สำรวจค่าใช้จ่ายค่าเดินทางคนกรุงเทพฯ รถไฟ รถเมล์ เรือ วินมอ’ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก และแท็กซี่

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารประจำทางอีก 1 บาท โดยรถธรรมดา หรือรถร้อน ค่าบริการเพิ่มจาก 8 บาท เป็น 9 บาท รถปรับอากาศจาก 11-23 บาท เป็น 12-24 บาท

สำหรับการปรับราคาค่าโดยสารครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ปรับขึ้นค่าโดยสารอัตรา 1 บาท ซึ่งมีผลไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ส่วนการปรับค่าโดยสารในระยะที่ 2 จะมีการเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เบื้องต้นมีการศึกษาไว้ว่าราคาที่เหมาะสมอาจจะอยู่ที่ 1 บาท เมื่อรวมกับระยะแรกจะอยู่ที่ 2 บาท แต่คงจะไม่ถึง 3 บาท ตามที่ผู้ประกอบการรถร่วมบริการต้องการ ซึ่งจะต้องมีการศึกษาต้นทุนเสียก่อน เบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบการให้บริการรถร่วมจะอยู่ได้หากค่าโดยสารรถร้อนอยู่ที่ราคา 10 บาทต่อคนต่อเที่ยว แต่รถธรรมดา (รถเมล์แดง) ยังราคา 6.50 บาท เท่านั้น เช่นเดียวกับรถปรับอากาศ (รถเมล์ส้ม) ยังเริ่มต้นที่ 12 บาท ซึ่งหากจะมีการปรับค่าโดยสาร ต้องรอนโยบายจากกระทรวงคมนาคมเสียก่อน

นอกจากนี้ยังมี “การยกเลิกรถเมล์-รถไฟฟรี” แก่บุคคลทั่วไป โดยจะให้ผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีรายได้เท่ากับ 2,422 บาทต่อคนต่อเดือน ใช้ได้เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่คำนวณมาจากการเปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของประชากรกับเส้นความยากจน ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2554

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ปี 2557 เศรษฐกิจเติบโต 0.7 % และปีนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดว่าจีดีพีจะโต 3.5 – 4.5% เงินเฟ้อ 0-1% แม้เงินเฟ้อจะต่ำแต่ประชาชนยังกังวลถึงค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

จากข้อมูล ณ มกราคม 2558 ของ ระบบสถิติทางการทะเบียน ระบุว่า ในกรุงเทพมหานครมีประชากรอยู่ทั้งสิ้น 5,693,492 คน ทว่าตัวเลขนี้ยังไม่รวมจำนวนประชากรแฝงอย่างแรงงานข้ามชาติ แรงงานจากต่างจังหวัด และคนไร้บ้านที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบอีกจำนวนมาก ซึ่งมีการคาดการณ์จากหลายฝ่ายว่า หากนับรวมประชากรแฝงในกรุงเทพฯ แล้ว จะมีประชากรราว 10 ล้านคนเลยทีเดียว

ในเมืองใหญ่ซึ่งผู้คนล้วนเข้ามาทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพเช่นนี้ จำเป็นต้องมีการบริการขนส่งสาธารณะที่เพียงพอและมีราคาที่เหมาะสมกับรายได้ของคนเมืองเมือง ไทยพับลิก้าจึงขอนำเสนอรายจ่ายด้านค่าเดินทางที่คนเมืองต้องเจอ โดยรวมค่าใช้จ่ายการเดินทางในโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่อเนื่อง รถโดยสารประจำทาง เรือ และรถโดยสารไม่ประจำทาง(คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

*ราคารถบีอาร์ทีอ้างอิงตามเว็บไซต์ http://www.bangkokbrt.com/ แต่ปัจจุบันทางกรุงเทพมหานคร (http://www.dailynews.co.th/Content/bangkok/288299) ได้ลดราคาอยู่ที่ 5 บาทตลอดสายในปี 2558 ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว
*ราคารถบีอาร์ทีอ้างอิงตามเว็บไซต์ http://www.bangkokbrt.com/ แต่ปัจจุบันทางกรุงเทพมหานคร (http://www.dailynews.co.th/Content/bangkok/288299) ได้ลดราคาอยู่ที่ 5 บาทตลอดสายในปี 2558 ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว

โครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง

ในหมวดนี้มีรถอยู่ 4 ประเภท คือ รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และรถไฟธรรมดา

(1) รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ให้บริการตั้งแต่ 06.00–24.00 น. เป็นรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทยที่ดำเนินการโดยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโครงการที่ลงทุนโดยเอกชน 100% มีระยะทางในการให้บริการรวม 36.9 กม. 34 สถานี ราคา 10-52 บาท

(2) รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที หรือรถไฟใต้ดิน (MRT) ให้บริการตั้งแต่ 06.00-24.00 น. ราคาเริ่มต้น 16 บาท สูงสุด 42 บาท สำหรับบุคคลทั่วไป ส่วนเด็ก/ผู้สูงอายุ เริ่มต้น 8 บาท สูงสุด 21 บาท

(3) รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail Link) ให้บริการตั้งแต่ 06.00–24.00 น. เป็นรถไฟฟ้าที่เชื่อมกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มี 2 สาย คือ City line และ Express line โดยสาย City line ราคา 15-45 บาท สาย Express line ราคา 90-150 บาท

รถไฟฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ SA City Line ให้บริการระหว่างสถานีพญาไทถึงสถานีสุวรรณภูมิ โดยจอดระหว่างทางอีก 6 สถานี ได้แก่ สถานีราชปรารภ สถานีมักกะสัน สถานีรามคำแหง สถานีหัวหมาก สถานีบ้านทับช้าง และสถานีลาดกระบัง ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 30 นาที

ส่วนรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-มักกะสัน (Makkasan Express Line) ตั๋วโดยสารไป-กลับ ราคา 150 บาท ตั๋วโดยสารเที่ยวเดียวราคา 90 บาท เส้นทางสถานีมักกะสันถึงสถานีสุวรรณภูมิ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15 นาที

และรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-พญาไท (Phaya Thai Express Line) ตั๋วโดยสารไป-กลับ ราคา 150 บาท ตั๋วโดยสารเที่ยวเดียวราคา 90 บาท ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 17 นาที

(4) รถไฟธรรมดา โดย การรถไฟแห่งประเทศไทย

การเดินทางจากจังหวัดรอบนอกกรุงเทพฯ ยกตัวอย่างการเดินทางจาก จ. นครปฐม-กรุงเทพฯ มีรถไฟไว้บริการ 4 ประเภท คือ รถธรรมดา รถเร็ว รถด่วน และรถด่วนพิเศษ ราคา 14-60 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)

  • ชั้นหนึ่ง ราคา 60 บาท
  • ชั้นสอง ราคา 31 บาท
  • ชั้นสาม ราคา 14 บาท
  • รถธรรมดา เป็นรถที่ไม่เน้นการให้บริการระยะทางไกล เป็นรถชั้น 3 เป็นส่วนมาก น้อยขบวนนักมักพบชั้น 2 และจะหยุดเกือบตลอดเส้นทาง

    รถเร็ว เป็นรถที่เน้นบริการทางไกลตั้งแต่ 400 กม. ขึ้นไป มีเฉพาะชั้น 2 และ 3 เท่านั้น ในบางขบวนที่เป็นรถกลางคืนจะมีรถนอนด้วย

    รถด่วน เป็นรถที่เน้นการให้บริการระยะทางไกล หยุดน้อยแต่ไม่ถือว่าน้อยมาก กลางๆ มีรถหลายแบบให้บริการทั้งชั้น 1 2 และ 3 ในขบวนนั้นๆ

    รถด่วนพิเศษ เป็นรถที่เน้นการให้บริการระยะไกล หยุดน้อย และมีรถชั้นดีๆ ให้บริการ โดยเฉลี่ยตลอดเส้นทางจะหยุดรับส่งผู้โดยสารประมาณ 20-30% ของเส้นทาง

    รถท้องถิ่นและรถชานเมือง ใช้สำหรับเดินทางระยะใกล้

    รถโดยสารประจำทาง

    ในหมวดรถโดยสารประจำทาง มี 4 ประเภท คือ รถโดยสารบีอาร์ที รถโดยสารประจำทาง รถตู้ร่วมบริการ

    (1) รถโดยสารบีอาร์ที (BRT) ให้บริการตั้งแต่ 6.00-24.00 น. ราคาเริ่มต้น 12-20 บาท

    เส้นทางการเดินรถเริ่มจากแยกถนนสาทร–ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี รองรับผู้โดยสารจากย่านธุรกิจบริเวณสาทรและสีลม BRT จะวิ่งไปตามถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ผ่านถนนจันทน์ เข้าสู่แยกนราราม 3 เลี้ยวขวาเข้าถนนพระรามที่ 3 ขึ้นสะพานพระราม 3 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปสิ้นสุดที่แยกถนนรัชดาภิเษก-ถนนราชพฤกษ์

    ticket
    ตั๋วรถประจำทางปรับอากาศ (รถเมล์เหลืองสาย 29 รังสิต-หัวลำโพง) จากป้ายแยกหลักสี่-ป้าย BTS หมอชิต ราคาก่อนการปรับขึ้นอยู่ที่ 14 บาท หลังปรับขึ้น 1 บาท เป็น 15 บาท เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา (ราคาเริ่มต้นจึงอยู่ที่ 12-24 บาท จากเดิม 11-23 บาท)

    (2) รถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) มีทั้งรถที่ให้บริการตลอดทั้งคืนและรถที่บริการตลอดวัน ถือเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งล่าสุด ได้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารอีก 1 บาท โดยรถธรรมดา หรือรถร้อน ค่าบริการเพิ่มจาก 8 บาท เป็น 9 บาท รถปรับอากาศจาก 11-23 บาท เป็น 12-24 บาท

    สำหรับการปรับราคาค่าโดยสารครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ปรับขึ้นค่าโดยสารอัตรา 1 บาท ซึ่งมีผลไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ส่วนการปรับค่าโดยสารในระยะที่ 2 จะมีการเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เบื้องต้นมีการศึกษาไว้ว่าราคาที่เหมาะสมอาจจะอยู่ที่ 1 บาท เมื่อรวมกับระยะแรกจะอยู่ที่ 2 บาท แต่คงจะไม่ถึง 3 บาท ตามที่ผู้ประกอบการรถร่วมบริการต้องการ ซึ่งจะต้องมีการศึกษาต้นทุนเสียก่อน เบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบการให้บริการรถร่วมจะอยู่ได้หากค่าโดยสารรถร้อนอยู่ที่ราคา 10 บาทต่อคนต่อเที่ยว

    แต่รถธรรมดา (รถเมล์แดง) ยังราคา 6.50 บาท เท่านั้น เช่นเดียวกับรถปรับอากาศ (รถเมล์ส้ม) ยังเริ่มต้นที่ 12 บาท ซึ่งหากจะมีการปรับค่าโดยสาร ต้องรอนโยบายจากกระทรวงคมนาคมเสียก่อน

    (3) รถตู้ร่วมบริการ ราคาตั้งแต่ 10-25 บาท ตามระยะทาง เพิ่ม 5 บาท หลัง 22.00 น. และคิดค่าโดยสาร 30 บาท กรณีขึ้นทางด่วน

    (4) รถสองแถว ราคา 7 บาท

    แม้ว่าชาวกรุงเทพฯ จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาค่าโดยสารเท่าใดนัก แต่สิ่งหนึ่งที่คนเมืองในปี 2558 นี้ ต้องเจออย่างแน่นอนในยุครัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จัทร์โอชา คือ “การยกเลิกรถเมล์-รถไฟฟรี” แก่บุคคลทั่วไป โดยจะให้ผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีรายได้เท่ากับ 2,422 บาทต่อคนต่อเดือน ใช้ได้เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่คำนวณมาจากการเปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของประชากรกับเส้นความยากจน ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2554

    “จากการปรับปรุงเทคนิควิธีการจัดทําเส้นความยากจนใหม่ ได้ส่งผลให้เส้นความยากจนมีค่าสูงขึ้น และส่งผลให้สัดส่วนคนจนสูงขึ้นด้วย โดยปี 2554 เส้นความยากจนใหม่เท่ากับ 2,422 บาท/คน/เดือน และสัดส่วนคนจนร้อยละ 13.2 ของประชากรทั้งประเทศ เมื่อเทียบกับเส้นความยากจนทางการชุดเดิม เท่ากับ 1,781 บาท/คน/เดือน และสัดส่วนคนจนร้อยละ 5.5 ของประชากรทั้งประเทศ ทั้งนี้เส้นความยากจนใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.0 สาเหตุเกิดจากการปรับเส้นความยากจนในหมวดสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร 23.2% การปรับเส้นความยากจนด้านอาหาร 10.4% และการเปลี่ยนค่าถ่วงน้ําหนักประชากรใหม่ 2.4%”

    โดยเบื้องต้นได้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้ใช้บริการฟรี ได้แก่ ผู้พิการ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี ทหารผ่านศึก พระภิกษุ สามเณร และแม่ชี และ 2. กลุ่มผู้ใช้บริการที่ได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย นักเรียน นิสิตนักศึกษา และกลุ่มคนว่างงาน

    ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาอีก 5 เดือนที่เหลือจากนี้ ทางกระทรวงคมนาคมก็จะนำเรื่องไปหารือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อหารือรูปแบบเกี่ยวกับการจัดทำบัตรสำหรับผู้มีรายได้น้อยใช้เป็นบัตรแสดงตนว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยแสดงสิทธิ์ส่วนค่าโดยสารลด 50% รวมไปถึงการคำนวณจำนวนผู้มีรายได้น้อยในระบบทั้งหมดที่อยู่ในข่ายใช้สิทธิ์ว่ามีจำนวนเท่าใด

    เรือ

    ที่มาภาพ: นัฐพงษ์ แสงทองล้วน (กลุ่มสารคดี “สายลม”)
    ที่มาภาพ: นัฐพงษ์ แสงทองล้วน (กลุ่มสารคดี “สายลม”)

    หมวดเรือ มี 3 ประเภท คือ เรือโดยสารคลองแสนแสบ เรือด่วนเจ้าพระยา และเรือข้ามฟาก

    (1) เรือโดยสารคลองแสนแสบ ให้บริการตั้งแต่ 05.30-20.30 น. (วันหยุดสุดสัปดาห์ 19.00 น.) ราคา 10-20 บาท ตามระยะเส้นทาง

    (2) เรือด่วนเจ้าพระยา

    Screen Shot 2558-02-12 at 5.23.49 PM
    เรือประจำทาง ด่วนธรรมดาไม่มีธง เส้นทาง: นนทบุรี-วัดราชสิงขร
  • เรือประจำทาง (ไม่มีธง) ราคา 10/12/14 บาท (ตามระยะทาง) ให้บริการตั้งแต่ 06.45-07.30 น. และ 16.00-16.30 น. จันทร์-ศุกร์ เส้นทาง: นนทบุรี-วัดราชสิงขร
  • Screen Shot 2558-02-12 at 5.25.10 PM
    เรือด่วนพิเศษธงส้ม เส้นทาง: นนทบุรี-วัดราชสิงขร
  • เรือด่วนพิเศษธงส้ม 15 บาท ให้บริการตั้งแต่ 05.50-19.00 น. หยุดรับส่งทุกท่าเรือ-ทุกวัน ท่าที่จอด: สะพานพระราม 7 บางโพ เกียกกาย พายัพ สะพานกรุงธน เทเวศร์ พระอาทิตย์ วังหลัง (ศิริราช) ท่าช้าง ท่าเตียน สะพานพุทธ ราชวงศ์ ท่าเรือสวัสดี สี่พระยา โอเรียนเต็ล สาทร (สะพานตากสิน, ท่าเรือกลาง)
  • Screen Shot 2558-02-12 at 5.26.06 PM
    เรือด่วนพิเศษธงเหลือง เส้นทาง : นนทบุรี-สาทร และ ราษฎร์บูรณะ-นนทบุรี
  • เรือด่วนพิเศษธงเหลือง 20-29 บาท ให้บริการตั้งแต่ 03.30-20.00 น. จันทร์-ศุกร์ ท่าที่จอด: สะพานพระราม7 บางโพ เทเวศร์ สะพานปิ่นเกล้า วังหลัง (ศิริราช) ราชวงศ์ สี่พระยา สาทร (สะพานตากสิน, ท่าเรือกลาง)
  • Screen Shot 2558-02-12 at 5.27.03 PM
    เรือด่วนพิเศษธงเขียว เส้นทาง : ปากเกร็ด-สาทร
  • เรือด่วนพิเศษธงเขียว 13/20/32 บาท ให้บริการตั้งแต่ 06.15-18.05 น. จันทร์-ศุกร์ ท่าที่จอด: สะพานพระราม7 สะพานกรุงธน เทเวศร์ สะพานปิ่นเกล้า วังหลัง (ศิริราช) ท่าช้าง ราชวงศ์ สี่พระยา สาทร (สะพานตากสิน, ท่าเรือกลาง)
  • (3) เรือข้ามฟากเจ้าพระยา ราคา 3 บาท

  • ท่าช้าง-ท่าวัดระฆัง 06.00-20.00 น.
  • ท่าช้าง-ท่าวังหลัง 05.00-23.00 น.
  • ท่าพระจันทร์-ท่าวังหลัง 05.00-21.00 น.
  • ท่าพระจันทร์-ท่ารถไฟ 06.00-20.00 น.
  • ท่าพระจันทร์-ท่าสะพานพระปิ่นเกล้า 06.00-20.00 น.
  • ท่าสะพานพระปิ่นเกล้า (ฝั่งพระนคร)-ท่าสะพานพระปิ่นเกล้า (ฝั่งธนบุรี) 06.00-20.00 น.
  • รถโดยสารไม่ประจำทาง

    จากข้อมูลของ ผศ. ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง หรือ Urban Design and Development Center (UddC) ที่ระบุว่า ลักษณะโครงข่ายถนนกรุงเทพฯ นั้นมีลักษณะการเดินทางจากที่สาธารณะ เช่น ทางรถประจำทาง รถไฟ ไปสู่ที่รโหฐานหรือที่อยู่อาศัยโดยตรง ขนส่งสาธารณะเข้าไปไม่ถึง ทำให้รถจักรยานยนต์รับจ้างและขนส่งสาธารณะขนาดเล็กอื่นๆ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากซอยที่แยกจากถนนสายหลักนั้นลึกมากเกินกว่าจะเดินถึงได้ รวมทั้งเดินลำบาก บางที่ไม่มีทางเท้าหรือทางเท้าแคบมาก การเดินทางด้วยยานยนต์ที่ไม่มีราคากำหนดไว้อย่างชัดเจนจึงมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว

    collage
    ที่มาภาพ: http://www.stock2morrow.com/showthread.php/50249, http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Tuktukpktalad05b.jpg และ http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Bangkok_Taxi.jpg

    หมวดรถโดยสารไม่ประจำทาง มี 4 ประเภท คือ แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ตุ๊กตุ๊ก และรถสองแถว

    (1) แท็กซี่ (taxi)

  • ระยะทาง 1 กิโลเมตรแรก 35.00 บาท
  • ระยะทางเกินกว่า 1 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 5.50 บาท
  • ระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 20 กิโลเมตรละ 6.50 บาท
  • ระยะทางเกินกว่า 20 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 40 กิโลเมตรละ 7.50 บาท
  • ระยะทางเกินกว่า 40 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 60 กิโลเมตรละ 8.00 บาท
  • ระยะทางเกินกว่า 60 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 80 กิโลเมตรละ 9.00 บาท
  • ระยะทางเกินกว่า 80 กิโลเมตรขึ้นไป กิโลเมตรละ 10.50 บาท
  • กรณีรถไม่สามารถเคลื่อนที่ หรือเดินรถต่อไปได้เกินกว่า 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตรานาทีละ 2.00 บาท

    (2) มอเตอร์ไซค์รับจ้าง (motorcycle taxi) เริ่มต้น 10 บาท แล้วแต่ระยะทาง

    (3) ตุ๊กตุ๊ก (tuktuk) แล้วแต่ตกลงกัน ตั้งแต่ 20 บาท ถึงหลักร้อยบาท