
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ควงคู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินสายตรวจเยี่ยมพื้นที่วิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) ในจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดยโสธร พร้อมประกาศแผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทุนดำรงชีพ 5 ด้าน เพื่อช่วยเหลือคนจนให้มีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงแผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทุนดำรงชีพ 5 ด้าน ด้วยข้อมูล องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในโอกาสร่วมกับนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำคณะลงตรวจเยี่ยมพื้นที่วิจัยแก้ปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำแก่ครัวเรือนยากจนในจังหวัดร้อยเอ็ด และยโสธร โดยกล่าวว่ากระทรวง อว.จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่ บพท. ในการร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยศึกษาค้นคว้าวิจัย พัฒนาองค์ความรู้แก้ปัญหาความยากจนแก่ครัวเรือนยากจน ภายใต้บริบทภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และการมีส่วนร่วมของครัวเรือนยากจนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อปลดปล่อยคนจนให้หลุดพ้นจากบ่วงความจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความมั่นคงในการใช้ชีวิต
“กระทรวง อว. จะผลักดันให้ บพท. และเครือข่ายมหาวิทยาลัย ร่วมกับกลไกภาคีในพื้นที่ขับเคลื่อน กระบวนการศึกษาค้นคว้าวิจัยแก้ปัญหาความยากจนที่มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ในการแก้ปัญหาความยากจน ช่วยให้ครัวเรือนยากจนหลุดพ้นจากวัฏจักรความยากจน เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสทางการศึกษา โอกาสทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม และเกิดผลสัมฤทธิ์ที่พิสูจน์ตรวจสอบได้ด้วยตัวชี้วัดทุนดำรงชีพ 5 ด้านคือทุนมนุษย์ ทุนเศรษฐกิจ ทุนธรรมชาติ ทุนกายภาพ และทุนสังคม”
ศ.ดร.ยศชนัน ได้ส่งมอบเทคโนโลยีที่เหมาะสม 7 เทคโนโลยี จากการพัฒนาร่วมกันของหน่วย บพท.เครือข่าย มรภ. เครือข่าย มทร. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวฮางงอก เครื่องกลั่นน้ำมันหอมระเหย เครื่องอบแห้งพืชผัก เครื่องหั่นสับใบพืชสด เครื่องล้างผักฟอกโอโซนผักผลไม้ เทคโนโลยีอาหารผสมครบส่วนต้นทุนต่ำสำหรับเลี้ยงโคขุนระยะสั้น ที่มีปลายข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และเทคโนโลยีอาหารข้นสำหรับโคขุนลูกผสมบราห์มัน ให้แก่ 14 วิสาหกิจชุมชน ประกอบด้วย
1) วิสาหกิจชุมชนข้าวกล้องบ้านหนองแฮด อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด 2) วิสาหกิจชุมชนอารยะฟาร์ม อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 3) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านเหม้า อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 4) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกและแปรรูปสมุนไพรบ้านสังข์ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด 5) วิสาหกิจชุมชนเกษตรยั่งยืนเชียงขวัญ อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด 6) กลุ่มเกษตรยั่งยืนนามน อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ 7) วิสาหกิจชุมชนโคกหนองนา จ.กาฬสินธุ์ 8) วิสาหกิจชุมชนไผ่ซำสูง จ.ขอนแก่น 9) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวหอมมะลิเพชร ทุ่งกุลาร้องไห้ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด 10) กลุ่มเกษตรยั่งยืนโนนอุดม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น 11) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงโคเนื้อบ้านดอกไม้ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 12) กลุ่มอาชีพเลี้ยงโคเนื้อบ้านหนองอีเข็ม อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 13) กลุ่มอาชีพเลี้ยงโคเนื้อบ้านเล้าข้าว อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด และ 14) ห้างหุ้นส่วนจำกัดดีเอสเฮิร์บออแกนิค
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ชี้แจงเพิ่มเติมว่ากลไก กระบวนการวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งดำเนินการร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ ในพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่อง มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2563 ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนคือ 1).การค้นหาสอบทานข้อมูลคนจน 2).สังเคราะห์-วิเคราะห์ข้อมูลคนจนเพื่อออกแบบกลยุทธ์แก้จน 3).ส่งต่อความช่วยเหลือคนจนเข้าสู่สวัสดิการตามมิติความยากจน4).พัฒนาและขับเคลื่อนโมเดลแก้ปัญหาความยากจน ที่เหมาะสมตามบริบทพื้นที่ สอดคล้องกับฐานทุนดำรงชีพของครัวเรือนยากจนโดยบูรณาการความร่วมมือภาคีทุกภาคส่วนในพื้นที่ 5).เชื่อมโยงโมเดลแก้ปัญหาความยากจนที่เกิดรูปธรรมความสำเร็จสู่แผนและนโยบาย ส่งต่อผลการดำเนินงานสู่แผนท้องถิ่น แผนจังหวัดและนโยบายระดับประเทศ 6).ติดตามและประเมินผลการเปลี่ยนแปลงยกระดับครัวเรือนยากจน เพื่อนำสู่การปรับปรุงพัฒนาและขยายผลอย่างต่อเนื่อง
“งานวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่ง บพท. ดำเนินการร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ เป็นการดำเนินการตามแผนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม ภายใต้แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ แผน ววน.ของประเทศ มุ่งเน้นแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นระบบ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ พัฒนาระบบส่งต่อความช่วยเหลือเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่คนจน”
เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ ซึ่งดำเนินโครงการศึกษาค้นคว้าวิจัยแก้ปัญหาความยากจนที่ร่วมดำเนินงานกับ บพท. ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา สถาบันวิทยาลัยชุมชน วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร วิทยาลัยชุมชนยโสธร วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี
สำหรับพื้นที่นำร่องในการดำเนินโครงการวิจัยแก้ปัญหาความยากจน 20 จังหวัดประกอบด้วย ภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และพัทลุง ภาคเหนือ แม่ฮ่องสอน ลำปาง พิษณุโลก ภาคกลาง ชัยนาท และภาคอีสาน อำนาจเจริญ สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา ร้อยเอ็ด และเลย
โอกาสเดียวกันนี้นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า กระทรวง พม. จะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวง อว.อย่างใกล้ชิด และนำข้อมูล องค์ความรู้จากงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนที่ บพท. ภายใต้ รวพ. กระทรวง อว.ดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย ตลอดจนภาคีเครือข่ายในพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ ในการจัดระบบสวัสดิการดูแลประชาชนที่ยากจนให้เป็นไปอย่างทั่วถึง ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพในการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ดีขึ้น
ก่อการดี-คิดการใหญ่-ไปถึงได้… โหมคบเพลิงปัญญาไล่ความจน
ต่อจากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ได้เดินทางไปยังจังหวัดยโสธร โดยกล่าวกับต่อที่ประชุมภาคีเครือข่ายพัฒนาพื้นที่อำเภอกุดชุม ซึ่งมาชุมนุมกันบริเวณลานข้างวัดป่าพุทธิคุณ ต.หนองแหน อ.กุดชุม จ.ยโสธร ประกอบด้วยนายชาญชัย ศรศรีชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นางสิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน นายชูชาติ แก้วนอก ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนยโสธร และผู้บริหารของจังหวัดยโสธร ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ โดยให้ความเชื่อมั่นว่าจะมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือแก้ไขความยากจน แก่ประชาชนอย่างเต็มที่ โดยใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ
“ผมจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความยากจนครอบคลุมทุนดำรงชีพ 5 ด้านคือทุนมนุษย์ ทุนกายภาพ ทุนธรรมชาติ ทุนเศรษฐกิจ และทุนสังคม โดยใช้ชุดความรู้จากโครงการวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ซึ่งหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่(บพท.) ได้ดำเนินการร่วมกับหลายมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 7 ปี ในพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่องทั่วทุกภาคของประเทศ”
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.กล่าวต่อว่างานวิจัยแก้จน ที่ หน่วย บพท.เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนร่วมกับหลายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่อง ภายใต้กลไกกระบวนการตั้งแต่ขั้นตอนการสืบค้นสอบทานข้อมูลคนจนอย่างละเอียด แล้วนำไปออกแบบโมเดลแก้จนให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ บนหลักการความมีส่วนร่วมของคนจน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ได้ผ่านการพิสูจน์ยืนยันผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ในการช่วยคนจนให้มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาแล้ว จะได้รับการผลักดันให้เป็นแม่แบบนำไปใช้แก้ไขปัญหาความยากจนทุกจังหวัดทั่วประเทศ
“ความสำเร็จและโมเดลแก้จนที่ดีจากพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่องเป้าหมาย จะต้องถูกนำไปถอดบทเรียนเพื่อให้ได้โมเดลที่ดีที่สุด นำไปแชร์และขยายผลใช้กับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี โดยไม่ต้องรอกระบวนการที่ล่าช้า และหากโมเดลไหนในพื้นที่ใดสามารถเดินหน้าได้ดีแล้ว เราก็จะส่งมอบต่อให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยรับช่วงดำเนินการต่อไป เพื่อให้เกิดงบประมาณและการพัฒนาที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบ”
ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้สัมผัสด้วยตัวเองจากการลงพื้นที่ติดตามผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่จริง 2 จุดสำคัญคือ จุดที่ 1 การเข้าเยี่ยมเยียนครัวเรือนยากจนของนางบัวผัน อุปพันธ์ วัย 72 ปี ซึ่งสภาพบ้านมีความเสื่อมโทรมไม่ปลอดภัย มีปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูฝน ซึ่งได้โครงการวิจัยแก้จนจากหน่วย บพท. ร่วมกับ วิทยาลัยชุมชนยโสธรและภาคีเครือข่าย ประสานส่งต่อข้อมูลให้สภาองค์กรชุมชนและสำนักงานพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เข้าไปช่วยเหลือปรับปรุงซ่อมแซมเทพื้นคอนกรีต เปลี่ยนหลังคา ประตู หน้าต่าง ให้ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัย เพื่อความมั่นคงในการใช้ชีวิต จุดที่ 2 เยี่ยมชม “ศูนย์เรียนรู้โมเดลแปลงรวมเกษตรอินทรีย์ บ้านหนองแหน” ต.หนองแหน อ.กุดชุม ที่ใช้พื้นที่แปลงรวม 30 ไร่ ของนายปริญญา มีไชย มาเป็นพื้นที่ทำกินร่วมของชุมชน โดยมีแปลงรวมให้ครัวเรือนยากจนร่วมใช้ประโยชน์ 30 ครัวเรือน มุ่งเน้นการเชื่อมโยง “คน – ความรู้ – ทรัพยากร – ตลาด” เข้าด้วยกัน ผ่านกลไกการทำงานของนักพัฒนาเชิงพื้นที่หรือ ADM ที่เข้ามาเป็นโค้ชอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการหนุนปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีจากสถาบันวิชาการ อาทิ วิทยาลัยชุมชนยโสธร และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่นำนวัตกรรมสารชีวภัณฑ์และปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดเพื่อสร้างรายได้เสริมและทักษะการพึ่งพาตนเองของครัวเรือนยากจนได้
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวด้วยว่าโครงการวิจัยแก้จนซึ่ง บพท.ทำร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ได้พลิกโฉมรูปแบบความช่วยเหลือคนจน จากการสงเคราะห์ชั่วคราว มาเป็นการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ผสานระบบข้อมูลสารสนเทศอัจฉริยะ และเทคโนโลยี AI ปูพรมค้นหาคนจนที่ตกหล่น ทำให้ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน สามารถนำพาคนจนที่ขัดสนทุนดำรงชีพ เข้าสู่กระบวนการยกระดับทักษะได้แล้วกว่า 7,663 คน สร้างรายได้เพิ่มสะสมกว่า 2.17 ล้านบาท รวมถึงประสานภาคีเครือข่ายช่วยลดหนี้และมอบทุนการศึกษาให้กลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด
“ผมลงพื้นที่มาแล้วหลายจังหวัด ตั้งแต่อุดรธานี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา นครพนม ร้อยเอ็ด จนกระทั่งล่าสุดมาถึงยโสธร ด้วยความตั้งใจจริงที่จะใช้ข้อมูลความรู้จากงานวิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม แก้ไขปัญหาความยากจน และเร่งผลักดันเรื่องระบบสวัสดิการต่างๆ เพื่อทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา โอกาสในการมีอาชีพ มีงานทำ และโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ในฐานะที่ผมดูแลรับผิดชอบเรื่องทุนมนุษย์ จะพยายามอย่างเต็มที่ในการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งระบบ เพื่อยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์ทุกมิติ และแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นแบบเบ็ดเสร็จ”
ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า เราใช้ฐานข้อมูลเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดความยากจน โดยมีกลไกความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์ม PPAP ที่ต่อยอดมาจาก TPMAP เมื่อเราสแกนพบผู้ที่ ‘ตกหล่น’ จากระบบ หน้าที่ของเราคือต้องเข้าไปช่วยทันที โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การส่งเสริมอาชีพ ในมิติของโมเดลแก้จน และ การส่งต่อเข้าสู่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งหากพบว่าข้อมูลใครยังไม่ครบถ้วน เรามี วิทยาลัยชุมชน และ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในพื้นที่ เป็นแกนนำในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลให้สมบูรณ์ นอกจากนี้ เราได้วิเคราะห์ความยากจนผ่านฐานทุนดำรงชีพ 5 ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนมนุษย์ ซึ่งเราพบชัดเจนว่ากลุ่มเปราะบางหรือผู้สูงอายุจำนวนมากขาดทักษะอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ เราจึงต้องนำเทคโนโลยีและงานวิจัยเชิงพื้นที่ เข้ามาช่วยเพิ่มทักษะให้ตรงกับความต้องการของแต่ละครัวเรือน เพื่อให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถทำงานได้ เหนื่อยน้อยลง ใช้ต้นทุนลดลง แต่มีรายได้เท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น ส่วนปัญหาเรื่อง ทุนทางกายภาพเช่น การขาดที่ดินทำกิน วันนี้ผมได้เห็นความประทับใจในพื้นที่ที่มีการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลาง ให้ชุมชนได้เข้ามาทำมาหากินร่วมกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก และแก้ปัญหาได้จริง
ด้านดร.กิตติ สัจจาวัฒนา กล่าวว่าเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนันรับเป็นธุระช่วยต่อยอดขยายผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยโครงการแก้จน ไปเชื่อมโยงกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับทุนมนุษย์ที่ท่านกำกับดูแลอยู่ได้แก่กระทรวง อว. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยให้การทำให้คนจนเข้าถึงโอกาสในการได้รับสวัสดิการจากรัฐสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น
“การขยายผลงานวิจัยโครงการแก้จน และโมเดลแก้จน จาก 20 จังหวัดนำร่อง ไปทั่วประเทศตามความตั้งใจของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.จะเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตคนจน และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง แต่ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและต้องทำต่อเนื่องจริงจัง และที่สำคัญที่สุด กลไกทั้งในระดับพื้นที่ ระดับชุมชนต้องเข้มแข็ง ต้องช่วยกัน ท้ายที่สุดเรื่องความยากจนไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเชิงโครงสร้างเท่านั้น เราจะต้องให้เขาเข้าสู่โอกาสต่างๆ ทั้งการศึกษา การเพิ่มรายได้ เพื่อทำให้เขาลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง สามารถยืนหยัดได้ ให้เขามีความรู้สึกว่ามีคุณค่าทางสังคม”
ต่อไปหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และด้วยการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) จะได้ร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยเครือข่ายมหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ในการยกระดับความช่วยเหลือให้ครอบคลุมคนจนเป้าหมายใน 20 จังหวัดนำร่อง และขยายผลสู่จังหวัดที่ให้ความสนใจจะใช้แพลตฟอร์มและโมเดลแก้จนนี้ เพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม



