนข้อยกเว้น ให้ผู้มีสายเลือดโพคาฮอนทัสถือว่าเป็นคนขาว เพื่อไม่ให้เหล่าไฮโซกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง
คนดังเชื้อสายโพคาฮอนทัส คือ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน พระเอกจาก Fight Club, The Incredible Hulk เป็นเหลนทวดรุ่นที่ 12, อีดิธ วิลสัน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งภริยาประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน, เพอร์ซิวาล โลเวลล์ นักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้คนหาดาวพลูโต และ แนนซี เรแกน ภรรยาของโรนัลด์ เรแกน (แต่กรณีนี้บางแหล่งยังถกเถียงในเรื่องข้อเท็จจริง)
นักวิชาการบางคนชี้ว่า ยักษ์ควรเป็นจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติรักษาป่าจากอิทธิพลของชนพื้นเมือง แต่กลับถูกบิดเบือนให้กลายเป็นยักษ์ทำลายป่า พอล บันยันจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการโฆษณาชวนเชื่อ สร้างชาติ การขยายดินแดนคือเรื่องสนุก ยิ่งใหญ่ ลบเลือนมองข้ามสิ้นทั้งคนดำและคนพื้นเมือง
Calumet
กระป๋องผงฟูตรา Calumet นี้ เคยปรากฎในหนัง The Shining (1980) ที่ผู้กำกับชั้นครูผู้ล่วงลับ สแตนลีย์ คูบริก ดัดแปลงมาจากนิยายของสตีเฟน คิง เมื่อปี 1977 ซึ่งทั้งสองเวอร์ชั่นเล่าถึงพลังงานปีศาจภายในโรงแรม “โอเวอร์ลุค (มองข้าม)” ทีนี้คูบริกเปลี่ยนอะไรอีกหลายอย่าง เช่น สาเหตุความเฮี้ยนในนิยายของคิง โรงแรมนี้เปรียบเสมือนแบตเตอร์รี่ปีศาจที่คอยดูซับพลังงานลบจากเหตุการณ์เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้น อาทิ การฆ่าตัวตาย ฆาตกรรมหมู่ แก๊งมาเฟีย โรงแรมนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่กลืนกินพลังงานวิญญาณของผู้มีพลังเดอะไชน์นิ่ง ซึ่งในนิยายก็คือหนูน้อย แดนนี่ เพื่อเพิ่มพลังอำนาจให้ตัวมันเอง
ทว่าในฉบับภาพยนตร์ คูบริก ได้เล่าผ่านผู้จัดการโรงแรมอย่างชัดเจนว่า “โรงแรมนี้สร้างทับสุสานอินเดียนแดง” อีกทั้งเคยมีการไล่ที่พวกชนพื้นเมืองออกไปในระหว่างก่อสร้าง ทีนี้ความเพ้อคลั่งของแจ็ค ทอร์แรนซ์ ตัวเอกของเรื่องจึงไม่ได้มาจากตัวโรงแรมอีกต่อไป แต่ภาพหลอนทั้งมวลเป็นภาพสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันโชกเลือดของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนพื้นเมืองในสหรัฐอเมริกา
ทีนี้ในหนังคูบริกยังทำอีกหลายอย่างเพื่อสื่อถึงชนพื้นเมือง ซึ่งไม่ปรากฏในฉบับนิยายของคิง สิ่งที่เป็นภาพจำที่สุดคือ ผงฟู ยี่ห้อ คาลูเม็ต วางอย่างโดดเด่นในห้องเก็บอาหาร ตัวชื่อคาลูเม็ตในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “ทางเชื่อมสันติภาพ” แต่อันที่จริงสินค้านี้ ใช้ชนเผ่าพื้นเมืองเป็นตราสัญลักษณ์อย่างเหยียดหยาม เพราะพวกเขาไม่เคยได้รับสันติภาพจากอเมริกา มีเพียงสัญญานองเลือดล้างเผ่าพันธุ์ที่ได้กลับมาแทน (ตัวอย่างคล้าย ๆ ยาสีฟันดาร์กี้ ที่มีนัยยะเหยียดพวกคนดำ)
ในหนังมีฉากเลือดนองท่วมอย่างมหาศาลออกมาจากลิฟต์ มันไม่ใช่เลือดผีในโรงแรม แต่คือเลือดชาวอินเดียนแดงนับพันนับหมื่นที่ถูกฝังกลบอยู่ใต้โรงแรม พรมประดับและตกแต่งโรงแรมเป็นลายพื้นเมืองของเผ่านาวาโฮ และอาปาเช่ ซึ่งสื่อว่าไม่เพียงคนขาวจะแย่งแผ่นดินของพวกเขาแล้วยังขโมยวัฒนธรรมไปเป็นของประดับโรงแรมหรูด้วย กระป๋องคาลูเม็ตนี้จึงมีความหมายว่า สันติภาพที่เห็นนั้นเป็นเพียงฉากหน้าของโศกนาฏกรรมอำพราง
ในซีรีส์ IT มีการเชื่อมโยงจักรวาลนี้เข้าด้วยกัน เมื่อตัวละครเกิดภาพหลอนและหนึ่งในองค์ประกอบนั้นคือกระป๋องคาลูเม็ต ซึ่งคนดูจะค่อย ๆ เข้าใจในอีพีต่อ ๆ ไปว่าตกลงแล้วเรื่องมันเกี่ยวพันกับชนพื้นเมือง(และคนดำ)อย่างไร แต่ที่น่าสนใจคือ ตัวละครคนดำพลังจิต ดิก ฮัลโลแรน ที่เป็นตัวหลักในซีรีส์นี้ อันที่จริงเขาปรากฎเป็นเพียงตัวประกอบในฉบับนิยาย
ในตอนท้ายซีรีส์ ดิก กล่าวว่าเพื่อนเก่าเป็นเจ้าของโรงแรม และเขากำลังจะเดินทางไปโรงแรมนั้น ซึ่งสื่อได้ชัดเจนว่าเขากำลังจะไปทำงานในโรงแรมโอเวอร์ลุค ใน The Shining ซึ่งต่อมาตัวละครนี้โผล่ใน Doctor Sleep ทั้งฉบับนิยายและหนังอีกด้วย เพียงแต่ในฉบับคูบริก ดิกถูกฆ่าตายแต่จริง ๆ แล้วในฉบับนิยายของคิง ดิกรอด และเป็นผู้ช่วยเหลือแม่ลูกเว้นดี้กับแดนนี่หนีออกจากโรงแรมได้สำเร็จและยังคงเป็นเพื่อนที่ดีกับสองแม่ลูกไปอีกยาวนานจนกลายเป็นคุณปู่ดิกใน Doctor Sleep ฉบับนิยาย แต่ในฉบับหนังภาคต่อ ดิกมาปรากฏในสภาพวิญญาณ เพราะถูกฆ่าไปแล้วในหนังภาค The Shining
สุดท้ายที่คนตามงานสตีเฟ่น คิงต้องรู้ It คือผลงานหนึ่งในยุคทองของ คิง ที่คิงยืดอกยอมรับว่าช่วงเวลาเหล่านั้นเขาอยู่ในภาวะที่เขาเรียกเองว่า “Lost weekend” อันหมายถึงเขาหลอนยาเสพติดหนักทั้งโคเคน ยาแก้ปวด ติดพนัน และเหล้าอยู่หลายปีก่อนที่สุดท้ายครอบครัวจะรวมตัวกันบีบให้เขาไปเลิกยาในช่วงปลายยุค 80 ผลงานยุคนั้นจึงแบ่งเป็นสองช่วงคือช่วงติดเหล้าในปลาย 70s-ต้น 80s มีผลงานอย่าง The Shining, The Stand, The Mist, The Long Walk, Different Season รวม 4 เรื่องสั้นที่ต่อมากลายเป็นหนังดัง 3 เรื่อง คือ Stand By Me แปลงจากเรื่องสั้น The Body, Shawshank Redemption แปลงจาก Rita Hayworth and Shawshank Redemption และ Apt Pupil แต่งานที่พีคเพราะเขาเมาหนักจนภาพตัดคือ Cujo ส่วนเฟสที่หลอนยาคือกลางยุค 80s-1987 ได้แก่ IT, Christine, Pet Sematary, Maximum Overdrive, The Tommyknockers, Misery, The Dark Tower II: The Drawing of the Three ฯลฯ
มีผู้คาดการณ์ว่าผลงานของเขาถูกดัดแปลงมากกว่า 100 เรื่อง ทั้งหนัง ซีรีส์ มินิซีรีส์ และหนังสั้น จากจำนวนผลงานทั้งหมดกว่า 200 ชิ้น และมีราว 60-70 เรื่องกลายเป็นหนัง โดยบางเรื่องถูกสร้างซ้ำหลายรอบ ซึ่งเรื่องที่มีเวอร์ชั่นมากที่สุดคือ Carrie ถูกสร้างไปแล้ว 4 เวอร์ชั่น และกำลังจะสร้างเป็นซีรีส์ฉบับฟลานาแกน ส่วน IT ปัจจุบันมีทั้งหมด 4 เวอร์ชั่นเช่นกัน
นอกจากค่ายใหญ่ ๆ แล้ว คิงมีโปรเจ็กต์ใจดีเรียกว่า “ดอลลาร์ เบบี้” คือเขาอนุญาตให้นักเรียนหนัง คนทำหนังหน้าใหม่ หนังทุนต่ำ นำลิขสิทธิ์เรื่องสั้นของเขาไปทำหนังได้ในราคาเพียงดอลลาร์เดียว อันเป็นโปรเจ็กต์แจ้งเกิดผู้กำกับดังอย่าง แฟรงค์ ดาราบอนต์ ผู้กำกับ The Shawshank Redemption และ The Mist
IT ถูกเขียนขึ้นในช่วงที่เขาเมายาอย่างหนัก แต่กลับถือเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซ เพราะมันมีความหนาเป็นอย่างมาก ขณะที่บางคนจวกว่ามันยาวหนาฟุ้งเกินความจำเป็น ซับซ้อนยืดยาดและหลุดโลก ทว่ามันสมจริง น่ากลัว และสำรวจประวัติศาสตร์ด้านมืดของอเมริกา
อย่างไรก็ตามไม่เคยมีเวอร์ชั่นไหนที่เล่าฉากจบตรงตามในนิยาย เนื่องจากในนิยายมีฉากอื้อฉาวที่ถูกจวกอย่างหนัก คือ ตัวละครเด็กหญิงหนึ่งเดียวในกลุ่มเสนอว่าจะมีเพศสัมพันธ์กับเด็กผู้ชายทั้งกลุ่ม เพื่อเชื่อมโยงทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว ขจัดความหวาดกลัว และข้ามพ้นจากการเป็นเด็ก (เนื่องจากเพนนีไวส์จะหลอกกินเฉพาะเหยื่อที่เป็นเด็กเท่านั้น) คิง อธิบายว่ามันคือจุดตัดของเด็กที่ต้องทิ้งความไร้เดียงสาข้ามไปสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และการร่วมเพศคือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์โบราณในการเชื่อมจิตวิญญาณ ผลลัพธ์คือเขาถูกประณามอย่างหนักว่าน่าขยะแขยง ผิดศีลธรรม ดังนั้นฉากนี้จึงไม่เคยปรากฎในฉบับไลฟ์แอ็คชั่นเวอร์ชั่นใดเลย



