รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
Made in Germany
บทความของ New York Times เขียนถึงการสั่นคลอนของอุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมัน โดยกล่าวว่า ในงานครบ 140 ปีของ Mercedes-Benz เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จุดเด่นของงานคือเอกสารรายมือการขอจดสิทธิบัตร “เครื่องยนต์ใช้น้ำมัน” ของวิศวกรชื่อ Carl Benz ที่ยื่นในปี 1886
เอกสารนี้ไม่เพียงแต่เป็นหลักฐานยืนยันว่า เยอรมันเป็นถิ่นกำเนิดของรถยนต์ แต่ยังช่วยอธิบายว่า ทำไมปัญหาที่เกิดขึ้นกับยักษ์ใหญ่รถยนต์ของเยอรมัน เช่น Volkswagen, Mercedez Benz และ BMW คือสิ่งที่เป็นภัยอันตรายต่อเศรษฐกิจเยอรมัน รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของคนงานหลายหมื่นคน
เผชิญ 3 ปัญหาท้าทายการอยู่รอด
บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมันกำลังต่อสู้กับแรงกดดันจากภาษีทรัมป์ การแข่งขันจากจีน และการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ EV ความรุนแรงของปัญหาปรากฏชัดขึ้นมา เมื่อผู้บริหาร Volkswagen ประกาศปิดโรงงานบางแห่ง ลดปริมาณการผลิตในเยอรมันจากปีละ 12 ล้านคันเหลือ 9 ล้านคัน และปลดคนงานหลายหมื่นคน
วิกฤติของบริษัทรถยนต์เยอรมัน ทำให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวทางบริหารจัดการของบริษัทเยอรมัน ที่พยายามรักษาความสมดุลระหว่าง ผลกำไรกับการมีความมั่นคงในการจ้างงาน ให้พนักงานมีสิทธิ์ในเรื่องการบริหาร แนวทางบริหารแบบนี้ จะทำให้บริษัทสามารถปรับตัวได้รวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหรือไม่ บริษัทรถยนต์ของจีนสามารถผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดได้ภายในเวลาไม่เกิน 18 เดือน ขณะที่บริษัทตะวันตกใช้เวลามากกว่านี้
นักวิเคราะห์ของ Berenberg Bank กล่าวว่า เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล และรถยนต์ ถือเป็นจุดแข็งของอุตสาหกรรมเยอรมัน ที่มีรากฐานมาตั้งแต่ศตวรรษ 19 ที่วิศวกรรมเยอรมันมีความก้าวหน้าอย่างมาก เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แรงงานสัมพันธ์ของเยอรมันกลายเป็นอุปสรรค ธุรกิจสามารถหารือเรื่องการลดแรงงานจำนวนพอประมาณ แต่ถ้าต้องลดแรงงานจำนวนมากจะเป็นเรื่องที่ยาก
แต่ Ola Kallennius หัวหน้าผู้บริหาร Mercides Benz กล่าวว่า เยอรมันยังคงครอบครองทักษะที่ทำให้ Mercedes Benz, BMW, Audi กับ Porsche ของ Volkswagen สามารถรักษาตลาดรถยนต์ระดับคุณภาพสูงไว้ได้ อย่างเช่น Benz S-Class รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อมกราคมที่ผ่านมามา เป็นรถที่มีต้นกำเนิดจากเยอรมัน ทั้ง DNA จิตวิญญาณ ทักษะด้านวิศวกรรม ความแม่นยำ และความคิดแบบมีคุณภาพ
รบกับรถยนต์จีนใน 2 แนวรบ
รายงานของ New York Times กล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมันถูกโจมตีจาก 2 แนวรบ ภายในจีนที่เป็นตลาดรถยนต์ใหญ่สุดของโลก ยอดขายรถยนต์แบรนด์เนมต่างประเทศลดลง และรถยนต์จีนกำลังสร้างความสำเร็จในตลาดยุโรป เดือนมิถุนายน รถยนต์จีนมียอดขายมากกว่ารถยนต์ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในยุโรปตะวันตก
จีนเคยเป็นตลาดสร้างผลกำไรอย่างมากแก่ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมัน เมื่อปี 2017 ยอดขายของ Volkswagen มากถึง 37% มาจากตลาดจีน เมื่อผู้ผลิตจีนสามารถพัฒนาการผลิตขึ้นมาจากการร่วมทุนกับผู้ผลิตรถยนต์ต่างประเทศ สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป บริษัทรถยนต์ BAIC Group ที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดของ Mercedez Benz จำนวน 10% ส่วนบริษัทรถยนต์ EV เช่น BYD และ Geely สามารถพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าได้เร็วกว่า และเริ่มขายรถ EV ได้อย่างรวดเร็วในยุโรป
ผู้ผลิตรถยนต์ตะวันตกมักกล่าวหาว่า บริษัทจีนได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่บริษัทรถยนต์จีนก็สามารถพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ๆ ในรถยนต์ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าผู้ผลิตรถยนต์ตะวันตก เช่น แบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟเร็วขึ้น หรือระบบการขับรถยนต์ด้วยตัวเองที่ทันสมัย
แต่นักวิเคราะห์มองว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนเองก็มีปัญหา คือขาดทุนหรือได้กำไรไม่มาก เพราะจีนมีบริษัทรถยนต์สิบกว่าบริษัท ส่วนใหญ่เพิ่งจะผลิตรถยนต์ออกมาไม่กี่ปี จึงไม่มีใครรู้ว่ารถยนต์บริษัทเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือหรือทนทานมากน้อยขนาดไหน เพราะความผิดพลาดยังไม่ปรากฏขึ้นมา ต่างจากผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมที่มีประสบการณ์มากว่า 50 ปี
จุดจบ Made in Germany?
ส่วนบทความชื่อ End of Made in Germany? German automotive industry tested วิเคราะห์ว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ครั้งหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ความเข็มแข็งทางเศรษฐกิจเยอรมัน กำลังประสบวิกฤติรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ Mercedes Benz, BMW และ Volkswagen ที่เป็นสัญลักษณ์ความเป็นเลิศในด้านคุณภาพ ความคงทน และวิศวกรรม ความเป็นเลิศแบบดั้งเดิมนี้กำลังถูกสั่นคลอน
ปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมันประสบวิกฤติเกิดจากหลายสาเหตุ ประการแรก เยอรมันเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งด้วยไฟฟ้าล่าช้า ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันอิงอาศัยเครื่องยนต์ระบบสันดาปอย่างมากเป็นเวลาหลายปี และมองข้ามการปฏิวัติของรถยนต์ EV ที่นำโดย Tesla และผู้ผลิตของจีน
ปัจจัยต่อมาคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ล่าช้า แม้เยอรมันจะเข้มแข็งเป็นเลิศด้านวิศวกรรม แต่ล้าหลังประเทศคู่แข่งในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบการบูรณาการรวมข้อมูลต่างๆ (digital integration) และเทคโนโลยีการขับรถด้วย AI ผู้ผลิตอย่าง Tesla และ BYD มองรถยนต์ตัวเองเป็น “ดิจิทัลแฟลตฟอร์ม” (digital platform) แต่ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันยังยึดติดกับโมเดลเดิมเรื่อง “คุณภาพของเครื่องจักรกล” ทุกวันนี้ พลังของรถยนต์ไม่ได้วัดเพียงแค่สมรรถนะของเครื่องยนต์เท่านั้น แต่ยังวัดกันที่ความก้าวหน้าช่ำชองในด้านระบบนิเวศดิจิทัลของรถยนต์ด้วย
อุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมันเผชิญปัญหาที่เลวร้ายลงไปอีก เมื่อแรงกดดันจากภายนอกที่เผชิญอยู่ ได้ไปผสมผสานกับจุดอ่อนด้านโครงสร้างภายในของอุตสาหกรรมนี้ ทุกวันนี้ จีนไม่เพียงแต่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ EV ใหญ่สุดของโลก แต่ยังเป็นผู้นำในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ผู้ผลิตจีนเข้าตลาดยุโรปอย่างรวดเร็ว โดยการเสนอสิ่งที่เป็นเทคโนโลยีระดับสูงแต่ในราคาที่ต่ำ พลวัตความก้าวหน้าแบบนี้ทำให้ “โมเดลเยอรมัน” ที่อาศัยคุณภาพสูงและราคาสูง ดำเนินการต่อไปแบบเดิมได้ยาก
ปัญหาท้าทายของอุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมันมีขอบเขตใหญ่โตขนาดไหน มักมีการนำไปเปรียบเทียบกับแนวคิดที่เรียกว่า “กลุ่มอาการโนเกีย” (Nokia syndrome) เมื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดโทรศัพท์มือถือ บริษัทโนเกียล้มเหลวที่จะรับรู้ถึง “การปฏิวัติของสมาร์โฟน” ที่กำลังเกิดขึ้น โนเกียมีความเป็นเลิศทางวิศวกรรมโทรศัพท์มือถือ แต่ขาดวิสัยทัศน์ที่จะเห็นถึง “การเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์” (paradigm change)
ทุกวันนี้ ยักษ์ใหญ่รถยนต์ของเยอรมันผิดพลาดแบบเดียวกัน ความเป็นเลิศทางวิศวกรรมไม่ได้ผสมรวมกับความสามารถในการคาดหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่หลักประกันต่อความสำเร็จในอนาคต ความสามารถของเยอรมันด้านเครื่องยนต์สันดาป เหมือนความสามารถของโนเกียด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของโทรศัพท์มือถือ ไม่ได้สร้างความได้เปรียบอีกต่อไป วิกฤติของอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมันไม่ได้มาจากแค่การตกต่ำทางเศรษฐกิจ แต่เป็นความล้มเหลวของการมองการณ์ทางยุทธศาสตร์
เอกสารประกอบ
The German Auto Industry, a Pillar of the National Psyche, Is Trembling, July 31, 2026, nytimes.com
End of Made in Germany: German automotive industry tested, NOV 12, 2025, dailysabah.com



