ปรีดี บุญซื่อ รายงาน
ญี่ปุ่นมีชื่อเสียงเรื่องประชาชนอายุยืน สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ปัจจุบัน มีประชาชน 107,677 คน ที่มีอายุอย่างน้อย 100 ปี เพิ่มขึ้นเกือบ 8,000 คนจากปีที่แล้ว ประชาชนอายุ 100 ปีเป็นผู้หญิง 88% รัฐมนตรีสาธารณสุข เคนิชิโร ยูอิโนะ กล่าวต้อนรับข่าวดังกล่าวว่า ญี่ปุ่นจะสร้างระบบประกันสังคมให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อสนับสนุนให้คนสูงอายุ มีชีวิตยาวนานขึ้นและเป็นชีวิตที่มีสุขภาพ
Stuart Gietel-Basten อาจารย์สังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวกับ New York Times ว่า คนญี่ปุ่นจำนวนมากมีอายุยืน มาจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ชีวิตประจำวันที่ไม่หยุดนิ่ง และการเข้าถึงระบบสาธารณสุข ที่มีการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ผู้หญิงมีสัดส่วนมากของคนสูงอายุ เพราะมักจะเข้าร่วมกิจกรรคมชุมชน ที่มีส่วนช่วยเรื่องสุขภาพทางจิตใจ
อีกไม่นานคนอายุ 100 ปีจะมีครึ่งล้าน
หนังสือชื่อ Braver New World ของ John Kampfner นักหนังสือพิมพ์อังกฤษกล่าวว่า หากการคาดการณ์ถูกต้อง ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไป ญี่ปุ่นจะต้องดูแลประชาชนอายุ 100 ปีจำนวนราว 5 แสนคน ญี่ปุ่นไม่ได้แสดงความวิตกออกมาในเรื่องนี้ แต่กลับวางแผนรับมือว่าจะต้องทำอย่างไร ขณะที่หลายชาติตะวันตกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้าความจริงนี้
ญี่ปุ่นเตรียมรับมือกับระเบิดเวลาด้านประชากรมาหลายสิบปีแล้ว ประชากรมีมากสุดในปี 2008 เมื่อคนรุ่นหลังสงครามที่เรียกว่า Baby Boomer เริ่มมีลูกหลาน แต่ปี 2023 มีเด็กเกิดเพียง 720,000 คน มีการพยากรณ์ว่า ในปี 2070 ประชากรจะหายไป 25% จาก 120 ล้านคนเหลือ 90 ล้านคน จำนวนคนวัยทำงานจะลดลงอย่างมากเช่นกัน
ปี 1995 ประชากรวัยทำงานอายุ 15-64 ปีมีมากสุด 87 ล้าน ปี 2024 ลดเหลือ 74 ล้าน ปี 2050 จะเหลือ 55 ล้าน ทุกวันนี้ 1 ใน 3 ของคนญี่ปุ่น เป็นคนอายุ 65 ปีขึ้นไป ปี 1990 คนญี่ปุ่น 1 ใน 8 มีรายได้จากบำนาญ ปี 2050 คาดว่ามากถึง 40% ของประชากร ปี 1963 คนมีอายุ 100 ปีมีเพียง 100 คน ปี 2026 มีมากกว่า 100,000 คน อนาคตไม่นานจะมีถึง 5 แสนคน ร้านขายยาขายผ้าอ้อมแก่คนสูงอายุ มากกว่าขายผ้าอ้อมเพื่อเด็ก ดังนั้น สัดส่วนคนวัยทำงานอายุ 15-64 ปีต่อคนอายุ 65 ขึ้นไปของญี่ปุ่น อยู่ที่ 1.8 ต่อ 1 ซึ่งเป็นสัดส่วนต่ำที่สุดในโลก
ระบบดูแลต่อเนื่องระยะยาว
ญี่ปุ่นมีระบบประกันสุขภาพมานับร้อยปีแล้ว แต่ส่วนที่เป็นบริการดูแลสุขภาพสำหรับคนสูงอายุ เป็นแบบกระจัดกระจาย ทศวรรษ 1970 และ 1980 ญี่ปุ่นเริ่มมองหาตัวอย่างจากประเทศต่างๆ ในที่สุดก็นำระบบของเยอรมันมาใช้ คือเป็นการผสมระหว่างการประกันการดูแลสุขภาพของเอกชนกับของรัฐ
ปี 2000 ญี่ปุ่นนำระบบ “ประกันการดูแลต่อเนื่องระยะยาว” หรือ Long-Term Care Insurance (LTCI) มาใช้ ซึ่งเป็นระบบมาช่วยเสริมระบบ “ประกันสุขภาพ” ที่ครอบคลุมทุกคน ระบบประกันสุขภาพจะเน้นที่การรักษาโรค การเจ็บป่วย และทันตกรรม ส่วนระบบประกันการดูแลต่อเนื่องระยะยาว จะเน้นการดูแลสุขภาพ สนับสนุนช่วยเหลือการใช้ชีวิตของคนสูงอายุ ตามบ้านพักคนชรา หรือที่บ้าน เรียกว่า “การเข้ารับการรักษาทางสังคม” (social admission) ทำให้คนสูงอายุไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนานเกินความจำเป็น
ระบบประกันสังคมของญี่ปุ่นประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ (1) การประกันสุขภาพถ้วนหน้า เริ่มใช้ในปี 1961 (2) ระบบบำนาญ และ (3) การประกันการดูแลต่อเนื่องระยะยาว หรือ LTCI ระบบ LTCI มีเป้าหมายโอนภาระการดูแลคนสูงอายุ จากครอบครัวมาอยู่ที่รัฐ สร้างระบบดูแลสุขภาพ ที่มาจากการหลักการแบกรับต้นทุนร่วมกัน ระหว่างเบี้ยประกันกับการร่วมจ่าย และสุดท้าย เป็นการบูรณาการระหว่างการรักษาพยาบาล กับบริการด้านสวัสดิการ

มีอายุยืนกับมีอายุยืนที่แข็งแรง
งบประมาณของ LTCI มาจากการทำประกัน ภาษี และการร่วมจ่าย คนมีอายุ 40 ปีขึ้นไปต้องเริ่มจ่ายการประกันการดูแลต่อเนื่องระยะยาว แม้จะไม่ได้ใช้บริการนานถึง 20-25 ปี คนอายุต่ำกว่า 65 เป็นผู้รับประกันลำดับ 2 คือจ่ายเพื่ออนาคต ส่วนคนอายุ 65 ขึ้นไป ถือว่าเป็นผู้รับประกันรายแรก หรือผู้ใช้บริการ LTCI
ญี่ปุ่นได้ชื่อว่ามีนโยบายการดูแลสุขภาพบนหลักการ “ไม่แสวงหากำไร” ดังนั้น จึงไม่อนุญาตให้โรงพยาบาลหรือคลินิก เป็นของนักลงทุน แต่หลักการนี้ไม่ใช้กับบริการดูแลสุขภาพของ LTCI ที่มักมีบริการหลากหลาย ผู้ให้บริการ LTCI จึงมีจำนวนมาก เช่นการช่วยคนสูงอายุในกิจวัตรประจำวัน หรือการฟื้นฟูร่างกาย เพราะเหตุนี้ ระบบ LTCI จึงต้องการพนักงานทำงานดูแลสุขภาพจำนวนมา
เมื่อคนสูงอายุหรือคนในครอบครัวคิดว่า ตัวเองต้องการได้รับการดูแล การตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีสิทธิ์ได้รับบริการ จะมาจาก 2 ส่วน คือการสัมภาษณ์ที่บ้าน หลังจากนั้นซอฟต์แวร์จะทำแผนการดูแลสุขภาพของคนนั้นออกมา เพื่อเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการประเมินความจำเป็น ต่อจากนั้น จะมี “ผู้จัดการเรื่องการดูแล” กับผู้สูงอายุเป็นรายบุคคล แผนงานการดูแลจะมีการประเมินผลทุก 3 ปี เพื่อให้การใช้งบประมาณได้ผล และก้าวทันการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่
การให้บริการดูแลคนสูงอายุมี 7 ระดับด้วยกัน ผู้รับบริการร่วมจ่ายค่าบริการ เฉลี่ยเดือนหนึ่งไม่สูงแค่ 6,000 เยน หรือ 40 ดอลลาร์ แต่คนมีรายได้สูงจ่าย 3 เท่า การร่วมจ่ายทั้งหมดของคนใช้บริการ LTCI มีสัดส่วน 25% ของงบประมาณ LTCI ส่วนที่เหลือมาจากงบประมาณรัฐบาล จากเทศบาล และเงินเบี้ยประกันการดูแลสุขภาพต่อเนื่องระยะยาว
ขาดคนทำงานดูแลสุขภาพ 4 แสนคน
หนังสือ Braver New World บอกว่า ความนิยมในบริการของ LTCI ทำให้ญี่ปุ่นมีพนักงานทำงานดูแลสุขภาพคนสูงอายุมากถึง 1.8 ล้านคน แต่การจ้างและรักษาคนทำงานดูแลสุขภาพ เป็นปัญหาที่ยากในทุกประเทศ เพราะค่าตอบแทนต่ำ งานยากลำบาก ไม่ได้รับการยกย่อง ญี่ปุ่นมีปัญหามากกว่านี้อีก เพราะเป็นสังคมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้านชาติพันธุ์ ทำให้แรงงานต่างชาติเป็นประเด็นที่คนญี่ปุ่นถกเถียงกันมาก
การนำเข้าแรงงานต่างชาติจึงไปเน้นที่การก่อสร้างและอุตสาหกรรมการผลิต งานดูแลสุขภาพมีลักษณะเกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารที่ใกล้ชิด การรู้ภาษาและวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญว่า แรงงานต่างชาติด้านดูแลสุขภาพ จะสามารถทำงานได้ผลหรือไม่ แตกต่างจากแรงงานต่างชาติ ที่ทำงานตามร้านสะดวกซื้อที่มีทุกมุมถนน ญี่ปุ่นดูจะผ่อนปรนให้ต่างชาติเข้ามาทำงานให้บริการ 24 ชม. แก่พวกเขา
แต่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ผ่อนคลายกฎระเบียบลง มีการออกวีซ่าใหม่ในอุตสาหกรรมที่ขาดแรงงาน ปี 2008 กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตแรงงานต่างชาติด้านดูแลสุขภาพจากอินโดนีเซียเป็นชาติแรก ตามมาด้วยจากฟิลิปปินส์และเวียดนาม ในโครงการระยะ 5 ปีแรก ได้มีการอนุมัติแรงงานต่างชาติด้านดูแลสุขภาพ ภายใต้โครงการฝึกอบรมจำนวน 60,000 คน แต่มีการคาดการณ์ว่า ญี่ปุ่นขาดแคลนพนักงานด้านนี้ถึง 400,000 คน
เจ้าหน้าที่ศูนย์ดูแลคนสูงอายุคนหนึ่งบอกกับคนเขียน Braver New World ว่า นอกจากแรงงานต่างชาติ เราจำเป็นต้องพิจารณาแรงงานที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย เราไม่ต้องการหุ่นยนต์ที่ร้องเพลง หรือสร้างความบันเทิงได้ แต่เรายินดีจะมีหุ่นยนต์ที่สามารถเปลี่ยนผ้าอ้อมได้
ญี่ปุ่นเป็นสังคมคนสูงอายุมาก สังคมที่คนมีอายุยืนมากสุดของโลก การเปลี่ยนผ่านทางประชากรของญี่ปุ่น ได้ให้แบบอย่างเส้นทางเดินที่เป็นไปได้ แก่อนาคตของหลายประเทศในโลก
เอกสารประกอบ
Japan Reaches a Unique Milestone, With More Than 100,000 People Aged 100 or Over, SEP 16, 2026, nytimes.com
Braver New World, John Kampfner, Atlantic Books,2026.



