นายกฯ เผยญี่ปุ่นสนใจลงทุน “อีอีซี” เพิ่ม – มติ ครม. ผ่าน ร่าง พ.ร.ฎ. เลือก ส.ว. – กกต. ของบฯ 600 ล้าน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.
ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน โดยหลังการประชุมนายกฯ แถลงข่าวและตอบคำถามสื่อมวลชน ดังนี้

เผยนักธุรกิจญี่ปุ่นสนใจลงทุนพื้นที่ “อีอีซี” เพิ่ม

พล.อ. ประยุทธ์ แถลงถึงการเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 10 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8-10 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่ามีผลสำเร็จในเรื่องการเดินหน้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (อีอีซี)

โดยสภาธุรกิจญี่ปุ่น นักธุรกิจญี่ปุ่น ให้ความสนใจและมีการขอสิทธิประโยชน์ในการลงทุนอีอีซีอีกหลายบริษัท ถือว่าเป็นประเทศที่มีการลงทุนในอีอีซีมากที่สุดในปัจจุบัน ขณะที่หลายประเทศก็ให้ความสนใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

“อย่างไรก็ตามผมย้ำเสมอว่าเขนาดใหญ่ทำแล้ว ขนาดเล็กก็ต้องดูด้วย ในส่วนผู้มีรายได้น้อยจะทำอย่างไร วันนี้มีมาตรการหลายมาตรการดูแลภาคการเกษตรอีกหลายมาตรการ” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

ตำหนิข้าราชการล่าสัตว์ป่า -หากทำผิด ไม่ละเว้น

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมปลัดอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี และพวกที่เข้าไปล่าหมีขอภายในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยคว่า ได้มีการให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

“เช่นเดียวกับคดีเดิม (คดีเสือดำ) ผมไม่เข้าใจว่าทำไมยังมีคนประเภทนี้อยู่ ตอนนี้กำลังสอบสวนและทราบว่ามีการให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีละเว้นให้ใครทั้งสิ้น น่าสงสารสัตว์นะ ไม่รู้จะฆ่ามันทำไม แล้วเป็นข้าราชการด้วย ยิ่งไม่เหมาะสม”

ระบุตั้งพรรคการเมืองได้ หากไม่ทำผิดกฎหมาย

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีกระแสข่าวการจัดตั้งพรรคการเมืองในขณะนี้ว่าสามารถทำได้หากไม่ผิดกฎหมาย แต่ขอให้ประชาชนติดตาม เรียนรู้ และหาข้อเท็จจริงว่าทำได้จริงหรือไม่

“อย่างที่ผมเคยเตือนว่าเวลาใครจะพูดอะไร อะไรที่มันเกิดประโยชน์ ดูเหมือนดี ดูเหมือนได้ประโยชน์ แล้วไปสนับสนุน ท่านต้องไปค้นหาข้อเท็จจริงด้วยว่ามันทำได้จริงหรือไม่ กฎหมายว่ายังไง งบประมาณมาจากไหน”

“เพราะการเปลี่ยนอะไรต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เหมือนที่รัฐบาลนี้ทำงานมา 3-4 ปีที่ผ่านมา ต้องแก้ไขกฎหมายเยอะแยะไปหมด แล้ววันหน้าก็เป็นการเมืองอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งมีหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้มองว่าการเมืองคือเกมส์ เพราะโดยพื้นฐานไม่ใช่นักการเมือง แต่พยายามศึกษาอยู่ว่าการเมืองไทยเป็นแบบไหนแต่หลายประเทศการเมืองคือการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องมาต่อสู้กัน ทำลายล้างกัน หรือให้ร้ายกันจนทำงานกันไม่ได้

“นี่เป็นสิ่งที่บ้านเราจะต้องแก้ไข ประชาชนต้องเรียนรู้ นักการเมืองต้องปรับตัว เพื่อทำให้เกิดการปฏิรูปได้อย่างแท้จริง”

โยน กกต. พิจารณานักการเมืองแห่พบอดีตนายกฯ เหมาะสมหรือไม่

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีนักการเมืองยังคงให้ความสำคัญกับอดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ต่างประเทศว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตรวจสอบว่าทำได้หรือไม่

“ผมก็ไม่สามารถรับรองได้ว่ามันผิดหรือถูก แต่มันเป็นเรื่องของความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ควรกระทำหรือไม่ ก็เป็นสิทธิของเขาที่จะไปทำ แต่จะผิดหรือถูก เป็นเรื่องของ กกต.” นายกฯ กล่าว

เผยพื้นที่ชายแดนใต้แนวโน้มดี เน้นพัฒนามากกว่าใช้กำลังทหาร

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีสถานการณ์ภาคใต้ว่าหลายอย่างมีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการพัฒนา การมีส่วนร่วมของประชาชน ความสงบสุข และความปลอดภัย ส่วนกรณีที่สื่อมวลชนถามว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ยังไม่ดีขึ้นนั้น เป็นการฟังจากนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งบางครั้งไม่ได้คำนึงถึงข้อกฎหมาย

“ท่านก็ไปฟังแต่พวกสิทธิมนุษยชน เขาก็พูดแต่เรื่องของเขาเรื่องเดิม ซึ่งบางทีเขาไม่ได้คำนึงถึงข้อกฎหมายเท่าไหร่ อย่างนี้ก็ลดลงยาก แต่วันนี้หลายอย่างดีขึ้น การศึกษาก็ดีขึ้น การลงทุนก็มากขึ้นตามลำดับ เราเน้นในเรื่องของการพัฒนามากกว่าการใช้กำลังทหาร กำลังทหารใช้ในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของคนบริสุทธิ์ทั่วไป เพราะทุกศาสนาต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติวิธี”

นายกรัฐมนตรี กล่าวและเผยว่าในวันที่ 11 ตุลาคม 2561 จะเดินทางร่วมการประชุม ASEAN Leader’s Gathering (ALG) ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

มติ ครม. มีดังนี้

พล.ท.สรระสริญ แก้วกำเนิดโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

ปรับสิทธิประโยชน์ภาษี ดึงต่างชาติตั้ง “สนง.ใหญ่”

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวม 4 ฉบับ (การปรับปรุงมาตรการภาษีเกี่ยวกับสำนักงานใหญ่) และออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) ทดแทน

โดยร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงมาตรการภาษีเกี่ยวกับสำนักงานใหญ่ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีเกี่ยวกับความโปร่งใสด้านภาษี การจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม และการต่อต้านการกัดกร่อนฐานภาษีและการโยกย้ายกำไร (Base Erosion and Profit Shifting: BEPS) รวมทั้งป้องกันไม่ให้ถูกมาตรการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามการเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศใน โครงการ BEPS

ทั้งนี้ในปัจจุบันกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรมีมาตรการภาษีเกี่ยวกับสำนักงานใหญ่ เพื่อส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาิเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ 4 มาตรการ ได้แก่

  • สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (Regional Operating Headquarters: RHQ1)
  • สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (RHQ2)
  • สำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (International Headquarters: IHQ)
  • บริษัทการค้าระหว่างประเทศ (International Trading Center: ITC)

“มาตรการดังกล่าวอาจถูกพิจารณาว่าประเทศไทยดึงดูดฐานภาษีจากประเทศอื่น โดยปกป้องฐานภาษีของตนเอง แม้ไทยจะไม่ได้มีเจตนาดังกล่าว ดังนั้นจึงเห็นควรยกเลิกและออกมาตรการภาษีใหม่คือ IBC ให้สอดคล้องกับโครงการ BEPS อย่างไรก็ตามจะไม่กระทบกับผู้รับสิทธิประโยชน์ไปแล้ว แต่จะไม่มีรับขึ้นทะเบียนใหม่ โดยผู้ได้รับประโยชน์จะได้รับสิทธิจนครบกำหนดระยะเวลา” นายณัฐพรกล่าว

ไฟเขียวร่าง กม.คุมสินเชื่อ “คาร์ฟอร์แคช”

นายณัฐพรกล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีสาระสำคัญในการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบายในการส่งเสริม และกำกับดูแลการประกอบกิจการทางการเงิน รวมทั้งจะมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

“เหตุที่ต้องออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะปัจจุบันสถาบันการเงินหลักๆ ของเรามีคนกำกับดูแลอยู่แล้ว แต่จะมีผู้ให้บริการทางการเงินบางประเภท เช่น ลีสซิ่ง แฟคตอริ่ง หรือคาร์ฟอร์แคช ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานภาครัฐไปกำกับดูแลชัดเจน จึงใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในการกำกับดูแลอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลอย่างเป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน และส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ จึงมีการเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้น” นายณัฐพรกล่าว

โดยผู้ให้บริการทางการเงินตามกฎหมายนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินประเภทให้สินเชื่อ เช่น พิโกไฟแนนซ์, สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และ 2) กลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ เช่น ลีสซิ่ง, แฟคตอริ่ง ซึ่งผู้ให้บริการดังกล่าวนี้จะต้องมาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่เริ่มประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ ในร่าง พ.ร.บ. ยังได้กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มาขึ้นทะเบียน โดยต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ หรือเงื่อนไขที่คณะกรรมการฯ ประกาศกำหนดจะต้องมีโทษปรับไม่เกิน 3 แสนบาท รวมทั้งมีโทษทางอาญาสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“สิ่งที่สำนักงานฯ จะเข้ามากำกับดูแล เช่น กลไกการกำหนดค่าธรรมเนียม วิธีการคิดดอกเบี้ย และวิธีการทวงหนี้ ซึ่งช่วงแรกจะขอให้มาขึ้นทะเบียนไว้ก่อน จะได้รู้บ้างว่าใครเป็นผู้ให้บริการเหล่านี้ เพื่อจะได้ควบคุมดูแลให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคได้ หลังจากนั้นจะมีการพิจารณากฎระเบียบต่างๆ ว่าควรจะต้องควบคุมดูแลด้านใดบ้าง” นายณัฐพรกล่าว

ผ่าน ร่าง พ.ร.ฎ. เลือก ส.ว. – กกต. ของบเพิ่ม 600 ล้าน

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆกษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.ฎ.การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในที่ประชุมว่า กกต. จะเป็นผู้กำหนดขั้นตอนการคัดเลือกทั้งหมด

ซึ่งตามร่างกฎหมายดังกล่าว กกต. จะต้องดำเนินการจัดการให้มีการคัดเลือก สว.จำนวน 200 คน ให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่น้อยกว่า 15 วัน แล้วจึงนำรายชื่อเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

  1. โดยตำแหน่งจำนวน 6 คน ประกอบด้วย ผู้บัญชาการทั้ง 4 เหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงกลาโหม
  2. กลุ่มที่มาจากการคัดเลือก โดยการรับสมัคร ส.ว. ในวันที่ 26-30 พฤศจิกายน 2561 โดยจะมีการเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด จนถึงระดับประเทศ แล้วทำการคัดเลือกให้เหลือ 200 คน ภายในวันที่ 2 มกราคม 2562 หรืออย่างช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 จากนั้น คสช.จะเป็นผู้คัดเลือกให้เหลือ 50 คน และสำรองไว้อีก 50 คน ภายใน 60 วัน อย่างช้าอยู่ที่ประมาณปลายเดือน เมษายน 2562
  3. กลุ่มที่มาจากการสรรหา โดย คสช. จะตั้งคณะกรรมการสรรหา จำนวน 9 – 12 คน เพื่อสรรหาบุคคล จำนวน 400 คน มาให้ คสช. คัดเลือก ไม่เกินวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 จากนั้น คสช. จะคัดเลือกให้เหลือ 194 คน และสำรองอีก 50 คน รวมทั้งสิ้น 250 คน จากนั้นจะนำรายชื่อทั้งหมดทูลเกล้าฯ

“กระบวนการคัดเลือก สว.ในระดับอำเภอ จะสอดคล้องกับการปลดล็อกให้ทำกิจกรรมทางการเมืองในช่วงเดือนธันวาคม 2561” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่าว่า นอกจากนี้ กกต. ได้ของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อใช้ในการจัดการเลือก ส.ว. อีกประมาณ 600 ล้านบาท จากเดิมที่เคยของบเลือกตั้ง ส.ส. ไว้ 3,000 ล้านบาท โดย กกต. จะต้องทำแผนชี้แจงมาว่างบที่ขอเกินมาจะใช้ทำอะไร และที่บอกว่าไม่พอนั้น ไม่พออย่างไร และต้องรอพิจารณาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะใช้อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นสถานที่ในการคัดเลือก ส.ว. ในระดับประเทศ

เคาะสร้างแฟลตดินแดง เฟส 2-4 อีก 6,212 ยูนิต

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง รองรับผู้อยู่อาศัยเดิม ระยะที่ 2, 3 และ 4 ตามแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (พ.ศ. 2559-2567) จำนวน 6,212 หน่วย วงเงินลงทุนรวม 10,115 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินกู้ภายในประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ให้กู้ และการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ขอกู้ต่อจากกระทรวงการคลัง ในอัตราดอกเบี้ยเท่าที่กระทรวงการคลังกู้มา

และได้เห็นชอบในหลักการเพิ่มหมวดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่ดิน โดยปรับเกลี่ยจากกรอบงบประมาณ จำนวน 35,754 ล้านบาท ตามแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (พ.ศ. 2559-2567) รวมถึงการบริหารจัดการคนเข้าอยู่อาศัยในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง รองรับผู้อยู่อาศัยเดิม ระยะที่ 1-4 ในกรณีที่มีหน่วยพักอาศัยคงเหลือจากการบรรจุผู้อยู่อาศัยเดิมในแต่ละระยะของโครงการฯ ดังนี้

  1. กรณีที่มีหน่วยพักอาศัยคงเหลือจากการรื้อย้ายตามแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (พ.ศ. 2559-2567) ในแต่ละระยะ ให้ผู้อยู่อาศัยเดิมที่มีสิทธิในระยะถัดไป สามารถยื่นคำร้องขอรับสิทธิเช่าอาคารพักอาศัยได้ ตามเกณฑ์ที่ กคช. กำหนด
  2. กรณีที่มีผู้ขอรับค่าชดเชยสิทธิ เกินกว่ากรอบงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ กคช. สามารถปรับเกลี่ยระหว่างรายการ ภายใต้กรอบลงทุน 35,754.25 ล้านบาท ตามที่ได้รับอนุมัติไว้
  3. การเข้าอยู่อาศัยโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1-4 หากมีกรณีต้องดำเนินการตามข้อ 1. และ 2. หรือมีกรณีจำเป็นเร่งด่วนอื่นๆ ที่ไม่กระทบสาระสำคัญตามแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (พ.ศ. 2559-567) ตามมติคณะรัฐมนตรี (17 สิงหาคม 2559) ให้คณะกรรมการ กคช. เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการ

อนึ่งโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงรองรับผู้อยู่อาศัยเดิม ระยะที่ 2, 3 และ 4 จำนวน 6,212 หน่วย เป็นไปตามกรอบแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (พ.ศ. 2559-2567) พัฒนาบนพื้นที่ราชพัสดุของกระทรวงการคลัง โดย กคช. เป็นผู้ใช้ที่ดินเพื่อจัดทำโครงการรวม 40.57 ไร่ โดยจะเริ่มภายหลังการย้ายผู้อยู่อาศัยเดิมจากอาคารแฟลต 18-22 ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับก่อสร้างโครงการ ระยะที่ 2 เข้าอยู่อาศัยในอาคารแปลง G ในทุกระยะได้วางแผนให้แต่ละอาคารเดิมมีการรื้อย้ายเพียงครั้งเดียว คือสร้างอาคารใหม่แล้วเสร็จ จึงทำการย้ายผู้อยู่อาศัยขึ้นตึก เพื่อให้ชาวชุมชนดินแดงไม่ต้องย้ายออกไปหาที่อยู่อาศัยชั่วคราวระหว่างดำเนินการก่อสร้าง สำหรับโครงการฯ รองรับผู้อยู่อาศัยเดิม ระยะที่ 2, 3 และ 4 จะพัฒนาเป็นอาคารสูง 26-35 ชั้น จำนวน 10 อาคาร รวมจำนวนหน่วยพักอาศัย 6,212 หน่วย โดยทุกระยะมีขนาดห้องพัก 33 ตารางเมตร

ยกเว้น “อากรแสตมป์ – ภาษีธุรกิจเฉพาะ” หนุนคนจนซื้อบ้าน

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดเพื่อใช้อยู่อาศัยสำหรับโครงการประชารัฐสวัสดิการของกรมบังคับคดีเฉพาะการโอนให้แก่ผู้ซื้อทอดตลาดที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป

โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี สามารถซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 3 แสนบาท และหากเป็นผู้มีรายได้ 30,000-100,000 บาทต่อปี สามารถซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ ได้แก่ ลดเงินมัดจำจาก 5 หมื่นบาท เหลือ 5 พันบาท, ไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ จากปกติต้องติดอากรแสตมป์ 2 บาทต่อราคาสินทรัพย์ทุก 200 บาท, ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ, มีสิทธิ์ซื้อได้เพียงคนละ 1 รายการเท่านั้น

“เพื่อให้โครงการดังกล่าวบรรลุ ตามเป้าหมายและช่วยลดภาระอากรแสตมป์ให้แก่ผู้ซื้อทอดตลาด จึงเห็นควรยกเว้นอากรแสตมป์ ให้แก่ผู้ซื้อทอดตลาดที่ได้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐที่ปัจจุบันมีจำนวน 11 ล้านคน โดยจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้เพียงเล็กน้อยประมาณ 12 ล้านบาท” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

“บิ๊กฉัตร” แจ้งหน่วยงานวางแผนใช้น้ำ หลังพบ 6 เขื่อน เหลือไม่ถึงครึ่ง

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานต่อที่ประชุม ครม. เรื่องการบริหารจัดการน้ำ จากการลงพื้นที่สำรวจเขื่อน และอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ พบว่า ปัจจุบันมีเขื่อนทั้งสิ้น 6 เขื่อน ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 50 ของความจุเขื่อน ได้แก่ เขื่อนแม่กวง จ.เชียงใหม่ เขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนลำนางลอง จ.บุรีรมย์ เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี และเขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี

ทั้งนี้คาดว่าจากนี้ จนหมดฤดูฝน เขื่อนเหล่านี้มีน้ำเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 3 ต่อเขื่อน ซึ่งต้องระมัดระวังเรื่องการใช้น้ำ พล.อ. ฉัตรชัย ได้แจ้งให้ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่อยู่ท้ายแหล่งน้ำ วางแผนการใช้น้ำของพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ ให้จัดลำดับความเร่งด่วนให้เหมาะสมกับความจำเป็น ไม่อย่างนั้น ในปี 2562 หากฝนไม่ตกตามฤดูกาล หรือเกิดปัญหาภัยแล้ง ประชาชนอาจได้รับผลกระทบได้

เห็นชอบแก้ไข พ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ – ลงทะเบียนสัตว์เลี้ยง

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติ เห็นชอบในหลักการของร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันการทารุณกรรมและจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เพื่อเพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ที่ต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง และค่าธรรมเนียมปรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่เกิน 25,000บาท

โดยเนื้อหาที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจะบังคับใช้กับสัตว์ทุกประเภท โดยให้ท้องถิ่นเป็นผู้ออกข้อบทบัญญัติเพื่อบังคับใช้ในแต่ละพื้นที่อีกครั้ง โดยเริ่มต้นที่การทะเบียนสุนัข และแมวก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถือเป็นสัตว์ที่ส่งผลกระทบและสร้างปัญหาให้กับสังคม ที่มีการทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงเหล่านี้จำนวนมาก ดังนั้น เจ้าของจึงควรดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างดี ไม่ควรปล่อยให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ หรือความรำคาญแก่ผู้อื่น ขณะที่สัตว์เลี้ยงอื่นๆ จะอยู่ในลำดับถัดไป

“หลังจากที่ ครม. อนุมัติหลักการแล้ว จะส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาพิจารณาอีกเล็กน้อย ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาต่อไป ส่วนบทบัญญัติที่แก้ไข ว่าด้วยโทษปรับนั้น ที่ประชุม ครม. ไม่ได้ซักถามแต่เชื่อว่าหน่วยงานได้จัดรับฟังความเห็นแล้ว” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

“อุตตม” เผย ครม. จัดงบกลาง 6,500 ล้าน อุ้มชาวไร่อ้อย

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตฤดูการผลิต 2561/2562 วงเงินรวม 15,600 ล้านบาท แยกเป็นเงินงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นประจำปีงบประมาณ 2562 จำนวน 6,500 ล้านบาท จ่ายให้ชาวไร่อ้อยตันละ 50 บาท ไม่เกินรายละ 5,000 ตัน และเงินจากกลไกของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายอีกจำนวน 9,100 ล้านบาท จ่ายให้ตันละ 70 บาท รวมเป็นตันละ 120 บาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือน พ.ย. 2561 – เม.ย. 2562

“การใช้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในวงเงิน 6,500 ล้านบาทในครั้งนี้ไม่ถือว่าขัดต่อพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) เนื่องจากมูลค่าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยในฤดูการผลิตปี 2561/2562 มีมูลค่ารวมประมาณ 130,000 ล้านบาทต่อปี การอุดหนุนจึงไม่เกิน 10% หรือ 13,000 ล้านบาท จึงถือเป็นการอุดหนุนที่เล็กน้อยที่รัฐสามารถดำเนินการได้” นายอุตตมกล่าว

โดยการช่วยเหลือดังกล่าวจะทำให้ชาวไร่อ้อยได้รับราคาอ้อยขั้นต้นในฤดูการผลิตปี 2561/2562 ที่ราคาประมาณ 800 บาทต่อตัน มาจากการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นที่ตันละ 680 บาทรวมกับเงินช่วยเหลืออีกตันละ 120 บาท รวมเป็น 800 บาท และเมื่อรวมกับค่าส่วนเพิ่มจากคุณภาพอ้อยที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย เกษตรกรชาวไร่อ้อยจะได้รับราคาอ้อยประมาณ 880-900 บาทต่อตัน ที่ค่าความหวานเฉลี่ย 12.35 ซี.ซี.เอส

ซึ่งเกษตรกรจะได้รับเงิน 50 บาทต่อตัน ที่รัฐสนับสนุน จ่ายเข้าบัญชีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยตรง ส่วนเงินสนับสนุนจากกลไกกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายในอัตราตันละ 70 บาทนั้น ทางโรงงานจะเป็นผู้จ่ายให้ชาวไร่อ้อยโดยตรง

“ราคาอ้อยและน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำพอสมควร เมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา วันนี้อ้อยอยู่ที่ประมาณตันละ 680 บาท จากที่ผ่านมาตันละ 900-1,000 บาท จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังปรับตัวกับโครงสร้างใหม่ ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมจึงเสนอมาตรการเพื่อดูแลชาวไร่อ้อย ซึ่งจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนแรกรัฐบาลให้การช่วยเหลือเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตในอัตราตันละ 50 บาท และส่วนที่ 2 คือชาวไร่อ้อยและโรงงานช่วยเหลือตัวเอง โดยนำเงินส่งกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นประจำ จะนำเงินส่วนนี้มาใช้ในอัตราตันละ 70 บาท รวมการช่วยเหลือ 120 บาทต่อตัน เมื่อรวมแล้วจะได้รับราคาอ้อยประมาณ 800-900 บาท จะทำให้ชาวไร่อ้อยอยู่ได้ในช่วงนี้ และเป็นการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยทุกคน 340,000 ราย ไม่ใช่เฉพาะรายใหญ่” นายอุตตมกล่าว

เห็นชอบจัดพิธีบำเพ็ญกุศล น้อมรำลึกคล้ายวันสวรรคตในหลวง ร.9

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลและกิจกรรมน้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรว่า สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีกำหนดจะจัดกิจกรรมในวันที่ 12 และ 13 ตุลาคม 2561 หลังจากนั้นได้มีกำหนดการของทางสำนักพระราชวังออกมา โดย ครม.เห็นสมควรว่าเพื่อให้การจัดการงานดังกล่าวสอดคล้องและเป็นไปในแนวทางปฏิบัติเดียวกัน และยึดถือปฏิบัติสืบต่อไปตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

จึงเห็นควรให้งดการจัดงานของทำเนียบรัฐบาลที่เดิมกำหนดจะจัดในวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2561 ให้ไปจัดงานในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2561 ในวันเดียวกัน โดยมีกิจกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย กิจกรรมทำบุญตักบาตร (ระหว่างเวลา 05.30 น. – 07.30 น.) ณ พระลานพระราชวังดุสิต ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมคู่สมรส จะเข้าร่วมกิจกรรมฯ โดยการแต่งกายสุภาพบุรุษ แต่งกายชุดปกติขาว สุภาพสตรี แต่งกายด้วยชุดไทยอมรินทร์ หรือชุดไทยจิตรลดา (โทนสีเหลือง)

จากนั้น เวลาประมาณ 08.45 น. – 09.00 น. จะมีพิธีวางพวงมาลาและถวายบังคมหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ท้องสนามหลวง และในช่วงเย็นเวลาประมาณ 18.45 น. ณ ท้องสนามหลวง จะมีพิธีถวายบังคมและจุดเทียนเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมทั้งจะมีการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที พร้อมเปิดเพลงพระผู้ทรงเป็นนิรันดร์ โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมภริยา เข้าร่วมพิธีฯ ด้วย

ประชุม ครม.สัญจร พะเยา-เชียงราย 29-30 ต.ค.นี้

พ.อ.หญิง ทักษดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและคณะ มีกำหนดการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 8/2561 และตรวจราชการ ระหว่างวันที่ 29-30 ตุลาคม 2561 ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย น่าน พะเยา และแพร่) โดยนายกฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการพื้นที่ จ.พะเยาและ จ.เชียงราย โดยจัดการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เชียงรายในวันที่ 30 ตุลาคม 2561

อ่านมติ ครม. ประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2561เพิ่มเติม