นายกฯเผย ‘ทรัมป์’ ส่ง จม.แจ้ง พร้อมเซ็นข้อตกลงภาษีช่วงเยือนเอเชีย – ชูหักภาษี 2 เท่า หนุนเอกชนจัดแสดงสินค้า

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯเผย ‘ทรัมป์’ ส่ง จม.แจ้ง พร้อมลงนามข้อตกลงภาษีช่วงเยือนเอเชีย
  • เร่งจ่ายเงินเยียวยา-ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างเป็นระบบ
  • มติ ครม.เพิ่ม “สมุทรสงคราม” เป็นพื้นที่ประสบภัย
  • เห็นชอบจัดงบ ‘Zero-Based Budgeting’ เริ่มปี’71
  • ชูหักภาษี 2 เท่า หนุนเอกชนจัดนิทรรศการ-งานแสดงสินค้า
  • มอบ ก.พ.ร.เข้าร่วม “Global Trust Survey” ปูทางสู่ OECD
  • ตั้ง “ภาสกร ชัยรัตน์” ปลัดอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ

เผย ‘ทรัมป์’ ส่ง จม.แจ้ง พร้อมเซ็นข้อตกลงภาษีช่วงเยือนเอเชีย

นายเอกภพ รายงานว่า นายกฯ กล่าวในที่ประชุม ครม. วันนี้ว่า ได้รับจดหมายจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งแสดงความคาดหวังที่จะเห็นการลงนามข้อตกลงด้านภาษีกับรัฐบาลไทยในเร็ววันนี้ โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขณะนี้การเจรจาเข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว พร้อมเร่งผลักดันให้การดำเนินการมีความพร้อมสำหรับการลงนาม หากสามารถดำเนินการได้ในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนเอเชีย

เร่งจ่ายเงินเยียวยา-ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างเป็นระบบ

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า นายกฯ ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย และการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยให้ปรับกำลังและทรัพยากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในแต่ละพื้นที่ เร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลาย ดูแลให้ประชาชนกลับเข้าบ้านอย่างปลอดภัย ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมพื้นที่ภาคใต้และสื่อสารแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าอย่างทันท่วงที โดยมีข้อสั่งการสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้

1. บริหารทรัพยากรให้ทันกับสถานการณ์ ให้ทุกหน่วยงานวางแผนถอนกำลังและทรัพยากรที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้แล้วจากพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลาย เพื่อนำไปสนับสนุนพื้นที่ที่ยังคงประสบปัญหาและมีความต้องการทรัพยากรเพิ่มเติมโดยทันที พร้อมให้ส่วนกลางมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันของทุกพื้นที่ เพื่อประสานและนำส่งทรัพยากรได้อย่างรวดเร็ว

2. ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างเป็นระบบ ให้จัดแบ่งกำลังเข้าฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย โดยเริ่มจากพื้นที่พักอาศัยที่น้ำเข้าท่วม จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยประชาชนล้างทำความสะอาด ฉีดล้างถนน และวางแผนแบ่งกำลังเก็บขยะออกจากพื้นที่ พร้อมเร่งรัดการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนตามระเบียบโดยเร็ว

3. จัดระบบให้ประชาชนกลับบ้านอย่างปลอดภัย ในพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงแล้ว ให้ตรวจสอบความปลอดภัยของบ้านเรือน ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ถนน และสภาพแวดล้อมก่อนให้ประชาชนกลับเข้าพื้นที่ พร้อมดูแลประชาชนที่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยในการเข้าพื้นที่ โดยเฉพาะอันตรายที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมในการดูแลตนเองและครอบครัว

4. เตรียมพื้นที่ภาคใต้ให้พร้อมรับสถานการณ์ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดทีมเฝ้าระวัง และใช้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (Emergency Operations Center: EOC) ของจังหวัดเป็นกลไกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานการปฏิบัติ โดยให้เตรียมข้อมูลพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเปราะบาง ทรัพยากร หน่วยงานรับผิดชอบ และแผนเผชิญเหตุในแต่ละพื้นที่ให้พร้อม เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

5. เร่งจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว กำชับให้เร่งส่งรายชื่อผู้ประสบภัยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และประสานธนาคารออมสินเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชนตามลำดับรายชื่อที่ได้รับ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามและตรวจสอบการโอนเงินอย่างใกล้ชิด ทั้งจำนวนผู้ได้รับเงิน จำนวนเงิน ระยะเวลาการโอน รวมถึงปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขกระบวนการและให้ประชาชนได้รับเงินโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้จังหวัดลำพูนตรวจสอบกรณีอุทกภัยว่าเข้าข่ายตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน (ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ) หรือไม่ โดยต้องมีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดด้วย

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า นายกฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสถานการณ์ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วต้องเร่งเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู และช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร และทรัพยากรที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในพื้นที่ดังกล่าว ให้เร่งนำไปสนับสนุนพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์โดยไม่ให้เกิดช่วงว่างในการช่วยเหลือ พร้อมกำชับพื้นที่ภาคใต้เตรียมข้อมูล กำลัง และแผนเผชิญเหตุให้พร้อม เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือหรืออพยพประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกฯ, นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกฯ ,นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

เพิ่ม “สมุทรสงคราม” เป็นพื้นที่ประสบภัย

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบเพิ่มเติมพื้นที่ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสมุทรสงคราม จากเดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ และกันงบประมาณไว้ประมาณ 4,700 ล้านบาท เพื่อรองรับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งนี้ การเพิ่มเติมพื้นที่ดังกล่าวเป็นผลจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาสามารถดำเนินการได้ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

เห็นชอบจัดงบ ‘Zero-Based Budgeting’ เริ่มปี’71

นายเอกภพ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยมีการปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณให้เปิดกว้าง และมีส่วนร่วมมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการจัดทำงบประมาณ เพิ่มกระบวนการ “Pre – Budget Consultation” หรือ การหารือก่อนการจัดทำงบประมาณ ซึ่งกำหนดดำเนินการในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ทั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน นักวิชาการ และภาคประชาชน ถือเป็นการปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณของประเทศให้เริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ไม่จำกัดอยู่เฉพาะการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากนี้ ปฏิทินงบประมาณปี 2571 ยังเพิ่มระยะเวลาให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณมากขึ้นประมาณ 2–3 เดือน เพื่อให้หน่วยงานสามารถจัดทำรายละเอียดและข้อมูลประกอบคำของบประมาณได้รอบคอบยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและกระทรวงต่าง ๆ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงการและการใช้งบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ

นายเอกภพกล่าวว่า การปรับกระบวนการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาระบบงบประมาณของประเทศ โดยมุ่งหวังให้การจัดทำงบประมาณปี 2571 ก้าวไปสู่แนวคิด “Zero-Based Budgeting” หรือการจัดทำงบประมาณจากฐานศูนย์ โดยไม่ยึดวงเงิน หรือโครงการในปีที่ผ่านมาเป็นตัวตั้ง แต่พิจารณาจากภารกิจ เป้าหมาย และสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการในอนาคตเป็นหลัก

ชูหักภาษี 2 เท่า หนุนเอกชนจัดนิทรรศการ-งานแสดงสินค้า

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อออกมาตรการภาษีสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) โดยให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าภายในประเทศ

มาตรการดังกล่าวกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะใช้สิทธิต้องมีหนังสือรับรองจากผู้จัดงานว่าได้เข้าร่วมงานจริง และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

นางสาวลลิดากล่าวว่า อุตสาหกรรม MICE มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยว การลงทุน การจ้างงาน และการกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในทุกภูมิภาค โดยข้อมูลจากรายงาน Thailand MICE Economic and Social Impact 2025 ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ระบุว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรม MICE สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย 338,233 ล้านบาท และสร้างงาน 304,932 ตำแหน่ง

ที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร เคยมีมาตรการภาษีสนับสนุนการจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าภายในประเทศในปี 2565 โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายได้ 2 เท่า สำหรับค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าภายในประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2565

สำหรับมาตรการที่เสนอในครั้งนี้ มีเป้าหมายสนับสนุนอุตสาหกรรม MICE อย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ เพิ่มการใช้จ่ายของนักเดินทางคุณภาพ ส่งเสริมธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง การท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและท้องถิ่น ตลอดจนยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายสำคัญของการจัดกิจกรรม MICE ในระดับนานาชาติ

กระทรวงการคลังคาดว่าจะมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้สิทธิประมาณ 3,800 ราย มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าประมาณ 3,990 ล้านบาทต่อปี และคาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้จากมาตรการภาษีประมาณ 798 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการจะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในอุตสาหกรรม MICE และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยประเมินว่าอุตสาหกรรม MICE จะสามารถสร้างงานให้ประเทศไทยได้ 350,672 ตำแหน่ง และหากมีมาตรการสนับสนุนจะสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 10–15% ต่อปี

“มาตรการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานเท่านั้น แต่ต้องการใช้มาตรการภาษีเป็นแรงจูงใจให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ตั้งแต่งานประชุม นิทรรศการ ไปจนถึงงานแสดงสินค้า ซึ่งจะเชื่อมโยงรายได้ไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ขนส่ง และธุรกิจบริการในพื้นที่ เป้าหมายคือดึงงานระดับนานาชาติเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น และยกระดับการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เห็นชอบกับแนวทางดังกล่าว ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติหลักการ โดยหากคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาตามขั้นตอนต่อไป

มอบ ก.พ.ร.เข้าร่วม “Global Trust Survey” ปูทางสู่ OECD

นางสาวลลิดา ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบประเทศไทยเข้าร่วมโครงการแบบสำรวจความเชื่อมั่นระดับโลก หรือ Global Trust Survey Project (GTSP) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในระดับที่ 1 “Trust Survey Cross-Country” โดยมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ประสาน OECD เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

โครงการ GTSP จัดตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Governance Committee: PGC) ของ OECD เมื่อปี 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันภาครัฐ เช่น ความโปร่งใส ความซื่อตรง และความสามารถในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ โดยครอบคลุมทั้งประเทศสมาชิก OECD และประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแต่ได้รับการคัดเลือก และดำเนินการสำรวจแบบปีเว้นปี

นางสาวลลิดากล่าวว่า แบบสำรวจหลักจะสำรวจความคิดเห็นของประชาชนครอบคลุม 6 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ ระดับความเชื่อมั่นต่อสถาบันภาครัฐ การรับรู้ต่อการดำเนินงานของรัฐบาล ความพึงพอใจต่อบริการสาธารณะ ความเชื่อมั่นต่อนโยบายระยะยาวและการรับมือความท้าทายระดับโลก ทัศนคติและการมีส่วนร่วมทางการเมือง และข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสำรวจ

สำหรับการประเมินการรับรู้ของประชาชนต่อการดำเนินงานของรัฐบาล จะพิจารณาปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อมั่นใน 5 มิติ ได้แก่ ความซื่อตรง (Integrity) การตอบสนอง (Responsiveness) ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ความเปิดกว้าง (Openness) และความเป็นธรรม (Fairness) ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐเห็นทั้งจุดแข็งและช่องว่างที่ควรปรับปรุงจากมุมมองของประชาชน

ทั้งนี้ OECD มีรูปแบบการเข้าร่วมสำรวจ 2 ระดับ โดยประเทศไทยเสนอเข้าร่วมระดับที่ 1 Trust Survey Cross-Country ซึ่งเป็นการสำรวจเปรียบเทียบระหว่างประเทศโดยไม่มีการศึกษาเชิงลึกรายประเทศ ส่วนระดับที่ 2 Trust Survey Country Study จะเพิ่มการศึกษาเชิงลึกรายประเทศและการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม

สำนักงาน ก.พ.ร. ระบุว่า การเข้าร่วมในระดับที่ 1 จะช่วยให้ประเทศไทยเห็นปัจจัยสำคัญในภาพรวมที่ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันภาครัฐ ก่อนพิจารณาว่ามีประเด็นใดควรศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมในอนาคต โดย OECD จะเริ่มดำเนินการสำรวจในปี 2570 และคาดว่าจะเผยแพร่ผลประมาณเดือนมิถุนายน 2571

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการระดับที่ 1 อยู่ที่ 33,000 ยูโร หรือประมาณ 1.25 ล้านบาท โดยสำนักงาน ก.พ.ร. จะใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักงาน ก.พ.ร.

นางสาวลลิดากล่าวว่า ประโยชน์สำคัญของการเข้าร่วมโครงการ คือประเทศไทยจะได้รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผู้เชี่ยวชาญของ OECD ผ่านรายงาน Global Trust Survey และบทสรุปข้อมูลของประเทศไทย หรือ Short Country Note รวมถึงนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของภาครัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD และสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอให้ผลสำรวจถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักงาน ก.พ.ร. ควรวางระบบติดตามและประเมินความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และบูรณาการผลสำรวจกับการส่งเสริมความซื่อตรง การป้องกันการทุจริต การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ และการบริหารความเสี่ยงด้านการทุจริต เพื่อพัฒนาไปสู่มาตรการและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน

“การเข้าร่วม Global Trust Survey ไม่ใช่เพียงการสำรวจว่าประชาชนเชื่อมั่นภาครัฐมากน้อยเพียงใด แต่จะช่วยให้เราเห็นว่าอะไรคือปัจจัยที่สร้างหรือกระทบต่อความเชื่อมั่น ทั้งเรื่องความซื่อตรง การตอบสนอง ความน่าเชื่อถือ ความเปิดกว้าง และความเป็นธรรม เพื่อนำข้อมูลกลับมาปรับปรุงการทำงานและบริการภาครัฐให้ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของไทยให้สอดคล้องกับ OECD” นางสาวลลิดากล่าว

เดินหน้า MOU ‘แม่โขง–ล้านช้าง’ รับมืออาชญากรรมข้ามชาติ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2026 พร้อมเสนออนุมัติให้นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ลงนามร่างความตกลงฯ ฝ่ายไทย เพื่อดำเนิน “โครงการเสริมสร้างศักยภาพการบังคับใช้กฎหมายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”

โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ พัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงเสริมสร้างกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ และยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค

สำหรับโครงการดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง วงเงินรวม 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.68 ล้านบาท โดยกองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการพัฒนาของประเทศสมาชิกภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง หรือ Mekong–Lancang Cooperation (MLC) ในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอนุภูมิภาค

นางสาวลลิดากล่าวว่า ภายใต้ร่างความตกลงฯ ฝ่ายจีนจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยของกองทุนฯ ภายใน 20 วันทำการ และฝ่ายไทยจะต้องมีหนังสือยืนยันการรับเงินภายใน 10 วันทำการนับแต่วันที่ได้รับเงิน โดยฝ่ายไทยจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและงบประมาณ พร้อมจัดส่งรายงานความคืบหน้าโครงการให้ฝ่ายจีนอย่างน้อยทุก 6 เดือน รวมทั้งประเมินผลการดำเนินงานทุก 6 เดือน และตรวจสอบโครงการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ในส่วนของการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า กิจกรรมภายใต้โครงการมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะด้านการสืบสวนสอบสวน การให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี ซึ่งเป็นองค์ความรู้มาตรฐานสากลด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยไม่มีสาระเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่มีความอ่อนไหวด้านความมั่นคงของรัฐ หรือองค์ความรู้ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของไทย

“โครงการนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ด้านการสืบสวนสอบสวน และเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งการประสานงาน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลและผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างรอบคอบ” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างความตกลงฯ ไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยร่างความตกลงกำหนดให้มีผลเป็นระยะเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันที่ลงนาม และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติคราวละ 3 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยกเลิกล่วงหน้า 6 เดือน

กระทรวงยุติธรรมแจ้งว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยประสงค์ให้มีการลงนามในร่างความตกลงฯ ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 เพื่อดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับโครงการในขั้นตอนต่อไป

รับทุน ‘แม่โขง–ล้านช้าง’ 23 ล้าน ทำระบบเตือนภัยน้ำท่วม

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง สำหรับดำเนินงาน 2 โครงการ รวมวงเงิน 719,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 23.84 ล้านบาท มุ่งยกระดับการบริหารจัดการน้ำ การเตือนภัยน้ำท่วม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านน้ำในภูมิภาค

  • โครงการแรก คือ “โครงการเสริมสร้างการปรับตัวของชุมชนเมืองต่อภาวะอุทกภัยภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นในแม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก ระหว่างประเทศไทยและเมียนมา” ได้รับงบประมาณ 348,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11.54 ล้านบาท มีเป้าหมายพัฒนาระบบติดตามข้อมูลอุทกวิทยาและอุตุนิยมวิทยา ระบบแบบจำลองและระบบเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน รวมถึงเพิ่มความสามารถของหน่วยงานและชุมชนของไทยและเมียนมาในการใช้ข้อมูลเตือนภัย เพื่อเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย
  • โครงการที่สอง คือ “โครงการเครือข่ายผู้นำเยาวชนด้านน้ำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้าง” ได้รับงบประมาณ 371,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12.30 ล้านบาท มุ่งพัฒนาเครือข่ายผู้นำเยาวชนด้านน้ำระดับภูมิภาค เสริมความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาด้านน้ำที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในประเทศสมาชิกแม่โขง–ล้านช้าง

นางสาวลลิดากล่าวว่า ทั้ง 2 โครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปีนับตั้งแต่วันที่ลงนามในความตกลง โดย สทนช. จะร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับโครงการด้านการปรับตัวต่ออุทกภัย มีความร่วมมือกับสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (Stockholm Environment Institute: SEI) และสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภายใต้ร่างความตกลง ฝ่ายจีนจะโอนเงินทุนเต็มจำนวนให้ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการนับจากวันที่ลงนาม และฝ่ายไทยจะยืนยันการได้รับเงินเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 10 วันทำการนับจากวันที่ได้รับเงิน โดย สทนช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการและประสานงาน กำกับให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามแผน ระยะเวลา และงบประมาณ พร้อมรายงานความคืบหน้าและการใช้เงินทุนให้ฝ่ายจีนทราบอย่างน้อยทุก 6 เดือน และตรวจสอบโครงการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์ ครอบคลุมความก้าวหน้า ผลการดำเนินงาน รายจ่าย ผลผลิตของโครงการ และเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันตรวจรับโครงการ และหากมีเงินทุนเหลือจากการดำเนินงาน จะต้องส่งคืนเข้าบัญชีที่ฝ่ายจีนกำหนดภายใน 3 เดือนนับจากวันที่โครงการแล้วเสร็จ

นางสาวลลิดากล่าวว่า สทนช. ยืนยันว่าทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการด้านการพัฒนาศักยภาพ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาระบบสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการถ่ายทอดหรือเปิดเผยข้อมูลที่มีความอ่อนไหว หรือทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยให้แก่ต่างประเทศ โดยการแลกเปลี่ยน การเผยแพร่ และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลหรือผลผลิตของโครงการ จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติของประเทศไทย รวมถึงได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลตามความเหมาะสม

“โครงการนี้จะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านน้ำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะพื้นที่แม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก ซึ่งจะมีการพัฒนาทั้งระบบติดตามข้อมูล แบบจำลอง และการเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน เพื่อให้หน่วยงานและชุมชนสามารถนำข้อมูลไปใช้เตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้เยาวชนในภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้างเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้างจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและโครงการความร่วมมือของ 6 ประเทศสมาชิก ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน และไทย โดยมีความร่วมมือในสาขาสำคัญ รวมถึงทรัพยากรน้ำ ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานของไทยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนดังกล่าวเพื่อดำเนินโครงการพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 3 จว.ชายแดนใต้ถึง 19 ม.ค.ปี’70

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน และจังหวัดยะลา ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2570 ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 86

และเห็นชอบร่างประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอแว้งและอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน และจังหวัดยะลา ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง

พร้อมทั้ง เห็นชอบร่างประกาศ เรื่อง การให้ประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ และรับทราบร่างประกาศ เรื่อง การให้ประกาศและคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ

ตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (เขตส่งเสริมฯ) จำนวน 8 แห่ง ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เสนอ ดังนี้

(1) นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2

(2) สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2

(3) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน

(4) นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

(5) นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง 

(6) ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจรไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา)

(7) สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 และ

(8) สมาร์ท โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา)

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การประกาศเขตส่งเสริมฯ จะก่อให้เกิดประโยชน์สรุปได้ ดังนี้

1. ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าร่วมลงทุนในพื้นที่เขตส่งเสริมฯ โดยสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การอนุมัติ อนุญาต ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561

2. ส่งเสริมการขยายขนาดเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ ส่งเสริมการจ้างงานของคนในชุมชน

3. ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคทั้งในและนอกพื้นที่โครงการฯ เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น เนื่องจากการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมและชุมชนเมือง

4. โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่ได้มีการพัฒนานอกจากจะเพิ่มศักยภาพรองรับการลงทุนภายในพื้นที่ EEC แล้ว ยังช่วยให้ชุมชนและเมืองเกิดการพัฒนา ทำให้ประชาชน      มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

5. ประเทศไทยและชุมชนมีความมั่นคงด้านการเกษตรและอาหาร โดยบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรและเพิ่มการผลิตเกษตรแบบบูรณาการ โดยเน้นให้เกิดความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศและทางเกษตรมูลค่าเพิ่ม

6. ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่เป็นพลังงานสะอาด ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เมื่อเทียบกับการใช้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ำมันเตา เป็นต้น

7. เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าจากการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดลดการสูญเสีย (Waste) ในกระบวนการโลจิสติกส์แบบอัจฉริยะ (Smart Logistics) เช่น การขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ การเก็บสินค้าเกินความจำเป็น หรือการเสียหายของสินค้า ซึ่งช่วยประหยัดทรัพยากรของประเทศโดยรวม

แก้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด ป้องกัน จนท.ถูกฟ้อง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปไปได้

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ไม่ให้ต้องรับผิดชอบส่วนตัวโดยตรงเมื่อมีผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐให้จ่ายเงินชดเชยกรณีเกิดความเสียหายจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่นั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต และไม่ได้จงใจ หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยผู้เสียหายสามารถฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้ แต่จะไม่สามารถฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่โดยที่มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย ดังนั้น หน่วยงานของรัฐ ที่จะอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ได้ จะต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไว้ด้วย

โดยที่สภาการสาธารณสุขชุมชนได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. 2556 เพื่อส่งเสริมการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนกำหนด และควบคุมมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ และมิให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคลซึ่งไม่มีความรู้ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของบุคคลและชุมชน โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล มิได้มีสถานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่อและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดให้สภาการสาธารณสุขชุมชน เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 

ดังนั้น สธ. จึงได้จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสภาการสาธารณสุขชุมชนและบุคลากรของสภาการสาธารณสุขชุมชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยมีสาระสำคัญเป็นการเพิ่มเติมให้ “สภาการสาธารณสุขชุมชน” เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ปัจจุบันมีหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 3 แล้ว จำนวน 71 แห่ง การเสนอในเรื่องนี้ จึงเป็นลำดับที่ 72)

ทั้งนี้ สภาการสาธารณสุขชุมชนได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและรายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) และเว็บไซต์ของสภาการสาธารณสุขชุมชน ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 14 มีนาคม 2568 รวมทั้งได้สรุปและเปิดเผยรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบจากกฎนั้นแก่ประชาชนผ่านระบบกลางทางกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ดีร่างพระราชกฤษฎีกาที่เสนอเป็นร่างกฎที่มิได้ใช้บังคับเป็นการทั่วไปกับประชาชน เข้าข่ายกรณีที่ไม่จำเป็นต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ

แก้ กม.เพิ่มทางเลือกการ ‘กักขัง’ แทน ‘ค่าปรับ’

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (การปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับ) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กรมคุมประพฤติ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลมาตรการดังกล่าวหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาแนวทางรองรับผลกระทบด้านภาระงบประมาณและบุคลากรที่อาจเกิดขึ้นจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว แล้วดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไปเพื่อรองรับการใช้มาตรการทางเลือกอื่นในการบังคับโทษปรับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (การปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับ) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (5 กรกฎาคม 2566) ที่มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณาทบทวนมาตรการกักขังแทนค่าปรับและดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาพิจารณาแล้วเห็นว่า ปัจจุบันประมวลกฎหมายอาญากำหนดวิธีการบังคับโทษปรับโดยให้ใช้การกักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนได้ ทำให้ปรากฏปัญหาว่าผู้กระทำความผิดอาญาซึ่ งต้องคำพิพากษาปรับหากไม่ชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องถูกมาตรการบังคับโทษโดยการกักขังแทนค่าปรับในทันที ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการลงโทษปรับที่มุ่งบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับ

อีกทั้งมาตรการการทำงานบริการสังคมแทน แม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ต้องโทษปรับ ซึ่งไม่มีเงินชำระยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อทำงานบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ หรือศาลเห็นเองว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำงานบริการสังคมได้ แต่ในทางปฏิบัติผู้ต้องโทษปรับไม่ทราบสิทธินี้จึงไม่มีการร้องขอ และศาลจะไม่สั่งทำงานแทนเนื่องจากไม่มีข้อมูลเพียงพอจะพิจารณาว่าผู้ต้องโทษปรับมีเงินชำระค่าปรับหรือสามารถทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ จึงเห็นควรปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับโทษปรับในประมวลกฎหมายอาญาให้มีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีหลักการสำคัญ คือ กำหนดให้ศาลใช้มาตรการทางเลือกในการบังคับโทษปรับไว้อย่างชัดเจน เป็นลำดับขั้นตอน และให้มาตรการกักขังแทนค่าปรับเป็นมาตรการสุดท้าย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1.1 กำหนดเวลาให้ผู้ต้องโทษปรับต้องชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้ปรับ โดยเพิ่มมาตรการทางเลือกให้ผู้ต้องโทษปรับอาจขอศาล เพื่อผ่อนชำระค่าปรับเป็นงวดได้ (กำหนดเวลา 30 วันให้ชำระค่าปรับให้ชัดเจนและเดิมไม่มีการกำหนดให้มีการผ่อนชำระค่าปรับเป็นงวดไว้ในกฎหมาย มีเพียงกำหนดไว้ในคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยแนวทางการใช้โทษอาญา พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดแนวทางการใช้โทษปรับโดยให้มีการผ่อนชำระค่าปรับได้ แต่คำแนะนำไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย)

1.2 แก้ไขหลักเกณฑ์ให้ศาลสามารถเรียกประกันให้ชัดเจนขึ้น ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องโทษปรับจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับ หรือไม่ผ่อนชำระค่าปรับ (จากเดิมที่กำหนดให้ศาลเรียกประกันได้เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย)

1.3 ปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับ เมื่อไม่มีการชำระค่าปรับ หรือ ไม่ผ่อนชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยกำหนดมาตรการบังคับเป็นลำดับขั้นตอน ดังนี้

1) ให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อชำระค่าปรับ หรือให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ต้องโทษทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ

2) หากผู้ต้องโทษปรับหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล หรือจงใจหลีกเลี่ยงการชำระค่าปรับ ทั้งที่มีเงินจะชำระได้ ให้ศาลมีคำสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็นความได้สัดส่วน และหลักสิทธิมนุษยชน และ

3) ในระหว่างที่ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ หากผู้ต้องโทษปรับมีเงินมาชำระค่าปรับจนครบ ให้ศาลเพิกถอนคำสั่งให้ทำงานบริการ สังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ (เดิมไม่ได้กำหนดขั้นตอนชัดเจน โดยหากไม่ชำระค่าปรับ จะถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง หรือถูกกักแทนค่าปรับ)

1.4 ปรับปรุงมาตรการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ โดยเพิ่มหลักการให้ศาลสอบถามความประสงค์ของผู้ต้องโทษปรับว่า จะทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับหรือไม่ เพื่อแก้ไขปัญหาทางปฏิบัติในปัจจุบันที่ผู้ต้องโทษปรับไม่ทราบถึงสิทธิของตนในการขอทำงานบริการสังคม ทำให้การใช้มาตรการทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับตั้งแต่วันที่ศาลพิพากษาปรับเกิดขึ้นน้อย (เดิมกำหนดไว้เพียงผู้ต้องโทษปรับร้องขอหรือความปรากฏแก่ศาลเองว่าผู้ต้องโทษปรับอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ได้)

1.5 กำหนดให้การทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์อยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติเท่านั้น ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 (กำหนดให้ชัดเจนเพื่อให้กรมคุมประพฤติ เป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบควบคุมดูแลการทำงานบริการสังคมเพียงหน่วยงานเดียว ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับมาตรการทำงานบริการสังคมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เดิมกำหนดให้อยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสังคม การกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ที่ยินยอมรับดูแล)

2. การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับ จะทำให้มีบทบัญญัติกำหนดมาตรการบังคับค่าปรับที่มีความชัดเจนเป็นลำดับขั้นตอน ไม่นำการกักขังแทนค่าปรับมาใช้เป็นลำดับแรก เพื่อให้โอกาสผู้ต้องโทษปรับมีเวลานำเงินมาชำระค่าปรับ หรือผ่อนชำระค่าปรับ และมีมาตรการทางเลือกอื่น เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ยากจนที่ไม่มีเงินชำระค่าปรับ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และลดภาระของรัฐในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังในสถานกักขังแทนค่าปรับ

แต่อย่างไรก็ตาม กำหนดให้การทำงานบริการสังคม หรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับของผู้ต้องโทษปรับอยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติเท่านั้น อาจส่งผลกระทบให้มีการใช้มาตรการทำงานบริการสังคม หรือทำงานสาธารณประโยชน์ของผู้ต้องโทษปรับเพิ่มมากขึ้น อันอาจทำให้กรมคุมประพฤติมีภาระงานเพิ่มขึ้นและมีผลกระทบ ต่อภาระงบประมาณและบุคลากรที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ขอให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กรมคุมประพฤติซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลมาตรการดังกล่าวหารือ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาแนวทางรองรับผลกระทบด้านภาระงบประมาณและบุคลากรที่อาจเกิดขึ้นจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว แล้วดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

ประโยชน์และผลกระทบ

1. การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยพระราชบัญญัตินี้มีผลเป็นการปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับ โดยให้นำมาตรการทางเลือกในการบังคับโทษปรับมาใช้อย่างชัดเจน เป็นลำดับขั้นตอน และมิให้ใช้มาตรการกักขังแทนค่าปรับเป็นมาตรการหลัก แต่เปลี่ยนเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อไม่สามารถบังคับโทษปรับโดยมาตรการทางเลือกอื่นใดได้แล้ว หรือเมื่อผู้ต้องโทษปรับจงใจ ไม่ชำระค่าปรับแม้จะมีเงินพอชำระ หรือจงใจ ฝ่าฝืนคำสั่งหรือเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับ และให้ศาลคำนึงถึงความจำเป็น ความได้สัดส่วนและหลักสิทธิมนุษยชนด้วย เพื่อให้การบังคับโทษปรับสอดคล้องกับหลักการลงโทษปรับที่เป็นการบังคับแก่ทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับ ไม่อาจใช้มาตรการกักขังแทนค่าปรับที่บังคับแก่เสรีภาพของบุคคลมาทดแทนกันได้ อีกทั้งเป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างการบังคับโทษปรับแก่ผู้กระทำความผิดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน อันเป็นการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ในขณะเดียวกันการปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับทำให้การบังคับโทษปรับ มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและลดภาระของรัฐในการจัดหาสถานที่กักขังแทนค่าปรับและการดูแลผู้ต้องถูกกักขังด้วย

2. การปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับโดยให้นำมาตรการทางเลือกอื่นมาใช้ก่อน โดยกำหนดให้การทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทน ค่าปรับของผู้ต้องโทษปรับอยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติเท่านั้น อาจส่งผลกระทบให้มีการใช้มาตรการทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ของผู้ต้องโทษปรับเพิ่มมากขึ้น อันอาจทำให้กรมคุมประพฤติมีภาระงานเพิ่มขึ้นและมีผลกระทบต่อภาระงบประมาณและบุคลากร ที่เพิ่มขึ้นด้วย

ตั้ง “ภาสกร ชัยรัตน์” ปลัดอุตสาหกรรม

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นายประยุทธ สุดาทิพย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านส่งเสริมพัฒนา) กองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ

(ด้านสาธารณสุข) กรมควบคุมโรค ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 ราย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงบประมาณ) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี (นร.) ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นายน้อง เจริญนาค ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

2. นางสาวประนิอร เตียวตรานนท์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

3. นางพลินี เตชะมวลไววิทย์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอโอน นางนันทิรัตน์ แก้วภราดัย ตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (นักบริหารระดับต้น) ข้าราชการพลเรือนสามัญสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี มาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ข้าราชการพลเรือนสามัญ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

5. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอรับโอน นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) กำกับการบริหารราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เห็นชอบ และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอนแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ทดแทนตำแหน่งว่างและการสับเปลี่ยนหมุนเวียน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งว่างและเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

1. นางสาวสุมิตรา วัฒนา พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมพัฒนาที่ดิน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายกฤษ อุตตมะเวทิน พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมการเกษตร

3. นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมการเกษตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้

1. นางสาวแรมรุ้ง สุบรรณเสนีย์ ตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

2. นางสาวชวนชม จันทะวงษ์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

3. นายกิตติ อินทรกุล ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

4. นางสาวนภาพร เมฆาผ่องอำไพ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

5. นางสาวสนธยา บุณยภูษิต ตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

6. นางสาวสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

8. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. นายศราวุธ มูลโพธิ์ ตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

2. นางภิญญา จำรูญศาสน์ ตำแหน่งรองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

3. นายนพพร ปสันตา ตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ เลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูงเพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง และสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมทรัพยากรธรณี (ทดแทนตำแหน่งว่าง)

2. นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

3. นายณัฐ โก่งเกษร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

10. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นายจักรกฤดิ กระจายวงศ์ ตำแหน่ง อธิบดีกรมพิธีการทูต ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

2. นายตุลย์ ไตรโสรัส ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ราชอาณาจักรนอร์เวย์

3. นางปิยะพิณ นิยมฤกษ์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 3 รายดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงอุตสาหกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง จำนวน 1 ราย คือ นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

12. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การสะพานปลา

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การสะพานปลา ดังนี้

  • นายชัยยนต์ ศรีสมุทร ประธานกรรมการ
  • นายนิรันดร์ มูลธิดา กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
  • นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
  • นายอารีศักดิ์ เสถียรภาพอยุทธ์ กรรมการ
  • นายคุณดร งามธุระ กรรมการ
  • นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ กรรมการ
  • นางสาววริยา ล้ำเลิศ กรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

13. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งนางวรรณนภา บุญสุข เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปและให้ผู้ได้รับแต่งตั้งซ่อมนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

14. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายจเร รุ่งฐานีย และนายจิรพล สังข์โพธิ์ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และมีวาระอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการอื่นคนเดิม

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2569 เพิ่มเติม