
วันนี้(24 กรกฎาคม 2569) สหรัฐอเมริกาประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรใหม่ในอัตราสูงสุดถึง 12.5% ต่อสินค้าจากคู่ค้า 60 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป โดยอ้างถึงความล้มเหลวของประเทศเหล่านี้ในการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงานอย่างเหมาะสม
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (U.S. Trade Representative:USTR) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐ ว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐ เจมีสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ได้ดำเนินการขั้นสุดท้ายตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า พ.ศ. 2517 (Trade Act of 1974) โดยการประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรต่อ 60 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามในการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แถลงการณ์ระบุว่า การดำเนินการในวันนี้มีขึ้นหลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ทำการไต่สวน ซึ่งรวมถึงการจัดรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชน 2 รอบ การรับฟังความคิดเห็นจากภาคสาธารณะมากกว่า 2,100 รายการ และการหารือร่วมกับคู่ค้าเพื่อแก้ไขความกังวลที่มีมาอย่างยาวนานเหล่านี้
“ประธานาธิบดีทรัมป์ตระหนักดีว่า การใช้มาตรการทางจริยธรรมและคำหว่านล้อมตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่สามารถขจัดการบังคับใช้แรงงานออกจากห่วงโซ่อุปทานโลกได้ สหรัฐอเมริกามีการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับมาเกือบศตวรรษแล้ว และบังคับใช้อย่างเข้มงวด ถึงเวลาแล้วที่บรรดาคู่ค้าของเราจะต้องทำเช่นเดียวกัน” ผู้แทนการค้ากรีเออร์กล่าว
“การดำเนินการในวันนี้จะเริ่มแก้ไขสิ่งที่เป็นทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติทางการค้าที่บิดเบือน เพื่อยกระดับสวัสดิการของแรงงานทั่วทุกแห่ง ผมรู้สึกมีกำลังใจที่ได้เห็นประเทศคู่ค้าหลายแห่งตอบรับอย่างรวดเร็วในการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ และตั้งตารอที่จะร่วมมือเพื่อให้มั่นใจว่ามีการบังคับใช้มาตรการเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพ”
มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้า พ.ศ. 2517 (Trade Act of 1974) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพาณิชย์ของสหรัฐฯ โดยมาตรา 301 สามารถนำมาใช้เพื่อตอบโต้การปกป้อง การกระทำ นโยบาย หรือการปฏิบัติของรัฐบาลต่างประเทศที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่ยุติธรรม หรือเป็นการเลือกปฏิบัติ อันก่อให้เกิดภาระหรือข้อจำกัดต่อการพาณิชย์ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ การไต่สวนตามมาตรา 301(b) จะทำการตรวจสอบว่าการกระทำ นโยบาย หรือการปฏิบัติดังกล่าว ไม่สมเหตุสมผล หรือเป็นการเลือกปฏิบัติ และส่งผลกระทบหรือจำกัดการพาณิชย์ของสหรัฐฯ หรือไม่
ตามคำสั่งโดยเฉพาะจากประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เริ่มเปิดการไต่สวนจำนวน 60 กรณี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่เขตเศรษฐกิจต่างๆ ไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามในการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในวันที่ 28 และ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา USTR ร่วมกับคณะกรรมการมาตรา 301 ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชนเกี่ยวกับการไต่สวนเหล่านี้ นอกจากนี้ ตามมาตรา 303(a) แห่งกฎหมายการค้า USTR ยังได้เปิดหารือร่วมกับรัฐบาลมากกว่า 45 แห่งของเขตเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้การไต่สวนดังกล่าวอีกด้วย
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าว่า การกระทำ นโยบาย และการปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจที่ถูกไต่สวน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามในการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล รวมทั้งส่งผลกระทบหรือจำกัดการพาณิชย์ของสหรัฐฯ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการตอบโต้ได้ภายใต้มาตรา 301(b) แห่งกฎหมายการค้า
ผลจากการวินิจฉัยนี้ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เสนอมาตรการตอบโต้ และเปิดโอกาสให้สาธารณชนส่งความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับมาตรการที่เสนอดังกล่าวภายในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ซึ่ง USTR ได้รับ พิจารณา และวิเคราะห์ความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่า 1,600 รายการ นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 กรกฎาคม USTR ยังได้จัดรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชนเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้ที่เสนอในการไต่สวนดังกล่าว โดยมีพยานเข้าร่วมให้การและตอบคำถามมากกว่า 100 ราย
เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งโดยเฉพาะของประธานาธิบดี ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยดังต่อไปนี้
- อัตราภาษีตามมาตรา 301 ที่เหมาะสมคือ 10% สำหรับเขตเศรษฐกิจที่ถูกไต่สวน ซึ่งเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ (i) มีการกำหนดข้อห้ามนำเข้าสินค้าจากการบังคับใช้แรงงาน (ii) มีข้อตกลงที่จะกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามดังกล่าวผ่านข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade) หรือ (iii) มีการใช้มาตรการบางส่วนที่มีผลในการป้องกันการนำเข้าสินค้าบางประเภทที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งเขตเศรษฐกิจเหล่านี้ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา ตรินิแดดและโตเบโก และสหราชอาณาจักร
- อัตราภาษีตามมาตรา 301 ที่เหมาะสมคือ 10% หรือ 12.5% หลังหักอัตราภาษีประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN) สำหรับสินค้าบางรายการจากสหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ได้ยกเว้นไว้เป็นอื่น ตามที่มีการอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมในประกาศราชกิจจานุเบกษาของสหรัฐฯ (Federal Register Notice) และ
- อัตราภาษีตามมาตรา 301 ที่เหมาะสมคือ 12.5% สำหรับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งหมดที่ถูกไต่สวน
ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยังได้วินิจฉัยตามคำสั่งโดยเฉพาะของประธานาธิบดีด้วยว่า มีความเหมาะสมที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเป็นรายสินค้า สำหรับ
- วัตถุดิบ ซึ่งหากต้องเสียภาษีเหล่านี้ อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบภายในประเทศ
- สินค้า ที่หากต้องเสียภาษีเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
- สินค้าที่ไม่สามารถปลูกหรือผลิตได้ในปริมาณที่เพียงพอ หรือในราคาที่สมเหตุสมผลภายในสหรัฐอเมริกา หรือไม่สามารถจัดหาจากแหล่งอื่นได้
- สินค้าบางรายการจากอาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน หรือสหราชอาณาจักร เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เขตเศรษฐกิจเหล่านี้ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ หรือเพื่อตราและบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ
- รายการสินค้าที่การจัดเก็บภาษีเหล่านี้อาจไม่ได้มีส่วนช่วยอย่างมีนัยสำคัญต่อการขจัดการกระทำ นโยบาย และการปฏิบัติที่ถูกตัดสินว่าสามารถตอบโต้ได้จากการไต่สวน
ทั้งนี้การประกาศมีขึ้นก่อนการหมดอายุของภาษีศุลกากรทั่วโลก (Global Tariff) อัตรา 10% ซึ่งรัฐบาลทรัมป์นำมาใช้ในเดือนกุมภาพันธ์



