
สภาฯโหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง ขณะที่ชัยเกษม นิติสิริ ได้ 152 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 กดปุ่มเรียกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจนับองค์ประกอบประชุม มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 446 คน หลังจากที่ขานชื่อ สส.เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ไปได้ 30 คน ปรากฎว่าระบบรวน หลังแก้ไขระบบเสร็จเรียบร้อย ก็กลับมาขานชื่อนับคะแนนต่อไป ปิดการลงคะแนนเวลา 16.05 น. นายไชยา ประกาศผลการนับคะแนนเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง ส่วนนายชัยเกษม นิติสิริ ได้คะแนนเสียง 150 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนทั้งหมด 490 ราย
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตาม พรรคประชาชน แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภาว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชนมีมติเห็นชอบสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ต้องมาทำข้อตกลงร่วมกัน ดังนี้
(1) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
(2) ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนณที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
(3) ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธธรรมนูฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง
(4) พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
(5) พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
จากนั้นในเวลา 11.00 น. ของวันที่ 3 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวการจัดตั้งรัฐบาล ณ อาคารรัฐสภา นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยได้ตอบรับเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาล และได้มีการลงนามในข้อตกลงร่วมกันระหว่างพรรคประชาชน กับพรรคภูมิใจไทย และได้แจ้งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจตไทย 146 รับทราบแล้ว ซึ่งต้องขอขอบคุณคณะกรรมการบริหาร และสมาชิกของพรรคประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 โดยพรรคภูมิใจไทยจะทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อบรรจุวาระการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาโดยเร็วที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้ได้มีการทูลเกล้าฯยุบสภาไปแล้ว มีส่งผลกระทบต่อกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า ทุกอย่างมีขั้นตอน แต่ตอนนี้ถือว่าสภายังไม่ยุบ ยังมีสภาอยู่ ยังไม่มีข้อมูลใดๆลงมาแจ้งให้ทราบว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ หรืออาจจะต้องมีการตีความประเด็นข้อกฎหมายหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ผู้ยื่นต้องรับผิดชอบ และแจ้งให้พี่น้องประชาชนรับทราบต่อไป
ถามว่าในฐานะรัฐบาลเสียข้างน้อย 4 เดือนข้างหน้าจะบริหารประเทศอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า 4 เดือนนี้ข้างหน้านี้ คงจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าเป็นปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา และเร่งจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ถามว่ารัฐบาลมีแค่ 146 เสียง จะสามารถผ่านร่างกฎหมายที่สำคัญๆได้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับการยืนยันจากพรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน
…….
“เท้ง ณัฐพงษ์” ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน
วันที่ 5 กันยายน 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนขอตอบข้อห่วงใยที่สมาชิกหลายคนได้อภิปราย ข้อแรก ข้อห่วงใยถึงการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ว่าจะขัดต่อระบบการเมืองรัฐสภาหรือไม่ ที่เราเลือกนายกรัฐมนตรีโดยทางอ้อม วัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพหรือมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฏร ตนขอย้ำอีกครั้ง ภายหลังพรรคประชาชนได้ประกาศข้อตกลงหรือ MOA ทั้ง 5 ข้อ หนึ่งในนั้นคือการคงสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย พรรคเพื่อไทยได้แสดงออกว่าพร้อมรับทุกข้อเสนอ และลด-แลก-แจก-แถม หากเลือกคุณชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะยุบสภาทันที
คำถามของตนคือ สมาชิกที่ลุกขึ้นอภิปรายว่าไม่เห็นด้วยกับการให้มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพราะจะขัดต่อการเมืองในระบบรัฐสภา วันนั้นท่านได้ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านต่อท่าทีของพรรคท่านหรือไม่ หรือจริงๆ แล้วท่านคิดอยู่ในใจว่าไม่เคยเชื่อในการคงสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือท่านคิดอยู่แล้วถ้าวันนี้ พรรคประชาชนยกมือสนับสนุนให้คุณชัยเกษม เดี๋ยวท่านก็จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก จนถึงวินาทีนี้การอภิปรายของท่าน ยังไม่สามารถทำให้พวกตนเชื่อได้เลยว่าตกลงหลักการของท่านคืออะไร
ข้อสอง ในเรื่องข้อห่วงใยที่บอกว่าจะเชื่อได้อย่างไรว่าการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านของพรรคประชาชน จะสามารถถ่วงดุลตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างตรงไปตรงมา พรรคประชาชนจะต้องคอยอุ้มคอยแบกคอยเป็นองค์ประชุมให้กับการพิจารณากฎหมายของรัฐบาลหรือไม่ ตนขอถามกลับว่า ท่านไม่คิดหรือว่าในช่วงระยะเวลา 4-6 เดือนต่อจากนี้ สภาชุดนี้จะเป็นอีกหนึ่งชุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ฝ่ายค้านมีความเข้มแข็งมากที่สุด ตราบใดที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยยืนยันจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้บวกเลขเรามี 280 กว่าเสียง ทำไมเราจะเดินหน้าสู่ทางออกของประเทศในการยุบสภาและแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ ตนขอเชิญชวนให้เพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่หลายคนรู้สึกว่าเรามีอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน มาร่วมกันทำฝ่ายค้านให้เข้มแข็ง เดินหน้าให้เป็นไปตามข้อตกลงที่พรรคประชาชนได้เซ็นสัญญาไว้
ประการสุดท้าย เรื่องการตัดสินใจของพรรคประชาชนในวันนี้ มีเพื่อนสมาชิกบางส่วนมีข้อห่วงใยว่าพวกเรากำลังจะไปสนับสนุนฝั่งอนุรักษนิยม ทำลายระบอบประชาธิปไตย เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ตนไม่ขอพูดอะไรไปมากกว่านี้ แต่ขอระยะเวลา 4-6 ต่อจากนี้ ที่ตนและท่านทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านร่วมกัน พิสูจน์ว่าวันนี้เราตัดสินใจ เราต้องการเดินหน้ากระบวนการประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่วันหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยแยกออกจากรัฐบาล แล้วดูสิว่ากฎหมายนิรโทษกรรม กระบวนการเดินหน้าประชาธิปไตยอื่นๆ ท่านผลักดันจริงหรือไม่
“วันนี้ผมไม่ต้องการชวนทะเลาะหรือย้อนหาอดีต แต่วันนี้เราตัดสินใจเพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งและเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พวกผมมีแค่ 143 เสียง ทำเองไม่ได้ ผมต้องทำร่วมกับท่าน คือพรรคเพื่อไทย”
วันนี้สภาผู้แทนราษฎรของพวกเราต้องพิจารณาญัตติโหวตนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 4 ต้นสายปลายเหตุคำตอบเดียวคือรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าตกลงแล้วประเทศนี้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนของหลักการแบ่งแยกอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ท่านเองก็ได้รับผลกระทบ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตและมาตรฐานจริยธรรม ที่ทำให้คุณเศรษฐา และคุณแพทองธาร ต้องพ้นออกจากตำแหน่ง รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่พวกเราได้รับผลกระทบจากกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 ตนยืนยันอีกครั้งว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนเพื่อต้องการหาทางออกให้กับการเมืองไทยเดินหน้าสู่การเลือกตั้งและเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เพื่อสร้างความชัดเจนต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แม้บางอย่างอาจทำให้คุณอนุทิน ไม่สบายใจ แต่ตนยืนยันว่าเราให้ความเคารพเพื่อนสมาชิกทุกคนเท่าเทียมกันความชัดเจนข้อที่หนึ่ง วันนี้เราไม่ได้เลือกคุณอนุทินมาบริหารประเทศ เราเลือกคุณอนุทินมายุบสภาผู้แทนราษฎรภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงกัน และเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความชัดเจนที่สอง วันนี้พรรคประชาชนตัดสินใจที่จะเลือกคุณอนุทิน เพราะเราได้เซ็นข้อตกลง 5 ข้อเปิดเผยต่อสาธารณะ นั่นคือ
(1) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และไม่ควรใช้ข้ออ้างอื่นใดให้ละเมิดกรอบเวลาดังกล่าว เพราะพวกเราเชื่อว่าปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศ ควรให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีความชอบธรรมเข้ามาแก้ปัญหาผ่านการเลือกตั้งใหม่
(2) ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าต้องจัดทำประชามติ 3 ครั้ง เราได้ระบุให้ ครม. ต้องมีมติให้มีการจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้า และไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ถึง 4 เดือน ซึ่งตนคาดหวังว่ารัฐบาลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพื่อเปิดประตูสู่การเลือกตั้งใหม่ก็พิจารณาตามความเหมาะสมที่จะต้องมีการยุบสภาโดยเร็ว
(3) หากศาลรัฐธรรมนูญมีการวินิจฉัยให้ทำประชามติ 2 ครั้ง นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดภายใต้ 4 เดือนนี้ที่รัฐสภาของเราจะเปิดช่องในการแก้ไขมาตรา 256 ให้ทัน ให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้ง แล้วไปทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้า นี่คือการเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงๆ
(4) การคงสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เราระบุไปแล้ว ตนและพรรคประชาชนพรรคเดียวไม่สามารถคงสภาพฝ่ายค้านเสียงข้างมากได้ ต้องร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย ถ้าพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยที่จะให้มีการปฏิบัติตาม MOA และเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนยืนยันได้พรรคประชาชนไม่มีงูเห่า ส่วนท่านตอบได้หรือไม่
(5) หลังโหวตนายกรัฐมนตรี พวกเรายืนยันการเป็นฝ่ายค้าน ไม่ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิกบางท่านลุกขึ้นแสดงข้อห่วงใยบอกว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตนชวนให้ไปอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 106 ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรคือหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุดและไม่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่เป็นประธานสภา และไม่เป็นรองประชาชนสภาผู้แทนราษฎร ตนยืนยันว่าทำหน้าที่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ต่อไปโดยไม่ขัดต่อธรรมนูญ
หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่า ความชัดเจนสุดท้าย หลักการที่ตนยึดถือมาตลอดคือหลักการที่บอกว่า “พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค” ตนเข้าใจดีเพื่อนสมาชิกหลายคนมีความอึดอัดใจมากที่จะลงมติกันในวันนี้ แต่เมื่อเรามีมติพรรคออกมา มีกระบวนการรับฟังสมาชิกพรรคซึ่งเป็นเจ้าของพรรคตัวจริงอย่างรอบด้านแล้ว ไม่มีใครที่จะบิดพลิ้วต่อมติพรรคครั้งนี้ได้ ตนยืนยันในฐานะหัวหน้าพรรค และถ้ามี สส. คนใดขัดต่อมติพรรค คุณขัดต่อคุณค่าพื้นฐานของพรรค วันนี้เราหนักแน่นในมติพรรค ต่อการตัดสินใจของเรา และเดินหน้าอย่างไม่ลังเล
ตนเชื่อว่า 14 ล้านคนที่กาพรรคก้าวไกลในวันนั้น ไม่มีใครเลือกคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีใครเลือกเพราะอยากเห็นรัฐบาลที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครหวังอยากเห็นอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตย และเชื่อเช่นกันว่าไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วยทั้งหมดกับการตัดสินใจของพรรคในวันนี้
แต่ตนขอยืนยันว่าเราตัดสินใจเพื่อคน 60 กว่าล้านคนในการผ่าทางตันให้ประเทศ เดินหน้าสู่การเลือกตั้งและแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่คือหลักว่า “ประชาชนใหญ่กว่าพรรค” ตัดสินใจเพื่อประเทศ ไม่ได้ตัดสินใจเพื่อคะแนนความนิยมเฉพาะหน้าของพรรคประชาชน
ถ้าเราจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่ภายใต้กรอบเวลา 4-6 เดือนต่อจากนี้ ตนเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองวันนี้เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ทุกพรรคต้องมุ่งหน้าในการสร้างความนิยมให้ตัวเองเพื่อให้ทุกพรรคมี สส. ในสภามากที่สุดในการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหน้าหลังการเลือกตั้ง และชัดเจนว่าถ้าทุกพรรคอยากได้คะแนนนิยมมากขึ้น คุณต้องรักษาสัญญา นี่คือความชัดเจนทั้งหมดที่พรรคประชาชนใช้ในการตัดสินใจเลือกคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ และตนเชื่อว่าประเทศไทยจะมีทางออกได้ หากพวกเราเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ




