ไทม์ไลน์แต่ละพรรค ชิงเกมการเมือง

ไทม์ไลน์แต่ละพรรค ชิงเกมการเมือง ‘ภูมิใจไทย’ ตอบรับเงื่อนไข ‘ประชาชน’ ยุบสภาใน 4 เดือน – ตั้ง สสร. – เร่งแก้รัฐธรรมนูญ -ไม่ดำเนินการใดๆให้เป็นเสียงข้างมาก ด้าน ‘เพื่อไทย’ ชู “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกฯ พร้อมยื่นทูลเกล้าฯยุบสภา

ความเคลื่อนไหวทางการเมือง ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 เวลา 8.55 น. พรรคประชาชน เปิดแถลงข่าวที่อาคารรัฐสภาว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชนมีมติเห็นชอบสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ต้องมาทำข้อตกลงร่วมกัน ดังนี้

(1) นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

(2) ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนณที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

(3) ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธธรรมนูฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง

(4) พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

(5) พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

เผย “ภูมิธรรม” ทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้ว

หลังจากที่พรรคประชาชนแถลงข่าวสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีเสร็จ เวลา 9.00 น. ของวันเดียวกัน นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ Facebook ว่า หากประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระในการเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อไหร่ พรรคเพื่อไทยพร้อมจะเสนอชื่อนานชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายสรวงศ์ กล่าวต่อว่า กระบวนการทั้งหมดที่ตนรับทราบมาเมื่อเช้า นายภูมิธรรม เวชชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการเรื่องการทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้ว แต่ในรายละเอียดขอให้นายภูมิธรรมเป็นผู้แถลง ถามย้ำว่า ขณะนี้ยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้วใช่หรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า ใช่ครับ ในส่วนที่นายภูมิธรรมรับผิดชอบ นายภูมิธรรมได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว”

สำหรับเหตุผลในการทูลเกล้าฯ ยื่นยุบสภานั้น นายสรวงศ์ กล่าวว่า มีหลายสาเหตุมาก ขณะนี้เดินต่อไม่ได้แล้ว พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนให้แคนดิเดตพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับการพักประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาล เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะมีเสียงเพียง 130 กว่าเสียง จึงถามว่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ไหน จริง ๆ มันเดินต่อได้ยาก ในฐานะ สส.คนหนึ่ง ดูแล้วไม่น่าไปต่อได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลในการขอยุบสภาหรือไม่ เพราะมีหลายฝ่ายท้วงติงว่าไม่สามารถทำได้ นายสุรวงศ์ กล่าวว่า เรามีความมั่นใจ ส่วนฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยมีความเห็นที่แตกต่างในเรื่องนี้ และนายภูมิธรรมได้ดำเนินการไปแล้ว

“เพื่อไทย”เห็นชอบยุบสภา หวั่นรัฐบาล ‘เป็ดง่อย’

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่า เท่าที่ได้พูดคุยกันเมื่อคืนนี้ (2 ก.ย. 68 ) กับแกนนำรวมถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง หากคิดวิเคราะห์ดี ๆ จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเลือกไปเพื่อยุบสภา เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แล้ว และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาหลังจากนั้นภายใน 4 เดือน ก็จะต้องมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็จะมีการกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามานั้น ไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศแบบจริงจัง แต่มายุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าคิดว่า เป็นกระบวนการที่เลือกผู้นำประเทศแต่ไม่ได้บริหารประเทศ โดยในเฉพาะช่วงวิกฤตเช่นนี้

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า การที่จะเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องมองถึงเอกภาพถึงการเป็นพรรคการเมือง ก็เป็นปัญหา พรรคนี้ครึ่งหนึ่ง พรรคนั้นค่อนหนึ่ง หรือ พรรคนั้นมีงูเห่าเท่านั้น เท่านี้ตัว ความสง่างาม และความเป็นประชาธิปไตย จะเป็นปัญหา ซึ่งเราจะคิดว่าถ้าเลือกทางนี้ท้ายที่สุดจะถูกต้องหรือไม่ จึงคิดว่าเมื่อจะยุบสภาอยู่แล้ว ทางที่ดีที่สุด ยุบไปเลยไม่ดีกว่าหรือ เพราะหากรัฐบาลที่เลือกเข้าไปก็จะกลายเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ก็ยุบเสียเลย สมมุติอย่างนี้ ซึ่งจากการพูดคุยก็คิดว่าเหมาะสม แต่อำนาจการตัดสินใจก็เป็นเรื่องของผู้ที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการยุบสภามีอยู่ 2 ประการ คือมีอำนาจหรือไม่ในการเสนอพระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งก็จะมีความเห็นจาก เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา บอกว่า “ไม่มีอำนาจ” แต่หลายความเห็นก็บอกว่า “มีอำนาจ” ซึ่งข้อสังเกตของตนเองมีอยู่ว่า สถานการณ์ตอนนั้นไม่เหมือนตอนนี้ ตอนนั้นนายกรัฐมนตรีคือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพียงแต่ทำหน้าที่ไม่ได้ แต่หากถามว่าขณะนี้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี คำตอบคือนายภูมิธรรม ที่ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจเต็ม นี่คือข้อสังเกตในเรื่องอำนาจ

ส่วนประการที่ 2 ที่มองว่าเป็นพระราชอำนาจ จะไปก้าวล่วงอะไรหรือไม่ จริงอยู่ที่เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่กฎหมายระบุไว้ว่า ให้ตราการยุบสภาให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา คำถาม คือ ใครเป็นผู้นำเสนอ และผู้ที่ต้องรับสนองพระราชโองการ คือผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องยุบสภา สุดแล้วแต่จะเป็นพระบรมราชวินิจฉัย เราก้าวล่วงไม่ได้ ตนจึงคิดว่าน่าจะไปได้ จึงให้นายภูมิธรรม คิดดูว่าจะทำอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งฟังดูท่านก็มองว่า ควรจะไปทางนี้ได้อยู่เหมือนกัน

นายชูศักดิ์ ย้ำว่า การเลือกนายกรัฐมนตรี เลือกไป 4 เดือนก็ต้องยุบสภา จะเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติไปเสียมากกว่า ซึ่งข้อสำคัญคือกระบวนการเลือก ต้องมีความสง่างาม

เมื่อถามว่านายภูมิธรรมนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องถามนายภูมิธรรม ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี โดยนายภูมิธรรมจะตัดสินใจว่าจะเป็นอย่างไร แต่ในการหารือมีการคุยกันถึงเหตุผลในความเป็นไปที่ถูกที่ควร ยังไม่ได้เป็นมติพรรค แต่เป็นการหารือของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบคุยกันแล้วมีข้อสรุปประมาณนี้ ส่วนถ้ามีการไปร้องศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็ต้องวินิจฉัย แต่ข้อสังเกตของตน ถามว่าขณะนี้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี

“มันไม่เหมือน เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีคือท่านภูมิธรรมมีอำนาจเต็ม ไม่ได้ไปก้าวล่วงอะไร เพราะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ในพระราชกฤษฎีกาต้องระบุ ถึงเหตุผลในการยุบสภา สุดแต่พระบรมราชวินิจฉัยที่จะเห็นสมควรประการใด เป็นหลักธรรมดาทั่วไป” นายชูศักดิ์ กล่าว

ส่วนความชัดเจน นายภูมิธรรมจะสามารถบอกได้วันนี้หรือไม่เพราะพรรคประชาชนประกาศแล้วว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย นายชูศักดิ์ กล่าวว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวให้นายภูมิธรรมแถลงว่าจะเป็นอย่างไร

ถามย้ำว่าเรื่องนี้ นายภูมิธรรมสามารถดำเนินการได้หรือไม่ หรือต้องไปถามพรรค เพื่อให้เป็นมติ นายชูศักดิ์กล่าวว่า นายภูมิธรรมตัดสินใจได้ เพราะได้รับมอบหมายจากพรรคมาแล้ว

ส่วนถ้ามีการประกาศยุบสภาแล้วมีผู้ไปร้องแล้ว กระบวนการจะชะลอหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว ก็ต้องรอว่าผลจะเป็นอย่างไร ถามต่ออีกว่า หากมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วกระบวนที่สภาการเลือกนายกฯจะทับซ้อนกันหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่าสภาก็ต้องเอาเรื่องนี้ไปคิดด้วย

ส่วนถ้าหากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญกระบวนการจะต้องหยุดชะงักหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต ถามว่าเป็นไปได้ไหมในขณะนี้เป็นไปได้ และระหว่างนี้รัฐบาลรักษาการก็ยังทำหน้าที่

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

“ภูมิธรรม” แถลงคืนอำนาจให้ประชาชน

จากนั้นในเวลา 10.35 น. ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าระบบประชาธิปไตยกำลังเผชิญกับความบิดเบี้ยว โดยการตัดสินใจจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาลนั้น ส่งผลให้การเมืองแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคประชาชนอยู่ในสถานะทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สถานการณ์เช่นนี้ทำให้บรรยากาศทางการเมืองเกิดความไม่ชัดเจน เกิดการดึงตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สร้างความสับสนให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงมีปัญหา หากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศได้ จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบและเผชิญกับปัญหารุมเร้าเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกัน โดยเฉพาะในมุมมองของฝ่ายกฎหมาย มีความเห็นตรงกันว่าควรคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นพระราชอำนาจ จึงไม่มีบุคคลใดมีสิทธิ์ตัดสินใจได้เอง และต้องขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยในสถานการณ์ต่าง ๆ

“ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาและรวบรวมความคิดเห็นต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เห็นควรนำความขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อถวายรายงานสถานการณ์ให้ทรงทราบ เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น จึงได้ตัดสินใจยื่นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม จะต้องรอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ในเวลาเวลา 11.00 น. ของวันเดียวกันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวการจัดตั้งรัฐบาล ณ อาคารรัฐสภา นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยได้ตอบรับเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาล   และได้มีการลงนามในข้อตกลงร่วมกันระหว่างพรรคประชาชน กับพรรคภูมิใจไทย และได้แจ้งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจตไทย 146 รับทราบแล้ว ซึ่งต้องขอขอบคุณคณะกรรมการบริหาร และสมาชิกของพรรคประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 โดยพรรคภูมิใจไทยจะทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อบรรจุวาระการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาโดยเร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้ได้มีการทูลเกล้าฯยุบสภาไปแล้ว มีส่งผลกระทบต่อกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า ทุกอย่ามีขั้นตอน แต่ตอนนี้ถือว่าสภายังไม่ยุบ ยังมีสภาอยู่ ยังไม่มีข้อมูลใดๆลงมาแจ้งให้ทราบว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ หรืออาจจะต้องมีการตีความประเด็นข้อกฎหมายหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ผู้ยื่นต้องรับผิดชอบ และแจ้งให้พี่น้องประชาชนรับทราบต่อไป

ถามว่าในฐานะรัฐบาลเสียข้างน้อย 4 เดือนข้างหน้าจะบริหารประเทศอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า 4 เดือนนี้ข้างหน้านี้ คงจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าเป็นปัญหาปากท้องของประชาชน  ปัญหาขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา และเร่งจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถามว่ารัฐบาลมีแค่ 146 เสียง จะสามารถผ่านร่างกฎหมายที่สำคัญๆได้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับการยืนยันจากพรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังนำทีมกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคภูมิใจไทย 146 รายชื่อ ยื่นขอบรรจุวาระต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ

ถามว่า ประธานสภาฯ ได้แจ้งหรือไม่ว่าบรรจุวาระเมื่อใด นายไชยชนก ตอบว่า ท่านประธานสภาฯ จะดำเนินการเต็มอย่างเต็มที่ตราบใดที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องรอสรุปว่า ประธานสภาฯ จะดำเนินการอย่างไร

ถามถึงท่าทีของประธานสภาฯจะมีการประวิงเวลา ตามที่หลายฝ่ายมีการตั้งข้อสังเกตหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ประธานสภาฯก็เห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และประเทศก็จำเป็นต้องมีรัฐบาล ก็ต้องรอติดตามว่าประธานสภาฯจะดำเนินการอย่างไร

‘ภูมิใจไทย’ รับเงื่อนไข ‘ประชาชน’ ตั้งรัฐบาลใหม่

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ว่า พรรคภูมิใจไทย โดยมติคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค รับข้อเสนอของพรรคประชาชน และดำเนินการรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดของสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้สนับสนุนหลัก

โดยความชอบธรรมและประเพณีปฏิบัติทางการเมือง พรรคประชาชน ในฐานะพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นอันดับ 1 มีสิทธิที่จะรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นลำดับแรก แต่เนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมาย ทำให้พรรคประชาชนไม่สามารถเสนอบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชาชนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาลงมติเป็นนายกรัฐมนตรีได้

พรรคประชาชนจึงเสนอแนวทางการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล ตามที่ได้ประกาศให้ทราบทั่วกันแล้วซึ่งพรรคภูมิใจไทย ได้หารือกับพรรคการเมืองบางพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่ง เห็นตรงกันว่าสามารถรับข้อเสนอของ พรรคประชาชน เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศและประชาชน จากนั้นจะยุบสภาผู้แทนราษฎร จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมือง ตามกำหนดเวลาที่พรรคประชาชนเสนอ

หลังจากพรรคภูมิใจไทย รับข้อเสนอของพรรคประชาชนในวันนี้แล้ว จะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาหารือขอรับการสนับสนุนจัดตั้งรัฐบาล เพื่อบริหารประเทศในสถานการณ์ที่มีปัญหาภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้พ้นจากระยะวิกฤต แล้วจะคืนอำนาจให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไป

พรรคภูมิใจไทย ขอเรียนว่านโยบายและภารกิจหลักของรัฐบาลใหม่ ที่จะจัดตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของ พรรคประชาชน มี 3 ประการ ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะได้นำไปหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อพิจารณาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา 2. การจัดทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และ 3. การยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองภายในเวลา 4 เดือน นับจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น

พรรคภูมิใจไทย ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่ได้นำเสนอแนวทางจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้การเมืองไทยดำเนินไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้อย่างราบรื่น และขอใช้โอกาสนี้เชิญชวนพรรคการเมืองทุกพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อแก้วิกฤติของประเทศ แก้ปัญหาของประชาชน และ คืนอำนาจให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ตัดสินใจทางการเมือง อีกครั้งหนึ่ง