ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: กรุงเทพฯ โจรชุม! ฟันแขน/ชิงทรัพย์ย่านอนุสาวรีย์ฯ – จุฬาฯ ตร. ล่าคนร้ายมีซิกแพค ข่มขืนต่อเนื่องหญิงชรานับสิบคดี- ตั้งค่าหัว 4 แสน!

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 25 – 31 มกราคม 2558

  • กรุงเทพฯ โจรชุม! ฟันแขน/ชิงทรัพย์ย่านอนุสาวรีย์ฯ – จุฬาฯ
  • ตร. ล่าคนร้ายมีซิกแพค ข่มขืนต่อเนื่องหญิงชรานับสิบคดี- ตั้งค่าหัว 4 แสน!
  • นายกฯ หลุดด่าสื่อ “ไอ้บ้า” 
  • แท็กซี่ขึ้น 75 อ้างเบลอไม่ได้ตั้งใจ – ฟากแวนขู่หยุดวิ่งถ้าไม่ให้เซอร์ชาร์จ
  • ด็อกเตอร์ปลอมโผล่อีก ใช้วุฒิทำงาน 14 ปี แถมพบยักยอกเงิน 13 ล้าน

กรุงเทพฯ โจรชุม! ฟันแขน/ชิงทรัพย์ย่านอนุสาวรีย์ฯ – จุฬาฯ

14222806161422280635l
ที่มาภาพ: http://www.prachachat.net/online/2015/01/14222806161422280635l.jpg

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวโจรปล้นในกรุงเทพฯ ย่านใจกลางเมืองอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะข่าวนายรัฐพล หัทยาภิชาติ สถาปนิกอายุ 25 ปี ถูกมีดหัวตัดยาวประมาณ 1 ฟุต ฟันแขนเพื่อชิงโทรศัพท์มือถือไอโฟน 6 มูลค่า 28,000 บาท เหตุเกิดที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในช่วงดึกของวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดเมื่อ 26 มกราคม ประชาชาติธุรกิจ รายงานว่า ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนกอง บังคับการตำรวจนครบาล 1 จับกุมเยาวชน อายุ 18 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุดังกล่าวได้แล้ว โดยสืบสวนจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุจึงสามารถจับคนร้ายรายนี้ได้

เมื่อสอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายฟันแขนนายรัฐพลในวันเกิดเหตุจริง โดยลงมือทำเพียงคนเดียว แต่การสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหารายนี้ มีเพื่อนร่วมแก๊งที่ร่วมก่อเหตุลักษณะดังกล่าวอีกไม่ต่ำกว่า 6 คน โดยพฤติการณ์คือ จะตระเวนหาเหยื่อและเข้าทำร้ายร่างกายเพื่อชิงโทรศัพท์มือถือ โดยเน้นที่โทรศัพท์มือถือราคาแพง ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลจับกุม เพื่อนร่วมแก๊งมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากเหตุอุกอาจที่เกิดขึ้นบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว อีกย่านหนึ่งซึ่งมีโจรก่อเหตุชิงทรัพย์นักศึกษาชุกชุมคือย่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเมื่อ 29 มกราคม เว็บไซต์ครอบครัวข่าว รายงานว่า พ.ต.อ. จารุต ศรุตยาพร ผู้กำกับการ สน.ปทุมวัน ระบุว่า คนร้ายได้ก่อเหตุชิงทรัพย์เด็กสาธิตจุฬาฯ ที่ใกล้ปากซอยจุฬา 42 ได้เงินสดไป 15,000 บาท และที่สยามสแควร์เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 1 ราย ได้เงินสดไป 1,600 บาท

นอกจากนี้ยังมีผู้ประสบเหตุอีก 2 ราย เมื่อ 27 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยได้ก่อเหตุชิงทรัพย์นิสิตคณะสถาปัตย์จุฬาฯ ได้ร้องเท้าผ้าใบไป 1 คู่ กับเงินสด 300 บาท ผู้เสียหายกลัวไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือหรือเข้าแจ้งความ จากนั้นคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาก่อเหตุจี้ชิงทรัพย์นิสิตคณะวิศวะฯ ได้ไอแพด มือถือไอโฟน และเงินสดจำนวนหนึ่งด้วย

หลังเกิดเหตุชุดสืบสวนลงพื้นที่สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายตามภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด ขณะนี้ได้ตัวผู้ต้องสงสัยแล้วแต่อยู่ระหว่างรอผู้เสียหายมาชี้ตัว

ตร. ล่าคนร้ายมีซิกแพค ข่มขืนต่อเนื่องหญิงชรานับสิบคดี ตั้งค่าหัว 4 แสน!

C760529DA34A41F7ACEA180D5B6E618D
ที่มาภาพ: http://goo.gl/E3lFgk

เมื่อวันที่ 25 มกราคม มติชนออนไลน์ รายงานว่า พ.ต.ท. นาวิน ทรงลออ สว.เวร สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม รับแจ้งว่าเกิดเหตุ มีชายคนร้ายบุกเข้างัดบ้านแล้วข่มขืนหญิงชราที่อาศัยอยู่ในบ้าน พร้อมกับรื้อค้นเอาทรัพย์สินไปด้วย ขอให้ตำรวจมาตรวจสอบ ทราบว่าเหตุเกิดที่บ้านหลังหนึ่ง ต.ลานตากฟ้า อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม หลังรับแจ้ง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ. ธีรเดช อธิภัคกุล ผกก. พ.ต.ท. ไชยศ มุกดาหาญ รอง ผกก.ป. ชุดสืบสวน สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ 2 ชั้น มีรั้วรอบขอบชิด อยู่ในเนื้อที่กว้าง 1 ไร่ ด้านข้างมีคลองไหลผ่าน ซึ่งเป็นคลองที่รับน้ำจากคลองมหาสวัสดิ์ พุทธมณฑล ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบรอบบริเวณบ้านอยู่นั้น ได้พบสุนัขพันธุ์ไทยสีน้ำตาลนอนเสียชีวิตอยู่ข้างบ้าน 1 ตัว ลักษณะน้ำลายฟูมปาก ส่วนที่บริเวณหน้าต่างไม้หน้าบ้าน พบรอยงัดแงะออกจนพัง เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจึงเก็บลายนิ้วมือแฝงของคนร้าย

เมื่อเปิดประตูเข้าไปในบ้าน พบว่าที่กลางบ้านเป็นห้องโถง และมีโต๊ะวางทีวีอยู่ 1 ตัว ห้องถัดไปเป็นห้องนอนของนางน้อย (นามสมมติ) อายุ 70 ปี เจ้าของบ้าน อยู่ภายในห้อง  นั่งอยู่ในอาการหวาดผวา โดยมีนายใหญ่ (นามสมมติ) อายุ 49 ปี พนักงานช่างการไฟฟ้า อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร บุตรชายคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

จากการตรวจสอบทรัพย์สินกระเป๋าสตางค์ที่วางอยู่ใต้ทีวี บริเวณห้องโถงกลางบ้าน พบว่าถูกรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจาย คนร้ายได้เปิดกระเป๋าหยิบเอาเงินสดจำนวน 5,000 บาท และพระหลวงพ่อวัดไร่ขิงเลี่ยมทองอีก 1 องค์ติดตัวไปด้วย หลังเกิดเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนางน้อย ส่ง รพ.ศูนย์นครปฐม ให้แพทย์ตรวจหาร่องรอยการข่มขืนและตรวจหาดีเอ็นเอของคนร้ายมาเปรียบเทียบ

ทางตำรวจชุดสืบสวนได้เดินทางไปสอบปากคำนางน้อยยังโรงพยาบาลโดยนางน้อยให้การว่าในช่วงเวลา 01.00 น. ตนกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ภายในบ้านตามลำพัง มีคนร้ายเป็นชายสวมเสื้อกางเกงสีดำ และสวมหมวกไหมพรมแบบเต็มใบปิดบังใบหน้า แต่ที่ศีรษะของคนร้ายมีไฟฉายส่องกบคาดไว้อยู่ จากนั้นได้เข้ามานั่งคร่อมอยู่บนตัวแล้วใช้ผ้าห่มปิดใบหน้าของตนไว้  พร้อมกับใช้อาวุธมีดกดอยู่ที่ลำคอข่มขู่ตนว่าอย่าส่งเสียงดัง พร้อมกับลวนลามและข่มขืนตน หลังเสร็จกิจ คนร้ายได้หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ตนไม่ทราบว่าหลบหนีไปทางใด เพราะไม่กล้าออกมา เวลาผ่านไป ตนพยายามหาโทรศัพท์ติดต่อกับบุตรชาย แต่ก็หาโทรศัพท์ไม่เจอ จนมาพบโทรศัพท์อยู่ใต้โต๊ะวางทีวี จึงรีบโทรบอกบุตรชายทันที

ด้านนายใหญ่ บุตรชาย เผยว่า โดยปกติในช่วงกลางวัน แม่จะออกไปช่วยลูกสาวขายของชำอยู่ที่ร้านค้าหน้าวัด และอยู่เป็นเพื่อนกับลูกสาว ตกเย็นก็จะกลับมาบ้านอาบน้ำเข้านอน นางน้อยจะอยู่บ้านตามลำพังในช่วงกลางคืน และเป็นอย่างนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่เคยเกิดเรื่องอะไร เพราะลูกๆ ก็อาศัยอยู่ในละแวกใกล้ๆ จนกระทั่งมาเกิดเหตุดังกล่าว แม่ได้โทรศัพท์มาหาตนเวลาตีสองกว่า ว่ามีคนร้ายเข้ามาข่มขืนแล้วใช้มีดข่มขู่ด้วย ตนจึงรีบมาทันที ทางตำรวจได้ทำการสอบปากคำและบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าคนร้ายรายนี้ก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้ว 10 คดี โดยลักษณะการก่อเหตุนั้น จะมีลักษณะเดียวกัน คือ ก่อเหตุในเวลาเที่ยงคืน และเลือกเหยื่อ หรือเป้าหมายที่มีอายุมาก อาศัยอยู่คนเดียว และใช้อุปกรณ์งัดหน้าต่าง หรือประตูเข้ามาลักทรัพย์ เหยื่อบางรายก็จะถูกข่มขืนและถูกทำร้าย หลังก่อเหตุก็จะหลบหนีไปเหมือนกับทุกราย  แต่จะไม่นำโทรศัพท์ของเหยื่อติดตัวไปด้วย จึงยากแก่การติดตาม

จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 7 และตำรวจกองปราบปราม พบว่า คนร้ายรายนี้ ก่อเหตุต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2553-2557 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครปฐม

  • คดีแรก เกิดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2553 คนร้ายข่มขืนคนแก่ วัย 70 ปี ที่ ท้องที่ สภ.บ้านแพ้ว
  • คดีที่ 2 เวลา 02.00 น. วันที่ 10 พ.ย. 2553 ท้องที่ สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม บุกเข้าไปข่มขืนคนแก่วัย 71 ปี
  • คดีที่ 3 เวลา 01.00 น. วันที่ 8 ม.ค. 2555 ท้องที่ สภ.บาง-คนที จ.สมุทรสงคราม คนร้ายเข้าไปข่มขืนฆ่าคนแก่อายุ 61 ปี ที่อยู่บ้านเพียงลำพัง
  • คดีที่ 4 เวลา 03.00 น. วันที่ 6 ธ.ค. 2555 ท้องที่ สภ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม คนร้ายบุกเข้าไปข่มขืนสาวใหญ่วัย 59 ปี
  • คดีที่ 5 เวลา 03.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. 2555 ท้องที่ สภ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ครั้งนี้คนร้ายข่มขืนคนแก่อายุ 70 ปี ที่บ้านกลางสวนผลไม้
  • คดีที่ 6 เวลา 03.40 น. วันที่ 16 ธ.ค. 2555 ท้องที่ สภ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม คนร้ายบุกเข้าไปข่มขืนสาวใหญ่วัย 47 ปี
  • คดีที่ 7 เวลา 23.00 น. วันที่ 23 มี.ค. 2556 คนร้ายบุกเข้าไปข่มขืนคนแก่วัย 75 ปี เหตุเกิดท้องที่ สภ.สามพราน จ.นครปฐม
  • คดีที่ 8 เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 11 มิ.ย. 2556 ท้องที่ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม คนร้ายบุกเข้าไปข่มขืนแล้วฆ่าคนแก่วัย 78 ปี
  • คดีที่ 9 25 ธ.ค. 2556 ข่มขืนหญิงวัย 39 ท้องที่ สภ.สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม
  • ล่าสุดคดีที่ 10 เวลา 01.00 น. วันที่ 25 ม.ค. 2558 คนร้ายข่มขืนคนแก่อายุ 72 ปี ท้องที่ สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

ส่วนเรื่องเส้นทางของคนร้ายนั้น ขณะนี้กำลังหาเส้นทางอยู่ว่าคนร้ายเดินทางมาอย่างไร  ทางตำรวจเชื่อว่าคนร้ายไม่ได้เดินทางมาจากทางน้ำหรือนั่งเรือมา เพราะในคลองนั้นเต็มไปด้วยผักตบชวาและสวะแน่นคลอง คนร้ายต้องเดินทางมาบกอย่างแน่นอน อาจจะเดินเท้ามาหรือจักรยานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขณะนี้ทางตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานอยู่

นอกจากนี้ทางตำรวจยังมีภาพตำหนิรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายด้วย ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุในช่วงแรกที่ติดตามคดีกันมา ทางผู้เสียหายจะให้การในลักษณะคล้ายกันว่าเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่กำยำ สูงประมาณ 170 เซนติเมตร อายุประมาณ 40 ปี เศษ ผมยาว ร่างกายแข็งแรงไม่มีหน้าท้อง มีกล้ามเนื้อหน้าท้องลักษณะซิกแพค มือหยาบกร้าน ลักษณะในการก่อคดีนั้นจะต้องปีนรั้ว ปีนต้นไม้ หรือปีนหน้าต่าง เป็นคนแข็งแรง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มกราคม ผู้จัดการออนไลน์ ระบุว่า มีการนำมาตรการติดตั้งเสียงไซเรนเตือนภัยตามบ้านที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ และมีการนำชุดอินทรีย์ 7 ซึ่งเป็นชุดเฉพาะกิจที่มีความสามารถสูง นำรถจักรยานยนต์ 5 คัน กำลัง 10 นาย มาประจำการ เพื่อให้เข้าถึงที่เกิดเหตุได้ทันทีหากได้รับแจ้ง และขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการสั่งการไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้มีการป้องกันเหตุเนื่องจากยังไม่สามารถจับคนร้ายได้

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ร่วมกับชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 ลงพื้นที่เก็บข้อมูลผู้สูงอายุทั้งหมด และเดินเรียงหน้ากระดานปูพรมทุกซอยในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลลักษณะผู้สูงอายุ ลักษณะบ้านเรือนที่คนร้ายพุ่งเป้ามาประมวลกับพื้นที่ต่างๆ อย่างละเอียด รวมถึงเข้าเก็บข้อมูลจากชาวบ้านทุกคนที่สามารถให้ข้อมูลได้

สำหรับการตั้งเงินรางวัลนำจับผู้ต้องหารายนี้ ล่าสุด มีรายงานว่าขณะนี้มียอดค่าหัวสูงถึง 4 แสนบาทแล้ว

นายกฯ หลุดด่าสื่อ “ไอ้บ้า”

EyWwB5WU57MYnKOvjxVVT5fMqiH3KAdC0n3IOcCjvEiuhXHLCk86Zr
ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.th/content/351203

เมื่อวันที่ 29 มกราคม เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2558 ว่า การประชุมวันนี้ได้รับฟังข้อเสนอแนะ และปัญหาในการปฏิบัติงาน รวมถึงการติดตามงานตามนโยบายที่ตนได้สั่งไป และวันนี้ได้ตั้งคณะทำงานบูรณาการของทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 10 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานนโยบายให้สอดคล้อง กับคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล และ คสช. ให้งานเดินหน้าได้ทั้งในเรื่องแผน งบประมาณ การตรวจสอบความโปร่งใส และการสร้างความร่วมมือกับประชาชน แต่ขอให้ยุติเรื่องราวต่างๆ ที่มีปัญหามาทั้งหมด เพื่อเดินหน้าประเทศให้ได้ ซึ่งปัญหาเรื่องงบประมาณที่อาจลงไปช้านั้น จริง ๆ แล้วงบประมาณได้ลงไปกว่า 60% แล้ว แต่อยู่ใน 3 ขั้นตอน คือที่ทำสัญญาแล้วประมาณ 20-30% ที่ยังรอทำสัญญาและโครงการที่พิจารณา ซึ่งที่ผ่านมาอาจล่าช้าไปบ้างในช่วงแรก เพราะอยู่ในขั้นการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณ แต่หลังจากนี้จะเร่งให้เร็วขึ้น

“ทุกวันนี้มีการประเมินตลอดที่สั่งไป ทำทุกวัน เดี๋ยวจะมีคณะทำงานที่ตั้งขึ้นไปตรวจสอบ คสช. ก็จะไปไล่ดู เขาทำงานแบบนี้ ต่อไปอะไรติดขัดตรงไหนก็จะไปติดตาม หากสิ่งใดได้ผลก็ทำต่อ หรือไม่ได้ผลก็ทำใหม่ ไม่ใช่ไม่ทำอะไรแล้วจ่ายเงินโครม ๆ แบบนั้นไปถามรัฐบาลที่ผ่านมา” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

เมื่อถามว่าวันนี้มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวต่อว่า “ที่ผมสั่งไป นี่แหละคือนโยบายไง ไอ้บ้า ที่ผมสั่งคือนโยบายหมด ไอ้ที่เขาทำทุกวันนี้ผมสั่ง ทุกระดับก็ขับเคลื่อนตาม บูรณาการทุกกระทรวง ปัญหามันเกิดมากี่ปีแล้ว วันนี้แก้ไปเท่าไหร่แล้ว และกำลังแก้อยู่ วันนี้ทำไมไม่ถามโรดแม็พว่าเหลือเท่าไหร่ เมื่อไหร่จะต้องไป เมื่อไหร่จะเลือกตั้ง วันนี้ไม่เร่งตรงนั้น ทำไมมาเร่งตรงนี้ ผมเป็นขี้ข้าหรือไงวะ นี่ไม่ได้โมโหเลย อารมณ์ดี”

ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์รายงานว่า การให้สัมภาษณ์ของนายกฯ เป็นไปอย่างดุเดือด พล.อ. ประยุทธ์แสดงอาการโมโห บางช่วงมีการเคาะและเขย่าโพเดียม และเสียงดัง หลุดคำสบถออกมาหลายครั้ง ทั้งคำว่า “ขี้ข้า ไอ้ห่า บ้า ทำไมวะ” แต่ก็พยายามบอกสื่อว่าที่เสียงดังนั้นไม่ใช่ความโมโห

แท็กซี่ก้าวขึ้น 75 อ้างเบลอไม่ได้ตั้งใจ – ฟากแวนขู่หยุดวิ่งถ้าไม่ให้เซอร์ชาร์จ

jhhjj

วันที่ 27 มกราคม สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม “MySpiration” ได้ตั้งกระทู้ “รู้กันรึยัง Taxi สุวรรณภูมิ มิเตอร์เริ่มต้น 75 บาทแล้ว (หรือครับ???)” โดยผู้โพสต์ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 25 มกราคม ชายชาวญี่ปุ่นพูดไทยได้คนหนึ่งเรียกแท็กซี่โดยสารจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังย่านรัชดาฯ ก้าวแรกที่ขึ้นไปบนรถ ไม่เห็นมิเตอร์ จึงถามคนขับ สุดท้ายถูกผ้าบัง เมื่อเปิดขึ้นมาก็เป็น 75 บาทแล้ว ทั้งยังถูกขอใบเรียกคิวไปด้วย ซึ่งคนขับอ้างเหตุผลที่ค่าโดยสารเริ่มต้น 75 บาท เป็นเพราะกรมขนส่งฯ ได้อนุมัติให้ปรับขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม ซ้ำยังบอกตัวเองเป็นข้าราชการทหารตำรวจ สุดท้ายคุยกันไปคุยกันมา บอกจะลดให้ ทุกอย่างจะได้จบกันไป และจ่ายเพิ่ม 50 บาท ตามค่าธรรมเนียมเรียกจากสนามบินเท่านั้น

ล่าสุดเมื่อ วันที่ 28 มกราคม ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการเสนอข่าวเกี่ยวกับแท็กซี่สนามบินสุวรรณภูมิ เก็บค่าโดยสารชาวต่างชาติ ในอัตราเริ่มต้นที่ 75 บาทนั้น กรมการขนส่งทางบกได้ตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดแล้ว พบว่า รถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน มฎ-0796 มีจ่าสิบเอก อุดร ศาสนะสุพินธ์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และเป็นผู้ขับรถดังกล่าว มีใบอนุญาตชนิดที่ 3 เลขที่ 542/2556 สิ้นอายุวันที่ 19 กันยายน 2559 โดยในเบื้องต้น กรมการขนส่งทางบกได้ติดต่อประสานงานให้มารายงานตัวด่วน เพื่อสอบสวนความผิดและดำเนินการเปรียบเทียบในอัตราสูงสุด

นายจิรุตม์ กล่าวต่อไปว่า หากผลสอบสวนพบการกระทำผิดจริง จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2552 มาตรา 66/5 ฐานเรียกเก็บค่าโดยสาร หรือค่าบริการเกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท และนายทะเบียนมีอำนาจพิจารณาสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที ส่วนกรณีการกระทำความผิดในฐานความผิดอื่นๆ เช่น ปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่ใช้มาตรมิเตอร์ ไม่ส่งผู้โดยสารตามที่ตกลง​ ฯลฯ ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ในระยะเวลา 1 เดือน นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที พร้อมทั้งจะมีการประสานงานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้พิจารณาสั่งห้ามแท็กซี่คันดังกล่าว เข้าให้บริการที่สนามบินด้วย

ด้าน จ.ส.อ. อุดร ศาสนะสุพินธ์ คนขับรถแท็กซี่คันดังกล่าว ได้ออกมาชี้แจง ว่า “ตนเองไม่ได้มีเจตนาที่จะโกงเงินค่ามิเตอร์ แต่เป็นเพราะเมื่อผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นคนดังกล่าวมาขึ้นแท็กซี่ พอรถออกไปแล้ว ปรากฏว่าตนลืมกดเริ่มมิเตอร์ใหม่ ซึ่งยังค้างจากมิเตอร์ของผู้โดยสารก่อนหน้านี้ จึงทำให้มิเตอร์ขึ้นที่อยู่ 75 บาท ดังที่เป็นข่าว แต่ตนก็ได้บอกกับผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นว่า เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จะหักค่าโดยสารให้ 40 บาท ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนา และยอมรับผิดทุกอย่าง” (ผู้โดยสารนั่งจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไป ซ.นาทอง 7 ถ.รัชดาภิเษก ค่าโดยสาร 280 บาท)

ในสัปดาห์ที่ผ่านมานอกจากกรณีมิเตอร์แท็กซี่สุวรรณภูมิขึ้นไปที่ 75 บาทแล้ว ยังมีกรณีนายปฐวี มีราช ผู้ขับขี่แท็กซี่สนามบินสุวรรณภูมิ หนึ่งในคณะทำงานแก้ไขปัญหาอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่สุวรรณภูมิ ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ ให้ที่ประชุม และกระทรวงคมนาคมพิจารณา เพื่อขอปรับค่าธรรมเนียมการใช้บริการแท็กซี่ ขนาดใหญ่ 5 ประตู หรือแท็กซี่แวน ภายในสนามบิน จากเที่ยวละ 50 บาท เป็น 100 บาท ขอจัดเก็บค่าสัมภาระ จากผู้โดยสารที่มีสัมภาระมาจำนวนมาก โดยใบแรกจะไม่คิดค่าขนส่ง แต่ใบที่ 2-4 จะคิดค่าใบละ 30 บาท และหากเป็นใบ 5-6 จะเรียกเก็บเพิ่มขึ้นอีก และขอให้นำระบบ คิดค่าโดยสารแบบเหมาจ่ายกลับมาใช้ ในกรณีที่ใช้บริการนอกเขตมิเตอร์ หรือนอกเขตกรุงเทพฯ

เนื่องจากอัตราค่าโดยสารมิเตอร์แท็กซี่ ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ต่ำเกินไป และไม่สะท้อนต้นทุน ที่แท้จริง หากกระทรวงคมนาคมไม่อนุมัติตามข้อเสนอ แท็กซี่ขนาดใหญ่ในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีอยู่ 1,700 คัน จะทยอยหยุดวิ่ง เพราะแบกภาระขาดทุนต่อไปไม่ไหว

ล่าสุด 29 มกราคม กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า นายปฐวี มีราช กล่าวว่า เรื่องการพิจารณาปรับค่าธรรมเนียมหรือเซอร์ชาร์จยังไม่ได้ข้อสรุป การขอคิดค่าธรรมเนียมสัมภาระเพิ่ม และเรื่องขอเพิ่มอัตราค่าโดยสารจะมีหารือกันครั้งหน้า โดยต้องกลับไปรวบรวมต้นทุนที่แท้จริงอีกครั้งและจะกลับมาประชุมร่วมกันสัปดาห์หน้า ส่วนกรณีการเหมาจ่ายขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา หากทั้ง 3 ข้อเรียกร้องไม่ได้รับการพิจารณาจะมีการยื่นให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นอีกหนึ่งแนวทาง

อย่างไรก็ตาม สำหรับค่าเซอร์ชาร์จทางกลุ่มเข้าใจว่าหากเก็บเพิ่มอัตราที่สูงเกินไปจะส่งผลกระทบผู้โดยสาร จึงเสนอปรับราคาพอเหมาะ เพราะปีนี้ยังมีค่าก๊าซที่รอการปรับขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนผู้ให้บริการรถแท็กซี่อย่างมาก อีกทั้งการที่แท็กซี่แวนต้องจอดรอเป็นเวลา 2 ชั่วโมงต่อการวิ่งรถ 1 เที่ยว หากต้องการให้คุ้มทุนต้องคิดค่าเซอร์ชาร์จถึง 150 บาท

ด็อกเตอร์ปลอมโผล่อีก ใช้วุฒิทำงาน 14 ปี แถมพบยักยอกเงิน 13 ล้าน

2012070904804
ที่มาภาพ: http://www.ubu.ac.th/new/index.php?page=ubu_map_55

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเสียงวิพากษ์วิจารย์อย่างแพร่หลายในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีว่าไม่น่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ซ้ำยังปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึง 14 ปี เมื่อวันที่ 28 มกราคม มติชนออนไลน์รายงานว่า ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นเนื่องจากมีการขอตรวจสอบวุฒิการศึกษาของ ผศ. ดร.มนูญพงษ์ ศรีวิรัตน์ อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และปัจจุบันเป็นอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ สถิติและคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ซึ่งมีรายงานแจ้งว่าทางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้ตรวจสอบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกของผศ.ดร.มนูญพงษ์ที่ระบุว่าจบการศึกษา Ph.D. Decision Science : Statistics  University of Hertfordshire ตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร แต่หลังจากการตรวจสอบของมหาวิทยาลัยไปยังมหาวิทยาลัยดังกล่าว ได้รับแจ้งว่าไม่มีชื่อนายมนูญพงษ์ ศรีวิรัตน์ จบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแต่อย่างใด คงมีแต่การเข้ารับการศึกษาแต่ไม่สำเร็จการศึกษา

สำหรับ ผศ. ดร.มนูญพงษ์ อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ สถิติและคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้รับทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยทุนที่ถูกเรียกว่า UDC (University Development Committee) เมื่อรับทุน UDC เป็นระยะเวลา 2 ปี ได้กลับมารับราชการที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในวันที่16 กรกฎาคม 2535 ต่อมากลางปี 2538 ได้สอบคัดเลือกทุนระดับปริญญาเอกของทบวงมหาวิทยาลัย เป็นทุนการศึกษาสำหรับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ไปศึกษาต่อที่ University of Hertfordshire  U.K. และกลับเข้ามารับราชการที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในปี 2544 พร้อมดีกรีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก Ph.D. Decision Science : Statistics จาก University of Hertfordshire U.K. โดยใช้วุฒิดังกล่าวจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 14 ปี เคยได้รับตำแหน่งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและสารสนเทศ เป็นกรรมการและเลขานุการสภามหาวิทยาลัย หรือ CIO (Chief Information Officer หรือ ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงมหาวิทยาลัย) และผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย

ล่าสุดวันที่ 29 มกราคม ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า นายทรงพล อินทเศียร ผช.อธิการบดี ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และกิจการภายใน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของทางมหาวิทยาลัย ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ โดยเบื้องต้นคณะกรรมการได้ตรวจสอบเส้นทางการเรียน และการบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จบปริญญาเอก เมื่อปลายเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว โดยได้มีหนังสือสอบถามไปยังมหาวิทยาลัยต้นทาง คือ University of Hertfordshire U.K. เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสอบสวน แต่ยังไม่มีหนังสือตอบกลับมา

นายทรงพล กล่าวต่อว่า เมื่อช่วงต้นเดือน มกราคม ผศ. ดร.มนูณพงษ์ ได้ทำเรื่องขอลาออกจากมหาวิทยาลัย โดยอ้างว่าต้องการเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ แต่มหาวิทยาลัยยังไม่อนุญาต เนื่องจาก ผศ. ดร.มนูญพงษ์ มีภาระต้องเคลียร์เงินสมัยที่เป็นผู้บริหารสถานปฏิบัติการโรงแรมและการท่องเที่ยวของมหาวิทยาลัย ระหว่างปี 2552-2553 ซึ่งได้เซ็นเบิกจ่ายเงินของโรงแรม ไปเป็นมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท ให้เรียบร้อยก่อน อย่างไรก็ดี หลังยื่นหนังสือลาออก ผศ. ดร.มนูญพงษ์ ไม่ได้มาทำงาน และไม่สามารถติดต่อได้