ThaiPublica > เกาะกระแส > นายกฯ สั่งหาแหล่งพลังงานใหม่ทั้งบนบก-ทะเล-มติ ครม. จัดงบฯ 3,566 ล้าน จ้างบัณฑิตจบใหม่ 68,350 คน

นายกฯ สั่งหาแหล่งพลังงานใหม่ทั้งบนบก-ทะเล-มติ ครม. จัดงบฯ 3,566 ล้าน จ้างบัณฑิตจบใหม่ 68,350 คน

14 มิถุนายน 2022


พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

นายกฯ สั่งหาแหล่งพลังงานใหม่ ทั้งบนบก-ทะเล-ย้อนถามสื่อทำไมสนใจแต่ 3 ป. ยันไม่มีปัญหาใดๆ-สั่งสอบปมทุจริตเงินสหกรณ์ 1.8 หมื่นล้าน-มติ ครม. จัด 3,566 ล้าน จ้างบัณฑิตจบใหม่ 68,350 คน – ต่ออายุหนังสือคนประจำเรือ แก้แรงงานประมงขาดแคลน

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน รวมทั้งมอบหมายให้ ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการแทนนายกรัฐมนตรี

เดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.คู่ชีวิต – ย้ำฟังความเห็น ปชช.ทุกเรื่อง

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวว่า เดือนมิถุนายนเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ โดยวันนี้รัฐบาลได้ผลักดัน พ.ร.บ.คู่ชีวิต พร้อมกับมาตรการต่างๆอีก 7-8 เรื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ และจากการทำงานของรัฐบาลก็ได้รับคำชื่นชม และคนส่วนใหญ่พึงพอใจ

“ผมรับฟังความคิดเห็นทุกเรื่อง ไม่ใช่ไม่ฟังใคร อาจมีทั้งคนเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย เข้าใจ-ไม่เข้าใจ วันนี้รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งหมดอยากจะบอกว่าเราได้ยินคุณ” พลเอก ประยุทธ์ กล่าว

มุ่งแก้ปัญหาปากท้อง ปชช. ยันไม่ได้นิ่งนอนใจ

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง รัฐบาลทำงานอย่างหนัก เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้จากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ ทำให้รัฐบาลนิ่งนอนใจไม่ได้ และได้ติดตามสถานการณ์ เพื่อเตรียมแก้ปัญหาต่อเนื่อง

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า “หลายอย่างมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง ถ้าแก้ปัญหาผิด ตัดสินใจผิด มันจะพันอย่างอื่นไปด้วย มันเกี่ยวพันกัน อยู่ในห่วงโซ่เดียวกัน ผมก็ห่วงใยพี่น้องทุกคน”

สั่งหาแหล่งพลังงานใหม่ทั้งบนบก-ทะเล

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาพลังงานและค่าการกลั่นน้ำมันว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้พูดถึงการแก้ปัญหาพลังงานว่า น้ำมันควรจะถูกลง แต่ทั้งนี้ต้องไปเทียบราคาพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่นๆว่าแตกต่างกันแค่ไหน และประเทศไทยมีต้นทุนน้ำมันดิบมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามทั้งหมดมันมีกลไกในการควบคุมราคาน้ำมันโลก

“ค่าการกลั่นน้ำมัน 8 บาท วันนี้ถามในที่ประชุม ครม. ก็ยังไม่มีรายงานว่ามาจากไหน แต่ถ้าดูตัวเลขมันก็ไม่ถึง ส่วนที่หลายบอกว่า หากลดค่ากลั่นลงมา 5 บาท ราคาน้ำมันจะลดลงด้วย ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ต้องดูต้นทุนการผลิต และปัจจัยที่เกี่ยวเนื่อง มันพันกันไปทุกอย่าง ผมกำลังหาทางว่าทำอย่างไร จะหาแหล่งพลังงานบนบกเพิ่ม หรือถ้ามีไม่พอจะหาในทะเลได้ไหม กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาทั้งหมด” พลเอก ประยุทธ์กล่าว

“เราคงต้องอยู่ในสถานะแบบนี้ไปอีกนานพอสมควร ถ้าสถานการณ์ต่างประเทศยังเป็นแบบนี้อยู่ ก็เราอยู่ในห่วงโซ่ของเขาทั้งหมด เราต้องสร้างดุลยภาพตรงนี้ให้ได้” พลเอก ประยุทธ์กล่าว

ต่างประเทศชมไทย จัดการโควิดได้ดี

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวขอบคุณรองนายกฯ คณะรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ข้าราชการ อสม.และประชาชน เรื่องโควิด-19 ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อประจำวันต่ำกว่า 2,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตไม่ถึง 20 ราย และสนับสนุนให้ทุกกลุ่มฉีดวัคซีนเพราะช่วยป้องกันความรุนแรงของโรคได้

“เรื่องโควิด-19 เราทำได้ดี ทุกคนต่างชื่นชมว่าประเทศไทยแก้ปัญหานี้เป็นอย่างดี ผู้นำทุกประเทศที่มาเจอกันก็ชื่นชมเราหมด แต่ผมไม่เคยเหลิง เพียงแต่ร่วมมือกันต่อไปนะ โรคใหม่อาจเกิดขึ้นได้อีก” พลเอก ประยุทธ์กล่าว

ดึงเงินลงทุนต่างชาติ เพิ่มรายได้คนไทย

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ได้ติดตามการทำงานในอุตสาหกรรมอีอีซี ที่ผ่านมาได้ยกระดับเขตอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเมืองอัจฉริยะ 7 กิจกรรม โดยใช้เทคโนโลยีบริหารและดูแล ทั้งรูปแบบ Smart Facility, Smart IT, Smart City, Smart Economy การส่งเสริมผลิตไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่คุณภาพสูง และอื่นๆ เพื่อให้ห่วงโซ่การผลิตใหญ่อยู่ในประเทศไทย

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ได้มีการสั่งให้เร่งรัดการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น พร้อมปรับเงื่อนไขสิทธิประโยชน์อย่างระมัดระวัง

“วันนี้เราต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เรื่องการย้ายฐานการผลิตก็เคลื่อนไหวทุกประเทศ ทำอย่างไรให้เขามาในประเทศเราให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกเข้ามา สร้างงานสร้างอาชีพใหม่ๆ ให้คนไทย ผมก็ได้เจรจากับนักลงทุนหลายประเทศแล้ว ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เป็นร้อยเป็นพันบริษัท ตัวแทนก็มาคุยกับผมว่าประเทศไทยจะรองรับอะไรได้บ้าง แล้วมาปรับสิทธิประโยชน์ให้เขา เขาก็พอใจ แล้วเขาสนใจการลงทุน และปัญหาการผลิตหลายแห่งในประเทศของเรา” พลเอก ประยุทธ์กล่าว

วอนคนรุ่นใหม่ อย่าลืมรากเหง้าวัฒนธรรมไทย

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ช่วงเช้าก่อนการประชุม ครม. วันนี้ ได้ทำพิธีรับมอบโบราณวัตถุอันล้ำค่ากลับคืนจากต่างแดน เช่น ที่ครอบพระเศียรทองคำ เครื่องปั้นดินเผาลพบุรีจากบุรีรัมย์โดยคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ รายงานว่าตั้งแต่ปี 2557-2565 ประเทศไทยสามารถถรับมอบคืนโบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุของไทยรวมมากถึง 759 รายการ

“อย่าลืมวัฒนธรรม ธรรมเนียม ประเพณี สิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของเราตั้งแต่โบราณกาล เราต้องย้อนกลับไปมองอดีต ปัจจุบัน มองอนาคต ร้อยเรียงกันไปเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง เจริญเติบโตมันก็ออกลูกออกหลานมาเรื่อยๆ ถ้าเราทำลายทั้งหมดก็ไม่มีอะไรงอกขึ้นมา หรือไปตัดต้นไม้ใหญ่มันก็ไม่ใช่ มันต้องมีทั้งต้นใหญ่ต้นเล็กต้นอะไรต่างๆ กันไป ทุกคนต้องเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ให้ได้ ป่าเรามันมีความแน่นอยู่แล้ว ป่าในเขตร้อนชื้นเป็นแบบนี้ ฝรั่งมาเดินก็แย่เหมือนกัน ไม่เหมือนป่าเขา เวลาไปต่างประเทศเดินสะดวกสบายลมเย็นโปร่ง ของเราเดินเข้าไปติดกอนู่นกอนี้ นี่คือความหลากหลายทางชีวภาพของเรา”

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ประวัติศาสตร์คือรากเหง้าของวัฒนธรรมไทย เป็นการเชื่อมโยงอดีตถึงปัจจุบันจนเกิดเป็น soft power ซึ่งบรรพบุรุษได้สร้างมา ที่สำคัญคือส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ

ย้อนถามสื่อทำไมสนใจแต่ 3 ป. ยันไม่มีปัญหาใดๆ

พลเอก ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า “ย้อนกลับไปดูว่าท่านได้อะไรไปแล้วจากรัฐบาลบ้าง รัฐบาลจะให้อะไรท่านได้ต่อไป ขณะเดียวกันท่านต้องดูว่ามีรายได้จากไหนมา ไม่งั้นก็ขัดแย้งกันไปหมด เราก็ยึดถือผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง จะได้ก้าวผ่านปัญหาไปได้อย่างดีที่สุด มีแผนรองรับความเสี่ยง วันนี้รัฐบาลก็เร่งทำทุกมิติอย่างเต็มที่ในเวลาที่เหลืออยู่ ขอบคุณบรรดาท่านรัฐมนตรี ส.ส. พรรคร่วม ที่อยู่กันมา เราได้ทำหลายอย่างไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหากันทั้งสิ้น ถามกันทุกวันจะกี่ปอ กี่ออ ทำไมจะต้องสนใจ แต่ 3ป. ไม่รู้”

สั่งสอบปมทุจริตเงินสหกรณ์ 1.8 หมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าวถามนายกรัฐมนตรีถึงเรื่องการทุจริตเงินสหกรณ์ 18,000 ล้านบาท พลเอก ประยุทธ์ ตอบทันทีว่า “ผมเป็นคนสั่งให้ตามเอง ผมเป็นคนทำ ให้เขาสอบมา หาผู้รับผิดชอบมา ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย”

วอนทุกหน่วยส่งเสริมบทบาทสตรี

ด้านดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีว่า ในเดือนมิถุนายนปีนี้ รัฐบาลได้ผลักดันพ.ร.บ.คู่ชีวิต เป็นของขวัญให้ประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทสตรีและการศึกษา

ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้ทุกส่วนราชการช่วยกันส่งเสริมบทบาทสตรี และการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไทย เพราะแต่ละกระทรวงมีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว

สั่งตรวจเข้มยาเสพติดในผับ-บาร์

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งติดตามและตรวจเข้มยาเสพติดตามสถานบริการต่างๆ หลังมีมาตรการผ่อนคลายให้มีการเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะได้ โดยให้ทุกภาคส่วนบูรณาการร่วมกันตั้งแต่ต้นทาง สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างความรู้ให้ทุกคนตระหนักถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รวมทั้ง ย้ำแนวทางการทำงานให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วน ต้องเคร่งครัด ป้องกัน จับกุม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอให้ผู้ประกอบการสถานบันเทิงต้องเคร่งครัดดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการสาธารณสุขที่กำหนด ผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety&Health Administration (SHA) และผ่านการตรวจมาตรฐานความสะอาดปลอดภัยป้องกันโรคโควิด-19 รองรับสุขภาพดีวิถีใหม่ (Thai Stop COVID 2 Plus) เปิดให้บริการจำหน่ายและการดื่มสุราไม่เกิน 24.00 น. ซึ่งกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ สุ่มตรวจค้น เป็นระยะ ซึ่งพบว่า สถานบันเทิงหลายแห่งเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต มีการฝ่าฝืน ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ 2548 และพบการลักลอบใช้ยาเสพติดในสถานบริการหลายแห่ง จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้มีการคุมเข้มให้มากขึ้น และหากพบการกระทำที่ผิด ให้สั่งปิดเป็นการชั่วคราวและดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด

“รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการเดินหน้าปราบปรามยาเสพติด โดยปัจจุบันหลังผับ บาร์ มาเปิดให้บริการอีกครั้ง นายกรัฐมนตรี ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานในพื้นที่ ตรวจเข้ม สอดส่อง ป้องกันการฝ่าฝืนข้อกำหนด และลักลอบการใช้ยาเสพติดทุกรูปแบบ เพราะไม่อยากให้เป็นสถานที่มั่วสุมของประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่” ดร.ธนกร กล่าว

ปลื้ม “สวนเบญจกิติ” แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางกรุง

ดร.ธนกร กล่าวต่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีที่สวนเบญจกิติ เป็นอีกสถานที่สำคัญให้ประชาชนเยี่ยมชม และทำกิจกรรมหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายและมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ซึ่งขณะนี้ได้รับความนิยมจากประชาชนทุกกลุ่มวัย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร ในการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และสร้างสีสันให้แก่พี่น้องประชาชน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกับกองทัพเข้ามาพัฒนาพื้นที่เดิมของโรงงานยาสูบเป็นสวนเบญจกิติ ตั้งใจให้เป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยออกแบบภายใต้แนวคิด “ปลูกป่าในใจคน” เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการสร้างความผูกพันและปลูกฝังจิตสำนึก รักในคุณค่าของป่าและน้ำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อทุกชีวิต และปลูกฝังการมีส่วนร่วมและสำนึกหวงแหนดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งล่าสุด กองทัพบกได้ จัดกิจกรรม “ดนตรีในสวน” เติมพลังกายพลังใจคืนความสุขให้กับชาวกรุงเทพฯ โดยกองทัพบกจัดวงดนตรี 5 วง สลับหมุนเวียนไปบรรเลงขับกล่อมสร้างความสุขให้ประชาชนที่มาออกกำลังกายและพักผ่อน ตลอดเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้ ในช่วงเย็นของวันหยุดสุดสัปดาห์ เวลา 17.00-19.00 น.

ดร.ธนกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในสวนเบญจกิติ ประกอบด้วยพื้นที่และกิจกรรมที่หลากหลาย ตอบโจทย์ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงได้ อาทิ เส้นทางออกกำลังกาย ซึ่งแบ่งเป็นเส้นทางเดินลัดเลาะชมธรรมชาติ 5.8 กิโลเมตร เส้นทางวิ่ง 2.8 กิโลเมตร และเส้นทางจักรยาน 3.4 กิโลเมตร นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนยังจะได้ศึกษาระบบนิเวศและธรรมชาติ โดยมีแปลงนาสาธิต ศูนย์การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ ลานกิจกรรมและอัฒจันทร์ที่รองรับผู้ใช้งานกว่า 15,000 คน รวมทั้งยังมีทางเดิน Skywalk ระยะทาง 1.6 กิโลเมตรเชื่อมต่อไปถึงสวนลุมพินี และแผนเชื่อมโยงในอนาคต คือ จะเชื่อมต่อไปยังสวนสาธารณะใกล้เคียง ถือเป็นโอกาสปรับโฉมกรุงเทพฯ ให้เป็นเมือง Amazing Natural Park ด้วย

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและผลักดันโครงการเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่แก่พี่น้องประชาชนมาโดยตลอด โดยสวนเบญจกิติ เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่นายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจ เพิ่มพื้นที่สีเขียวใจในเมือง ลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนทุกกลุ่มมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ได้สัมผัสเรียนรู้ธรรมชาติ และประกอบกิจกรรมต่างๆ ซึ่งตอบโจทย์วิถี New Normal และยังเป็นสัญลักษณ์เชื่อมความผูกพันระหว่างปวงชนชาวไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็น 1 ในแลนด์มาร์คสำคัญของไทยที่ดึงดูด เชื่อมโยง และตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต” ดร.ธนกรฯ กล่าว

พอใจผู้ป่วยโควิดฯ รายใหม่ต่ำกว่า 2,000 คน ติดต่อกัน 2 วัน

ดร.ธนกร กล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ย้ำแม้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศจะดีขึ้นต่อเนื่อง จำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในระดับควบคุม โดยวันนี้พบผู้ติดเชื้อต่ำกว่า 2,000 ราย ติดต่อกัน 2 วันต่อเนื่อง นับเป็นสัญญาณที่ดีในการขับเคลื่อนประเทศให้กลับเข้าสู่ ภาวะปกติใหม่ อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนทุกคนยังต้องปฏิบัติตามมาตรการของสาธารณสุขอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดขึ้นใหม่ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับกระทรวงสาธารณสุข ติดตามและให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของวัคซีนและการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากอาการ Long COVID เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าเราจะสามารถชนะและก้าวผ่านโรคโควิด-19 ไปได้

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 วันนี้ พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 1,833 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยในประเทศ 1,832 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 1 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 19 ราย ผู้ที่กำลังรักษาตัว 21,445 ราย และมียอดผู้ที่หายป่วยกลับบ้านแล้ว 2,155 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วย ยืนยันสะสมตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 จำนวน 2,265,062 ราย จำนวนผู้ที่หายป่วยสะสมจำนวน 2,268,190 ราย จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 656 ราย ขณะที่ภาพรวมการฉีดวัคซีนโควิด-19 สรุปจำนวนผู้ที่ได้รับได้รับวัคซีนสะสม ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 – 13 มิถุนายน 2565 รวม 138,441,640 โดส ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็นผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 56,826,807 โดส ผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 สะสม 52,861,813 โดส ผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 สะสม 25,093,138 โดส และผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 4 สะสม 3,659,882 โดส

ลงพื้นที่สกลนคร ตามงานแก้จนพรุ่งนี้

ดร.ธนกร กล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการ ณ จังหวัดสกลนคร ในวันที่ 15 มิถุนายน 2565 โดยมีกำหนดการดังนี้

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจน และพัฒนาคนทุกช่วงวัย โดยใช้ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) และความก้าวหน้าการเป็นศูนย์กลางสมุนไพร ณ โรงพยาบาลพระอาจารย์ฟั่น อาจาโร อำเภอพรรณนานิคม โดยนายกรัฐมนตรีจะรับฟังบรรยายสรุประบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า และมอบบ้านที่ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้กับตัวแทนกลุ่มครัวเรือนตามเป้าหมาย TPMAP จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะตรวจเยี่ยมโครงการพระราชดำริ ของจังหวัดสกลนครร่วมกับผู้แทนเครือข่ายเกษตรที่ร่วมในโครงการฯ ณ ศูนย์การพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมืองสกลนคร

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรี กำหนดตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานด้านเกษตรมูลค่าสูง ณ บ้านท่าเยี่ยม อำเภอเมืองสกลนคร ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนโพนยางคำ พร้อมพบปะให้กำลังใจกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนภูไท และเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนโพนยางคำ และในช่วงเย็นก่อนเดินทางกลับ นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมร้านค้าและพบปะผู้ผลิตย้อมครามสกล ณ ถนนผ้าคราม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายการตรวจราชการของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล เรื่องการขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงทุกวัยของจังหวัดสกลนคร เพื่อขับเคลื่อนให้ผลการดำเนินงานสำเร็จเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย โดยในปี พ.ศ. 2565 จังหวัดสกลนครมีจำนวนประชากรรวม 1.14 ล้านคน เป็นจำนวนประชาชนตามเป้าหมาย TPMAP จำนวน 12,261 คน ลดลงจากปี พ.ศ. 2561 ซึ่งมีจำนวน 22,922 คน แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่ส่งผลให้จำนวนประชาชนตามเป้าหมาย TPMAP ของจังหวัดสกลนครมีแนวโน้มลดลง

รับมอบครอบพระเศียรทองคำ-วัตถุโบราณ 164 รายการ

ดร.ธนกร กล่าวว่า วันนี้ เวลา 08.45 น. ณ โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์การรับมอบโบราณวัตถุ เพื่อเป็นมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชม “ครอบพระเศียรทองคำ” ที่รับคืนมาจากสหรัฐอเมริกาและโบราณวัตถุ“เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์” หลังจากนั้น ได้รับมอบสมุดบัญชีโบราณวัตถุเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจำนวน 164 รายการ และมอบประกาศเกียรติคุณผู้มอบโบราณวัตถุแก่กรมศิลปากรให้กับนายโยธิน ธาราหิรัญโชติ ซึ่งเป็นผู้ประสงค์มอบโบราณวัตถุให้แก่นายกรัฐมนตรีในนามของรัฐบาล เพื่อเป็นสมบัติของชาติ ประกอบด้วยโบราณวัตถุชิ้นเอกและหนังสือบัญชีโบราณวัตถุ เครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาโบราณในจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 164 รายการ มูลค่า 83 ล้านบาท โดยกรมศิลปากรจะนำไปจัดแสดงในนิทรรศการถาวร ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีสมัยลพบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมและศึกษาหาความรู้ตามเจตนารมณ์ของผู้มอบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณในนามของรัฐบาลและคนไทยทั้งประเทศ ที่ได้รับมอบโบราณวัตถุไว้เพื่อให้เป็นสมบัติของคนไทยต่อไปเพราะเป็นมรดกอันล้ำค่า และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ชาติไทย ตลอดจนมีคุณค่าทั้งทางวิชาการและทางจิตใจที่ได้เก็บรักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพชนไทยในอดีตรวมถึงอัตลักษณ์ชาติไทย และยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นคนละเอียดอ่อน ละเมียดละไม ความเพียร ความพยายามซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยอดีต ขอให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ศึกษาเรียนรู้เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ความเป็นคนไทยที่ใช้เวลาเรียนรู้พัฒนาสะสมผ่านหลายช่วงเวลา นอกจากนี้ยังแสดงถึงอารยธรรมไทยที่มีความเจริญมาอย่างยาวนาน ตลอดจนสร้างความภาคภูมิใจและเป็นแบบอย่างที่ดี กระตุ้นเตือนให้ประชาชนและคนรุ่นหลังรักและหวงแหนในมรดกของชาติ ไม่หลงลืมประวัติศาสตร์ชาติไทย ความเป็นมา วัฒนธรรมประเพณีที่ทำให้คนไทยและประเทศไทยอยู่ได้จนทุกวันนี้

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม ได้รายงานผลการทำงานของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทยต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งกรรมการฯ ชุดนี้ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2560 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน อธิบดีกรมศิลปากร เป็นเลขานุการ ตลอดระยะเวลา 5 ปีของการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ที่ประกอบด้วยหน่วยงานราชการ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการอิสระ เครือข่ายภาคประชาชน และสื่อมวลชนร่วมกันดำเนินงานโดยใช้วิธีทางการทูตผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ประสานความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศต่างๆ สามารถติดตามและรับมอบโบราณวัตถุได้รวม 9 ครั้ง จำนวน 611 รายการ เป็นผลของการดำเนินงานของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุในครั้งแรก จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว และทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ รับกลับคืนจากสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 ส่วนอีก 8 ครั้ง จำนวน 609 รายการ เป็นการประสานงานร่วมกันของกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศกับส่วนราชการประเทศต่างๆ ช่วยตรวจสอบและแจ้งส่งมอบโบราณวัตถุไทยกลับคืน ได้แก่ โบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุประเภทรูปเคารพ รวมถึงครอบพระเศียรพระพุทธรูปทองคำ และโบราณวัตถุเครื่องปั้นดินเผา ศิลปะลพบุรี จำนวน 164 ชิ้น ซึ่งผลการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ได้สร้างกระแสความเข้าใจแก่ประชาชนทั้งในและนอกประเทศ ให้เห็นคุณค่าของโบราณวัตถุหากได้กลับคืนสู่ประเทศต้นกำเนิด โดยมีผู้ครอบครองโบราณวัตถุทั้งในประเทศและนอกประเทศ แจ้งความประสงค์ที่จะมอบโบราณวัตถุแก่รัฐบาลไทย ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

สำหรับครอบพระเศียรทองคำ มูลค่า 1 ล้านบาท กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้แทนรับมอบจากชาวอเมริกัน ครอบพระเศียรทองคำนี้มีเนื้อทองคำ 95 เปอร์เซ็นต์ ใช้เป็นเครื่องประดับพระเศียรพระพุทธรูป ประกอบด้วยส่วนครอบพระเศียรกว้าง 14 เซนติเมตร ยาว 17.6 เซนติเมตร น้ำหนัก 12.7 กรัม และส่วนพระรัศมีสูง 12.7 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร น้ำหนัก 28.9 กรัม เทคนิคดุนทองและตีทอง ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นโบราณวัตถุศิลปะล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยนิยมใช้ประดับพระเศียรพระพุทธรูปแกะสลักจากหิน และนำส่งมอบให้กรมศิลปากรเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

มติ ครม. มีดังนี้

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผลการประชุม ครม.
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th/

เห็นชอบ 8 มาตรการ เพิ่มทักษะบริหารเงินให้คนไทย

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาทักษะทางการเงิน พ.ศ. 2565 – 2570 เพื่อเป็นกรอบนโยบายและกลไกบูรณาการการดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงินของประเทศไทย และเป็นแนวทางการจัดทำโครงการและกิจกรรมที่เสริมสร้างทักษะทางการเงินของคนไทยให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด ประกอบด้วย 8 มาตรการ 19 แผนงาน ดังนี้

เป้าหมายที่ 1 : คนไทยตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเงินและเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน

    -มาตรการที่ 1 ยกระดับความสำคัญการพัฒนาทักษะทางการเงิน อาทิ จัดกิจกรรมเพื่อสร้างการตระหนักรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน
    -มาตรการที่ 2 ส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางการเงินด้วยตนเองของประชาชน ใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลเพื่อเพิ่มระดับการเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้และข่าวสารทางการเงินที่ถูกต้องและเชื่อถือ พัฒนาเว็บไซต์ความรู้ทางการเงินเพื่อคนไทย www.รู้เรื่องเงิน.com เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูล ความรู้ และข่าวสารด้านการเงินสำหรับประชาชน โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ

เป้าหมายที่ 2 : คนไทยมีความรู้และทักษะทางการเงินเพียงพอที่จะนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต

    -มาตรการที่ 3 กำหนดกรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับคนไทย
    -มาตรการที่ 4 ผลักดันการพัฒนาทักษะทางการเงินในหลักสูตรการเรียนในระบบการศึกษา ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งให้เกิดการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ส่งเสริมความรู้ด้าน Financial Literacy แก่กลุ่มข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
    -มาตรการที่ 5 พัฒนาทักษะทางการเงินของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายตลอดช่วงชีวิต ประกอบด้วย กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มอุดมศึกษา กลุ่มผู้มีงานทำ กลุ่มภาครัฐ กลุ่มประชาชนระดับฐานราก กลุ่มองค์กรการเงินชุมชน กลุ่มผู้สูงวัย/เกษียณอายุ กลุ่มประชาชนทั่วไป กลุ่มถ่ายทอดความรู้และทักษะการเงิน กลุ่มเปราะบางทางการเงินสูง
    -มาตรการที่ 6 พัฒนากฎระเบียบและมาตรการเพื่อสนับสนุน อาทิ กำหนดให้องค์กรในภาคการเงินต้องจัดให้มีกิจกรรมหรือการดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงิน กำหนดให้บุคลากรภาครัฐบรรจุใหม่ได้รับการฝึกอบรมการเงินส่วนบุคคล

เป้าหมายที่ 3 : ประเทศไทยมีกลไกขับเคลื่อนการดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงินอย่างบูรณาการ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศด้านการพัฒนาทักษะทางการเงินที่ยั่งยืน

    -มาตรการที่ 7 จัดตั้งกลไกขับเคลื่อนการดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงินอย่างบูรณาการและยั่งยืน อาทิ แต่งตั้งคณะกรรมการการพัฒนาทักษะทางการเงินเพื่อขับเคลื่อน กำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินการตามร่างแผนปฏิบัติการฯ
    -มาตรการที่ 8 สร้างระบบการติดตามและประเมินผล อาทิ จัดให้มีการสำรวจระดับทักษะทางการเงินทุก 2 ปี ผลักดันให้มีการบูรณาการระบบข้อมูลความรู้/ทักษะทางการเงิน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า ครม. คาดหวังว่า คนไทยมีระดับทักษะทางการเงินสูงขึ้นในทุกด้านและเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการเงินอย่างเหมาะสมในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย มีการก่อหนี้และภาระหนี้ที่ไม่จำเป็นลดลง มีการออมเพิ่มขึ้นและมีการออมตามแผนทางการเงินและเป้าหมายในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งมีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยง และแรงกดดันทางการเงิน ผ่านการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมตามแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ทั้งยังมีทักษะด้านการเงินดิจิทัล มีความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้ประโยชน์จากการเงินดิจิทัลได้ รวมทั้งสามารถป้องกันและจัดการกับความเสี่ยงหรือภัยที่เกิดจากการเงินดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ได้กำหนดเป้าหมายปี 2565 เป็น “ปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน”

จัดงบฯ พัฒนากลุ่มจังหวัดอันดามัน 338 ล้าน

ดร.ธนกร กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติ วงเงินจำนวน 338.80 ล้านบาท ให้กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (จังหวัดสตูล ตรัง ภูเก็ต พังงา และกระบี่) จำนวน 6 โครงการ รายละเอียด ดังนี้

    1. โครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมเกาะหลีเป๊ะรองรับการท่องเที่ยวนานาชาติ จังหวัดสตูล โดยเป็นการปรับปรุงอาคารของโรงพยาบาลเสริมสร้างสุขภาพตำบลบ้านเกาะหลีเป๊ะ ให้สามารถรองรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งเป็นการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์วงเงิน 80.75 ล้านบาท
    2. โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์ฟื้นฟูพะยูนและสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดตรัง เป็นการปรับปรุงศูนย์เรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟูพะยูนและสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดตรังให้มีความทันสมัยและดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสาน รวมทั้งปรับปรุงศูนย์อนุบาลสัตว์น้ำด้วย วงเงิน 68.80 ล้านบาท
    3. โครงการ Phuket Health Sandbox จังหวัดภูเก็ต เป็นการจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับให้บริการด้านสุขภาพ ทั้งการให้คำปรึกษา เรียกรถพยาบาล ดูประวัติการรักษาของตนเอง รวมทั้งการจัดตั้ง Digital Health Post เพื่อ
    เป็นจุดสำหรับตรวจสุขภาพเบื้องต้นและพบหมอทางออนไลน์ด้วย วงเงิน 25.25 ล้านบาท
    4. โครงการศูนย์กลางการท่องเที่ยวและนันทนาการชายฝั่งแห่งเมืองพังงา จังหวัดพังงา เป็นการก่อสร้างอาคารศูนย์กลางการท่องเที่ยวและลานกิจกรรมนันทนาการ เช่น ลานกิจกรรม ทางวิ่ง ทางเท้า เป็นต้น เพื่อให้เป็นสถานที่รองรับการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวด้วย วงเงิน 80.00 ล้านบาท
    5. โครงการปรับปรุงท่าเทียบเรือโดยสาร – ท่องเที่ยวปากคลองจิหลาด จังหวัดกระบี่ เป็นการปรับปรุงท่าเทียบเรือและอาคารที่ใช้สำหรับรองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน รวมทั้งรองรับต่อผู้ใช้บริการทุกประเภท โดยเฉพาะผู้ใช้บริการที่เป็นผู้พิการ วงเงิน 35.00 ล้านบาท
    6. โครงการพัฒนาแหล่งสปาวารีบำบัดน้ำพุร้อนคลองท่อมเมืองสปา จังหวัดกระบี่ เป็นการปรับปรุงและพัฒนาสปาวารีบำบัดน้ำพุร้อนคลองท่อมให้มีภูมิทัศน์ที่สะอาด สวยงาม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงให้ยังคงมีสภาพเดิมเป็นไปตามธรรมชาติด้วย วงเงิน 49.00 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ทั้ง 6 โครงการ ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์ที่ใกล้เคียงกัน คือ เพื่อรองรับและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยในช่วงฤดูท่องเที่ยว (Low season) ตั้งแต่พฤษภาคม- กันยายน 2565 นี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาในประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 500,000 คน/เดือน สูงกว่าเป้าหมายก่อนนั้นตั้งไว้เพียง 300,000 คน/เดือน และในช่วงฤดูท่องเที่ยว (high season) ตั้งแต่ปลายตุลาคม-ธันวาคม 2565 นี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 1,000,000 คน/เดือน โดยจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยผ่านโครงการต่างๆ เหล่านี้ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย ซึ่งเป็นการดำเนินตามที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติไว้แล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ในการประชุม ครม. สัญจร จังหวัดกระบี่

อนุมัติงบฯ 3,566 ล้าน จ้างบัณฑิตจบใหม่-ปชช. 68,350 คน

ดร.ธนกร กล่าวว่าที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และ นวตกรรม (อว.) ดำเนิน “โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG (U2T for BCG and Regional Development) ใน 7,435 ตำบล ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ วงเงินรวมทั้งสิ้น 3,566.28 ล้านบาท โดยเกิดการจ้างงานประชาชนทั่วไปและบัณฑิตจบใหม่ จำนวนไม่น้อยกว่า 68,350 คน เศรษฐกิจในพื้นที่หมุนเวียนระหว่างดำเนินโครงการไม่น้อยกว่า 600ล้านบาท/เดือน โดยจะนำองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ภายใต้ อว. ไปขับเคลื่อนภาคการผลิตและบริการในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและรักษาระดับการจ้างงาน

โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG (U2T for BCG and Regional Development) มีวัตถุประสงค์ คือ เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการด้าน BCG ในพื้นที่ ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มการจ้างงานบัณฑิตที่เพิ่งจบการศึกษา และประชาชนในพื้นที่พัฒนากำลังคนให้มีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อทักษะการทำงานในปัจจุบันและที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ BCG รวมทั้ง พัฒนาฐานข้อมูลชุมชนขนาดใหญ่ (Thailand Community Big Data :TCD) ให้มีความสมบูรณ์ครอบคลุมในพื้นที่ของประเทศ

กลุ่มเป้าหมาย คือ บัณฑิตจบใหม่ไม่เกิน 5 ปี ผู้ที่ถูกเลิกจ้าง/ประชาชนในพื้นที่สถาบันอุดมศึกษาภาคประชาชนภาคสังคมและภาคส่วนต่างๆ โดยมีการจัดกิจกรรมไม่น้อยกว่า 15,000 กิจกรรม ในพื้นที่ 7,435 ตำบล ทั่วประเทศ 77 จังหวัด เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มคุณภาพ และลดต้นทุน การจัดการตลาด การจับคู่ธุรกิจ การพัฒนาบรรจุการขนส่งและการกระจายสินค้าและบริการ เป็นต้น โดยสถาบันอุดมศึกษาที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ (ตำบล) ทำหน้าที่เป็นผู้บูรณาการ ระบบ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ในพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูล TCD ในการวางแผนและพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน

การจ้างงาน

    -พื้นที่ 3,000 ตำบล ต่อยอดจากโครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย จำนวน 8 คน/ตำบลประกอบด้วยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามาไม่เกิน5 ปีจำนวน 4 คน/ตำบล และผู้ที่ถูกเลิกจ้างและประชาชนในพื้นที่จำนวน 4 คน/ตำบล
    -พื้นที่ 4,435 ตำบลใหม่ จำนวน 10 คน/ตำบลประกอบด้วยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาไม่เกิน 5 ปี 5 คน/ตำบลและผู้ที่ถูกเลิกจ้างประชาชนในพื้นที่ 5 คน/ตำบล

ทั้งนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่ 1 ก.ค. – 30 ก.ย. 65

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงประโยชน์ที่จะคาดว่าจะได้รับจากการดำเนินการ คือ เกิดกิจกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ด้วยยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ BCG ไม่น้อยกว่า 15,000 กิจกรรม ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ในผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชนไม่น้อยกว่า 4,500 รายการ เกิดการจ้างงานประชาชนทั่วไป และบัณฑิตจบใหม่จำนวนไม่น้อยกว่า 68,350 คน เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ระหว่างการดำเนินโครงการไม่น้อยกว่า 600 ล้านบาท/เดือน มีการ Upskill/Reskill พัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นและทักษะที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ BCG รวมทั้งการใช้สามารถจัดทำและใช้ประโยชน์จากข้อมูล TCD ในการวิเคราะห์การจัดทำแผนการพัฒนาพื้นที่ครบทุกพื้นที่

ต่ออายุหนังสือคนประจำเรือ แก้แรงงานประมงขาดแคลน

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่างประกาศ 2 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง พ.ศ…..และร่างประกาศกระทรวงมหาไทย เรื่อง การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม สามารถมายื่นคำขอรับหนังสือคนประจำเรือเพื่ออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และทำงานกับนายจ้างในกิจการประมงทะเล ตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่….. พ.ศ. 2565 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

โดยประกาศทั้ง 2 ฉบับ จะเป็นกฎหมายที่สนับสนุนการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงทางทะเล ที่แม้ในระยะที่ผ่านมากรมประมงได้ดำเนินการแก้ไขโดยดำเนินการตามมาตรา 83 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 มา 3 ครั้ง มีคนต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนและผ่านการพิสูจน์สัญชาติ รวมทั้งสิ้น 14,806 คน และได้มีการต่ออายุหนังสือคนประจำเรือ 1,818 คน โดยทยอยหมดอายุตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กันยายน 2565 ซึ่งแรงงานยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้แรงงานของผู้ประกอบการด้านประมง จึงต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติม

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ประกาศทั้ง 2 ฉบับ เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงทางทะเลตามมติของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) โดยมีผลให้สามารถดำเนินการตามมาตรา 83 พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 3 เดือน ตามห้วงเวลา ดังนี้ 1) ระหว่างวันที่ 1 เมษายน -30 มิถุนายน และ 2) ระหว่างวันที่ 1 กันยายน -30 พฤศจิกายน

โดยการอนุญาตให้คนต่างด้าวที่ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุและมีรอยตราประทับตรวจหนังสือเดินทางขาเข้า หรือคนต่างด้าวที่เคยได้รับหนังสือประจำเรือตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการออกเอกสารคนประจำเรือ สามารถยื่นขอรับหนังสือคนประจำเรือ เพื่อทำงานในเรือประมงได้ไม่เกิน 2 ปี โดยใช้หนังสือคนประจำเรือตามมาตรา 83 ให้ถือว่าเป็นการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และใบอนุญาตให้ทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว

สำหรับการดำเนินการขึ้นทะเบียนคนต่างด้าวเพื่อทำงานในกิจการประมงทางทะเล และการออกหนังสือคนประจำเรือนี้จะมีการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อการดูแลแรงงานต่างด้าวอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง กระทรวงสาธารณศุข กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ยกเว้นกรอบแบบ ตม.6 ลดความแออัดในสนามบิน

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบในหลักการดำเนินการยกเว้นรายการของคนต่างด้าว ซึ่งเดินทางเข้าใน หรือ ออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบ ต.ม.6) เฉพาะกรณีการเดินทางผ่านท่าอากาศยานเป็นการชั่วคราว จากนั้นจะประเมินผลระยะหนึ่ง เพื่อพิจารณาดำเนินการในแนวทางที่เหมาะสมต่อไป ส่วนกรณีการกรอกและยื่นใบ ต.ม.6 ของคนไทยได้ยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2560 โดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 42/2560

อย่างไรก็ตาม การกรอกและยื่นแบบ ต.ม.6 สำหรับการเดินทางทางบก (รถยนต์ รถไฟ) และทางน้ำ (เรือ) คงให้ดำเนินการต่อไป เพราะมีจำนวนไม่มากอย่างมีนัยสำคัญเหมือนช่องทางท่ากาอาศยาน และยังคงเป็นประโยชน์ในด้านการป้องกันอาชญากรรมและการติดตามตัว

สำหรับการยกเว้นการกรอกและยื่นแบบ ต.ม.6 เป็นการชั่วคราวสำหรับชาวต่างชาติ เฉพาะผู้เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานนี้ เนื่องจากเป็นช่องทางที่เวลานี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังต้องมีการตรวจคัดกรองตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด19 โดยจะมีการตรวจคัดกรองเมื่อผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศลงจากอากาศยานใน 2 ส่วน คือตรวจแบบ ต.ม.6 โดยด่านตรวจคนเข้าเมือง และตรวจข้อมูลการรับวัคซีน คัดกรองโรค โดยด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้มีจำนวนผู้เดินทางสะสมมากบริเวณหน้าด่านในช่วงเวลาเที่ยวบินหนาแน่น

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การยกเว้นการกรอกและยื่นแบบ ต.ม.6 สำหรับชาวต่างชาติ จะทำให้การตรวจลงตราหน้าด่านเป็นไปอย่างรวดเร็ว และลดปัญหาความแออัดของผู้โดยสาร และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของท่าอากาศยานซึ่งเป็นประตูด่านแรกที่สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสามารถประหยัดงบประมาณสำหรับการจัดพิมพ์แบบ ต.ม.6 ซึ่งปัจจุบันมีการพิมพ์ในราคาแผ่นละ 0.70 บาท ซึ่งหากมีการจัดพิมพ์ตามปกติที่ 65 ล้านใบ จะคิดเป็นงบประมาณจัดพิมพ์ที่ 45.5 ล้านบาท

สำหรับการจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลกายภาพของผู้เดินทางเข้าประเทศนั้น สามารถจัดเก็บผ่านระบบไบโอเมตริกส์ และในส่วนของข้อมูลด้านการท่องเที่ยวสามารถเก็ฐจากข้อมูลของผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสายการบินได้

ทั้งนี้ ภายหลังจาก ครม. ให้การอนุมัติในหลักการครั้งนี้แล้ว กระทรวงมหาดไทยจะได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการออกประกาศให้เป็นไปตามกฎหมายและเกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็วต่อไป

จัดงบฯ 2,241 ล้าน ซ่อมถนนที่เสียหายจากน้ำท่วม 889 โครงการ

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือ จำเป็นวงเงิน 2,241 ล้านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เพื่อก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยจำนวน 40 จังหวัด อปท.จำนวน 625 แห่ง รวม 889 โครงการ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม 2564 ได้เกิดอุทกภัยจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ คือพายุโซนร้อนโกนเซิน และพายุโซนร้อนเตี้ยนหมู่ ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่ง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างกว้างขวาง และเป็นสาเหตุให้สิ่งก่อสร้าง ถนน สิ่งสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ของอปท.ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่ ซึ่งมีทั้งโครงการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 13 จังหวัด 13 อบจ. 13 โครงการ เช่น โครงการปรับปรุง ซ่อมแซมถนนลาดยาง ซ่อมสร้างถนนลูกรังปิดผิวลาดยางแอสฟัลต์คอนกรีต, เทศบาลนครมี 1 จังหวัด 1เทศบาลนคร 2 โครงการ คือ เทศบาลนครนครราชสีมา เช่น ปรับปรุงผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก, เทศบาลเมือง 2 จังหวัด 2 เทศบาลเมือง 4 โครงการ เช่น ปรับปรุงผิวจราจรโดยการปูแอสฟัลต์ติกคอนกรีตด้วยวิธี Overlay และเทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ใน 40 จังหวัด 189 เทศบาลตำบล 420 อบต.จำนวน 870 โครงการ เช่น ปรับปรุงผิวจราจรจากถนนลูกรังเป็นถนนหินคลุกบดอัด

ขณะที่กระทรวงกลาโหมและกระทรวงคมนาคมเห็นด้วยกับการอนุมัติงบประมาณครั้งนี้ โดยกระทรวงคมนาคมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า โครงการที่ขอรับการจัดสรรงบประมาณควรมีความพร้อมของแบบแปลน และประมาณราคา สามารถดำเนินการก่อสร้างและเบิกจ่ายงบประมาณได้แล้วเสร็จโดยเร็ว และขอให้กระทรวงมหาดไทยปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติ ครม. และหลักธรรมาภิบาลโดยเคร่งครัดต่อไป

เพิ่ม จนท.โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ 1,058 อัตรา

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบแผนอัตรากำลังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และคณะในศูนย์สุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีงบประมาณ 2566-2670 จำนวน 1,058 อัตรา งบประมาณรวม 352 ล้านบาท แบ่งเป็นอัตรากำลังในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 644 อัตรา งบประมาณ 178 ล้านบาท และคณะในศูนย์สุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 414 อัตรา งบประมาณ 173 ล้านบาท

สำหรับแผนเพิ่มอัตรากำลังดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยกำหนดเป้าหมายในการขยายศักยภาพเป็นโรงพยาบาลขนาด 1,000 เตียง จากเดิม 750 เตียง เพื่อให้รองรับผู้ป่วยนอกได้ประมาณ 1.4 ล้านคนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 5,400 คน และผู้ป่วยในประมาณ 37,500 คนต่อปี จากเดิมรองรับผู้ป่วยนอกได้ 1,098,041 คนต่อปี เฉลี่ยวันละ 4,200 คน และผู้ป่วยใน 33,959 คนต่อปี ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพื้นที่บริการสุขภาพในระดับภูมิภาคในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน และแบ่งเบาภาระจำนวนผู้ป่วยจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งจัดหาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรองรับภารกิจด้านการวิจัยทางคลินิคและการวิจัยด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องตามบทบาทของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิชั้นสูงและการวิจัยของศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทาง

นอกจากนี้คณะในศูนย์สุขศาสตร์ซึ่งมี 7 คณะ มีเป้าหมายในการเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอนโดยเพิ่มจำนวนหลักสูตรจาก 62 หลักสูตร เป็น 70 หลักสูตร จึงมีความต้องการอัตรากำลังเพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาและหลักสูตรใหม่เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ

สร้างทางหลวงหมายเลข 7 เชื่อมอู่ตะเภา 4,508 ล้าน

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติ ให้กรมทางหลวงดำเนินงานก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ส่วนต่อขยายเชื่อมต่อสนามบินอู่ตะเภา วงเงินรวม 4,508 ล้านบาท ระยะทางรวม 1.92 กิโลเมตร โดยให้กระทรวงการคลังจัดหาเงินกู้สำหรับค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงานตามแผนบริหารหนี้สาธารณะ และให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินวงเงิน 108 ล้านบาท รวมถึงเงินงบประมาณสมทบกับแหล่งเงินกู้ โดยอัตราส่วนของแหล่งเงินกู้และเงินงบประมาณสมทบให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังทำความตกลงกับแหล่งเงินกู้

สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ส่วนต่อขยายเชื่อมต่อสนามบินอู่ตะเภานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการจราจรที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตบริเวณสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งสนามบินอู่ตะเภาจะเปิดให้บริการเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่3 ในปี 2568 โดยจะเป็นการก่อสร้างทางยกระดับเชื่อมต่อจากทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงพัทยา-มาบตาพุด ถัดจากด่านเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอู่ตะเภาเข้าสู่อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ของสนามบินอู่ตะเภาโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดระยะทางสู่สนามบินอู่ตะเภาจากเดิม 5 กิโลเมตร เหลือ 1.92 กิโลเมตร โดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเพิ่ม รวมถึงทางเลี้ยวและทางแยกต่างระดับบริเวณจุดตัดกับถนนสุขุมวิท คาดว่าเมื่อเปิดให้บริการในปี 2568 จะมีปริมาณจราจรประมาณ 22,000 คันต่อวัน และเพิ่มเป็น 41,300 คันต่อวันในปี 2597 หรือปีที่ 30 ของโครงการ

น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า มูลค่าโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ส่วนต่อขยายเชื่อมต่อสนามบินอู่ตะเภารวม 4,508 ล้านบาท จะแบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดรวม 4,400 ล้านบาท ใช้จ่ายจากเงินกู้ตามแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2565 และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 108 ล้านบาท ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณระยะเวลาก่อสร้างระหว่างปี 2565-2567 โดยโครงการนี้แม้จะไม่มีผลตอบแทนทางการเงินเพราะไม่มีรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในบริเวณส่วนต่อขยาย แต่เมื่อวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ของโครงการพบว่า มีค่าร้อยละ 14.79 ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำหนดที่ร้อยละ 12 แสดงว่าโครงการฯ มีความเหมาะสมที่จะลงทุน

ปรับลดบัญชีคุ้มครองสัตว์ป่า หนุนส่งออก “จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย”

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบในหลักการร่างข้อเสนอการปรับลดบัญชีจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย (Crocodylus siamensis) โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องจัดส่งร่างข้อเสนอดังกล่าวต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เพื่อเสนอเข้าวาระการประชุมภาคีอนุสัญญา CITES ครั้งที่ 19 ภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2565 นี้ ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างข้อเสนอฯ ดังกล่าว ที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้เป็นดุลยพินิจของอธิบดีกรมประมงเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับมาเสนอ ครม. ใหม่

ทั้งนี้ จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ และอยู่ในบัญชี 1 ตามอนุสัญญา CITES ซึ่งเป็นบัญชีสำหรับชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์มาตั้งแต่ปี 2518 เนื่องจากประชากรจระเข้ตามธรรมชาติในประเทศไทยมีจำนวนน้อย แต่ปัจจุบันมีมากกว่า 100 ตัว ต่อมาประเทศไทยเริ่มมีการเพาะพันธุ์จระเข้และมีการค้าขายกันเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในปี 2556 ในการประชุมภาคีอนุสัญญาCITES ครั้งที่16 ประเทศไทยจึงขอเสนอปรับลดบัญชีจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยจากบัญชี 1 ตามอนุสัญญาCITES เป็นบัญชี 2 เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกจระเข้ไปยังต่างประเทศ แต่ข้อเสนอครั้งนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม เนื่องจากประเทศภาคีสมาชิกบางประเทศคือสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มีความกังวลต่อจำนวนประชากรจระเข้น้ำจืดของไทยในธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามข้อเสนอการปรับลดบัญชีจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยครั้งใหม่นี้ ได้มีการเพิ่มและปรับปรุงข้อมูลในส่วนแนวทางการคุ้มครองจระเข้ตามธรรมชาติของประเทศไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยคุกคามต่อจระเข้ตามธรรมชาติ เป็นต้น เพื่อให้ประเทศภาคีอนุสัญญา CITES มั่นใจว่าจระเข้ตามธรรมชาติจะได้รับการคุ้มครอง และจะไม่มีการทำการค้าโดยเด็ดขาด และการค้าจระเข้จะมาจากฟาร์มเพาะพันธุ์ของเกษตรกรที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น

น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า ความแตกต่างระหว่างบัญชี 1 และบัญชี 2 ตามอนุสัญญา CITES คือ บัญชี 1 จะระบุชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่มีสภาพใกล้สูญพันธุ์ ห้ามมีการส่งออกเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า แต่หากชนิดพันธุ์ดังกล่าว สามารถเพาะพันธุ์และมีศักยภาพในการค้าขายเชิงพาณิชย์ได้ให้สามารถส่งออกได้ ภายใต้เงื่อนไขคือ ต้องเป็นฟาร์มที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักเลขาธิการ CITES แล้ว และต้องขอใบอนุญาตส่งออก ใบอนุญาตให้เพาะพันธุ์จระเข้ และใบอนุญาตให้ค้าจระเข้เช่นเดียวกับบัญชี 2 ส่วนบัญชี 2 เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่มีสถานภาพยังไม่ใกล้สูญพันธุ์ สามารถส่งออกเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าได้ โดยจะต้องมีใบอนุญาตส่งออก ใบอนุญาตให้เพาะพันธุ์จระเข้ และใบอนุญาตให้ค้าจระเข้ โดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนฟาร์มกับสำนักเลขาธิการCITES

ขยายเวลาก่อสร้าง “ห้วยโสมง-เขื่อนแม่กวงอุดมธารา”

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปราจีนบุรี กรอบวงเงิน 9,078 ล้านบาท ขยายเวลาออกไปอีก 2 ปี จากเดิมระยะเวลาดำเนินการ 13 ปี คือจากปี 2553-2565 เป็น 15 ปี สิ้นสุดโครงการปี 2567 และโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ กรอบวงเงิน 15,000 ล้านบาท ขยายเวลาออกไปอีก 5 ปี จากเดิมระยะเวลาดำเนินการ 11 ปี จากปี 2555-2565 เป็น 16 ปี สิ้นสุดโครงการปี 2570

ทั้งนี้ทั้ง 2 โครงการได้เคยได้รับความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการมาแล้ว และในครั้งนี้ก็ยังคงเป็นการขอขยายระยะเวลาดำเนินโครงการเนื่องจากปัญหาลักษณะเดิมคือ การจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนและการจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนพื้นที่อุทยานยังไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งจากสถานการณ์โรคโควิด 19 ที่รัฐบาลมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางของบุคคลส่งผลให้ผู้รับจ้างประสบปัญหาขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรเครื่องมือไม่เพียงพอ และไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสถานที่ก่อสร้างได้

อย่างไรก็ตาม ครม. เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาเทคนิควิธีการสำรวจพื้นที่สำหรับก่อสร้างโครงการชลประทานให้มีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถวางแผนและกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างได้อย่างเหมาะสม และร่วมกับสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการชลประทาน โดยให้มีการประเมินปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดที่อาจเป็นอุปสรรคในการดำเนินโครงการอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในส่วนระยะเวลาการจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าใช้พื้นที่ เพื่อให้สามารถกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการได้อย่างเหมาะสม ลดภาระในการเสนอขออนุมัติขยายระยะเวลาโครงการในภายหลัง

ตั้ง “นันทิวัฒน์ สามารถ” เลขาฯ รมว.ต่างประเทศ

นางสาวไตรศุลี กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติ/เห็นชอบในเรื่องแต่งตั้งข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานของรัฐ มีรายการดังนี้

1. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

    1. นายชุมพล เด็จดวง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) สำนักงบประมาณ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2564
    2. นายสารสิน ศิริถาพร ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) สำนักงบประมาณ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2565

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

    1. นางทิพย์วรรณ ศุภมิตรกิจจา กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล
    2. นางอุรษา มงคลนาวิน อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ และไอร์แลน์เหนือ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 2 ราย ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ

3. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอการ แต่งตั้ง นายนันทิวัฒน์ สามารถ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป

4. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายพุ่งพงษ์ สุวรรณเลิศ ที่ปรึกษาด้านข่าวกรองความมั่นคงและสถาบันหลัก (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

5. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอแต่งตั้ง นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2565 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป

6. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง ศาสตราจารย์จิรประภา อัครบวร เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป โดยผู้ได้รับแต่งตั้งแทนนี้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว

อ่าน มติ ครม. ประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2565 เพิ่มเติม