ThaiPublica > เกาะกระแส > นายกฯสั่ง บขส.-รฟท.เตรียมรับมือรถร่วมฯหยุดเดินรถ-มติ ครม.ทยอยขึ้นราคาแก๊สหุงต้มถังละ 15 บาท ต่ออีก 3 เดือน

นายกฯสั่ง บขส.-รฟท.เตรียมรับมือรถร่วมฯหยุดเดินรถ-มติ ครม.ทยอยขึ้นราคาแก๊สหุงต้มถังละ 15 บาท ต่ออีก 3 เดือน

21 มิถุนายน 2022


พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

นายกฯตรึงดีเซลไม่เกินลิตรละ 35 บาทถึง ก.ย.นี้-สั่ง ‘บขส.-รฟท.’ เตรียมพร้อม รับมือรถร่วมฯหยุดเดินรถ-สั่ง สมช.เตรียมแผนรับมือวิกฤติพลังงาน-อาหาร – มติ ครม.ทยอยขึ้นราคาแก๊สหุงต้มเดือนละ 15 บาท/ถัง ต่อ 3 เดือน-หั่นงบฯจัดซื้อ “แอสตราเซเนก้า” – ปี’65 จาก 60 เหลือ 35.4 ล้านโดส

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน รวมทั้งมอบหมายให้ ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ และตอบคำถามสื่อมวลชนแทนนายกรัฐมนตรี

ตรึงดีเซลไม่เกินลิตรละ 35 บาทถึง ก.ย.นี้

พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤติพลังงานที่ยังคงยืดเยื้อจากความขัดแย้งในยุโรปส่งผลกระทบ และยังคงมีแนวโน้มหนักหน่วงสะสมกันมาในหลายมิติ ขณะเดียวกันราคาน้ำมันตลาดโลกก็ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องบางประเทศงดการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็น ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของโลกขาดแคลน เงินเฟ้อสูงทุกโลก ทำให้ค่าครองชีพประชาชนปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น สินค้าราคาแพง เสี่ยงที่จะฟื้นตัวจากเศรษฐกิจที่ชะงักลงในปัจจุบัน

พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ผลจากการประชุมหารือในที่ประชุม ครม.วันนี้ ก็มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งมาตรการใหม่และการขยายมาตรการเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้ ดังนี้

    (1) ตรึงราคาขายปลีกก๊าซ NGV 15.59 บาทต่อกิโลกกรัม ส่วนโครงการเอ็นจีวีเพื่อลมหายใจเดียวกัน สำหรับ ‘แท็กซี่’ 13.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 16 มิ.ย- 15 ก.ย.2565
    (2) กำหนดกรอบราคาขายปลีก LPG ที่ประมาณ 408 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ตั้งแต่ ก.ค.-ก.ย.2565
    (3) ขยายเวลาให้ส่วนลด LPG ร้านค้า หาบเร่แผงลอย ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่เกิน 100 บาทต่อรายต่อเดือน ถึงก.ย.นี้
    (4) อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลร้อยละ 50 ส่วนที่ราคาขายสูงกว่า 35 บาทต่อลิตร ถึงก.ย.นี้
    (5) คงค่าการตลาดน้ำมันดีเซลไม่เกิน 1.40 บาทต่อลิตร
    (6) ขอความร่วมมือโรงกลั่นน้ำมัน นำส่งกำไรจากค่าการกลั่นส่วนหนึ่งเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อไปลดภาระค่าน้ำมันให้ประชาชนทั้งดีเซลและเบนซินในช่วง 3 เดือน

ไฟเขียวจัดประชุม-สัมมนา หักภาษีได้ 1.5 เท่า

พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมครม.วันนี้่ กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการสนับสนุนการจัดประชุม สัมมนา และอีเว้นท์ สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัดและนิติบุคคล เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ สนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ ส่งเสริมการบริโภคและจ้างงานเป็นเวลาหกเดือน ตั้งแต่ 15 ก.ค. ถึงสิ้นปี 2565 โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายจากค่าสัมมนา ห้องพัก ค่าเดินทาง ได้ 1.5 เท่าสำหรับเมืองหลัก และเมืองรองได้ 2 เท่า

รณรงค์ประหยัดพลังงาน-ส่วนราชการลดการใช้ 20%

พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้กำหนดให้ภาครัฐลดการใช้พลังงานร้อยละ 20 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของแต่ละหน่วยงาน โดยรัฐบาลได้พยายามช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่แล้ว

“ขอความร่วมมือ ช่วยประหยัดพลังงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และประชาชน ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งออกนโยบายที่เหมาะสม ตามสถานภาพของตนเอง ไม่ว่าการเปิด-ปิดไฟ อุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้ ลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ ส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ใช้การประชุมออนไลน์ เป็นต้น” พลเอกประยุทธ์กล่าว

สั่งเตรียมแผนรับมือวิกฤติยืดเยื้อ

พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อว่า “สถานการณ์นี้คงไม่สิ้นสุดในระยะเวลาอันใกล้ ผมได้ให้มีการประชุมเตรียมแผนรองรับตามสมมติฐานว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เป็นระยะเวลาเท่านี้ๆ ควรจะทำอะไรได้บ้าง ไม่งั้นจะมีปัญหาพอกพูนไปเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องงบประมาณและการแข่งขันต่อไปในอนาคต”

“รัฐบาลยืนยันว่าจะพยายามหาทางช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการ บนพื้นฐานของวินัยการเงินการคลังที่มีความสมดุลที่จะไม่ก่อให้เกิดภาระในอนาคตอย่างมากเกินไป ขอความเห็นใจรัฐบาลด้วย หลายอย่างเราก็ลดภาษีลดอะไรลงไป รายได้เราก็ลดลงอยู่แล้ว เราก็จำเป็นต้องใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัด ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน” พลเอกประยุทธ์กล่าว

เคาะ 3 เม.ย.ของทุกปีเป็น “วันน้ำบาดาลแห่งชาติ”

พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อว่าที่ระชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้วันที่ 3 เมษายนของทุกปีเป็น ‘วันน้ำบาดาลแห่งชาติ’ เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์กับการอรุรักษ์น้ำบาดาล จะได้ช่วยกันสืบสานพระราชปณิธานทรัพยากรน้ำบาดาลให้เกิดความยั่งยืน เนื่องจากวันที่ 3 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงกระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ภัยแล้งของกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 15 โครงการ ครอบคลุม 11 จังหวัด ไว้เป็นโครงการเนื่องจากพระราชดำริ

เร่งประชาสัมพันธ์ยกเลิก ‘Thailand Pass’

ด้านดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ช่วยประชาสัมพันธ์มติ ศบค.ในการยกเลิก Thailand Pass สำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.ธนกร เสริมว่า การสวมหน้ากากอนามัยยังเป็นข้อแนะนำในการดูแลตัวเอง ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระมัดระวังสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคม เพราะจะมีวันหยุดยาว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด

สั่ง สมช.เตรียมแผนรับมือวิกฤติพลังงาน-อาหาร

ดร.ธนกร กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรี เตรียมการให้ สมช.(สภาความมั่นคงแห่งชาติ) หารือเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อเตรียมแผนเผชิญเหตุเนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญของไทยและโลกหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

เชิญชวน ‘เจ้าหนี้-ลูกหนี้’ เข้าร่วมมหกรรมไกล่เกลี่ย

ดร.ธนกร กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรี ขอให้ทุกหน่วยงาน ช่วยการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์เชิญชวนลูกหนี้ร่วมมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สิน โดยวันนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เดินสายแก้ปัญหาไกล่เกลี่ยหนี้สินให้ประชาชนวันนี้กว่า 30 จังหวัด และประชาชนให้การตอบรับอย่างดี

“นายกรัฐมนตรี เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งเป็นการสร้างความเป็นธรรม ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ควบคู่การขับเคลื่อนคณะกรรมการแก้ปัญหาความยากจนแบบพุ่งเป้า” ดร.ธนกรกล่าว

สั่ง บขส.-รฟท.เตรียมพร้อม รับมือรถร่วมฯหยุดเดินรถ 80%

มีคำถามถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชน จากกรณีรถร่วม บขส.หยุดเดินรถร้อยละ 80 เพราะผลกระทบที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนพลังงานได้ ดร.ธนกร ตอบคำถามแทนพลเอกประยุทธ์ว่า ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาเร่งแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้รายงานว่าขณะนี้กำลังพิจารณาหารือ เพื่อแก้ปัญหาให้จบภายในเดือนมิถุนายนนี้ โดยเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมให้ บขส.และรฟท.ดำเนินการจัดเตรียมรถให้พร้อมรองรับการเดินทางอย่างเต็มที่ ไม่ให้มีผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน และให้ขสมก.เยียวยาผู้ประกอบการรถร่วมทุกประเภทด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดค่าพลังงานและเชื้อเพลิง

มั่นใจ กมธ.พิจารณาร่าง กม.กัญชารอบคอบแล้ว

ส่วนคำถามที่ว่าพลเอกประยุทธ์คิดเห็นอย่างไร หลังจากที่กรรมาธิการเคาะกฎหมายลูกคุมกัญชาเสรีให้ปลูกได้บ้านละไม่เกิน 10 ต้น และกรณีปลูกเพื่อการพาณิชย์เป็นธุรกิจขนาดเล็กไม่เกิน 5 ไร่ ต้องให้ผลตอบแทนกับภาครัฐมากขึ้น ดร.ธนกร ตอบคำถามแทนนายกรัฐมนตรีว่า “ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.กัญชาอยู่ในชั้นกรรมาธิการ คิดว่าทางกรรมาธิการฯได้ช่วยกันพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศที่สอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังพิจารณาแล้ว”

มติ ครม.มีดังนี้

ดร.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกับ ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกฯ ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุม ครม.
ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ทยอยขึ้นราคาแก๊สหุงต้มเดือนละ 15 บาท/ถังอีก 3 เดือน

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าวันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจจากสถานการณ์ราคาพลังงาน 2 ด้าน คือ มาตรการด้านพลังงาน และมาตรการด้านการคลัง รายละเอียด ดังนี้
1.มาตรการด้านพลังงาน

    1.1 ขยายมาตรการที่จะสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2565ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม-กันยายน 2565 ได้แก่ ทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เดือนละ 15 บาท/ถัง ขยายระยะเวลาส่วนลดก๊าซ LPG แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่เกิน 100 บาท/ คน/ 3 เดือน ส่วนลดก๊าซ LPG สำหรับหาบเร่เผงลอย ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาท/เดือน ตรึงราคาก๊าซ NGV ที่ 15.59 บาท/กิโลกกรัม สำหรับ แท็กซี่ในโครงการ “ลมหายใจเดียวกัน” ซื้อในราคา 13.62 บาท /กิโลกรัม และตรึงราคาน้ำมันดีเซล กรณีที่ราคาเกิน 35บาท/ลิตร โดยรัฐอุดหนุนส่วนเพิ่มในอัตราร้อยละ 50
    1.2 มาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล ของกลุ่มน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ได้ B 7 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ร้อยละ 5-10 และ B20 รวมทั้งขอความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันคงค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว ไม่เกิน 1.40 บาท/ลิตร
    1.3 มาตรการขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ นำส่งกำไรส่วนหนึ่งจากค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลและเบนซินเข้ากองทุนน้ำมันในช่วงวิกฤติน้ำมันแพง โดยเงินในส่วนของน้ำมันดีเซล นำไปบริหารราคาขายปลีกให้ไม่เกิน 35 บาท/ลิตร เงินในส่วนของน้ำมันเบนซิน นำไปลดราคาขายปลีก 1 บาท/ลิตร กระทรวงพลังงานรายงานว่า กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับกลุ่มโรงกลั่นถึงแนวทางในการดำเนินกาส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป รวมทั้งขอความร่วมมือ ปตท. นำส่งกำไรส่วนหนึ่งของโรงแยกก๊าซธรรมชาติเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งคาดว่าจัดเก็บได้ 500-1,000 ล้านบาท/เดือน
    1.4 มาตรการประหยัดพลังงาน

      ภาคประชาชน อาทิ มาตรการ “ปิด ปรับ ปลด เปลี่ยน” ปิดไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ ตั้งอุณหภูมิ เรื่อง
      ปรับอากาศ 26 องศาเซลเซียส
      ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม อาทิ การเปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศเป็นเวลา ขอความร่วมมือให้ปิดป้ายโฆษณาหลัง 22.00 น. เป็นต้น
      ภาคขนส่ง อาทิ การส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะแทนยานพาหนะส่วนบุคคล รณรงค์ขับรถไม่เกิน 90 กม./ชม. ลดการเดินทางโดยการใช้แอปสั่งอาหารหรือรับส่งของ หรือการใช้ การประชุมออนไลน์แทนการเดินทางด้วยตนเอง
      หน่วยงานราชการ อาทิ – ลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงลงร้อยละ 20 และ กำหนดให้ลดการใช้พลังงานร้อยละ 20 เป็นตัวชี้วัดของส่วนราชการ – ผลักดันกลไก ESCO

2. มาตรการด้านการคลัง

    2.1 มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ระยะเวลา 15 ก.ค. – 31 ธ.ค. 65 โดยให้หักรายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่งหรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น หรือค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริงสำหรับอบรม สัมมนาในจังหวัดท่องเที่ยวรอง และ 1.5 เท่าสำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยวรอง
    2.2 มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดนิทรรศการ และงานแสดงสินค้าภายในประเทศ ให้หักรายจ่ายค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงาน ออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าในประเทศ เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

ทั้งนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ครม. เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนจากสถานการณ์ราคาพลังงาน มีมติเมื่อวันที่ 29 มี.ค.และ 19 เม.ย.2565 ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือน มิ.ย.2565 อย่างไรก็ดี แนวโน้มราคาน้ำมันและราคาสินค้าในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าภายในประเทศมีแนวโน้มที่สูงต่อไป ซึ่งจะส่งผลต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนและต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการโดยตรง รัฐบาลจึงได้มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ รวมทั้งมีมาตรการภาษีเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว

หั่นงบฯจัดซื้อ “แอสตราเซเนก้า” ปี’65 จาก 60 เหลือ 35.4 ล้านโดส

ดร.ธนกร กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคเปลี่ยนแปลงรายละเอียดสาระสำคัญของการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 สำหรับบริการประชากรในประเทศไทยจำนวน 60 ล้านโดส (AstraZeneca) ในปี 2565 โดยปรับลดการจัดซื้อวัคซีน AZ จากเดิม 60 ล้านโดส กรอบวงเงิน 18,762.5160 ล้านบาท เป็นการจัดซื้อวัคซีน AZ จำนวน 35.4 ล้านโดส กรอบวงเงิน 11,069.8845 ล้านบาท เพิ่มการจัดซื้อภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือแอนติบอดี้ออกฤทธิ์ยาว (Long-acting antibody : LAAB) จำนวน 257,500 โดส กรอบวงเงิน 7,569 ล้านบาท ซึ่งทำให้กรอบวงเงินโดยรวมของโครงการปรับลดไป 123.41 ล้านบาท จากกรอบวงเงินเดิม 18,762 ล้านบาทเหลือ 18,639 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการจากเดือนกันยายน 2565 เป็นเดือนธันวาคม 65 โดยให้กรมควบคุมโรคบริหารการจัดการและการกระจายวัคซีนโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เพียงพอสำหรับประชาชนภายในประเทศและไม่เหลือทิ้ง

ในปี 2565 นี้ ประชากรในประเทศมีความต้องการวัคซีนโควิด-19 ลดลง ประกอบกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมทั้งมีวัคซีนที่ได้รับจากการบริจาคจากต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้วัคซีนสำรองในประเทศเพียงพอ กรมควบคุมโรคจึงพิจารณาปรับแผนการจัดซื้อวัคซีนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าวโดยปรับลดจำนวนวัคซีน AZ จาก 60 ล้านโดสเป็น 35.4 ล้านโดส ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 บริษัท ฯ ได้ส่งมอบวัคซีนแล้วจำนวน 13.2 ล้านโดส ซึ่งจะได้มีแผนรับมอบ จำนวน 11.2 ล้านโดสภายในปี 2565 ส่วนที่เหลืออีก 11 ล้านโดสคาดว่าจะได้รับมอบภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตจากโรค โควิด-19 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภูมิคุ้มกันต่ำซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตหากมีการติดเชื้อ แม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนแต่ไม่เกิดภูมิคุ้มกันโรคเนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ไม่สามารถสร้างแอนติบอดี้จากวัคซีนได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับเพิ่มการจัดซื้อภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) จำนวน 257,500 โดส โดยมุ่งใช้กับกลุ่มเสี่ยงสูงที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ 3 กลุ่มโรคได้แก่ ผู้ป่วยล้างไต ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะและผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันตนเอง ซึ่งจะช่วยป้องกันการป่วยได้ถึงร้อยละ 83 ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค จะได้มีการปรับแผนรับมอบวัคซีนเพื่อให้สอดคล้องกับการคาดการณ์ความต้องการวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster Dose) ภายในประเทศ และลดการสูญเสียกรณีวัคซีนหมดอายุด้วย

พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรียังอนุมัติให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 (ChulaCov19 mRNA) เพื่อทำการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 1-3 และการผลิตเพื่อขึ้นทะเบียนรับการรับรองจาก อย. พร้อมขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ เป็นเดือนธันวาคม 2565 โดยมอบหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนา และผลิตวัคซีนโควิด-19 (ChulaCov19 mRNA) ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรคโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 และยังช่วยยกระดับห่วงโซ่การผลิตวัคซีนภายในประเทศและลดความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคอุบัติใหม่ของประเทศด้วย

ขยาย “เราเที่ยวด้วยกัน” ถึงสิ้น ต.ค.นี้ – เฟส 4 รับเพิ่มอีก 1.5 ล้านสิทธิ

ดร.ธนกร กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปลี่ยนแปลงรายละเอียดสารสำคัญของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4 ขยายจำนวนสิทธิเพิ่มอีก 1.5 ล้านสิทธิ รวมเป็น 3.5 ล้านสิทธิ และขยายระยะเวลาสิ้นสุดการดำเนินโครงการ ฯ จากเดิมเดือนพฤษภาคม เป็น เดือนตุลาคม 2565 โดยกำชับให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ และเน้นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองให้มากขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศด้วย

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 24 มกราคม 2565 อนุมัติโครงการเราเที่ยวด้วยกัน กรอบวงเงิน 9,000 ล้านบาท ข้อมูล ททท. ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 65 มียอดการใช้จ่ายผ่านโครงการรวม 9,346.60 ล้านบาท โดยเป็นส่วนที่รัฐสนับสนุนประมาณ 3,496.03 ล้านบาท และประชาชนใช้จ่ายรวมประมาณ 5,850.05 ล้านบาท ทำให้กรอบวงเงินโครงการฯ ยังคงเหลือ ประมาณ 5,500 ล้านบาท ซึ่งจากการประมาณการมูลค่าการใช้สิทธิของประชาชนทั้งในส่วนของโรงแรมที่พัก คูปอง และบัตรโดยสารเครื่องบินจากการขยายสิทธิ 1.5 ล้านสิทธิ คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนที่รัฐสนับสนุนรวม 5,105 ล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบวงเงินคงเหลือของโครงการฯ

ทั้งนี้ รายละเอียดของโครงการตามเดิม เช่น ส่วนลดค่าโรงแรมที่พัก 40% ของราคาห้องพัก/ห้อง/คืน แต่ไม่เกิน 3,000 บาท/ห้อง/คืน จำกัดสิทธิคนละไม่เกิน 10 ห้อง หรือ 10 คืน รวมตลอดโครงการ ส่วนลดค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยว สูงสุด 600 บาท/ห้อง/คืน โดยประชาชนจะชำระ 60% และรัฐบาลช่วยจ่าย 40% ผ่านการตัดเงินจากคูปอง เป็นต้น

จัดงบฯ 2,039 ล้าน ซ่อมถนนที่เสียหายจากน้ำท่วม 23 จว.

ดร.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.อนุมัติการขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ครั้งที่ 2 วงเงิน 2,039.21 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและภัยพิบัติ (จำนวน 23 จังหวัด) ของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท

ดร.รัชดา กล่าวว่า เพื่อดำเนินการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่ 23 จังหวัด ตามประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยของกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งสิ้น จำนวน 98 รายการ โดยนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบให้กระทรวงคมนาคม ใช้งบฯ ปี 2565 เพื่อซ่อมแซม บูรณะทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ภายในวงเงิน 2,039.21 ล้านบาท ประกอบด้วย งานบูรณะทางหลวงแผ่นดินของกรมทางหลวง จำนวน 73 รายการ วงเงิน 1,536.30 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ 2 จังหวัด (เชียงราย แพร่) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด (ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม เลย ศรีสะเกษ) ภาคกลาง 7 จังหวัด (นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา เพชรบูรณ์ ลพบุรี สมุทรปราการ อ่างทอง อุทัยธานี) ภาคตะวันตก 1 จังหวัด (ตาก) ภาคตะวันออก 1 จังหวัด (ปราจีนบุรี) และภาคใต้ 2 จังหวัด (ชุมพร สุราษฏร์ธานี) โดยมีขอบเขตงาน อาทิ ซ่อมแซมสะพานและก่อสร้างสะพานใหม่ ซ่อมแซมดินสไลด์ เป็นต้น และงานบูรณะทางหลวงชนบทและโครงสร้างพื้นฐานของทางหลวงชนบท จำนวน 25 รายการ วงเงิน 502.91 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 จังหวัด (ชัยภุมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ เลย ศรีสะเกษ) ภาคกลาง 6 จังหวัด (นครสรววรค์ พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สุโขทัย อ่างทอง และอุทัยธานี) ภาคตะวันตก 1 จังหวัด (ตาก) ภาคใต้ 2 จังหวัด (ชุมพร ระนอง) โดยมีขอบเขตงานซ่อมแซม/บูรณะ อาทิ ซ่อมแซมโครงสร้างทางจากอุทกภัย ซ่อมแซมระบบระบายน้ำที่ชำรุดเสียหาย เป็นต้น ทั้งนี้ คาดว่าทุกสายทางจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลา 5 เดือน

เพิ่ม จนท.โรงพยาบาลกัลยาณิวัฒนาฯ 3 ปี 467 อัตรา

ดร.รัชดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบแผนอัตรากำลังโรงพยาบาลกัลยาณิวัฒนาการุณย์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2569 จำนวน 467 อัตรา งบประมาณรวมทั้งสิ้น 152.78 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรมเสนอ เพื่อเพิ่มอัตรากำลังของโรงพยาบาลกัลยาณิวัฒนาการุณย์ ให้สามารถรองรับการบริการด้านสาธารณสุขในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันมีอัตรากำลังจำนวน 62 อัตรา และมีผู้มารับบริการเฉลี่ยเดือนละ 3,000 คน

แผนอัตรากำลังโรงพยาบาลกัลยาณิวัฒนาการุณย์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2569 นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.พัฒนาศักยภาพการตรวจรักษาให้มีความสะดวกรวดเร็วและสามารถตรวจรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเฉพาะทาง อันจะเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีมาตรฐานสากล รองรับการบริการผู้ป่วยทุกสิทธิ์ การรักษาและผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกำหนดเป้าหมายในการขยายบริการจากโรงพยาบาลทุติยภูมิ (ขนาด F3) จำนวน 30 เตียง ในปีงบประมาณ 2565 เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิ (ขนาด M2) จำนวน 200 เตียง ในปีงบประมาณ 2569 2.รองรับการจัดการเรียนการสอนของคณะแพทย์ศาสตร์ ตามหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง) ในปีการศึกษา 2568 ที่ให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 – ปีที่ 3 (ชั้นปรีคลินิก) ได้เรียนรู้กับผู้ป่วยจริงและรองรับการผลิตแพทย์ให้เต็มศักยภาพ โดยกำหนดเป้าหมายในการรับนักศึกษาปีการศึกษา 2568 เพิ่มเป็นจำนวน 48 คน จากเดิมที่รับนักศึกษาจำนวน 36 คน ในปีการศึกษา 2562

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า คลินิกแพทย์เฉพาะทางภายใต้แผนอัตรากำลังที่จะทยอยเปิดให้บริการประชาชนตามปีงบประมาณ มีดังนี้ 1)ปี 2566 เปิดบริการคลินิกแพทย์เฉพาะทาง 7 สาขา คือ คลินิกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน คลินิกเวชศาสตร์ฟื้นฟู คลินิกสูตินรีเวช คลินิกอายุรกรรมโรคหัวใจ คลินิกอายุรกรรมโรคไต คลินิกต่อมไร้ท่อ และคลินิกอายุรกรรม 2)ปี 2567 เปิดคลินิกจักษุ 3)ปี 2568 เปิดคลินิกโสต คอ นาสิก และคลินิกศัลยกรรม 4)ปี 2569 เปิดคลินิกพยาธิวิทยา (นิติเวช) คลินิกเวชศาสตร์ครอบครัว และคลินิกกุมารเวช

ยกเว้นภาษีนักแสดงต่างชาติ 5 ปี ดึงถ่ายหนังในไทย

ดร.รัชดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการยกเว้นภาษีนักแสดงชาวต่างชาติที่ถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อเป็นการดึงดูดให้เกิดการลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยเพิ่มขึ้น และส่งเสริม Soft Power ไทย ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล

ปัจจุบันประเทศมีรายได้จากการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยเพิ่มขึ้นและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2560 – 2564 มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี เฉพาะปี 2564 สร้างรายได้ประมาณ 5,007 ล้านบาท ที่ผ่านมา ไทยมีมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ในรูปแบบการคืนเงิน หรือ Cash Rebate สูงสุดร้อยละ 15-20 ของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในไทย และจำกัดเพดานการคืนเงินไม่เกิน 75 ล้านบาท แต่ยังมีข้อจำกัดด้านภาษีที่กำหนดให้นักแสดงชาวต่างชาติที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทย โดยที่นักแสดงต่างชาติมีหน้าที่เสียภาษีในประเทศของตัวนักแสดงด้วย จึงอาจส่งผลต่อการตัดสินใจในการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยได้

“คาดการณ์ว่า ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ ไทยจะมีรายได้จากการลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยเฉลี่ยปีละ 3,500 ล้านบาท รวมรายได้ 5 ปี ประมาณ 17,500 ล้านบาท แต่จะสูญเสียรายได้จากมาตรการยกเว้นภาษีนักแสดงต่างชาติประมาณ 71.75 ล้านบาท” ดร.รัชดากล่าว

เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ความร่วมมือ “ไทย-UK” 8 ด้าน

ดร.รัชดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของการหารือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – สหราชอาณาจักร ครั้งที่ 4 (4th Session of Thailand – United Kingdom Strategic Dialogue: SD) ซึ่งจะมีการรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยสหราชอาณาจักรเป็นเจ้าภาพ

ร่างแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการส่งเสริมและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศในสาขาต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน อาทิ

    1.ด้านการต่างประเทศ อาทิ 1) จัดทำความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตระหว่างสองประเทศ 2) ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดผ่านเวทีพหุภาคี

    2.ด้านเศรษฐกิจ เช่น 1) ร่วมมือกันจัดการกับอุปสรรคทางการค้า 2) พัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางการค้าระดับสูง (Enhanced Trade Partnership: ETP) ซึ่งเป็นการวางรากฐานสู่การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) และ 3) รับทราบแผนการขยายความร่วมมือทางวิชาการในสาขาการเงิน

    3.ด้านความมั่นคง เช่น 1) จัดบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร 2) ความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเลของทั้งสองประเทศ เพื่อปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยของท่าเรือพาณิชย์หลักของไทย

    4.ด้านสาธารณสุข อาทิ พัฒนาข้อเสนอการจัดทำตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยโรคระบาดผ่านกลไกการเจรจาระหว่างรัฐภายใต้องค์การอนามัยโลก และความร่วมมือด้านสาธารณสุขในสาขาต่าง ๆ

    5.ด้านการศึกษา อาทิ ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนด้านการอุดมศึกษา โดยแลกเปลี่ยนการวิจัยระหว่างกัน

    6.ด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ 1)ร่วมกันหาแนวทางจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) 2)สหราชอาณาจักรสนับสนุนไทยในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065

    7.ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและดิจิทัล อาทิ สนับสนุนความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาคเอกชน สถาบันวิจัย และสถาบันอุดมศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนและพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Science Technology and Innovation: STI)

    8.ด้านอาเซียน อาทิ กระชับความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหราชอาณาจักร และร่วมกันทำงานเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติต่อวิกฤติในเมียนมา

ชงยูเนสโกรับรอง “อุทยานธรณีขอนแก่น” เป็นอุทยานธรณีโลก

ดร.รัชดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบเสนออุทยานธรณีขอนแก่นเป็นอุทยานธรณีโลกขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ “UNESCO” ซึ่งอุทยานธรณีขอนแก่น มีเนื้อที่ประมาณ 1,038 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอในจังหวัดขอนแก่น คือ อำเภอภูเวียง อำเภอเวียงเก่า และอำเภอมัญจาคีรี ซึ่งอำเภอมัญจาคีรี เป็นอำเภอที่ ครม.เห็นชอบให้เพิ่มรวมอยู่ในพื้นที่อุทยานธรณีขอนแก่น เนื่องจากเป็นแห่งค้นพบซากไดโนเสาร์เช่นกัน ลักษณะโดดเด่นของอุทยานธรณีขอนแก่นนี้ เป็นแหล่งค้นพบซากไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์สายพันธุ์ใหม่ของโลก 5 สายพันธุ์ ได้แก่ 1) สยามโมซอรัส สุธีธรนี 2) ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน 3) สยามโมไท-รันนัสอีสานเอนซิส 4) กินรีมิมัส ขอนแก่นเอนซิส และ 5) ภูเวียงเวเนเตอร์ แย้มนิยมมิ และยังพบรอยเท้าสัตว์ร่วมยุคกับไดโนเสาร์ เช่น จระเข้และปลาโบราณ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิงธรณีวิทยาที่สำคัญหลายแห่ง เช่น ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ หลุมขุดค้นไดโนเสาร์ อุทยานแห่งชาติภูเวียง น้ำตกดาดฟ้า เป็นต้น

สำหรับขั้นตอนจากนี้ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะยื่นความประสงค์ต่อยูเนสโกภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 หากอุทยานธรณีขอนแก่นได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโกแล้ว จะทำให้อุทยานธรณีขอนแก่นเป็นที่รู้จักและยอมรับจากนานาประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศ สร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นและสร้างความตระหนักรู้และการอนุรักษ์ทรัพยากรของประชาชนในพื้นที่ด้วย

ดร.รัชดากล่าวด้วยว่า อุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Global Geoparks) เป็นขอบเขตพื้นที่ที่มีคุณค่าทั้งด้านธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม โดยมีความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การศึกษาวิจัย และการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้การจัดการอย่างมีส่วนร่วมทั้งจากภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชน ปัจจุบันไทยมีอุทยานธรณีโลกที่ได้รับการรับรองแล้ว 1 แห่ง คือ อุทยานธรณีสตูล เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ส่วนการเสนออุทยานธรณีโคราชเป็นอุทยานธรณีโลกนั้น ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของยูเนสโก

ตั้ง “นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” ขึ้นเลขาฯ BOI

ดร.รัชดา กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้

1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นายธีรลักษ์ แสงสนิท รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2565 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเสนอ แต่งตั้ง นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 21 มิถุนายน 2565 เพิ่มเติม