1721955
เป็นที่ทราบกันดีว่าซีรีส์ Taxi Driver โดยเฉพาะในซีซันต่อ ๆ มา มักจะใส่ฉากที่อ้างอิงหรือได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ต่าง ๆ อย่างชาญฉลาด ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์ญี่ปุ่นด้วย เช่นกันกับ Taxi Driver 3 (2025) ที่เพิ่งจบซีซั่นไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บทความนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าในช่วงอีพีแรก ๆ ที่ถ่ายทำในญี่ปุ่นนั้น ตัวซีรีส์ได้แสดงความคารวะต่อยุคทองของเจป๊อปเอาไว้อย่างไรบ้าง
Taxi Driver เป็นซีรีส์แอ็กชัน–ทริลเลอร์แนวแก้แค้น ที่ตั้งคำถามกับความยุติธรรมของระบบกฎหมายเกาหลี เรื่องราวติดตามทีม “แท็กซี่สายรุ้ง” บริษัทแท็กซี่ลึกลับที่รับงานพิเศษให้เหยื่อซึ่งกฎหมายไม่อาจช่วยได้ โดยมีคิมโดกี (อีเจฮุน จาก หนัง I Can Speak, Escape, Big Deal ซีรีส์ Signal, Move To Heaven, The Art of Negotiation) อดีตทหารหน่วยรบพิเศษ เป็นคนลงมือปฏิบัติการแทนความเจ็บปวดของผู้ถูกเอาเปรียบ ซีรีส์โดดเด่นด้วยโครงสร้างแบบคดีต่อคดี ผสมประเด็นสังคมจริง เช่น อาชญากรรมองค์กรค้ามนุษย์ การบูลลี่กลั่นแกล้ง และการคอร์รัปชัน ตั้งคำถามเชิงศีลธรรมว่า “การแก้แค้น” คือความยุติธรรมหรือเป็นเพียงความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่ง
ในซีซั่นสามขยับน้ำหนักจากการ “เอาคืนเป็นรายคดี” ไปสู่ความขัดแย้งในระดับโครงสร้างมากขึ้น เมื่อการเคลื่อนไหวของ “แท็กซี่สายรุ้ง” เริ่มสั่นสะเทือนอำนาจมืดที่ใหญ่และเป็นระบบกว่าเดิม ทีมต้องเผชิญศัตรูที่ไม่ใช่แค่อาชญากรรายบุคคล แต่คือเครือข่ายที่รู้ทันวิธีคิดของพวกเขา ความตึงเครียดจึงไม่อยู่แค่ภารกิจภายนอก หากยังสะท้อนการทบทวนตัวตนของคิมโดกีเอง เส้นแบ่งระหว่าง “ผู้พิทักษ์” กับ “ผู้ใช้ความรุนแรง” เริ่มพร่าเลือน
ดัดแปลงจากเว็บตูนโดยนามปากกา Carlos กับ Keukeu Jae Jin ความน่าสนใจคือแฟรนไชส์ซีรีส์นี้กำกับโดยผู้กำกับคนละคนกันในแต่ละภาค ทว่าสิ่งที่มีร่วมกันคือ โอซังโฮ ผู้เขียนบทคนเดียวกันทั้งหมด ที่ถนัดแนวแอ็คชั่นอาชญากรรม ซึ่งเรื่องล่าสุดที่สร้างกระแสฮือฮาอย่างมากคือ The Manipulated (2025) รวมถึงผลงานเขียนบทหนังแนวเดียวกันอย่าง White Night (2009), Codename: Jackal (2012) และ Fabricated City (2017)

Kid Returns
เราจะไม่เล่าเนื้อเรื่องอะไรมาก แต่อีพีแรกมีอันให้ทีมแท็กซี่สายรุ้งต้องปลอมตัวเข้าไปสืบเรื่องราวในโรงเรียน ก่อนที่ตัวละครทั้งหมดจะยกขบวนพากันไปญี่ปุ่น อันเกี่ยวข้องกับแก๊งยากูซ่าและการค้ามนุษย์ ฉากหนึ่งในนั้น (ภาพบน) ลูกน้องแก๊งยากูซ่าขี่จักรยานเข้ามาอย่างโดดเด่นด้วยเสื้อมีลายแดงและท่านั่งสุดแปลก ซีนนี้ก๊อปปี้มาจากฉากเปิดหนังเก่าของเจ้าพ่อหนังแนวยากูซ่า ทาเคชิ คิตาโน่ เรื่อง Kid Returns (1996 ภาพล่าง) อย่างจงใจ
แฟชั่นป่วนเมือง
ด้วยความพระเอกต้องปลอมตัว ซีรีส์ก็จัดเต็มให้พระเอกโดดเด่นด้วยกางเกงพอง ๆ ที่มีคำเรียกหลายอย่าง เช่น Tobishoku (ช่างนั่งร้าน, กรรมกร), Nikkapokka (มาจากคำฝรั่ง knickerbockers กางเกงคนงาน), Tobi Pants (กางเกงช่าง) อันเป็นกางเกงที่มีช่วงบนตั้งแต่สะโพกถึงต้นขา มีขนาดใหญ่พองมาก และจะค่อย ๆ แคบลงจนถึงรัดแน่นบริเวณแข้งหรือน่อง มีขอบรัดเป็นยางยืด อันที่จริงมันมีต้นกำเนิดจากกางเกงขี่ม้าของชาวตะวันตก “Knickerbocker pants” แต่ในญี่ปุ่นกางเกงแบบนี้กลายเป็นเครื่องแบบของกรรมกรก่อสร้างและช่างไม้ โดยเฉพาะพวกทำงานบนที่สูง (โทบิโชกุ) ในช่วงทศวรรษ 70s-80s และยังคงพัฒนาใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนปัจจุบัน เนื่องจากความเชื่อว่าทรงกางเกงแบบนี้จะทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกถึงสิ่งรอบตัวได้ดีขึ้น และช่วยในการทรงตัว เป็นความเชื่อเรื่องความปลอดภัยและฟังก์ชั่นการใช้งาน เชื่อกันว่าจะช่วยพยุงกลุ่มคนทำงานบนที่สูง
ต้นกำเนิดเลยมันพัฒนามาจาก Knickerbockers (กางเกงเล่นกอล์ฟ ปีนเขา หรือขี่จักรยานแต่จะสั้นแค่เข่า ไม่เหมือนของญี่ปุ่นที่ยาวถึงข้อเท้า) เคยเป็นทรงชุดกีฬาในฝั่งยุโรปอเมริกา บ้างเรียกกางเกง Jodhpurs (กางเกงจอดห์พูร์ / กางเกงขี่ม้า) ก่อนจะพัฒนาไปเป็นเครื่องแบบทหาร Zouave Pants (กางเกงซูอาฟ) และเข้ามาในญี่ปุ่นในสมัยเมจิ (1868-1912) พอหลังสงครามโลกผ้าขาดแคลานก็มีการขุดเอาชุดทหารเก่ามาดัดแปลง พวกช่างเชื่อว่าความพองของมันทำหน้าที่เหมือนเซ็นเซอร์หนวดแมว เมื่อพวกเขาต้องไต่บนนั่งร้านคานแคบ ๆ เมื่อขากางเกงไปสัมผัสสิ่งกีดขวาง เช่น เหล็กที่ยื่นออกมา ลมที่พัดแรง พวกเขาจะรู้ตัวได้ทันทีก่อนที่หน้าแข้งหรือขาจริง ๆ จะไปชน ทำให้สามารถชักเท้ากลับหรือปรับการทรงตัวได้ทันท่วงที ไปจนถึงช่วยวัดกระแสลม ประเมินสถานการณ์ในขณะทำงานบนที่สูง ๆ อีกทั้งคล่องตัวต่อการนั่งคร่อมหรือนั่งยอง ๆ เพราะกางเกงจะไม่รั้งตัว ความพองช่วยลดแรงต้าน และส่วนที่จั๊มป์ขาก็ช่วยไม่ให้เกี่ยวสะดุดง่าย แถมยังช่วยระบายอากาศได้ดี
ในช่วงยุค 80s ดีไซเนอร์ระดับตำนานของญี่ปุ่น 3 คน (The Big Three) ได้แก่ เคนโซ ทาคาดะ (แบรนด์ KENZO), โยจิ ยามาโมโตะ (แบรนด์ Yohji Yamamoto) และ เรอิ คาวาคูโบะ (Comme des Garçons) ได้นำแรงบันดาลใจจากชุดกรรมการเหล่านี้ด้วยปรัชญาแบบญี่ปุ่นเขย่าวงการแฟชั่นทั่วโลก Nikka Pokka ก็กลายเป็นแฟชั่นวัยรุ่นที่เรียกว่า “แยงกี้ (Yankii)” หรือเด็กเกเร เพื่อแสดงความขบถ ดูเป็นพวกพ้อง แข็งแกร่ง ลุย ๆ
และตรงนี้เองคือที่มาของชุดพุงอุน อา โดกี (Pungwoon-ah Doki) เมื่อพระเอกของเรื่อง คิมโดกีต้องปลอมตัวแทรกซึมเข้าไปในแก๊งยากูซ่า เขาจึงสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ที่ชื่อ พุงอุนอา โดกี หรือนักเลงพเนจร ด้วยชุดสุดโอเว่อร์โดดเด่นโคตรและบ้าบิ่นสุดโต่งเพื่อเป็นจุดสนใจและข่มขวัญคู่ต่อสู้
ดังนั้นสไตลของเขาคือส่วนผสมระหว่างพวกแยงกี้ที่เราเล่าไปแล้วผสมกับหนุ่มบาร์โฮสต์ ด้วยกางเกงทรงนิกก้าปอกก้า อันเป็นสัญลักษณ์ความเก๋าแบบพวกแยงกี้กวนเมือง สวมสูทขาวยาวปักเลื่อมแบบ “Tokko-fuku (พวกแก๊งซิ่ง ตามตัวอักษร ท๊กโกะ หมายถึงหน่วยจู่โจม/กามิกาเซ่/ออกศึก ส่วนฟุกุ หมายถึงชุด)” สิ่งเหล่านี้ในยุคนั้นจะเรียกว่า “โบโซโซะกุ (เผ่าเร็วรุนแรง / ประมาณเด็กแว๊นบ้านเรา)” แต่งมอไซค์ซิ่งแรง ๆ แต่งตัวจัด ๆ ท้าทายกฎเกณอำนาจ สร้างเรื่องป่วนเมือง หลังสงครามโลกท่ามกลางเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นต้องพยายามฟื้นตัวให้ได้อย่างรวดเร็ว คนบางกลุ่มรู้สึกอึดอัดต่อระบบแรงงานและสังคมที่ต้องตรากตรำทำงาน พวกเขาได้แรงบันดาลใจจากหนังเจมส์ ดีน Rebel Without a Cause (1955) แหกกฎ ประกาศตน ผสมสไตล์แรงงาน บางทีก็สวมหน้ากากเพื่อดึงความสนใจ ทำตัวให้เหนือธรรมดาด้วยชุดผิดสัดส่วน แต่ชุดของโดกีจะปรับลุคให้ดูเนี๊ยบแต่เสื้อตัวโคร่ง ๆ ใหญ่ ๆ แบบหนุ่มบาร์โฮสต์ญี่ปุ่นเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่ต้องใช้เงินล่อฟาดหัวศัตรู
ผมปอยหวานชุดหนังงู
สิ่งหนึ่งที่เป็นภาพจำของตัวละครนี้ในเวอร์ชั่นตะลุยญี่ปุ่นคือ ผมทรงปอยหวานสุดเท่ห์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมังงะและหนังสุดฮิตแห่งยุค 80s-90s Be-Bop High School ตัวมังงะตีพิมพ์ในนิตยสาร Weekly Young ตั้งแต่ปี 1983-2004 ระหว่างนั้นยังมีฉบับรวมอีก 48 เล่มที่ตีพิมพ์เสร็จสิ้นในปี 2004 สร้างเป็นหนังอีก 7 ภาคตั้งแต่ปี 1985-1994 โดยนักแสดงสุดหล่อแห่งยุคนั้น โทรุ นากามูระ สวมบทบาทเป็น โทรุ นาคามะ พระเอกของเรื่อง ทรงผมนี้เรียกว่าทรงรีเจนต์ (Regent อุปราช/ข้าหลวง) เป็นทรงผมไอคอนที่สื่อความแมน ความเป็นลูกผู้ชาย หัวขบถ แบดบอย ดิบเถื่อน นักเลงหัวไม้ ใครทำทรงนี้คือประกาศตัวว่า “ข้าไม่ยอมใคร” และทรงนี้ก็กลายเป็นเอกลักษณ์ของพวกแยงกี้ทั่วญี่ปุ่น
ส่วนเสื้อลายงูนั้นค่อนข้างจะเชื่อมโยงกับตัวละครยากูซ่าในเกมช่วงยุค 2005 ชื่อ มาจิมะ โกโร่ จากเกมดังค่าย ZEGA เรื่อง Yakuza (ปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Like a Dragon) ถูกสร้างเป็นหนัง 3 เวอร์ชั่น ฉบับหนังวิดีโอ Like a Dragon: Prologue (2006) ฉบับหนังญี่ปุ่น Like a Dragon (2007) และฉบับซีรีส์อเมริกันค่ายไพร์ม 6 ตอนจบ Like a Dragon: Yakuza (2024) ตัวละคร โกโร่ เป็นยากูซ่าสุดเกรียน ฉายา “หมาบ้าแห่งชิมาโนะ” ใส่แจ็กเก็ตลายหนังงูเหลือม ปิดตาข้างเดียว และพกมีดหรือไม่ก็ไม้เบสบอล ซึ่งสัมพันธ์กับตัวละครที่โดกีสวมบทบาท คือพูดจากโผงผาง คุยโวเสียงดัง บ้าดีเดือดคาดเดาไม่ได้ แถมลายงูนี่ก็สื่อถึงพิษสงของเขาที่ร้ายกว่าที่คิด
อย่างไรก็ตามหากสังเกตฝั่งยากูซ่าตัวจริงในเรื่องจะพบว่าเขามักสวมเสื้อคอจีน ซึ่งบ่งบอกลักษณะหัวหน้า เป็นตัวร้ายตัวแรงของกลุ่มซึ่งมักจะใส่ชุดเรียบ สีเข้ม อีกทั้งอันที่จริงเสื้อคอจีนก็ยังทำให้นึกไปถึงชุดนักเรียนในเรื่อง Be-Bop High School ได้อีกด้วย ส่วนพวกปลายแถวแต่แรงเหลือมักจะใส่ชุดฉูดฉาดจัดจ้านไปจนถึงลายหนังสัตว์ เช่น เสือดาว เสือโคร่ง ม้าลาย งู ตัวละครส่วนนี้จะเรียกกันว่า “จินปิระ (Chinipira) ที่แสดงถึงความเหมือนจะดูรวยแต่ไร้รสนิยม
ผู้กำกับศิลป์ คิมโบยอง เป็นคนกำหนดโทนสีทั้งหมดของเรื่อง ส่วนเฮดสไตลิสต์ ชินจีฮเย จะเป็นคนสร้างคาแร็คเตอร์ขึ้นมาตามโจทย์ที่กำหนด ไม่ว่าชุดหรือทรงผม พวกเขาให้สัมภาษณ์สื่อว่า “อาร์ตไดเร็คชั่นของซีซั่นนี้เราไม่ได้เน้นความน่ากลัว แต่ส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานว่าทำไมพวกเขาจึงกลายเป็นคนเช่นนี้ เป็นเหมือนการแนะนำตัวละครและปูพื้นเพแต่ละคาแร็คเตอร์ออกมาผ่านแฟชั่นของพวกเขา
อย่างไรก็ตามชุดของโดกีตัวเอกของเรื่องจะต้องโดดเด่นชนิดที่ตะโกนมาไกลจากดาวอังคารโน่นเลย เราต้องการให้ตัวละครนีจัดเต็ม บ้าบิ่น โชว์สกิลแพรวพราว แบด ๆ นิด ๆ อยากให้ดูเหนือจริงนิด ๆ จัดจ้านขึ้นหน่อย ๆ แต่ยังคงสะท้อนความดาร์กแบบพวกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แสดงความเติบโตผ่านตัวละครและเครื่องแต่งกาย”
ตำนานนักแสดงยากูซ่า
ในส่วนที่ถ่ายทำที่ญี่ปุ่นบทยากูซ่าเคตะ แสดงโดย โชว์ คาซามัตสึ นักแสดงผู้โด่งดังจากซีรีส์ Gannibal ทั้งสองซีซั่น ส่วนบทตำรวจจีนแสดงโดย อีดานหลิว สมาชิกบอยกรุปฮ่องกง Mirror ที่แจ้งเกิดจากซีรีส์วาย Ossan’s Love (2021) หรือรักนี้ลุงขอฉบับฮ่องกง แต่ตัวละครที่สำคัญเป็นจุดเปลี่ยนของอีพีแรก ๆ ที่โผล่มาเหมือนจะเป็นตัวประกอบในบทยากูซ่าเก่า เขาคือนักแสดงระดับตำนาน นาโอโตะ ทาเคนากะ ที่แสดงหนังมาแล้วทุกแนวมากกว่า 350 แม้บทบาทของเขาจะหลากหลายมาก แต่หนึ่งในภาพจำของเขาคือตัวละครยากูซ่า ภาพจำของเขาคือตัวโกง และคอเกมจะจดจำเขาได้จากตัวบอสสุดเท่ อาวาโนะ ไดซากุ จากเกม Yakuza 0 เคยแสดงบทคู่หูเฉินหลงในหนัง Shinjuku Incident (2009) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับตำรวจพัวพันกับยากูซ่า แต่จริง ๆ แล้วผู้ชมน่าจะจดจำเขาได้จากบทตลกเพี้ยนหน้าตายรั่วสุด ๆ ใน Nodame Cantabile, Waterboys และ Shall We Dance?
อีเจฮุน พระเอกของเรื่องนี้ให้สัมภาษณ์ทิ้งท้ายว่า “แม้ว่าตัวตนปลอมที่ผมแสดงอาจจะสุดโต่งไปบ้าง แต่ผลตอบรับกลับพบว่าผู้ชมสนุกไปกับมันอย่างมาก ผมจึงกล้าที่จะแสดงให้หลุดโลกยิ่งกว่าเดิม ทีมแท็กซี่สายรุ้งในภาคนี้จะไม่ใช่แค่ปลอมตัว แต่จะแสดงเนียนจนคนดูแยกไม่ออกเลยว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนการแสดง ผมชอบชุดสุดอลังการในซีซั่นนี้มาก สะกดทุกสายตา” เขาเล่าติดตลกว่ายังกับจิ๊กโก๋หัวโจกตะโกนดัง ๆ ว่า “ตัวพ่อกลับมาทวงบัลลังก์แล้วจ้า”



