เสธ.แดงสาวเส้นทางเงิน 175 ล้าน จ่ายซาปั๊ว 38 ราย ตั้งโต๊ะซื้อสลากฟันกำไรคนขายจริง – สั่งพิมพ์สลากเพิ่ม จองซื้อไม่เกิน 10 เล่ม

หลังจากเกิดเหตุการณ์ผู้ค้าสลากรายย่อยอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย รวมตัวปิดถนนประท้วงหน้าตลาดนัดล็อตเตอรี่เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหายี่ปั๊วขายสลากแพง ทางเจ้าหน้าที่ทหารออกหมายเรียกแกนนำผู้ค้ารายย่อย 10 รายมาสอบปากคำ ทั้งหมดให้การว่า น.ส.ดา หลานสาวยี่ปั๊วรายใหญ่จากกรุงเทพฯ และ นางป. หรือ “เจ๊แดง” โอนเงินกว่า 175 ล้านบาท ให้เครือข่ายผู้ค้าส่งจำนวน 38 ราย กว้านซื้อสลากจากผู้ค้าสลากรายย่อยในราคาคู่ 75-78 บาท มาขายให้ผู้ค้าสลากรายย่อยที่สั่งซื้อ-จองล่วงหน้าสลากไม่ได้ ทำให้กลไกราคาก่อนถึงผู้บริโภคบิดเบือน จึงส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลการสืบสวนยี่ปั๊วรายใหญ่ทั้ง 2 ราย

เส้นทางเงินยี่ปั๊ว

พล.ท. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า จากการขยายผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร กรณีผู้ค้าสลากรายย่อยอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ปิดถนนประท้วง เพราะไม่พอใจยี่ปั๊วขายสลากแพง กรณีนี้พบมียี่ปั๊วโอนเงินเกือบ 200 ล้านบาท ผ่านผู้ค้าส่งหลายราย เพื่อนำไปใช้กว้านซื้อสลากจากผู้ค้ารายย่อย โดยตั้งราคารับซื้อคู่ละ 75-78 บาท ทำให้ผู้ค้าสลากตัวจริงได้รับความเดือดร้อน กำไรลดลง จากผลสำรวจของสำนักงานสลากฯ พบว่าปัจจุบันมีผู้ค้าสลากประมาณ 138,406 ราย ในจำนวนนี้คาดว่ามียี่ปั๊ว-ซาปั๊วที่มีพฤติกรรมเอาเปรียบสังคมประมาณ 10-20% ของผู้ค้าสลากทั้งหมด

“ผมขอรณรงค์หรือเชิญชวนผู้ซื้อสลาก 22 ล้านคน อย่าไปซื้อสลากเกินราคา ถ้าซื้อสลากเกินราคาเท่ากับยอมให้คนไม่กี่พันคนมาเอาเปรียบสังคม ขณะนี้ผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะทำลายเครือข่ายเหล่านี้ได้ทั้งหมดไปจากสังคม แต่จะพยายามอย่างทำเต็มที่” พล.ท. อภิรัชต์ กล่าว

พล.ท. อภิรัชต์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการในการดำเนินการกับตัวแทนจำหน่ายสลากกลุ่มนี้ สำนักงานสลากฯ ใช้วิธีการตรวจสอบย้อนรอย หากตรวจพบว่าขายสลากเกินราคา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบย้อนกลับ โดยสอบถามผู้ที่ขายเกินราคาว่ารับสลากมาจากยี่ปั๊วรายใด ถึงแม้ว่ายี่ปั๊วขายสลากไม่เกินคู่ละ 80 บาท ก็ถือว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิดในข้อหาขายสลากเกินราคา ทำให้กลไกราคาสลากบิดเบือน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะส่งรายชื่อให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีเงินได้ ซึ่งในขณะนี้กรมสรรพากรกำลังเร่งดำเนินการอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าสำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากออกขายงวดละ 50 ล้านคู่ คิดเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท ยี่ปั๊วใช้เงินแค่ 200 ล้านบาท ทำให้ราคาขายส่งปรับตัวสูงขึ้นได้หรือ

พล.ท. อภิรัชต์ ตอบว่า มีผลกระทบต่อตลาดแน่นอน เพราะยี่ปั๊วกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้เงิน 200 ล้านบาท กว้านซื้อสลากทั่วประเทศ แต่ใช้วิธีกว้านซื้อสลากเฉพาะในบางพื้นที่ที่เป็นศูนย์รวมค้าส่งสลากขนาดใหญ่ การกว้านซื้อสลาก ทำให้สลากในพื้นที่นั้นๆ ขาดตลาด ไม่พอขาย ราคาสลากก็ปรับตัวสูงขึ้น

“ขอให้ผู้ค้าสลากตัวจริงใจเย็นๆ ไม่เกินเดือนมกราคม 2559 กลไกทุกอย่างจะเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน ผมเชื่อยี่ปั๊วกลุ่มนี้สู้สำนักงานสลากฯ ไม่ได้ สำนักงานสลากฯ เป็นเจ้าของสินค้า สามารถปรับเปลี่ยนกฎกติกาได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่าง หากสำนักงานสลากสลากฯ พิมพ์สลากเพิ่มให้เพียงพอกับความต้องการ เพิ่มจาก 50 ล้านฉบับคู่เป็น 100 ล้านฉบับคู่ ยี่ปั๊วกลุ่มนี้จะเอาเงินที่ไหนมาตั้งโต๊ะรับซื้อในราคาแพง ซื้อไปก็ขายไม่ออก ถามว่ายี่ปั๊วสู้เล่นเกมประลองกำลังสำนักงานสลากฯ ได้นานแค่ไหน ผมเชื่อว่าไม่เกินมกราคมปีหน้า นอกจากพิมพ์สลากเพิ่มแล้ว ผมยังเตรียมปรับลดยอดสั่งซื้อ-จองล่วงหน้าลงด้วย เดิมเปิดสั่งซื้อสลากได้สูงสุดไม้เกิน 50 เล่มต่อราย ล่าสุดปรับลดเหลือ 15 เล่มต่อราย ทำให้รายย่อยเข้าถึงสลากได้เพิ่มขึ้น 2 พันราย งวดถัดไปผมอาจจะปรับลดเหลือไม่เกินคนละ 3 เล่มก็ได้” พล.ท. อภิรัชต์ กล่าว(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

งวด 16 ตค 2558

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา นับจากวันที่ พล.ท. อภิรัชต์ เข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

พล.ท. อภิรัชต์ กล่าวว่า มาตรการแก้ปัญหาขายสลากเกินราคา ทั้งเฟสที่ 1 และเฟสที่ 2 เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2558 สำนักงานสลากฯ ขายสลากผ่านระบบตัวแทน 37 ล้านฉบับคู่ (ยังไม่มีนโยบายพิมพ์สลากเพิ่ม) โควตาสลากทุกฉบับมีเจ้าของ อาทิ บุคคลทั่วไปครอบครองโควตาสลาก 155,560 เล่ม (1 เล่มมี 100 ฉบับ) คิดเป็นสัดส่วน 42% บริษัท ห้างหุ้นส่วนได้โควตาสลาก 38,437 เล่ม คิดเป็นสัดส่วน 10% สมาคม องค์กร มูลนิธิคนพิการ ได้โควตาสลาก 135,107 เล่ม คิดเป็นสัดส่วน 37% คนพิการ 21,414 เล่ม คิดเป็นสัดส่วน 6% ที่เหลือ 18,900 เล่ม เป็นสลากที่ไม่มีเจ้าของ เหลือจากการจัดสรรโควตา หรือที่เรียกว่าสลากต้นงวดมีสัดส่วน 5% นี่คือภาพรวมการจัดสรรสลาก ณ งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2555 สลากมีจำนวนทั้งสิน 37 ล้านฉบับคู่(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

งวด 1 พย 2558

พอถึงงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 บอร์ดสลากมีมติให้พิมพ์สลากเพิ่ม 13 ล้านฉบับคู่ เพิ่มปริมาณสลาก 26% เข้าสู่ตลาด ทำให้ปริมาณสลากเพิ่มจาก 37 ล้านฉบับ เป็น 50 ล้านฉบับคู่ ช่องทางการจัดจำหน่ายสลากเพิ่มเป็น 2 ช่องทาง คือขายผ่านระบบตัวแทน 35 ล้านฉบับคู่ และขายผ่านโครงการสั่งซื้อ-จองล่วงหน้าสลากฯ 15 ล้านฉบับคู่ (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

17 ธค 2558

และหลังจากบอร์ดสลากมีมติไม่ต่อสัญญาตัวแทนจำหน่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ดังนั้น ในงวดวันที่ 17 ธันวาคม 2558 นี้จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ บริษัท ห้างหุ้นส่วนที่เคยได้โควตาสลาก 38,437 เล่ม ลดเหลือ 0 เล่ม สมาคม องค์กร มูลนิธิคนพิการเคยได้โควตาสลาก 135,107 เล่ม ลดเหลือ 93,408 เล่ม ขณะที่สลากต้นงวดเพิ่มเป็น 19,480 เล่ม (ทิ้งโควตา) สำนักงานสลากฯ นำโควตาสลากส่วนนี้ไปขายผ่านธนาคารกรุงไทยเพิ่มเป็น 23 ล้านฉบับคู่ และขายผ่านระบบตัวแทนเดิม 27 ล้านฉบับคู่(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

17 มค 2559

และระยะที่ 4 สัญญาตัวแทนจำหน่ายสลากที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนพิการทุกฉบับสิ้นสุดลง สำนักงานสลากฯ ไม่ต่อสัญญา จึงนำโควตาสลากส่วนนี้มาขายผ่านธนาคารกรุงไทยเป็น 25 ล้านฉบับคู่ และขายผ่านตัวแทนจำหน่ายเดิม 25 ล้านฉบับคู่ ทั้งนี้ เพื่อกระจายสลากให้ผู้ค้าสลากรายย่อยให้ได้มากที่สุด

“ผมขอให้ผู้ค้าสลากรายย่อยที่ออกมาประท้วงปิดถนนใจเย็นๆ งวดวันที่ 17 มกราคม 2559 จะมีสลากเข้าสู่ระบบสั่งซื้อ-จองล่วงหน้ามากถึง 25 ล้านฉบับ ถามว่ากดดันยี่ป๊วหรือตัวแทนจำหน่ายสลากมากๆ หากเกิดเหตุการณ์ผู้ค้าสลากทิ้งโควตาทำอย่างไร ผมว่าดีนะ ผมจะได้นำโควตาสลากส่วนนี้มาขายผ่านธนาคารกรุงไทยทั้งหมด” พล.ท. อภิรัชต์ กล่าว(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

จองล่วงหน้า 2558

คราวนี้มาดูตัวเลขผลการดำเนินโครงการสั่งซื้อ-จองล่วงหน้าสลากฯ ที่ผ่านมา ครั้งแรกเปิดให้จองซื้อสลากงวดวันที่ 16 ตุลาคม 2558 มีผู้มาลงทะเบียน 77,163 ราย เปิดให้สั่งซื้อและจองล่วงหน้ารายละ 5-50 เล่ม มีผู้ค้าสลากที่ได้สลากไปขาย 14,294 ราย ครั้งที่ 2 มีผู้มาลงทะเบียน 82,768 ราย เปิดให้สั่งซื้อและจองล่วงหน้ารายละ 5-15 เล่ม มีผู้ค้าสลากที่ได้สลากไปขาย 15,871 ราย มีผู้ค้าสลากรายย่อยได้สลากเพิ่มไม่ถึง 2,000 ราย ครั้งที่ 3 มีผู้มาลงทะเบียน 95,352 ราย เปิดให้สั่งซื้อและจองล่วงหน้ารายละ 5-15 เล่ม ปรากฏว่าจำนวนผู้ค้าสลากที่ได้สลากไปขายลดลงเหลือ 13,286 ราย สาเหตุเพราะมีผู้ค้าสลากจองซื้อรายละ 15 เล่มเพิ่มขึ้น

“ในเร็วๆ นี้ผมคงต้องตัดสินใจปรับลดยอดจองซื้อสลากสูงสุดลง อาจจะเหลือเลขหลักเดี่ยวหรือจองได้ไม่เกิน 10 เล่ม ถามว่าจะเริ่มเมื่อไหร่ คงต้องรอดูผลจากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นผู้ค้าสลากตัวจริงของคณะกรรมการบริหารจัดการสลาก ก่อนที่จะตัดสินใจ แต่เริ่มเมื่อไหร่ คงต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้ผู้ค้าสลากเตรียมตัว” พล.ท. อภิรัชต์ กล่าว

ประมาณการคนขายหวย

สุดท้ายเป็นผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประมาณการว่ามีประชาชนซื้อสลากประมาณ 22 ล้านคน และมีตัวแทนจำหน่ายสลากประมาณ 138,406 ราย ในจำนวนนี้เป็นบุคคลทั่วไป คนพิการ สมาคม องค์กร มูลนิธิ 92,506 ราย ครอบครองโควตาสลาก 270,383 เล่มคู่ และเป็นผู้ค้ารายย่อยมาซื้อ-จองสลาก (ประมาณรายละ 5 เล่ม) 45,900 รายได้สลากไปขาย 229,617 เล่มคู่ ดังนั้น หากสำนักงานสลากฯ เพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด จาก 50 ล้านฉบับคู่ เป็น 100 ล้านฉบับคู่ ก็อาจแก้ปัญหาขายสลากเกินราคาได้

“ตลอด 25-30 ปีที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯ พิมพ์สลากขายแค่ 37 ล้านฉบับคู่ คนซื้อมี 22 ล้านคน สลากไม่เพียงพอกับความต้องการทำให้เกิดปัญหาขายสลากคู่ละ 100-120 บาท ไม่มีรัฐบาลชุดไหนแก้ปัญหาที่ฝั่งคนซื้อ พอมาถึงรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา พิมพ์สลากเป็น 50 ล้านฉบับคู่ จำนวนคนซื้อเท่าเดิม ปรากฏว่าสลากไม่พอขาย เพราะราคาสลากถูกลง จากคู่ละ 100-120 บาท เหลือแค่ 80 บาท ทำให้คนซื้อสลากมากขึ้น รัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมให้คนเล่นการพนันเพิ่มขึ้น แต่เป็นวิถีชีวิตของคนไทย คนที่มีรายได้น้อยประมาณ 70% ซื้อสลาก เพราะเขาหวังว่าจ่ายเงินไป 80 บาทแล้วจะถูกรางวัล ส่วนคนมีฐานะปานกลาง 20% ถูกรางวัลหรือไม่ก็ไม่เดือดร้อน ส่วนคนที่มีฐานะดี 10% ซื้อสลากเพราะต้องการลุ้นรางวัล หรือซื้อแจกลูกน้อง นี่คือวิถีชีวิตของคนไทย” พล.ท. อภิรัชต์ กล่าวทิ้งท้าย

ดูมาตรการแก้ปัญหาสลากเกินราคาที่นี่