
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯชี้ ‘ตัวการใหญ่’ คดีโกงสอบท้องถิ่น “ถึงใคร..คนนั้นโดน”
- ตรวจเส้นเงินไม่ต้องรอสั่ง-เป็นหน้าที่ ป.ป.ง.
- ปัดตอบ ‘สเปค’ ว่าที่ ผบ.ตร. คนใหม่
- สั่งทบทวนเกณฑ์คัด ‘จนจริง’ เข้าระบบสวัสดิการแห่งรัฐ
- มติ ครม.บริจาคเงินเข้า ‘กองทุนวิสาหกิจเพื่อสังคม’ หักภาษี 2 เท่า ถึงสิ้นปี’71
- ทุ่ม 843 ล้าน ฟื้นฟูระบบชลประทานภาคใต้ 5 จว.
- ผ่านแผนประมงไทย 5 ปี ฟื้นฟูระบบนิเวศ-แก้ประมงผิด กม.
- ตั้ง ‘รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์’ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมได้มอบหมายให้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นการทุจริตการสอบข้าราชการ หลังจากในการประชุมคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก กลาง) วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ได้พิจารณาเพิกถอนการบรรจุ 5,928 รายชื่อ โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ตรงนี้เราไปก้าวก่ายไม่ได้อยู่แล้ว เราก็ต้องพิจารณาจากเอกสาร เห็นว่าเขามีมติอะไรมา ตอนนี้ยังไม่เห็นเป็นทางการที่นำเสนอมา”
เมื่อบอกว่า นายกฯ เคยกล่าวว่าจะเข้าประชุมด้วยตนเอง นายอนุทิน ตอบว่า “ถ้ามีปัญหา แต่ตอนนี้เริ่มมีความกระจ่างชัดในหลายเรื่อง ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ทุกอย่างได้ดำเนินการไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และยึดข้อกฎหมายเป็นหลัก ไม่มีการเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงใดๆ”
เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตว่าสามารถใช้มติ กสถ.ในการเพิกถอน โดยไม่ต้องรอมติคณะกรรมการกลาง นายอนุทิน ตอบว่า “ตรงนี้คนหนึ่งพูดอย่าง อีกคนก็พูดอย่าง ผมก็ต้องให้ทางนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปศึกษา”
“อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการจะต้องมีหน้าที่ดำเนินการทุกอย่างไปสุดซอยก่อน การตีความเป็นเรื่องคนที่ได้รับผลกระทบ ถ้าเขาไม่พอใจก็ใช้สิทธิเรียกร้อง ร้องเรียน อุทธรณ์ก็ว่ากันไป…รายละเอียดทั้งหมด อยู่ที่คณะกรรมการอีกมากมาย” นายอนุทิน ตอบ
ชี้ ‘ตัวการใหญ่’ คดีโกงสอบท้องถิ่น “ถึงใคร..คนนั้นโดน”
เมื่อถามถึงการสาวไปถึงตัวการใหญ่ นายอนุทิน ตอบว่า “ตอนนี้สืบสวนสอบสวนโดยตำรวจสอบสวนกลาง นำตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ เหมือนกับมีการแจ้งความเพิ่มโดยคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็ไปแจ้งความในฐานะผู้เสียหาย ป.ป.ช. ก็ทำเรื่องนี้อยู่ และประสานงานกับตำรวจด้วย”
“เพราะฉะนั้น พี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวลเลย เพราะหน่วยงานที่เข้ามาติดตามเรื่องนี้ เพื่อจะเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ เพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรม และไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก มันทำงานกันเต็มที่ เพราะทุกคนมีความเป็นพื้นฐานข้าราชการ ก็รู้สึกแย่ที่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น” นายอนุทิน ขยายความ
ถามต่อว่า นายกฯ จะชี้แจงกับประชาชนอย่างไร เพราะถูกพุ่งเป้าไปที่พรรคการเมืองด้วย นายอนุทิน ตอบว่า “นี่คือรัฐบาล ไม่ใช่พรรคการเมือง ข้อสั่งการที่รัฐบาลได้แจ้งไปยังทุกหน่วยงานว่าต้องไม่มีทุจริต รัฐบาลไม่สามารถให้มีข้าราชการเพิ่มใหม่ด้วยการสอบที่ทุจริต สอบตกแล้วเป็นสอบได้ สอบได้แล้วเป็นสอบตก…ไม่ได้ สอบได้ก็ต้องได้ เขาอุตส่าห์ไปเขียน TOR แล้วว่าคะแนนต้องเป็นไปตามลำดับคะแนน แล้วคนสอบตกจะไปแย่งคนสอบได้ได้อย่างไร ก็อธิบายด้วยการกระทำ การสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานดำเนินการกับคนที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่”
เมื่อถามย้ำว่าจะถึงตัวการใหญ่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มันถึงใคร คนนั้นก็ต้องโดน ป.ป.ช. ตำรวจ ป.ป.ท. และหน่วยงานตรวจสอบ และมีคณะของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ที่ประกอบด้วยผู้อำนวยการตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ละคนเชื่อว่ามีความชำนาญในการดำเนินคดีสืบสวนสอบสวนอยู่แล้ว”
ผู้สื่อข่าวกำลังจะถามคำถามถัดไป แต่นายอนุทิน รีบบอกว่า “พอแล้ว เปลี่ยนเรื่องบ้าง”
ผู้สื่อข่าวยังถามย้ำเรื่องตัวการใหญ่ นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ตอบไปแล้ว ถึงคนไหนก็คนนั้น ไม่ต้องห่วง รัฐมนตรีเดี๋ยวนี้กล้าทำผิดไหมล่ะ”
ย้ำตรวจเส้นเงินไม่ต้องรอสั่ง-เป็นหน้าที่ ป.ป.ง.
เมื่อถามว่า เห็นว่ามี ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) มาร่วมด้วย นายอนุทิน ตอบว่า “แล้วไม่ดีหรอ ต้องสั่งด้วยเหรอ ปปง. เขามีหน้าที่ตรวจว่าถ้ามีพฤติกรรม…เวลาน้อง (นักข่าว) ถาม น้องลองเอาเงินวันละ 500,000 บาท ไปฝากแบงก์สิบวัน เดี๋ยวชื่อก็โผล่ที่ ปปง เอง มันไม่ต้องสั่ง มันเป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว”
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงตึกไทยคู่ฟ้า ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “จะตึกสีขาว-สีครีม สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แค่นั้นเอง”
ปัดตอบ ‘สเปค’ ว่าที่ ผบ.ตร. คนใหม่
ถามต่อเรื่องการประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะมีวาระการตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่ นายกฯ ตั้งสเปคไว้อย่างไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “รอให้ประชุมให้เรียบร้อยก่อน”
ถามย้ำว่าสเปคเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “พูดคำว่าสเปคแล้วขนลุก”
ถามต่อว่าการเลือกจากความอาวุโสจำเป็นอยู่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกอย่างประกอบกันตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย”
ถามต่อว่า ถ้าเลือกคนที่มีอายุราชการนาน จะทำให้ครองอำนาจนานเกินไป นายอนุทิน ตอบว่า “อยู่ที่เป็นช้า เป็นยาว เป็นทุกวัน ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ในกรณีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำให้บ้านเมืองสงบได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้ ต่อให้เหลืออายุราชการ 1 ปี หรือ 6 เดือน ผมก็ต้องพิจารณา”
สั่งทบทวนเกณฑ์คัด ‘จนจริง’ เข้าระบบสวัสดิการแห่งรัฐ
ด้านดร. รัชดา รายงานข้อสั่งการเรื่องการทบทวนหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายหลังประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสติการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 ว่า “นายกฯ ไม่สบายใจหลังจากประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการฯ แต่มีเสียงสะท้อนของประชาชนที่เดือดร้อนจากการไม่ผ่านการคัดกรอง”
ดร. รัชดา กล่าวต่อว่า ประชาชนสะท้อนความเดือดร้อนที่ไม่ผ่านการคัดกรอง และจำเป็นจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น ผู้ที่มีชื่อครอบครองรถเก่าที่หมดสภาพใช้งานแล้วแต่ยังมีข้อมูลค้างในทะเบียน หรือผู้ที่กำลังศึกษาต่อเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งหลักเกณฑ์ปัจจุบันยังไม่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง
“นายกฯ ย้ำให้ไปทบทวนอย่างเร่งด่วน คนที่เดือดร้อนและต้องการอุทธรณ์ ประชาชนไม่ควรจะต้องเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหารัฐหรือรอการอุทธรณ์ แต่ต้องให้หน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายเข้าหาประชาชน” ดร. รัชดา กล่าว
โดยนายกฯ มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการดังนี้
• กระทรวงมหาดไทย บูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ เร่งสำรวจผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองแต่ยังมีเหตุอันควรได้รับความช่วยเหลือ และส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็ว
• กรมการขนส่งทางบก เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนรถให้เป็นปัจจุบัน พร้อมลดภาระประชาชนในการจำหน่ายทะเบียนหรือยกเลิกทะเบียนรถที่หมดสภาพ และเร่งเสนอแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบที่เป็นอุปสรรค
• กระทรวงการคลัง เร่งทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนในปัจจุบัน ตรวจสอบหลักเกณฑ์ที่อาจทำให้ผู้สมควรได้รับสิทธิหลุดจากระบบ และเสนอแนวทางปรับปรุงต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว
เซ็น MOU ไทย-จีน 15 ฉบับ เร่งทุกหน่วยทำ ‘Action Plan’
ดร. รัชดา กล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ แจ้งผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายยืนยันยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–จีน ครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี การค้าและการลงทุน ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า
ดร. รัชดา ให้ข้อมูลว่า การเยือนครั้งนี้ยังมีการลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวม 15 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการศึกษา การวิจัย AI การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม การสำรวจอวกาศ การส่งออกสัตว์น้ำ การบริหารจัดการน้ำ การสาธารณสุข และสาขาสำคัญอื่น ๆ พร้อมทั้งหารือกับผู้ประกอบการชั้นนำของจีน เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ Data Center, Cloud Infrastructure, AI และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์เทคโนโลยี เสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ดังนั้น นายกฯ สั่งการให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในแต่ละด้าน พร้อมกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนผลการหารือให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว
โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ทุ่ม 843 ล้าน ฟื้นฟูระบบชลประทานภาคใต้ 5 จว.
ดร. รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 843.26 ล้านบาท ให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ โครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูฯ ดังกล่าว จะดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมทั้งสิ้น 67 รายการ เช่น ซ่อมแซมคลองระบายน้ำ ร.1 จังหวัดสงขลา ซ่อมแซมคลองระเกดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสตูล ขุดลอกคลองโดยรถขุดจ้างเหมา ข้างคลองระบายน้ำ D7 อำเมือง จังหวัดยะลา ซ่อมแซมคันคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาเป็นช่วง ๆ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี และ ซ่อมแซมระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ โครงการอาคารบังคับน้ำบ้านกาเยาะมาตี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น
“ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้งบประมาณดังกล่าว ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เร่งดำเนินการซ่อมแซมและฟื้นฟูให้สำเร็จโดยเร็ว โดยคำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่า และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ” ดร. รัชดา กล่าว
ผ่านแผนกำกับกิจการพลังงานปี 2569 – 75
ดร. รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบแผนปฏิบัติการ การกำกับกิจการพลังงาน (ปี 2569 – 2575) ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ แผนปฏิบัติการฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) การบริหารจัดการที่ตอบโจทย์ด้านพลังงานของประเทศ ส่งเสริมให้มีบริการด้านพลังงานอย่างมั่นคง เพียงพอ มีประสิทธิภาพ และรองรับกับบริบทในการขับเคลื่อนพลังงานของประเทศ
2) การพัฒนากลไกการกำกับตลาดพลังงานตามบริบท ส่งเสริมการแข่งขันกิจการพลังงานอย่างเป็นธรรม กำหนดราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง และยกระดับประสิทธิภาพของธุรกิจพลังงาน
3) การสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านพลังงาน พร้อมดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
4) ยกระดับองค์กรสู่ความเป็นองค์กรชั้นนำ ยกระดับการพัฒนาระบบบริหารบุคลากร และวัฒนธรรมองค์กรให้มีมาตรฐานสากล มีประสิทธิภาพ และพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง
ดร. รัชดา กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการพัฒนาของแผนฯ จะประกอบไปด้วย การพัฒนาระบบดิจิทัลคอมพิวเตอร์รองรับการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ การผลักดันกิจการก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ตลาดแข่งขันอย่างสมบูรณ์ และการผลักดันการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในตลาดที่แข่งขันอย่างสมบูรณ์ เป็นต้น
ทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนส่ง ‘UPR’ พ.ย.นี้
ดร. รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ (ร่าง) รายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย รอบที่ 4 ภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งจัดทำขึ้นจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทั้งในกรุงเทพ ฯ และภูมิภาคต่าง ๆ รวม 8 ครั้ง สะท้อนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวจะส่งให้กับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภายในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 และนำเสนอต่อคณะทำงาน UPR ของสหประชาชาติในเดือนพฤศจิกายนนี้ต่อไป
ด้านกฎหมายและนโยบาย เช่น รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิมนุษยชนและจัดให้มีกลไกกำกับดูแลและเยียวยาประชาชนผ่านสถาบันอิสระและกระบวนการยุติธรรม ไทยได้มีพัฒนาการสำคัญด้านกฎหมาย โดยปรับแก้และตรากฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 กฎหมายสมรสเท่าเทียม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย และพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 (ลาคลอดเพิ่มเป็น 120 วัน, คู่สมรสลาช่วยคลอดได้เป็นครั้งแรก, และเพิ่มสิทธิลาดูแลบุตรป่วย) รวมถึงการเร่งผลักดันร่างกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขจัดการเลือกปฏิบัติ
- ด้านสุขภาพและการศึกษา เช่น การยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า “30 บาทรักษาทุกที่” ขยายสิทธิ HINT ให้แรงงานข้ามชาติ นโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) และนโยบาย OBEC Zero Dropout พาเด็กกลับสู่ระบบการศึกษากว่า 18,000 คน
- ด้านกลุ่มเปราะบาง เช่น เร่งแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยให้สัญชาติ สถานะแล้วกว่า 121,471 คน พร้อมขยายเวลาโครงการต่อถึงปี 2570 และดูแลผู้หนีภัยจากเมียนมาให้เข้าถึงการทำงานและบัตรประจำตัว
- ด้านการค้ามนุษย์และอาชญากรรมออนไลน์ เช่น จัดตั้งศูนย์ ACSC และระบบ SHIELD ช่วยเหลือผู้เสียหายจากขบวนการ Scam Center ไปแล้วกว่า 13,500 คน
- ด้านสิทธิพลเมืองและกระบวนการยุติธรรม เช่น พัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิ อาทิ กฎหมายป้องกัน SLAPP และการเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา
ดร. รัชดา กล่าวย้ำว่า รัฐบาลยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนควบคู่กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมยอมรับว่ายังมีความท้าทายที่ต้องเดินหน้าแก้ไขต่อเนื่อง โดยเฉพาะการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก และการสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพการแสดงออกกับการบังคับใช้กฎหมาย
ขรก.ร่วมอุปสมบท-บวชชีฯ ถวาย ‘พระพันปีหลวง’ไม่ถือเป็นวันลา
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการอุปสมบทบวชชีพรหมโพธิและปฏิบัติธรรม อุทิศถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย – เนปาล ระหว่างวันที่ 7-19 สิงหาคม 2569 โดยไม่ถือเป็นวันลา
สำหรับกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐจากทุกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคคลทั่วไป (อายุ 20 -75 ปี) รวมจำนวนทั้งสิ้น 220 คน ได้แก่ (1) สุภาพบุรุษ จำนวน 80 คน ได้เข้ารับการบรรพชา – อุปสมบท (2) สุภาพสตรี จำนวน 80 คน ได้เข้ารับการบวชชีพรหมโพธิ (3) สุภาพบุรุษ – สุภาพสตรี จำนวน 40 คน ได้เข้ารับการถือบวชปฏิบัติธรรม และ (4) จิตอาสาคณะดำเนินโครงการฯ จำนวน 20 คน
โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะได้ศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนตามหลักพระพุทธศาสนา รวมถึงแสดงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยการบำเพ็ญคุณความดี ปฏิบัติธรรรมถวายเป็นพระราชกุศล จึงเห็นควรส่งเสริมให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีความประสงค์จะอุปสมบทอุทิศถวายพระราชกุศล มีโอกาสเข้าร่วมอุปสมบทโดยทั่วกัน โดยให้ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมอุปสมบทเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ถือเป็นวันลาเสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือนตามปกติ
ขยายวงเงิน-เวลา สร้างอาคาร 5 ชั้น รพ.ห้วยยอด จ.ตรัง
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการอาคารผู้ป่วยนอก – อุบัติเหตุ เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 9,318 ตารางเมตร โรงพยาบาลห้วยยอด ตำบลเขาขาว อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง 1 หลัง (งานส่วนที่เหลือ) จากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติ จำนวน 157,022,250 บาท เป็นวงเงิน 159,241,426.60 บาท และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อนนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – พ.ศ. 2567 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – พ.ศ. 2571 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ทั้งนี้ ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ
ผ่านร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรธานี เขต 3
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. …. ด้วยสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 ของนายหรั่ง ธุระพล ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 101 (2) ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) เสนอ
เนื่องด้วยตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 ว่างลง ซึ่งมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่าง เว้นแต่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
เห็นชอบ 12 ส.ค.ทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติ-หยุดราชการ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นวันแม่แห่งชาติ โดยให้เป็นวันหยุดราชการต่อไป
อันเนื่องมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ยังความเศร้าสลดอย่างยิ่งใหญ่มาสู่พสกนิกรชาวไทย และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อประเทศชาติและประชาชนเสมอมา ปวงชนชาวไทยทั้งปวงจึงน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและตระหนักถึงวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเห็นสมควรกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการประจำปี
เพิ่มวงเงิน-เวลาสร้างคลองระบายน้ำ ‘คลองตง’ แก้น้ำท่วมหาดใหญ่
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ให้เพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ ความยาว 4 กิโลเมตร โครงการคลองระบายน้ำคลองตง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาระสำคัญของมติครั้งนี้ คือ คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณของโครงการ จาก 315 ล้านบาท เป็น 359.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44.52 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563–2568 เป็น พ.ศ. 2563–2570 เพื่อให้การก่อสร้างสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ
ทั้งนี้ การเพิ่มกรอบวงเงินดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการดำเนินโครงการพบข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่และแนวเส้นทางก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องปรับแบบก่อสร้างและเพิ่มเติมรายการงานให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง อาทิ การปรับแนวคลองระบายน้ำ การย้ายตำแหน่งประตูระบายน้ำ การปรับรูปแบบคลองในบางช่วง และการเพิ่มงานระบบระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยให้การก่อสร้างมีความเหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ของโครงการ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ตำบลพะตงและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนเป็นประจำ ช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดสงขลาในระยะยาว ตลอดจนสามารถพัฒนาพื้นที่โครงการให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำของชุมชนได้ในอนาคต
ผ่านแผนประมงไทย 5 ปี ฟื้นฟูระบบนิเวศ-แก้ประมงผิด กม.
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบนโยบายและแผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566-2570 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการและพัฒนาการประมงของประเทศในระยะ 5 ปี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านทรัพยากร เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และกติกาการค้าระหว่างประเทศ พร้อมยกระดับการประมงไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาคการประมงไทยเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังเผชิญความท้าทายจากทรัพยากรสัตว์น้ำที่ลดลง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และมาตรฐานด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายและแผนฉบับนี้เพื่อเป็นทิศทางการพัฒนาการประมงไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การอนุรักษ์ทรัพยากร การบริหารจัดการการทำประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านการประมง
แผนดังกล่าวกำหนดแนวทางขับเคลื่อนผ่าน 4 ยุทธศาสตร์ 18 กลยุทธ์ ครอบคลุมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศ การบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน การยกระดับศักยภาพชาวประมงและผู้ประกอบการ การพัฒนามาตรฐานสินค้า การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าสินค้าประมง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงไทยในตลาดโลก ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การเห็นชอบนโยบายและแผนบริหารจัดการการประมงครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวประมง เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมประมง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าประมงไทยในตลาดโลก เพื่อให้ภาคการประมงเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
บริจาคเงินเข้า ‘กองทุนวิสาหกิจเพื่อสังคม’ หักภาษี 2 เท่า ถึงสิ้นปี’71
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม) เพื่อขยายระยะเวลาและเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับผู้สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากร พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เอื้อต่อการเข้าถึงสิทธิประโยชน์มากยิ่งขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชน และภาคธุรกิจมีส่วนร่วมสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง อันจะช่วยให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีศักยภาพในการดำเนินกิจการ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชน รวมทั้งสร้างการจ้างงานแก่กลุ่มเปราะบางได้มากขึ้น
สาระสำคัญของมาตรการ ประกอบด้วย การขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับการบริจาคเงิน หรือ ทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมให้ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยสามารถนำไปหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า ผ่านระบบ e-Donation ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป โดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด จากเดิมที่สิทธิครอบคลุมเฉพาะนิติบุคคลและสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566
นอกจากนี้ ยังเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับผู้บริจาคเงิน หรือ ทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จากเดิมหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า เป็น 2 เท่า สำหรับรายการที่ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 รวมทั้งขยายการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการโอนทรัพย์สินหรือบริจาคทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป โดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด
ในส่วนของการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ร่างพระราชกฤษฎีกายังผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจดแจ้งความประสงค์เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยกำหนดระยะเวลาที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม และลดปัญหาการพลาดสิทธิจากข้อจำกัดด้านระยะเวลา
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันวิสาหกิจเพื่อสังคมมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานและพัฒนาสังคม โดยมีการจ้างงานรวมกว่า 11,500 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการจ้างงานกลุ่มเปราะบางกว่า 6,600 คน การปรับปรุงมาตรการภาษีครั้งนี้จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนและประชาชนร่วมสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการขยายกิจการและเพิ่มโอกาสการจ้างงานแก่ผู้ที่สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาสังคม การปรับปรุงมาตรการภาษีครั้งนี้จะช่วยให้การสนับสนุนมีความต่อเนื่องและครอบคลุมมากขึ้น เสริมความเข้มแข็งให้วิสาหกิจเพื่อสังคม ขยายการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง และสนับสนุนการพัฒนาชุมชนและประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ” นางสาวลลิดา กล่าว
เห็นชอบถ้อยแถลง รมต.เอเปค ด้าน ‘ดิจิทัล-AI’ 5 ด้าน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีเอเปค ด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำปี ค.ศ. 2026 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมรับรองร่างถ้อยแถลงดังกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำปี ค.ศ. 2026 ระหว่างวันที่ 23–24 กรกฎาคม 2569 ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นเอกสารผลลัพธ์สำคัญของการประชุม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการเสริมสร้างศักยภาพและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างครอบคลุมและยั่งยืนของประชาคมเอเชีย–แปซิฟิก โดยกำหนดแนวทางความร่วมมือสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมต่อดิจิทัล เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อการพัฒนา การมีส่วนร่วมและการยกระดับทักษะดิจิทัล การสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย และการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัล
ด้านการเชื่อมต่อดิจิทัล สมาชิกเอเปคจะร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร และการประมวลผลที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ เชื่อมโยงกัน และมีราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท และระหว่างประชากรแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะสตรี ชนพื้นเมือง เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนพิการ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเท่าเทียม
สำหรับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้เพื่อการพัฒนา จะมุ่งเร่งสร้างนวัตกรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และแลกเปลี่ยนนโยบายและประสบการณ์ระหว่างเขตเศรษฐกิจสมาชิก รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในด้านสาธารณสุข การศึกษา และการดูแลผู้สูงอายุ
ร่างถ้อยแถลงยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะดิจิทัลของประชาชน ผ่านการขยายโอกาสทางการศึกษา การฝึกอบรมสายอาชีพ และการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ AI เพื่อเตรียมกำลังคนในภูมิภาคให้สามารถปรับตัว และใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ในด้านความปลอดภัย สมาชิกเอเปคตระหนักถึงความเสี่ยงจากกิจกรรมทางไซเบอร์ที่เป็นอันตราย การรั่วไหลของข้อมูล การแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จ รวมถึงการใช้ AI สร้างเนื้อหาสังเคราะห์ที่เป็นอันตรายหรือผิดกฎหมาย จึงจะเสริมสร้างการหารือเชิงนโยบาย และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูล ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนมาตรการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยได้ผลักดันให้ร่างถ้อยแถลงสะท้อนประเด็นสำคัญที่ไทยให้ความสำคัญ ได้แก่ การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนจากภัยออนไลน์ และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัล
นอกจากนี้ ร่างถ้อยแถลงยังสนับสนุนให้ภาคการลงทุน และสถาบันการเงินเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI โดยเฉพาะสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย รวมถึงวิสาหกิจเริ่มต้น พร้อมส่งเสริมนวัตกรรม การเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เข้มแข็งและเปิดกว้าง
“ความร่วมมือภายใต้เอเปคครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์กับเขตเศรษฐกิจสมาชิก พร้อมต่อยอดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ยกระดับทักษะประชาชน เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ และสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัย รัฐบาลมุ่งนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการสร้างประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง” นางสาวลลิดา กล่าว ทั้งนี้ ร่างถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกันของรัฐมนตรีเอเปค ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ปรับผังเมืองเชียงใหม่-ให้เอกชนใช้พื้นที่ป่า ‘เวียงแหง–กัลยาณิวัฒนา’
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2555 เพื่อปรับปรุงข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในบางพื้นที่ของอำเภอเวียงแหงและอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และแนวทางการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเปิดให้ที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของหรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถใช้ประโยชน์เพื่อประกอบพาณิชยกรรมได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ไขครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนในตำบลเปียงหลวง ตำบลแสนไห และตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง รวมถึงตำบลบ้านจันทร์ ตำบลแจ่มหลวง และตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา โดยเพิ่มประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินจากเดิมที่อนุญาตเฉพาะด้านเกษตรกรรม กิจการที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม และการอยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ให้สามารถใช้เพื่อประกอบพาณิชยกรรมในลักษณะอาคารเดี่ยวได้ด้วย ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นการจัดสรรที่ดินและไม่ใช่อาคารขนาดใหญ่
การปรับปรุงผังเมืองดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2555 ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานาน ขณะที่สภาพเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ข้อกำหนดเดิมบางส่วนไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความต้องการของประชาชน จึงจำเป็นต้องปรับปรุงให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายได้อย่างเหมาะสม และรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การบริการ และการท่องเที่ยวในชุมชน
ทั้งนี้ การดำเนินการได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผังเมือง และมีการปิดประกาศเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียเป็นเวลา 30 วัน ระหว่างวันที่ 4 พฤศจิกายน–6 ธันวาคม 2567 โดยไม่มีผู้ยื่นข้อคิดเห็นหรือคัดค้านต่อประเด็นที่เสนอแก้ไข ก่อนที่คณะกรรมการผังเมืองจะรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบการพัฒนาภาคเหนือ ซึ่งมุ่งให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว วัฒนธรรมล้านนา และการเชื่อมโยงการค้ากับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเอเชียใต้ ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป่าต้นน้ำ และสิ่งแวดล้อมให้เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา
อย่างไรก็ตาม การอนุญาตให้ประกอบพาณิชยกรรมไม่ได้หมายถึงการเปิดพื้นที่ป่าให้ใช้ประโยชน์ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เนื่องจากใช้บังคับเฉพาะที่ดินซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของหรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายด้านป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม อาคาร และการควบคุมการใช้ที่ดินอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าและรักษาเจตนารมณ์ของพื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้
นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะต้องนำข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการดำเนินการ โดยให้กำกับดูแลการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างรัดกุม ไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ป่าไม้หรือพื้นที่อนุรักษ์ รวมทั้งคำนึงถึงระบบทางน้ำตามผังน้ำลุ่มน้ำปิง ไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนหรือกีดขวางการไหลของน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้งในพื้นที่“การปรับผังเมืองครั้งนี้เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากที่ดินของตนได้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ธุรกิจชุมชน การบริการ และการท่องเที่ยว สร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่พื้นที่อำเภอเวียงแหงและอำเภอกัลยาณิวัฒนา โดยทุกกิจกรรมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและไม่กระทบต่อป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และประโยชน์ของส่วนรวม” นางสาวลลิดา กล่าว
ถอด “นกปรอดหัวโขน–กรงหัวจุก” ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกการกำหนดให้ นกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุก ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อสนับสนุนการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และส่งเสริมการพัฒนาเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้แก่ประชาชน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันนกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุก จัดอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองที่มิใช่สัตว์น้ำ จำพวกนก ลำดับที่ 576 ส่งผลให้ผู้ครอบครอง ผู้เพาะพันธุ์ และผู้ค้าต้องขออนุญาตตามกฎหมาย รวมถึงต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ในวงกว้าง
การปรับสถานภาพครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์นกปรอดหัวโขนได้สะดวกขึ้น ช่วยเพิ่มจำนวนประชากรนกจากการเพาะเลี้ยง ทดแทนการจับหรือล่าจากธรรมชาติ และต่อยอดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ผู้เพาะเลี้ยง รวมทั้งสนับสนุนการสืบสานวิถีชุมชนและวัฒนธรรมการเลี้ยงนกเพื่อประกวดแข่งขันเสียงร้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้
ทั้งนี้ คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าได้มีมติเห็นชอบให้ถอดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง พร้อมกำหนดให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ติดตามสถานภาพและจำนวนประชากรนกในธรรมชาติอย่างใกล้ชิด หากพบว่าประชากรลดลงหรือมีความเสี่ยงต่อการกระจายพันธุ์และการสูญพันธุ์ จะต้องนำเรื่องกลับเข้าสู่การพิจารณาเพื่อกำหนดให้นกปรอดหัวโขนเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอีกครั้ง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎกระทรวงผ่านระบบกลางทางกฎหมายและเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระหว่างวันที่ 11–25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นชอบกับแนวทางดังกล่าว ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีข้อขัดข้องในหลักการ และเห็นว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและรายได้แก่ผู้เพาะเลี้ยง “การปรับสถานภาพนกปรอดหัวโขนครั้งนี้ เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมอาชีพและเศรษฐกิจชุมชน กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลจะสนับสนุนการเพาะเลี้ยงอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการติดตามประชากรนกในธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และป้องกันไม่ให้มีการจับหรือล่าจากธรรมชาติเพิ่มขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว
ตั้ง ‘รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์’ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิในส่วนราชการต่าง ๆ รวม 3 ราย ดังนี้
1.นายจีระพงษ์ ปิณฑะบุตร ให้ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษา วิชาชีพเฉพาะด้าน วิศวกรรมโยธา (สำรวจและออกแบบ)(วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวงชนบท
2.นายสหัสชัย เรียงรุ่งโรจน์ ให้ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษา วิชาชีพเฉพาะด้าน วิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและวางโครงการก่อสร้าง) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง
3 นายสมบูรณ์ เทียนธรรมชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษา วิชาชีพเฉพาะด้าน วิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจและออกแบบ) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายกฤชเทพ สิมลี เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 57 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) กำกับการบริหารราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เพิ่มเติม



