
สุนทรพจน์เนื่องในวันอาเซียนโดยมากจะเป็นการย้อนรำลึกถึงความสำเร็จตลอด 60 ปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ดร. ปานปรีย์ พหิทธานุกร นำเสนอ กลับเป็นมากกว่าการมุ่งเฉลิมฉลองอดีต โดยฉายภาพของประเทศไทยในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง ผู้ขับเคลื่อนการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ศูนย์กลางสถาบัน และสะพานการทูตของภูมิภาค รวมไปถึงเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยจึงพร้อมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของภูมิภาค “อาเซียนในอนาคต” ก่อนก้าวสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ศูนย์ ซี อาเซียน (C asean) จัดงาน C asean Forum 2026 (CaF 2026) หัวข้อ “Resilient ASEAN: Connectivity as a Competitive Advantage” เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคของอาเซียน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก รับฟังเสวนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั่วภูมิภาค ในประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมสำรวจแนวทางสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อผลักดันอาเซียนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลก
ดร. ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปาฐกถาพิเศษเปิดงาน CASEAN Forum เนื่องในวันอาเซียน สะท้อนภาพของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่ผันผวน และส่งสารสำคัญของประเทศไทยต่ออนาคตของอาเซียนว่า สิ่งที่ภูมิภาคต้องทำไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จตลอด 60 ปีที่ผ่านมา แต่คือการ “พิสูจน์ว่ายังมีความสำคัญ (Relevance)” ต่อประเทศสมาชิกและประชาคมโลก
ดร. ปานปรีย์เริ่มต้นโดยกล่าวว่า “ในขณะที่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่การครบรอบ 60 ปีของอาเซียน ถือเป็นโอกาสที่เหมาะสม อย่างยิ่งที่การแลกเปลี่ยนความเห็นวันนี้ ไม่เพียงแต่วิเคราะห์การเดินทางอันโดดเด่นของอาเซียนตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ยังมองไปข้างหน้าเพื่อร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตของประชาคมของเรา”
ดร.ปานปรีย์กล่าวชื่นชม C-ASEAN Forum ว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2546 ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและการสร้างประชาคมอาเซียน
ดร.ปานปรีย์กล่าวว่า บริบททางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ได้หล่อหลอมวิถีชีวิตและการดำเนินธุรกิจไปอย่างมาก โลกที่อาเซียนเผชิญอยู่ในปัจจุบันจึงแตกต่างจากจุดเริ่มต้นอย่างสิ้นเชิง นอกเหนือจากโอกาสใหม่ๆ แล้ว ยังเผชิญกับท้าทายที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ภาวะโลกร้อน และมลพิษข้ามแดน “การที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในบริบทที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วนี้ แนวทางการดำเนินงานของเราจะต้องมีความชัดเจน ยุทธศาสตร์ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
ดร.ปานปรีย์กล่าวว่า ภายใต้ วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 ที่ผู้นำอาเซียนรับรองร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นแผนโรดแมปที่ครอบคลุมในการสร้างอาเซียนที่มีความยืดหยุ่น ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ มีนวัตกรรม มีพลวัต มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และยั่งยืน และแนวทางที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เน้นย้ำในสุนทรพจน์ที่สำนักเลขาธิการอาเซียนเมื่อเร็วๆนี้ ประเทศไทยเชื่อว่าการเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้ อาเซียนแห่งอนาคตต้องให้ความสำคัญและเสริมสร้าง “ความเป็นภูมิภาค ความยืดหยุ่นพร้อมรับมือ และการมีความสำคัญ(relevance)”
ไทย: ผู้ร่วมก่อตั้ง
ดร.ปานปรีย์กล่าวถึงความสำเร็จสำคัญของอาเซียนตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมาว่า ย้อนกลับไปปี 1967 อาเซียนถือกำเนิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยสมาชิกผู้ก่อตั้งเพียง 5 ประเทศ ก่อนจะขยายตัวมาเป็น 11 ประเทศในวันนี้ หลังต้อนรับติมอร์-เลสเตในฐานะประเทศสมาชิกใหม่ล่าสุด อาเซียนยังดึงดูดพันธมิตรจากภายนอกภูมิภาคมาเป็นเครือข่ายคู่เจรจาที่ขยายเป็น 12 ประเทศ โดยตุรกีเป็นรายล่าสุดที่เข้าร่วม ขณะที่สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia:TAC) ซึ่งลงนามครั้งแรกในปี 1976 โดยสมาชิกเพียง 5 ประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิกขยายเพิ่มขึ้นเป็น 62 ประเทศ
“ประเทศไทยมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งหลัก (chief architects) โดยมีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร” ดร.ปานปรีย์กล่าว พร้อมชี้ว่าตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้ยังคงรักษาสันติภาพและความมั่นคงไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้อาเซียนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในองค์กรระดับภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
สร้างสถาปัตยกรรมเศรษฐกิจของอาเซียน
ในด้านเศรษฐกิจ อาเซียนตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ขนาบข้างด้วยตลาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกาข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก, จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ทางตอนเหนือ และอินเดีย ตลอดจนตะวันออกกลางและยุโรปทางฝั่งตะวันตก ตะวันออกกลาง และยุโรป ทางทิศตะวันตก เครือข่ายเขตการค้าเสรีที่ครอบคลุมทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดการค้าและการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ
“ประเทศไทยภาคภูมิใจที่เป็นผู้ริเริ่มเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี 1992” ดร.ปานปรีย์กล่าว
ที่ตั้งของสถาบันสำคัญของอาเซียน
นอกเหนือจากมิติเศรษฐกิจ ความร่วมมือของอาเซียนยังขยายไปสู่การจัดตั้งองค์กรระดับเฉพาะภาคส่วนและกลไกต่างๆ ครอบคลุมเสาหลักอาเซียน ทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรม ผ่านกลไกและศูนย์ความร่วมมือเฉพาะด้านจำนวนมาก ซึ่งหลายองค์กรตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ กลไกเหล่านี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งและรับมือกับวิกฤตการณ์ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (ASEAN Coordinating Center for Humanitarian Assistance on Disaster Management:AHA Centre) ศูนย์อาเซียนเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (ASEAN Center for Biodiversity) ศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Climate Change Center) ศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อการควบคุมมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (SEAN Coordinating Center for Transboundary Haze Pollution Control) และศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงวัยอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม (SEAN Center for Active Aging and Innovative)ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ เช่นกัน
กลไกเหล่านี้สะท้อนว่าอาเซียนสามารถส่งมอบผลประโยชน์ที่จับต้องได้แก่ประชาชน ปัจจุบันอาเซียนเป็นที่อยู่ของประชากรกว่า 680 ล้านคน หรือคิดเป็น 8.5% ของประชากรโลก มี GDP รวมกันถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องที่ 4.5% ต่อปี

เวทีสื่อสาร สร้างความเชื่อมั่น สู่สันติภาพ
ดร.ปานปรีย์กล่าวว่า การเดินทางตลอด 6 ทศวรรษของอาเซียนไม่ได้ปราศจากอุปสรรค แต่ท่ามกลางอุปสรรคเหล่านั้นที่อาเซียนได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าอันยั่งยืนในฐานะเวทีที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับการเจรจา การสร้างความเชื่อมั่น และการแสวงหาทางออกอย่างสันติในปัญหาของภูมิภาค ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสถานการณ์ในเมียนมา ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างมาก ทั้งในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันและในฐานะสมาชิกที่มุ่งมั่นของอาเซียน
โดยตลอดช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ อาเซียนยังคงเป็นช่องทางสำคัญที่ที่ขาดไม่ได้สำหรับการสานสัมพันธ์และการหารือ การหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ระดับสูงโดยตรงครั้งแรกระหว่างอาเซียนและเมียนมาในรอบ 5 ปี
นอกจากนี้ พัฒนาการล่าสุดในสัปดาห์นี้ รวมถึงการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีเมียนมา และการพบปะระหว่างอองซานซูจีกับผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross:ICRC) ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และยืนยันถึงบทบาทของอาเซียนในฐานะเวทีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการสื่อสาร สร้างความมั่นใจ และสนับสนุนความพยายามไปสู่ทางออกที่สันติและยั่งยืน
สารจากไทย ‘บทต่อไป’ ชู Regionalism, Resilience & Relevance
อย่างไรก็ตาม ดร.ปานปรีย์กล่าวว่า อาเซียนกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการรักษาความสงบสุขและความมั่นคงแล้ว ยังต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ตั้งแต่ความมั่นคงรูปแบบใหม่ ความมั่นคงมนุษย์ ไปจนถึงปัญหาเศรษฐกิจ เช่น อาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การปลอกลวงออนไลน์หรือ สแกมเมอร์, ความมั่นคงทางพลังงานและอาหารท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลาง คววามแตกต่างทางโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ตลอดจนความจำเป็นในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลาย ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและครอบคลุมทุกภาคส่วน
ความท้าทายเหล่านี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยแรงกดดันระยะยาว เช่น สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และช่องว่างทางการพัฒนา ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างประชาคมอาเซียนที่มีความยืดหยุ่น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวของอาเซียนขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความเชื่อมโยง ทั้งในมิติกายภาพ สถาบัน และประชาชน ทั้งภายในอาเซียนและกับพันธมิตรภายนอกภูมิภาค ด้วยเหตุนี้ อาเซียนจึงได้ขับเคลื่อน ‘แผนยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงอาเซียน ค.ศ. 2026–2035’ ซึ่งต่อยอดจากความสำเร็จของแผนยุทธศาสตร์ฯ 2025 โดยมุ่งประสานเป็นหนึ่งเดียวกับ ‘วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045’“
ดร.ปานปรีย์กล่าวว่า การแปลงวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อาเซียนจำเป็นต้องเร่งผลักดันประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้
ประการแรก: เสริมสร้างการบูรณาการในภูมิภาค โดยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ปรับลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และส่งเสริมการทำงานร่วมกันในทุกเสาหลัก
ประการที่สอง: ต้องเร่งรัดและยกระดับความร่วมมือเชิงลึก ผ่านการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทบทวนและปรับปรุงข้อตกลงให้สอดรับกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนเร่งรัดโครงการและข้อริเริ่มต่างๆ ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงและสาธารณสุข โดยมุ่งเน้นความมั่นคงทางทะเล การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยกระดับกลไกด้านสาธารณสุข ผ่านการเร่งจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคติดต่อใหม่ (ASEAN Centre for Public Health Emergencies and Emerging Diseases:ACPHEED) และผลักดันบทบาทของศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงวัยอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม (ASEAN Centre for Active Ageing and Innovation:ACAI) ในกรุงเทพฯ
นอกจากนี้ ต้องปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement:DEFA) ที่จะลงนามในปลายปีนี้ จะเป็นข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมฉบับแรกของโลก ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนเป็นสองเท่า รวมไปถึงใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สนับสนุน SMEs และพิจารณาจัดตั้งกองทุนภูมิภาคสำหรับสตาร์ทอัพ หรือจัดงาน ASEAN Design Week
ตลอดจนพิจารณาขยายขอบเขตข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement:MRA) เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงาน เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดผ่านโครงการ ASEAN Power Grid ส่งเสริมตลาดคาร์บอนระดับภูมิภาค และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาสังคม
ประการที่สาม ต้องสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างอาเซียนกับกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคและสหประชาชาติ เพื่อแก้ปัญหากรณีมลพิษข้ามแดน เช่น หมอกควันและมลพิษทางน้ำ
ดร.ปานปรีย์กล่าวว่า ขณะที่อาเซียนกำลังจะครบรอบ 60 ปีในปีหน้า และไทยเองก็กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2028 ประเทศไทยกระทรวงการต่างประเทศพร้อมทำงานร่วมกับฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนปัจจุบัน สิงคโปร์ในฐานะประธานคนถัดไป ตลอดจนประเทศสมาชิก คู่เจรจา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชนอย่าง C-ASEAN เพื่อผลักดันเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 ให้เป็นจริง
“ร่วมกันสร้างอาเซียนที่ไม่เพียงเชื่อมโยงกันมากขึ้น แต่ยังมีความยืดหยุ่น มีนวัตกรรม พลวัต มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และพร้อมสำหรับโอกาสในอนาคต” ดร.ปานปรีย์กล่าวปิดท้ายปาฐกถาพิเศษ



