สหภาพแรงงานคุรุสภา แจงโมเดลขายตำราเรียนภาคพิสดาร อ้างพ่อค้าไม่รับหนังสือส่งโรงเรียน ยอมจ่าย ”ล็อกซเลย์ไวร์เลส” 4%

จากการที่สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้านำเสนอข่าว“เปิดโมเดลขายตำราเรียนภาคพิสดาร 1,400 ล้านบาท”โดยองค์การค้าของสกสค. ยอมจ่ายส่วนต่าง 7% ให้ “ล็อกซเลย์ ไวร์เลส” ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการขายหนังสือ สุดท้ายบริษัทล็อกซเลย์ฯนำหนังสือกลับมาฝากองค์การค้าฯขายผ่านช่องทางตามปกติ (องค์การค้าฯนำหนังสือไปขายให้กับร้านค้าและโรงเรียนให้ส่วนลด 10-20% ของราคาหน้าปก)

นายอารีย์ สืบวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา(คนกลาง)
นายอารีย์ สืบวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา(คนกลาง)

ต่อประเด็นนี้นายอารีย์ สืบวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญ 4 องค์การค้าของสกสค. ในฐานะประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและรักษาผลประโยชน์ขององค์การค้าฯกล่าวว่า หลังจากที่สำนักข่าวไทยพับลิก้านำเสนอข่าวเปิดโมเดลองค์การค้าขายหนังสือ 1,400 ล้านบาทให้บริษัทล็อกซเลย์ฯ มีร้านค้าตัวแทนจำหน่ายหนังสือขององค์การค้าฯโทรศัพท์มาสอบถามข้อเท็จจริงกับสหภาพแรงงานฯเป็นจำนวนมาก ทางสหภาพแรงงานฯไม่ได้นิ่งนอนใจ ขอให้นายสมมาตร์ มีศิลป์ ผู้อำนวยการองค์การค้าของสกสค.ชี้แจ้งข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อสื่อมวลชนและสหภาพแรงงานฯ ซึ่งในขณะนี้ผู้บริหารขององค์การค้าฯกำลังทยอยส่งข้อมูลเอกสารทั้งหมดให้กับสหภาพแรงงานฯ

“เกี่ยวกับเรื่องทุจริตคอรัปชันในแวดวงการศึกษา ผมได้แจ้งให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)รับทราบว่า ภารกิจในการปฏิรูปการศึกษาของไทยจะทำได้ยากมาก หากไม่แก้ปัญหาทุจริตคอรัปชันงบฯจัดซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียนก่อน ทุกวันนี้โรงเรียนทั่วประเทศรับผลประโยชน์จากร้านค้าและสำนักพิมพ์เอกชนในอัตราที่สูงมาก ซึ่งองค์การค้าฯกำลังต่อสู้กับขบวนการทุจริตเงินหลวงเหล่านี้ ทางสหภาพจะนำข้อมูลทั้งหมดไปมอบให้คสช.ดำเนินการภายในสัปดาห์นี้” นายอารีย์กล่าว

ส่วนเหตุผลความจำเป็นที่องค์การค้าต้องขายหนังสือให้ล็อกซเลย์ฯ นายอารีย์ กล่าวว่า เป็นผลมาจากผลของการต่อสู้กับขบวนการทุจริตงบฯจัดซื้อหนังสือของโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศเป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น กล่าวคือ ทุกวันนี้กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้องค์การค้าฯมอบส่วนลด (Discount) จากการขายหนังสือให้กับร้านค้าและโรงเรียนได้ไม่เกิน 25% ของราคาหน้าปก ขณะที่สำนักพิมพ์เอกชนไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อบังคับดังกล่าว มอบส่วนลดให้ร้านค้าหรือโรงเรียนในอัตราเท่าไหร่ก็ได้ ประเด็นนี้เองที่ทำให้องค์การค้าฯไม่สมารถแข่งขันกับเอกชนได้

นายอารีย์ เล่าให้ฟังว่า หลังจากนายสมมาตร์ มีศิลป์ รับตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ภารกิจแรกคือปรับส่วนลดที่องค์การค้าฯมอบให้กับร้านค้าและโรงเรียนจากเดิม 30% ลดเหลือ 25% และพยายามตัดพ่อค้าคนกลางออกจากช่องทางการจำหน่ายขององค์การค้าฯ โดยเปิดร้านขายหนังสือตามโรงเรียนขายตรงกับนักเรียน ทำให้ตัวแทนจำหน่ายร้านค้าทั่วประเทศไม่พอใจ ตอบโต้ด้วยการไม่มารับหนังสือองค์การค้าฯไปขายส่ง แต่เปลี่ยนไปรับหนังสือจากสำนักพิมพ์เอกชนแทน โดยเสนอผลตอบแทนให้กับครูตามโรงเรียนต่างๆที่รับผิดชอบงานด้านจัดซื้อหนังสือเรียน เป็นประเด็นที่ตนนำไปยื่นให้คสช.ดำเนินการภายในสัปดาห์นี้

“คราวนี้มาถึงกรณีองค์การค้าฯขายหนังสือลอตใหญ่ให้ล็อกซเลย์ฯ จริงๆองค์การค้าฯออกประกาศเชิญชวนเป็นการทั่งไป แต่อย่างที่กล่าวในข้างต้น ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรวมหัวกัน ไม่เข้าร่วมประกวดราคา เพราะทราบข่าวว่าองค์การค้าฯมีปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนักในช่วงนั้น และคาดการณ์ว่าในที่สุดองค์การค้าฯต้องยอมปรับขึ้นส่วนลดกลับไปเป็น 30% เหมือนเดิม”นายอารีย์กล่าว

นายอารีย์ กล่าวว่า การประกวดราคาครั้งนั้นจึงมีบริษัทล็อกซเลย์ฯเพียงรายเดียว ยื่นข้อเสนอเข้ามาที่องค์การค้าฯ ทางผู้บริหารขององค์การค้าฯจึงเรียกบริษัทล็อกซเลย์ฯเจรจา เดิมทีบริษัทล็อกซเลย์ฯต้องการรับหนังสือไปขายเพียงบางส่วน โดยมีเงื่อนไขว่าล็อกซเลย์ต้องทำสัญญาซื้อแฟรนไชส์ร้านขายหนังสือเรียนภายใต้โลโก้องค์การค้าฯ และจะต้องเปิดร้านขายหนังสือตามโรงเรียนต่างๆให้ครบ 77 จังหวัด แต่ล่าสุดบริษัทล็อกซเลย์ฯเปิดร้านขายหนังสือไปแล้วแค่ 10 แห่ง แต่จากการที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายไม่มารับหนังสือจากองค์การค้าฯไปขายส่ง ในระหว่างที่เจรจากับบริษัทล็อกซเลย์ฯ ทางผู้บริหารขององค์การค้าฯสอบถามบริษัทล็อกซเลย์ว่าให้ช่วยรับหนังสือลอตใหญ่มูลค่า 1,400 ล้านบาทไปขายได้หรือไม่ บริษัทล็อกซเลย์ฯ ตอบว่า ไม่มั่นใจว่าจะขายได้หรือไม่ เพราะไม่มีประสบการณ์ขายหนังสือเรียนมาก่อน จึงต้องการหาประสบการณ์ทางด้านนี้ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้องค์การค้าฯต้องยอมให้ล็อกซเลย์ฯนำหนังสือบางส่วน กลับมาฝากองค์การค้าฯขายผ่านช่องทางปกติ

นายสมมาตร์ มีศิลป์ ผู้อำนวยการองค์การค้าของสกสค.
นายสมมาตร์ มีศิลป์ ผู้อำนวยการองค์การค้าของสกสค.

“ตามสัญญาขายหนังสือ และสัญญาฝากขายหนังสือ บริษัทล็อกซเลย์ฯได้รับส่วนต่าง หรือ กำไรจากโมเดลการรับหนังสือไปขายแล้ววนกลับมาขายฝากกว่า 4% ของราคาหน้าปกเท่านั้น ไม่ถึง 7% แต่ถ้าชำระเงินสดก่อนถึงกำหนดชำระเงินได้ส่วนลดเพิ่มอีก 1-2% ผู้บริหารองค์การค้าฯชี้แจงกับสหภาพแรงงานฯว่าหากตามโมเดลนี้แล้วจะทำให้ยอดขายหนังสือเรียนเพิ่มขึ้น”นายอารีย์ กล่าว

นายอารีย์กล่าวถึงประเด็นคำถามที่ว่าทำไมองค์การค้าฯต้องให้บริษัทล็อกซเลย์ฯเป็นคนกลาง สุดท้ายแล้วองค์การค้าฯต้องนำหนังสือเรียนลอตนี้ไปขายผ่านช่องทางเดิมอยู่ดี แต่บริษัทล็อกซเลย์ได้รับส่วนต่าง 4% นายอารีย์กล่าวว่าเรื่องนี้ทางผู้บริหารขององค์การค้าฯชี้แจงสหภาพแรงงานว่า “ช่วงปลายปี 2556 องค์การค้าฯมีปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ทำเรื่องไปขอ“กู้แบงก์” ปรากฏว่าไม่มีแบงก์ไหนปล่อยกู้ ขณะที่บอร์ดของสกสค.เอง ก็ไม่ยอมอนุมัติให้องค์การค้าฯกู้เงิน ทางออกคือต้องเร่งขายหนังสือ หาเงินมาเสริมสภาพคล่อง ไม่ว่าบริษัทล็อกซเลย์ฯ ร้านค้า ตัวแทนจำหน่าย หรือใครก็ตาม ยื่นความประสงค์รับหนังสือองค์การค้าฯไปขาย และยอมจ่ายเงินสด ต้องยอมรับข้อเสนอดังกล่าวไว้พิจารณา ซึ่งทุกๆปีองค์การค้าฯก็เร่งขายหนังสือเพื่อหาเงินเสริมสภาพคล่อง แต่ผู้บริหารในอดีตจ่ายส่วนลดสูงถึง 30%”

นายอารีย์ กล่าวต่ออีกว่า ความคิดเห็นส่วนตัวของตน การแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยใช้วิธีเร่งระบายหนังสือผ่านล็อกซเลย์ฯมีต้นทุนไม่ถึง 5% แต่ถ้าไปกู้แบงก์มาเสริมสภาพคล่อง ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่านี้ ที่ผ่านมาสหภาพแรงงานฯรับทราบจากผู้บริหารองค์การค้าฯในกรอบกว้างๆ ว่ามีขายหนังสือลอตใหญ่ให้บริษัทล็อกซเลย์ฯ แต่ไม่ทราบรายละเอียดในเชิงลึก และได้ติดตามข่าวนี้จากสื่อ หากผู้บริหารองค์การค้าฯส่งเอกสารให้กับสหภาพฯครบเมื่อไหร่จะแจ้งให้สื่อมวลชนรับทราบในโอกาสต่อไป

อนึ่ง ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า ได้ติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อสอบถามในประเด็นดังกล่าวข้างต้นกับนายสมมาตร์ มีศิลป์ ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ แต่ไม่สามารถติดต่อได้