อีลอน มัสก์ จ่อขึ้นแท่น “มหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก”

อีลอน มัสก์ ในงานแถลงข่าวลาออกจากที่ปรึกษา DOGE ณ ทำเนียบขาว ที่มาภาพ: https://www.whitehouse.gov/gallery/president-trump-participates-in-a-press-conference-with-departing-doge-adviser-elon-musk/

เมื่อเร็วๆนี้ผู้ถือหุ้นของบริษัทเทสลา (Tesla) มีมติอนุมัติ “แพ็กเกจค่าตอบแทน” สำหรับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์องค์กรธุรกิจ ส่งผลให้มัสก์มีแนวโน้มจะกลายเป็น “บุคคลแรกของโลกที่มีความมั่งคั่งแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ”

ทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์ เดินหน้าสู่ “ล้านล้าน”

มัสก์ ซึ่งถือหุ้นในเทสลาราว 12.8% และเป็นเจ้าของกิจการสำคัญอย่าง SpaceX, X (เดิมคือTwitter), Neuralink และ The Boring Company และเพิ่งกลายเป็น “เศรษฐีครึ่งล้านล้านดอลลาร์” (500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เมื่อบ่าย 3 โมงครึ่งของวันที่ 1 ตุลาคม 2568 จากที่หุ้นเทสลาพุ่งขึ้น 4% ทำให้ทรัพย์สินเขาเพิ่มอีก 9 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว

เมื่อรวมผลตอบแทนใหม่จากเทสลา มัสก์จะได้รับมูลค่ารวมเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเขากล่าวกับผู้ถือหุ้นสั้น ๆ ว่า “ผมขอบคุณมากมาก”

หนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯมากแค่ไหน

แม้ตัวเลข “หนึ่งล้านล้านดอลลาร์” หรือ “1 ตามด้วยศูนย์อีก 12 ตัว” จะยากเกินจะจินตนาการ แต่ The Conversation สื่อจากออสเตรเลียได้เทียบให้เห็นภาพ โดยมูลค่าดังกล่าว

  • มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสวิตเซอร์แลนด์ทั้งประเทศ สวิตเซอร์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และมีเศรษฐีระดับพันล้าน 106 คน GDP ในปี 2567 ไม่ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • มากพอที่จะซื้อทองคำได้ 7,150 ตันเกือบ 2 เท่าของทองคำทั้งหมด 4,175 ตันที่รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บไว้ในคลังฟอร์ตน็อกซ์ (Fort Knox)
  • เทียบเท่ากับความมั่งคั่งของครัวเรือนอเมริกันทั่วไปรวมกัน 9 ล้านครัวเรือน เพื่อมห้ชัดขึ้นไปอีก ประชากรทั้งหมดของชิคาโกมีเพียง 2.7 ล้านคนเท่านั้น
  • ด้วยเงินหนึ่งล้านล้านดอลลาร์จะสามารถสนับสนุนงบประมาณทั้งหมดของ NASA เป็นเวลา 40 ปีหรือเกือบหนึ่งช่วงอายุคน
  • ถ้าคิดดอกเบี้ยจากการฝากเงินหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ไว้ในบัญชีออมทรัพย์มาตรฐานจะได้ประมาณ 1,622 ดอลลาร์ต่อวินาที

มั่งคั่งเกินจินตนาการ แต่แท้จริงคือ “อำนาจ”

แต่มัสก์ไม่ได้โดดเดี่ยวในการแข่งขันชิงความมั่งคั่งนี้ จากแนวโน้มปัจจุบัน การคาดการณ์ชี้ให้เห็นว่าภายในทศวรรษหน้า โลกจะมีมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์อย่างน้อย 5 คน

ความมั่งคั่งของมัสก์ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของหุ้นทรัพย์สินของเขามาจากหุ้นที่มีความผันผวน แต่เขายังคงสามารถใช้จ่ายได้จริง เช่น ในปี 2565 เขาทุ่มเงินส่วนตัวกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ส่วนหนึ่งได้จากการขายหุ้นเทสลามูลค่ากว่า 15,500 ล้านดอลลาร์ และส่วนที่เหลือมาจากการกู้ยืมโดยใช้หุ้นที่เหลืออยู่ของเขาใน Tesla ค้ำประกัน เพื่อซื้อ Twitter (ปัจจุบันคือ X)

การถือหุ้นของมัสก์ประกอบด้วย 12% ใน Tesla, 42% ใน SpaceX บริษัทด้านอวกาศ และกรรมสิทธิ์ใน X แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เขาซื้อกิจการในฐานะ Twitter ในปี 2565 ด้วยมูลค่า 44,000 ล้านดอลลาร์ ต่อมาเขาได้ควบรวมกิจการ X เข้ากับ xAI บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ของเขา โดยประเมินมูลค่าธุรกิจรวมไว้ที่ 113,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ เขายังมีหุ้นใน Neuralink และ The Boring Company อีกด้วย

มัสก์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เพื่อให้ผู้ถือหุ้นสนับสนุนแพ็คเกจค่าตอบแทนในมูลค่าที่ทำลายสถิติ ว่า

“มันไม่ใช่เรื่องค่าตอบแทน แต่คือการที่ผมจะมีอิทธิพลมากพอในเทสลา”

คำกล่าวนี้สะท้อนมุมมองของนักวิชาการด้านธุรกิจ คาร์ล โรดส์ (Carl Rhodes) ที่ชี้ว่า “มูลค่าที่แท้จริงของเงินนั้นคืออำนาจที่มันซื้อได้ ” ซึ่งขยายผลกระทบไปไกลกว่าขอบเขตธุรกิจส่วนตัว

เงินซื้ออิทธิพลทางการเมือง

มัสก์ได้ใช้ทรัพย์สินของตนเพื่อสนับสนุนการเมืองอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะการบริจาคกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2567 ซึ่งทำให้เขามีอิทธิพลต่อวาระทางการเมืองของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ เขายังแสดงจุดยืนสนับสนุนขบวนการและพรรคการเมืองฝ่ายขวาในหลายประเทศ เช่น การสนับสนุน ทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวขวาจัดในสหราชอาณาจักร และพรรค Alternative für Deutschland (AfD) ในเยอรมนี

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของมัสก์ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกลุ่มมหาเศรษฐีที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งกำลังสร้างโลกใหม่ตามแบบฉบับของตนเอง

ประธานาธิบดีโนัลด์ ทรัมป์ชมรถยนต์เทสลากับอีลอน มัสก์ที่ทำเนียบขาว ที่มาภาพ:https://www.whitehouse.gov/gallery/president-trump-views-teslas-with-elon-musk-at-the-white-house/

เมื่อความมั่งคั่งแทนที่ประชาธิปไตย

แน่นอนว่ามหาเศรษฐีมักใช้ความมั่งคั่งของพวกเขาในการสร้างโลกมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นในนามของการกุศล หรือการใช้อิทธิพลทางการเมืองอย่างไม่ปิดบัง ดังที่โรดส์ตั้งคำถามไว้ว่า เราต้องการให้คนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ไร้ความรับผิดชอบ และสุดท้ายแล้วเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นผู้กำหนดลำดับทิศทางของโลกจริงหรือ

ในศตวรรษที่ 21การบริจาคเพื่อการกุศลขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยกลุ่มผู้มั่งคั่งที่สุดในโลกได้นำเงินบริจาคไปลงทุนในมูลนิธิการกุศล โครงการสาธารณะ และการสนับสนุนทางการเมือง ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว ยอดบริจาคเพื่อการกุศลในปีที่แล้วสูงกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดคือ ไมเคิล บลูมเบิร์ก ซึ่งบริจาคเงิน 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับองค์กรต่างๆ มากมาย อาทิ ศิลปะ การศึกษา สาธารณสุข และความยุติธรรมทางสังคม เขาเป็น 1 ใน 6 บุคคลที่บริจาคเงินมากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์ในปี 2567

ที่มาภาพ: https://stories.theconversation.com/visualising-elon-musks-record-breaking-pay-deal/

ความใจบุญเหล่านี้กลับบดบังความจริงที่ลึกลงไปว่า มหาเศรษฐีมักจะบริจาคเพียงส่วนน้อยของความมั่งคั่งที่มี ขณะที่ความมั่งคั่งนั้นยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2553 เกตส์และบัฟเฟตต์ได้ริเริ่ม The Giving Pledge เพื่อผลักดันให้เหล่าเศรษฐีบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ของตน แต่จากชาวอเมริกันที่ลงนามในช่วงแรก 57 คน มี 32 คนที่ยังคงเป็นมหาเศรษฐีอยู่ และความมั่งคั่งรวมของพวกเขากลับเพิ่มขึ้นถึง 283%

เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO) มูลนิธิเกตส์กลายเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุด โดยบริจาค 689 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสองปี ต่อมาเกตส์ถูกวิจารณ์ว่าชักนำ WHO ไปสู่โครงการที่เขาชื่นชอบเป็นการส่วนตัว

ไม่ว่าจะเป็นเกตส์ที่กำหนดทิศทางสุขภาพโลก หรือมัสก์ที่มีอิทธิพลต่อการเมือง อำนาจของพวกเขาไม่ได้มาอำนาจทางประชาธิปไตยแต่มาจากความมั่งคั่ง ในโลกที่ถูกครอบงำโดยมหาเศรษฐีมากขึ้นเรื่อยๆ ประโยชน์สาธารณะมีความเสี่ยงที่จะถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ส่วนตัว โดยปราศจากการกำกับดูแล ความรับผิดชอบ หรือความยินยอม

และไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ในยุค ‘ชุบทอง’ (gilded age ช่วงเวลาในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1870 ถึงต้นทศวรรษ 1900 ที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ก็มีปัญหาความไม่เท่าเทียมทางสังคมและการเมืองสูง) นักอุตสาหกรรมอย่างแอนดรูว์ คาร์เนกี จอห์น ดี. ร็อกเกอเฟลเลอร์ และไมเยอร์ กุกเกนไฮม์ เคยใช้ความมั่งคั่งสร้างมหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์ โรงพยาบาลและห้องสมุด โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้การศึกษาและการเสริมสร้างวัฒนธรรมเข้าถึงได้สำหรับชาวอเมริกันชั้นแรงงาน

แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกลับไม่เคยหายไป และยุคแห่งความมั่งคั่งมหาศาลที่เกิดจากการอุตสาหกรรมยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ มหาเศรษฐีในยุคปัจจุบันอาจสนใจในประเด็นที่แตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม คือ อำนาจของมหาเศรษฐีเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลที่สะท้อนจากความมั่งคั่งของพวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ที่มาภาพ:https://stories.theconversation.com/visualising-elon-musks-record-breaking-pay-deal/

มหาเศรษฐีออสเตรเลียมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น

สำหรับออสเตรเลียเอง The Conversation ระบุว่า ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากปรากฏการณ์มหาเศรษฐีระดับโลกได้ ในปี 2568 มีชาวออสเตรเลีย 161 คนที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากสิบปีก่อนหน้า

จีน ไรน์ฮาร์ต (3.811 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย) ครองอันดับหนึ่งมหาเศรษฐี ตามมาด้วยเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ แฮร์รี ทริกูบอฟฟ์ (2.965 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย) และเจ้าพ่อบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิล แอนโทนี แพรตต์ (2.584 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย)

ที่มาภาพ:https://stories.theconversation.com/visualising-elon-musks-record-breaking-pay-deal/

มหาเศรษฐีหลายคนเลือกที่จะเก็บตัว หลีกเลี่ยงการดึงดูดความสนใจไปที่ตัวเองและความมั่งคั่งมหาศาลของพวกเขา บางคนมุ่งเน้นแต่เรื่องธุรกิจ ในขณะที่บางคนให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว และอาจต้องการเบี่ยงเบนความสนใจออกจากเรื่องการเงินด้วยซ้ำ

เช่นเดียวกับมหาเศรษฐีสหรัฐอเมริกา เหล่ามหาเศรษฐีชาวออสเตรเลียมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ไคลฟ์ พาล์มเมอร์ ใช้งบประมาณประมาณ 160 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในการหาเสียงระดับรัฐบาลกลาง โดยสนับสนุนพรรค United Australia Party ในปี 2565 และพรรคTrumpet for Patriots Partyในปี 2568 ทั้งสองพรรคผลักดันนโยบายประชานิยมฝ่ายขวา แต่ล้มเหลวในการคว้าทีนั่งในสภาผู้แทนราษฎร

ที่มาภาพ:https://stories.theconversation.com/visualising-elon-musks-record-breaking-pay-deal/

จีนา ไรน์ฮาร์ต ยังพยายามสร้างอิทธิพลทางการเมือง โดยเรียกร้องให้พรรค Liberal Party นำนโยบายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทรัมป์มาใช้ และบริจาคเงิน 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียให้กับพรรคในปี 2567

ทั้งในออสเตรเลียและทั่วโลก จำนวนมหาเศรษฐีและความใฝ่ฝันทางการเมืองของพวกเขากำลังเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน 1% ของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของโลกมีทรัพย์สินมากกว่า 95% ล่างสุดรวมกันเสียอีก ในออสเตรเลีย อัตราความยากจนพุ่งสูงถึง 14.2% ในปีนี้ ในขณะที่ความมั่งคั่งของชาวออสเตรเลีย 50 คนที่ร่ำรวยที่สุดเพิ่มขึ้น 243 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สิ่งนี้ไม่ยุติธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย