ครม.เล็งจัดงบกลาง 7,000 ล้าน แก้ปัญหา กยศ.ขาดสภาพคล่อง-ตั้ง “สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์” นั่งอธิบดีสรรพากร

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกฯ, นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • โต้ ‘เท้ง’ นายกฯยังไม่ “ปัดตก” กม. 4 ฉบับ อยู่ระหว่างขอความเห็น
  • เล็งจัดงบกลาง 7,000 ล้าน แก้ปัญหา กยศ.ขาดสภาพคล่อง
  • ขยาย “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” แจก 1,000 บาท ต่ออีก 2 เดือน
  • ปรับเกณฑ์คัดกรองคนขอทบทวนสิทธิ ‘บัตรคนจน’ 5 ล้านคน
  • เดินหน้าทำประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน 1.55 หมื่นล้าน
  • ผ่านแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ ชูเชื้อเพลิงชีวภาพ-ลดการนำเข้า
  • ปิดช่องโกงสอบ ขรก. ลุยแก้ กม.เอาผิดอาญา–ตัดสิทธิทำงานภาครัฐ
  • อนุมัติ MOU กคช.-UNEP-TEI ลุยสร้าง “บ้านประหยัดพลังงาน”
  • ตั้ง “สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์” นั่งอธิบดีสรรพากร “ธีรลักษ์ แสงสนิท” คุมธนารักษ์

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

นายกฯประชุม ‘UNGA81’ ตกบ่ายโรดโชว์ชวน “บิ๊กเทค” ลงทุนไทย

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

โดยในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไป (General Debate) ของ UNGA81 ณ โถงประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly Hall)  ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ โดยมีประธานสมัชชาสหประชาชาติ เลขาธิการสหประชาชาติ ตลอดจนประมุขแห่งรัฐ ผู้นำรัฐบาล และผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ  รวมทั้ง นายโดนัลด์ ทรัมป์  ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้  การอภิปรายทั่วไปถือเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำ และผู้แทนประเทศสมาชิก ใช้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์และความท้าทายระหว่างประเทศ โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะหารือกับนางรีเบกา กรินสแปน (Mrs. Rebeca Grynspan) ผู้สมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติจากสาธารณรัฐคอสตาริกา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นระหว่างประเทศ และความร่วมมือในกรอบพหุภาคี

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะหารือกับสถาบันการเงินและกองทุนการเงิน จัดโดย Bank of America  และพบผู้บริหาร Pacific Investment Management Company (PIMCO) รวมทั้งหารือกับบริษัท Microsoft ณ อาคาร Bank of America Tower   นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้  นำเสนอศักยภาพ จุดแข็งและโอกาสของประเทศไทยต่อนักลงทุนและบริษัทชั้นนำระหว่างประเทศ

ช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง (Reception) และงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลที่เข้าร่วมการประชุม UNGA81 ณ โรงแรม Lotte New York Palace

“การเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ถือเป็นครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯได้นำเสนอจุดแข็งและการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย โดยไม่ว่าสถานการณ์โลกจะมีความผันผวนอย่างไร นานาประเทศก็จะสามารถมั่นใจในการลงทุนในประเทศไทย” นายเอกภพ กล่าว

โต้ ‘เท้ง’ นายกฯยังไม่ “ปัดตก” กม. 4 ฉบับ อยู่ระหว่างขอความเห็น

รองโฆษกรัฐบาลแจงกรณีนายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรองร่างกฎหมายจำนวน 4 ฉบับ ไม่ใช่การปัดตกหรือปิดกั้นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์อย่างที่”ณัฐพงษ์”กล่าวอ้าง แต่เป็นการพิจารณาอย่างรอบด้านโดยได้ขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาทั้งด้านกฎหมาย งบประมาณ ความซ้ำซ้อน และผลกระทบต่อประชาชน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ วิพากษ์วิจารณ์กรณีนายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรองร่างกฎหมายจำนวน 4 ฉบับ ว่า การไม่ให้คำรับรองไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลปัดตกโดยไม่มีเหตุผล หรือปิดกั้นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ แต่ก่อนการตัดสินใจ นายกรัฐมนตรีได้ขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลทั้งด้านกฎหมาย งบประมาณ ความซ้ำซ้อน และผลกระทบต่อประชาชนมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน

สำหรับร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ หรือ “THACCA” รัฐบาลเห็นด้วยกับหลักการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อกังวลว่า การจัดตั้งสำนักงาน คณะกรรมการ และหน่วยงานสาขาขึ้นใหม่ อาจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานและกลไกที่มีอยู่ รวมทั้งเพิ่มภาระงบประมาณ จึงเห็นว่าควรนำข้อสังเกตดังกล่าวไปปรับปรุงให้รอบคอบก่อน

“ประเด็นไม่ใช่ว่ารัฐบาลเอา หรือไม่เอาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่คือจะออกแบบกฎหมายอย่างไรให้ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้จริง โดยไม่สร้างหน่วยงานซ้ำซ้อนและไม่เพิ่มภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนกรณีสนุกเกอร์และบิลเลียด รัฐบาลสนับสนุนการพัฒนาในฐานะกีฬา แต่ต้องแยกเรื่องกีฬาออกจากเรื่องการพนันให้ชัดเจน เนื่องจากร่างที่เสนอเป็นการแก้ไขกฎหมายเพียงบางส่วน ขณะที่กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายการพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ เพื่อให้การส่งเสริมกีฬาเดินหน้าได้ควบคู่กับการป้องกันการพนันแอบแฝงและการคุ้มครองเด็กและเยาวชน

นางสาวลลิดาย้ำว่า การไม่ให้คำรับรองร่างกฎหมายในชั้นนี้ จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการปฏิเสธทุกหลักการหรือปิดกั้นข้อเสนอของฝ่ายค้าน เพราะรัฐบาลมีหน้าที่พิจารณาทั้งเจตนาของกฎหมายและผลที่จะเกิดขึ้นจริงเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ “กฎหมายไม่ได้มีไว้แข่งกันว่าใครเสนอแล้วต้องผ่าน แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เมื่อออกมาแล้วจะใช้ได้จริง ไม่ซ้ำซ้อน ไม่สร้างภาระโดยไม่จำเป็น และไม่ทิ้งปัญหาไว้ให้ประชาชนตามแก้ภายหลัง ไม่รับรองวันนี้ จึงไม่ได้แปลว่าปิดประตู แต่หมายถึงสิ่งที่ยังมีข้อกังวลก็ควรปรับให้รอบคอบก่อนนำมาใช้กับคนทั้งประเทศ” นางสาวลลิดากล่าว

เล็งจัดงบกลาง 7,000 ล้าน แก้ปัญหา กยศ.ขาดสภาพคล่อง

นางสาวลลิดา กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรีเงา พรรคประชาชน ระบุว่ารัฐบาลไม่ได้เติมงบให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) “แม้แต่บาทเดียว” ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ครบถ้วน เนื่องจากรัฐบาลได้เพิ่มงบอุดหนุน กยศ. สำหรับปีงบประมาณ 2570 เป็น 9,000 ล้านบาท จาก 5,000 ล้านบาทในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 แล้ว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า ต้องแยกงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ กยศ. ออกจากวงเงิน 5,162 ล้านบาท ที่มีการกล่าวถึง เนื่องจากวงเงินดังกล่าว เป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ไม่ใช่วงเงินที่รัฐบาลเสนอ และเป็นคนละส่วนกับงบ 9,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลจัดสรรให้ กยศ. ในปีงบประมาณ 2570

“ต้องแยกตัวเลขให้ชัดเจน 5,162 ล้านบาท เป็นข้อเสนอในชั้นกรรมาธิการ ไม่ใช่งบของรัฐบาลที่ถูกตัดออก ขณะที่ข้อเท็จจริงในส่วนของรัฐบาลคือ ปี 2570 ได้เพิ่มงบ กยศ. จาก 5,000 ล้านบาท เป็น 9,000 ล้านบาทแล้ว ดังนั้น การนำผลการพิจารณาข้อเสนอในชั้นกรรมาธิการมาสรุปว่า รัฐบาลไม่ได้เติมเงินให้ กยศ. ‘แม้แต่บาทเดียว’ จึงเป็นการนำข้อมูลคนละส่วนมารวมกัน” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภราดรยังได้ชี้แจงถึงแนวทางบริหาร กยศ. ว่า กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียน จึงต้องดูแลทั้งเงินที่รัฐสนับสนุนและเงินชำระคืนจากผู้กู้เดิม ปัจจุบันมีผู้ที่อยู่ในระบบและต้องชำระคืนประมาณ 3.6 ล้านคน ในจำนวนนี้ชำระตามปกติประมาณ 1 ล้านคน และผิดนัดประมาณ 2.6 ล้านคน โดยรัฐบาลไม่มีแนวทางเร่งรัดผู้ที่ไม่มีงาน หรือไม่มีรายได้ แต่สำหรับผู้ที่มีงาน มีรายได้ และมีกำลังชำระ ควรนำเงินกลับคืนเข้าสู่กองทุน เพื่อหมุนเวียนเป็นโอกาสทางการศึกษาให้ผู้กู้รุ่นต่อไป

“คนไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ต้องช่วย แต่คนที่มีงาน มีรายได้ และมีกำลังจ่าย ก็ควรคืนเงินเข้ากองทุน เพราะเงินที่คืนมาคือโอกาสทางการศึกษาของเด็กรุ่นต่อไป การช่วยนักศึกษาที่ต้องการเงินกู้ในวันนี้ กับการติดตามเงินคืนจากผู้ที่มีกำลังชำระ จึงเป็นสองเรื่องที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน” นางสาวลลิดา กล่าว

สำหรับข้อเสนอให้ใช้งบกลางเพิ่มเติมประมาณ 7,000 ล้านบาท นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมพิจารณาข้อมูล แต่จำเป็นต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า ต้องใช้สำหรับผู้กู้จำนวนเท่าใด มีผู้ที่ได้รับอนุมัติแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินจำนวนเท่าใด และ กยศ. มีภาระขาดสภาพคล่องจริงจำนวนเท่าใด เพื่อให้การพิจารณาอยู่บนข้อเท็จจริงและตัวเลขชุดเดียวกัน “เป้าหมายสำคัญคือ เด็กที่มีสิทธิต้องไม่หลุดจากระบบการศึกษาเพราะปัญหาเรื่องเงิน ขณะเดียวกัน กยศ. ต้องมีเงินหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสให้เด็กรุ่นต่อไป รัฐบาลจึงต้องทำทั้งสองด้าน คือสนับสนุนงบประมาณในส่วนที่จำเป็น และนำเงินที่ควรได้รับคืนจากผู้ที่มีกำลังชำระกลับเข้าสู่กองทุน เพื่อให้ระบบเดินต่อได้อย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

มติ ครม.มีดังนี้

ขยาย “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” แจก 1,000 บาท ต่ออีก 2 เดือน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” และอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อของประชาชน และช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ 1) โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม (โครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ) และ 2) โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” โดยมีกรอบวงเงินรวมไม่เกิน 42,690.6503 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ได้ให้ความเห็นชอบข้อเสนอแล้ว ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา

นางสาวลลิดากล่าวว่า สำหรับโครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ จะเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน

ส่วนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” มีระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” อยู่ในปัจจุบัน และ 2) ผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทั้งกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่

สำหรับการใช้สิทธิ ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดในอัตรา 60% แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดระยะเวลาโครงการ โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการ ในเวลา 06.00 – 21.00 น.

สำหรับการยืนยันสิทธิ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ตุลาคม 2569 ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการสามารถกดยืนยันผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569

“มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยให้ประชาชนบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้เหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง” นางสาวลลิดากล่าวย้ำ

ปรับเกณฑ์คัดกรองคนขอทบทวนสิทธิ ‘บัตรคนจน’ 5 ล้านคน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า วันนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม โดยทบทวนหลักเกณฑ์คุณสมบัติบางส่วนให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น หลังพบว่าหลักเกณฑ์เดิมบางประการอาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ

การทบทวนครั้งนี้สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ให้เร่งพิจารณาหลักเกณฑ์คุณสมบัติอีกครั้ง โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือหลุดออกจากระบบ และต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้รับทราบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติในระยะเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน สำหรับหลักเกณฑ์ที่เสนอปรับปรุงในครั้งนี้

  • ประเด็นแรก คือ เกณฑ์นักเรียนและนักศึกษา โดยเสนอให้ไม่นับนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ เพื่อไม่ให้สถานะการเรียนในลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ
  • ประเด็นที่สอง คือ เกณฑ์การเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการ โดยเสนอให้ยกเว้นกรณีที่เป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือเป็นวิสาหกิจชุมชนภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อไม่ให้การมีชื่ออยู่ในกิจการประเภทดังกล่าวเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิโดยอัตโนมัติ
  • ประเด็นที่สาม คือ เกณฑ์การถือครองหลักทรัพย์และตราสารหนี้ โดยเสนอให้ผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชี หรือมีมูลค่าหลักทรัพย์คงเหลือรวมทุกบัญชีไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ถูกตัดสิทธิ เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ หรือมีตราสารหนี้รวมกันไม่เกิน 5,000 บาท เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าเงินลงทุนในระดับดังกล่าวมีมูลค่าต่ำ และการเปิดบัญชีลงทุนอาจเป็นเพียงช่องทางการออมระยะยาว ไม่ได้สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง
  • ประเด็นที่สี่ คือ เกณฑ์การถือครองรถ โดยเสนอให้ไม่นำรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกมาเป็นเหตุในการตัดสิทธิ เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามชนิด แบบ และรุ่นที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ขณะที่รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรมที่มีอายุเกิน 20 ปีนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก จะได้รับการยกเว้นในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถสะสมตามประกาศกรมการขนส่งทางบก

นอกจากนี้ ยังมีการปรับแนวทางตรวจสอบเกณฑ์หนี้สินให้สะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริงมากขึ้น โดยกรณีสินเชื่อเพื่อการเกษตรของ ธ.ก.ส. ที่ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และถูกบันทึกเป็นสินเชื่อประเภทอื่น จะให้ ธ.ก.ส. แยกส่งเฉพาะยอดหนี้ในส่วนที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรให้กระทรวงการคลังนำไปประมวลผล ขณะที่สินเชื่อโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนชื่อสัตย์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้แทนมัสยิดเป็นผู้ลงนามแทนชุมชน จะไม่นำมารวมคำนวณเพื่อตัดสิทธิผู้แทนมัสยิด เนื่องจากไม่ได้เป็นการกู้เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล

ส่วนวงเงินค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ถูกส่งไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และอาจถูกนับซ้ำกับสินเชื่อที่กู้จากสถาบันการเงินโดยตรง จะไม่นำวงเงินค้ำประกันที่ยังไม่มีภาระหนี้คงค้างจริงมารวมคำนวณเป็นภาระหนี้ของผู้ลงทะเบียน

“การทบทวนครั้งนี้ต้องการให้การคัดกรองสะท้อนฐานะและความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชนมากขึ้น เพราะข้อมูลบางประเภท เช่น การมีเงินลงทุนเพียงเล็กน้อย การมีรถที่ใช้งานมานาน หรือการมีชื่อเกี่ยวข้องกับกิจการบางประเภท อาจไม่ได้สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง รวมถึงต้องป้องกันไม่ให้การนับภาระหนี้ซ้ำซ้อนหรือข้อมูลที่ไม่สะท้อนหนี้ส่วนบุคคลจริง กลายเป็นเหตุให้ประชาชนเสียสิทธิ” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ คือ การนำหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่มาใช้กับรอบทบทวนสิทธิ โดยขณะนี้สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน และมีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิ 4,302,575 คน

สำหรับผู้ที่ยื่นขอทบทวนสิทธิ 5,011,678 คน คณะกรรมการฯ กำหนดให้สามารถแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 และจะนำข้อมูลของผู้ขอทบทวนสิทธิกลุ่มนี้ไปตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้งตามหลักเกณฑ์ที่ทบทวนใหม่ หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติรอบทบทวนสิทธิในวันที่ 30 กันยายน 2569

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการปี 2569 ทุกรายที่ยืนยันตัวตน (e-KYC) แล้ว จะสามารถเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยผู้ผ่านคุณสมบัติสามารถยืนยันตัวตนที่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ส่วนธนาคารกรุงไทยสามารถยืนยันตัวตนได้ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเสนอให้นำฐานข้อมูลผู้ลงทะเบียนโครงการปี 2569 ซึ่งสะท้อนข้อมูลด้านรายได้ อายุ สภาพร่างกาย การศึกษา และการประกอบอาชีพ ไปใช้บูรณาการความช่วยเหลือประชาชนทั้งกลุ่มที่ผ่านและไม่ผ่านคุณสมบัติในด้านอื่นเพิ่มเติม โดยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงมหาดไทยพิจารณาความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐพิจารณามาตรการแก้ไขภาระหนี้และสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ ขณะที่กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาการพัฒนาความรู้ ทักษะฝีมือแรงงาน และการเข้าสู่ตลาดแรงงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละบุคคล

พร้อมกันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบกรณีประชาชนถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือถูกนำชื่อไปแอบอ้างทำธุรกรรมหรือนิติกรรม และดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งปรับปรุงฐานข้อมูลของภาครัฐให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การกำหนดมาตรการช่วยเหลือในอนาคตมีความแม่นยำและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่าการจัดสรรสวัสดิการสำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จะใช้งบประมาณไม่เกิน 42,000 ล้านบาท จากงบประมาณกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยการทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีเป้าหมายให้การจัดสวัสดิการของรัฐสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และช่วยเหลือประชาชนได้ตรงกับสภาพปัญหาของแต่ละรายมากขึ้น

เดินหน้าทำประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน 1.55 หมื่นล้าน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน วงเงินรวม 15,500 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยและกรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยกำหนดให้กรมธรรม์มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570

การดำเนินการดังกล่าวต่อเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชน และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่เห็นชอบกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยแบบกลุ่มและกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุแบบกลุ่ม พร้อมอนุมัติกรอบวงเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวม 15,500 ล้านบาท เพื่อใช้ระบบประกันภัยเป็นกลไกช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายจากภัยพิบัติให้ประชาชนได้รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น

สำหรับวงเงิน 15,500 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าเบี้ยประกันภัยที่อยู่อาศัยแบบกลุ่ม 15,000 ล้านบาท และค่าเบี้ยประกันภัยอุบัติเหตุแบบกลุ่ม 500 ล้านบาท โดยกระทรวงมหาดไทยเสนอขอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 10,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือ 5,500 ล้านบาท ขอใช้จากงบประมาณปีต่อไป พร้อมขออนุมัติก่อหนี้ผูกพัน เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับชำระค่าเบี้ยประกันภัยตลอดระยะเวลาความคุ้มครอง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะให้ความคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลัง ตามข้อมูลจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 รวมถึงให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือจากความเสียหายที่เกิดขึ้นรวดเร็วและครอบคลุมมากกว่าเดิม ผ่านกลไกการถ่ายโอนความเสี่ยงจากสาธารณภัย หรือ Risk Transfer ด้วยระบบประกันภัย

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. จะร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ และมีขีดความสามารถเพียงพอ เพื่อให้การจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว เสมอภาค และทั่วถึง ขณะที่กระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะต้องตรวจสอบไม่ให้การช่วยเหลือผ่านกรมธรรม์ซ้ำซ้อนกับมาตรการเยียวยาของภาครัฐในรูปแบบอื่น

สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ซึ่งกำหนดเงินช่วยเหลือกรณีที่อยู่อาศัยประจำได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท และกรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่มและอุทกภัยโดยตรง รายละ 2,000,000 บาท กระทรวงมหาดไทยเสนอให้ยังคงจ่ายเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวสำหรับภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม–30 กันยายน 2569 เนื่องจากเป็นช่วงเวลาก่อนกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติฉบับใหม่เริ่มมีผล เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการใช้งบประมาณภายใต้โครงการประกันภัย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับประชาชนที่อาจตกหล่นจากฐานข้อมูล โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ผู้ที่ไม่มีทะเบียนราษฎร หรือผู้เช่าอาศัย โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบฐานข้อมูลและแนวทางการเข้าถึงสิทธิ เพื่อให้ความคุ้มครองครอบคลุมและเป็นธรรมกับประชาชนกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

นอกจากนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นควรให้มีการประเมินผลและความคุ้มค่าของระบบประกันภัยภายหลังสิ้นสุดระยะเวลาความคุ้มครอง รวมถึงพิจารณาแนวทางในระยะต่อไป เพื่อให้ระบบประกันภัยพิบัติสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืนและไม่สร้างภาระทางการคลังแก่ภาครัฐอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

“เป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนมีหลักประกันเมื่อเกิดภัยพิบัติ ไม่ต้องรอการพิจารณาเยียวยาเป็นรายเหตุเพียงอย่างเดียว แต่มีระบบประกันภัยเข้ามาช่วยรองรับความเสี่ยง เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงประชาชนได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง ขณะเดียวกันต้องออกแบบระบบไม่ให้การจ่ายเงินซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวลลิดา กล่าว

ผ่านแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ ชูเชื้อเพลิงชีวภาพ-ลดการนำเข้า

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572” และ “แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572” เพื่อวางกรอบการบริหารจัดการพลังงานของประเทศให้พร้อมรับความผันผวนของตลาดโลก ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า เชื้อเพลิงชีวภาพถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากสามารถผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ และนำมาใช้เป็นส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยทดแทนการใช้น้ำมันจากต่างประเทศบางส่วน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

แผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 จึงกำหนดให้การรองรับการเปลี่ยนผ่านของน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือบริหารจัดการพลังงานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกัน แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 ยังวางกรอบการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา และลดผลกระทบต่อประชาชน เมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงาน โดยต้องคำนึงถึงฐานะและสภาพคล่องของกองทุน รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเพิ่มบทบาทของเชื้อเพลิงชีวภาพยังช่วยเชื่อมโยงนโยบายพลังงานกับภาคการเกษตร เนื่องจากวัตถุดิบสำคัญสามารถผลิตได้ภายในประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศเพียงด้านเดียว “ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ไทยมีศักยภาพ เพราะเราสามารถผลิตวัตถุดิบได้ภายในประเทศ นำมาใช้ทดแทนการนำเข้าพลังงานบางส่วน และช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

เห็นชอบกรอบคามร่วมมือด้านขนส่งยั่งยืนระดับโลก

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างกรอบการดำเนินงานว่าด้วยการพัฒนาและความร่วมมือด้านการขนส่งอย่างยั่งยืนระดับโลก และอนุมัติให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ) หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ร่วมให้การรับรองร่างกรอบการดำเนินงานดังกล่าว พร้อมทั้งเข้าร่วมการประชุม GSTF 2026 ระหว่างวันที่ 22 – 23 กันยายน 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งที่ประชุมฯ จะมีการรับรองกรอบการทำงานว่าด้วยการพัฒนาและความร่วมมือด้านการขนส่งอย่างยั่งยืนระดับโลก เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานในการส่งเสริมการพัฒนาการขนส่งที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า  ร่างกรอบการดำเนินงานว่าด้วยการพัฒนาและความร่วมมือด้านการขนส่งอย่างยั่งยืนระดับโลก มีสาระสำคัญ ดังนี้

วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่ยั่งยืนทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติ รวมทั้งจัดตั้งเวทีความร่วมมือระดับโลกเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี ตลอดจนสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยยึดหลักการเปิดกว้างและครอบคลุม การขับเคลื่อน ด้วยนวัตกรรม และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ ขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมการวิจัยและแลกเปลี่ยนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งที่ยั่งยืน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริการขนส่ง และระบบโลจิสติกส์การพัฒนากฎ ระเบียบ มาตรฐานและแนวทางปฏิบัติ การส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพและบุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง

ขอบเขตการดำเนินงาน กรอบการดำเนินงานฯ มีแนวทางความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้

1) การแลกเปลี่ยนนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงาน มาตรฐาน และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการขนส่งที่ยั่งยืน

2) การส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างประเทศ รวมทั้งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

3) การส่งเสริมการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการขนส่งไปประยุกต์ใช้

4) การส่งเสริมการศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการขนส่ง

กลไกการดำเนินงาน กำหนดให้ Global Sustainable Transport Forum (GSTF) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน ประกอบด้วยการประชุมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Meetings) การประชุมระดับคณะทำงาน (Working Group Meetings) และการประชุมระดับ ผู้เชี่ยวชาญ (Expert Meetings) รวมทั้งสามารถจัดตั้งความร่วมมือเฉพาะด้าน (Thematic Partnerships) เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านการสัมมนา การฝึกอบรม การวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดทำ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายหรือวิชาการ โดยประเทศผู้เข้าร่วมจะต้องแต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก (Focal Point)เพื่อดำเนินการในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน เช่น การสัมมนา การฝึกอบรม การศึกษาวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและวิชาการ

“ร่างกรอบการดำเนินงานฯ จะส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการขนส่งที่ยั่งยืน เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีด้านนโยบาย การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ การลงทุน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการขนส่ง รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาศักยภาพและบุคลากร ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของระบบขนส่งของประเทศไทย และสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบขนส่งและลดสิทธิ์ของไทยกับต่างประเทศ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

เห็นชอบแถลงการณ์ร่วม รมต.ขนส่ง APEC ครั้งที่ 12

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีขนส่งเอเปคครั้งที่ 12 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีขนส่งเอเปค ครั้งที่ 12 ในวันที่ 22 กันยายน 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือและนวัตกรรมการสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับการขนส่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก” (Collaboration and Innovation: Shaping a Better Future for Transportation in the Asia-Pacific Region) โดยมุ่งหารือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นใหม่ และส่งเสริมความร่วมมือด้านการขนส่งเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายสินค้าและประชาชนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมนวัตกรรม การยกระดับและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการขนส่งสู่ระบบดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีใหม่และปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปุตราจายา ค.ศ. 2040 แผนปฏิบัติการอาโอทีอาโรอา และแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงของเอเปค (ค.ศ 2015 – 2025) ร่างแถลงการณ์ร่วมจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี การพัฒนาศักยภาพ และการสานต่อความร่วมมือเชิงปฏิบัติด้านการขนส่งระหว่างสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปค

เห็นชอบ MOU กระทรวงคมนาคมไทย-ญี่ปุ่น   

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคม (คค.) แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น (Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism : MLIT) ด้านแผนงาน นโยบาย เทคโนโลยีการจราจร และการจัดการความปลอดภัยทางถนน (ร่างบันทึกความร่วมมือฯ) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม (คค.) และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น (Ministry of Land, Infrastructure, Transport  and Tourism : MLIT) ได้ร่วมกันจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือระหว่าง คค. แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น ด้านแผนงาน นโยบาย เทคโนโลยีการจราจร และการจัดการความปลอดภัยทางถนน (ร่างบันทึกความร่วมมือฯ) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อขยายความร่วมมือและแทนที่บันทึกความร่วมมือระหว่าง คค. แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น ด้านแผนงาน นโยบาย และเทคโนโลยีการจราจร ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยเพิ่มกรอบความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนน และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่อื่น ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาร่วมด้วย รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลในการซ่อมบำรุงถนนและสะพาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นหรือเป็นพื้นที่สำคัญ

ผ่านกฎกระทรวงกำหนดเขตความปลอดภัยรถขนส่งทางราง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางราง และเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง พ.ศ. .… ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เจ้าของโครงการต้องกำหนดและจัดให้มีเขตระบบรถขนส่งทางราง และเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง เพื่อประโยชน์ในการบำรุงรักษาและความปลอดภัยของการขนส่งทางราง เนื่องจากโครงการรถขนส่งทางรางมีทั้งระดับพื้นดินเหนือพื้นดิน และใต้พื้นดิน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และวิศวกรรมแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์ ระยะ และเงื่อนไขในการกำหนดแนวเขตให้ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกัน และสอดคล้องกับหลักวิศวกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขการจัดทำเขตระบบรถขนส่งทางรางและเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง รวมทั้งกำหนดให้มีการจัดทำรายงานและแผนผังเสนอหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างปลอดภัยและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางและเขตปลอดภัยระบบ   รถขนส่งทางราง พ.ศ. …. สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

2. การกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางราง ให้กำหนดเขตระบบรถขนส่งทางราง ดังต่อไปนี้

(1) เขตระบบรถขนส่งทางรางระดับพื้นดิน ให้นับจากขอบนอกสุดของโครงสร้างระบบรถขนส่งทางรางออกไปตามแนวระนาบอย่างน้อยด้านละ 3 เมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งระดับเหนือพื้นดินและใต้พื้นดินด้วย

(2) เขตระบบรถขนส่งทางรางระดับเหนือพื้นดิน ให้นับจากพื้นที่ระดับพื้นดิน ขึ้นไปถึงระดับเหนือพื้นดินตั้งแต่ขอบนอกสุดของโครงสร้างระบบรถขนส่งทางราง ที่ยกระดับขึ้นสูงเหนือระดับพื้นดินของแนวเส้นทางระบบขนส่งทางรางออกไปตามแนวระนาบอย่างน้อยด้านละ 3 เมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งระดับพื้นดินและเหนือพื้นดิน รวมถึงพื้นที่ภายในใต้สิ่งก่อสร้างของแนวระนาบดังกล่าวด้วย

(3) เขตระบบรถขนส่งทางรางระดับใต้พื้นดิน ให้นับจากพื้นที่ซึ่งมีระดับความลึกจากระดับพื้นดิน หรือพื้นน้ำไปถึงใต้พื้นดินที่อยู่บนเส้นตรงที่นับจากขอบนอกสุดของโครงสร้างอุโมงค์ของแนวเส้นทาง ระบบขนส่งทางรางอย่างน้อยด้านละ 3 เมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ระดับพื้นดินและเหนือพื้นดิน หรือเหนือพื้นน้ำด้วย  ในกรณีที่มีความจำเป็นซึ่งไม่อาจกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางตามระยะ ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งได้ ให้เจ้าของโครงการกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางโดยคำนึงถึงประโยชน์ในการบำรุงรักษา และความปลอดภัยของการขนส่งทางรางตลอดจนความปลอดภัยของบุคคลซึ่งอยู่ในระบบการขนส่งทางราง สภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อม ตามหลักวิศวกรรมหรือมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เจ้าของโครงการต้องจัดทำรายงานการกำหนดเขตระบบรถขนส่งทางรางและแผนผังแสดงแนวเขตดังกล่าวเสนอต่อกรมการขนส่งทางราง

3. การกำหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง ให้กำหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง ดังต่อไปนี้

(1) เขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางระดับพื้นดิน ได้แก่ บริเวณพื้นที่ที่ขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนส่งทางรางระดับพื้นดิน โดยนับต่อจากขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนส่งทางรางออกไปอย่างน้อยด้านละ 10 เมตร

(2) เขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางระดับเหนือพื้นดิน ได้แก่ บริเวณพื้นที่ที่ขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนส่งทางรางระดับเหนือพื้นดิน โดยนับต่อจากขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนส่งทางรางออกไปอย่างน้อยด้านละ 10 เมตร

(3) เขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางระดับใต้พื้นดินที่ไม่อยู่ใต้พื้นน้ำ ได้แก่ บริเวณพื้นที่ซึ่งขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนส่งทางรางระดับใต้พื้นดิน ที่ไม่อยู่ใต้พื้นน้ำ โดยนับต่อจากขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนส่งทางรางออกไป ซึ่งการคำนวณระยะห่างดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับระดับความลึกของอุโมงค์ใต้พื้นดิน ที่ไม่ได้อยู่ใต้พื้นน้ำ (4) เขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางระดับใต้พื้นดินที่อยู่ใต้พื้นน้ำ ได้แก่ บริเวณ พื้นที่ซึ่งขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนส่งทางรางระดับใต้พื้นดินที่อยู่ใต้พื้นน้ำโดยนับต่อจากขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนส่งทางรางออกไป ซึ่งการคำนวณระยะห่างดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับระดับความลึกของอุโมงค์ใต้พื้นดินที่อยู่ใต้พื้นน้ำ ในกรณีที่มีความจำเป็นซึ่งไม่อาจกำหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางรางตามระยะที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งได้ ให้เจ้าของโครงการกำหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง โดยคำนึงถึง ประโยชน์ในการบำรุงรักษาและความปลอดภัยของการขนส่งทางราง ตลอดจนความปลอดภัยของบุคคลซึ่งอยู่ในระบบการขนส่งทางราง สภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อม ตามหลักวิศวกรรมหรือมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เจ้าของโครงการต้องจัดทำรายงานการกำหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง และแผนผังแสดงแนวเขตดังกล่าวเสนอต่อกรมการขนส่งทางราง

เห็นชอบกฎกระทรวงควบคุมทิ้งขยะในทะเล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดสิ่งของ หรือของเสียอื่นเป็นขยะ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงฯ เป็นการกำหนดนิยามคำว่า “ขยะ” ตามมาตรา 120/2 (10) แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพระพุทธศักราช 2456 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2566 ให้ครอบคลุมถึง

1) สารอันตรายที่บรรจุในหีบห่อ ซึ่งข้อบังคับระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยในการขนส่งสิ่งของอันตรายทางน้ำ ระบุว่า เป็นมลพิษทางทะเล รวมถึงสารซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางน้ำ เช่น สารที่มีระดับความเป็นพิษ LC50 EC50 ErC50 เป็นต้น

2) บรรจุภัณฑ์เปล่าที่ผ่านการใช้บรรจุสารอันตรายและสิ่งปฏิกูล เช่น ส่งและของเสียอื่นใดที่ระบายออกจากโถส้วมและโถปัสสาวะ สิ่งที่ระบายออกจากสถานที่ทางการแพทย์บนเรือ สิ่งที่ระบายออกจากบริเวณกักสัตว์มีชีวิต เป็นต้น เพื่อรองรับพันธกรณีตามอนุสัญญาซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างเตรียมการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ได้แก่ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ.1973 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสาร ค.ศ.1978 ภาคผนวก 3 การป้องกันมลพิษจากสารอันตรายที่ขนส่งทางทะเลในรูปแบบหีบห่อ ภาคผนวก 4 การป้องกันมลพิษจากสิ่งปฏิกูลจากเรือ

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจะเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยเจ้าของเรือ ผู้ครอบครองเรือ นายเรือ เจ้าของแท่น ผู้ครอบครองแท่น หรือผู้จัดการแท่นมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการทิ้งขยะในทะเลตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2566 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากสารอันตราย หีบห่อที่ผ่านการบรรทุกสารอันตราย และสิ่งปฏิกูลลงสู่ทะเล โดยเฉพาะในบริเวณเขตเศรษฐกิจจำเพาะซึ่งรัฐชายฝั่งมีสิทธิในการใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว ซึ่งรายละเอียดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการกำหนดมาตรฐานการทิ้งสารอันตรายในรูปแบบหีบห่อและสิ่งปฏิกูลดังกล่าว กระทรวงคมนาคมจะจัดทำประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการทิ้งขยะอื่น พ.ศ. …. ต่อไป

ปิดช่องโกงสอบ ขรก. ลุยแก้ กม.เอาผิดอาญา–ตัดสิทธิทำงานภาครัฐ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบข้อเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ ตามที่คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเสนอ พร้อมให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหารือกับสำนักงาน ก.พ. เพื่อนำหลักการและข้อเสนอที่เกี่ยวข้องไปประกอบการจัดทำร่างกฎหมายต่อไป

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ปัญหาการทุจริตสอบอย่างเป็นระบบ หลังพบกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ซึ่งมีพฤติการณ์ทั้งการเรียกรับผลประโยชน์และการแก้ไขกระดาษคำตอบ ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะ

สาระสำคัญของข้อเสนอ คือ กำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นความผิดอาญา พร้อมให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่มีอำนาจจับกุม สามารถสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิด รวมทั้งจัดให้มีช่องทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประชาชนแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการทุจริต

สำหรับผู้ที่กระทำความผิด จะถูกตัดสิทธิเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง และเมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ จะส่งรายชื่อให้สำนักงาน ก.พ. รวบรวมไว้ในฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบประวัติได้ก่อนรับบุคคลเข้าทำงาน

นอกจากนี้ หากผู้กระทำความผิด ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำหนดหลักการให้ไล่ออกจากราชการ โดยสำนักงาน ก.พ. เสนอให้แยกโทษทางวินัยออกจากโทษทางอาญาให้ชัดเจน เนื่องจากการไล่ออกจากราชการเป็นโทษทางวินัยสูงสุด ส่วนหลักการให้รับโทษหนักขึ้นอีกหนึ่งเท่าควรกำหนดไว้ในส่วนของโทษทางอาญา

ในกรณีพบเหตุอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต จะต้องเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน โดยประเด็นการสั่งยุติการสอบเป็นการชั่วคราว สำนักงาน ก.พ. มีข้อสังเกตว่าควรพิจารณาตามลักษณะและความร้ายแรงของแต่ละกรณี เพื่อไม่ให้ผู้เข้าสอบโดยสุจริตได้รับผลกระทบเกินสมควร

“รัฐบาลต้องการปิดช่องการโกงสอบตั้งแต่ต้นทาง เพราะการสอบเข้าทำงานภาครัฐต้องแข่งขันกันด้วยความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ด้วยเงิน เส้นสาย หรือการทุจริต ผู้ที่โกงต้องมีความรับผิดชัดเจน และหากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องมีมาตรการทางวินัยและทางอาญาที่จริงจัง เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่สุจริตและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

อนุมัติ MOU กคช.-UNEP-TEI ลุยสร้าง “บ้านประหยัดพลังงาน”

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ (ร่าง) บันทึกความตกลงโครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) พร้อมอนุมัติให้การเคหะแห่งชาติ ลงนามร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ให้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยผลักดันเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) และยุทธศาสตร์ชาติ

ทั้งนี้ โครงการมีมูลค่ารวม 32.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,050 ล้านบาท) โดยได้รับเงินให้เปล่าจากกองทุน GEF ผ่าน UNEP 3.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 102.86 ล้านบาท)ร่วมกับเงินลงทุนและบริจาคสมทบจากการเคหะและ กฟผ. มีกรอบดำเนินงาน 5 ปี (บังคับใช้ปี 2569–2572 และขยายเวลาตามความตกลง)

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า ในโครงการนี้ จะมี 3 กิจกรรมหลัก คือ 1.พัฒนามาตรฐานบ้านประหยัดพลังงานประเภทบ้านเดี่ยว/บ้านแฝด และขยายผลการติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 2.ดึงสถาบันการเงินจัดตั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ประชาชนรายได้น้อย–ปานกลางกู้ซื้อหรือสร้างบ้านประหยัดพลังงาน และ 3. พัฒนาบุคลากร อบรมเทคนิคการออกแบบอาคารสีเขียวแก่บุคลากรและรณรงค์ประชาชน

ทั้งนี้ ร่างบันทึกข้อตกลงนี้ กระทรวงการต่างประเทศและกฤษฎีกาเห็นสอดคล้องกันว่าเป็นการตกลงระดับหน่วยงานรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศ ไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ และไม่มีภาระงบประมาณเพิ่ม ที่รัฐบาลต้องจ่าย รวมทั้งผ่านการตรวจร่างทางกฎหมายจากอัยการสูงสุดแล้ว

ตั้ง “มหาวิทยาลัยน่าน” ชูนวัตกรรมแก้โจทย์พื้นที่-หยุดสมองไหล

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยน่าน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยน่าน” ซึ่งมีสถานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ

สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัว อิสระจากการบริหารรวมศูนย์ของส่วนกลาง มีความยืดหยุ่นสูง ทั้งด้านการบริหารงานบุคคล การเงิน และนิติกรรม เพื่อให้สามารถแก้โจทย์พื้นที่จังหวัดน่านได้อย่างรวดเร็ว และมุ่งเน้นหลักสูตรเฉพาะทางแก้ปัญหาพื้นที่ป่า-ภูเขา สังคมสูงวัย และป้องกันสมองไหล เช่น วนเกษตร วิศวกรรมภัยพิบัติ (ไฟป่า/ดินถล่ม) และสุขภาวะ รวมทั้งยังคุ้มครองสิทธิผู้เรียน โดยห้ามปฏิเสธการรับเข้าเรียน หรือให้ออกกลางคันในระดับปริญญาตรี เพราะขาดแคลนทุนทรัพย์

นอกจากนี้ ยังวางแนวทางให้บริหารรายได้อิสระ ไม่ต้องนำส่งคลัง สามารถนำไปจัดตั้ง หรือร่วมลงทุนในนิติบุคคลเพื่อต่อยอดงานวิจัยและส่งเสริม Startup ได้ และยังคุ้มครองบุคลากรเดิม ให้สามารถโอนย้ายตามความสมัครใจ โดยบุคลากรที่เปลี่ยนเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจะได้รับเงินเดือนและสวัสดิการไม่ต่ำกว่าเดิม รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ซึ่งมีผู้เห็นด้วยกว่า 92% ขั้นตอนหลังจากนี้จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

แก้ กม.เพิ่มสิทธิ-สวัสดิการคนพิการ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ เพื่อปรับปรุงกฎหมายเดิมให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของคนพิการ และยกระดับการคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว คือ ปรับปรุงบทนิยาม “คนพิการ” ให้ครอบคลุมบุคคลกลุ่มออทิสติก และเพิ่มคำนิยาม “การเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความพิการ” เพื่อกำหนดขอบเขตการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางตรงหรือทางอ้อม

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการ 5 คณะ โดยไฮไลต์สำคัญคือการตั้ง “คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ” หรือ คณะกรรมการ วลก. ที่มีอำนาจวินิจฉัยคำร้อง ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และกำหนดแนวทางเยียวยาผู้เสียหาย รวมถึงมีการตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมและกำกับการเข้าถึงสภาพแวดล้อมได้โดยสะดวก” เพื่อดูแลมาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวก อาคาร สถานที่ ขนส่งสาธารณะ และระบบการสื่อสารอย่างครบวงจร

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายนี้ ได้เพิ่มสิทธิสวัสดิการและค่าชดเชยเยียวยา หากถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และมีคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการ วลก. ผู้เสียหายหรือผู้ดูแลมีสิทธิขอรับค่าชดเชยและเยียวยาจากกองทุนฯ ภายใน 1 ปี และยังเปิดทางให้เอกชนร่วมจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการได้ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นเท่านั้น รวมทั้ง ยังกำหนดให้หน่วยงานรัฐจัดตั้งอัตรากำลังใหม่เพื่อรับคนพิการเข้าทำงาน และเปิดช่องให้สภา/องค์กรคนพิการมีอำนาจดำเนินคดีทางกฎหมายหากหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนแล้ว โดยมีผู้เห็นด้วยสูงถึงร้อยละ 97.38 ซึ่งหลังจาก ครม. อนุมัติหลักการแล้ว จะส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา เพื่อให้เนื้อหากฎหมายมีความรัดกุม ทันสมัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนพิการ ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ตั้ง “สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์” อธิบดีสรรพากร “ธีรลักษ์ แสงสนิท” คุมธนารักษ์

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ/อนุมัติ การแต่งตั้งข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้งนางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ)  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์)  ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐศาสตร์) ในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เสนอแต่งตั้ง ศาสตราจารย์อธิภัทร มุทิตาเจริญ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐศาสตร์) ในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แทน นายกุลิศ สมบัติศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐศาสตร์) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติจำนวน 9 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

1. นายสุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา ด้านการแพทย์

2. นางสุภาพร พุทธรัตน์ ด้านการสาธารณสุข

3. นางสาวสาวตรี สุขศร ด้านกฎหมาย

4. นางฐาณิษา สุขเกษม ด้านการคุ้มครองสิทธิสตรีหรือสิทธิเด็ก

5. นางสาวบังอร ฤทธิภักดี ด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ในการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ

6. นายตระกูล โทธรรม จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน

7. นางวิลาสินี พิพิธกุล จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน

8. นายณัฐวุธ แก้วสุทธา จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร       และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน

9. นายภัทระ คำพิทักษ์ จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร       และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอรับโอน พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง (โอน/ย้าย) ข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง และจะว่าง และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 8 ราย ดังนี้

1. เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง จำนวน 1 ราย คือ โอน นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทนผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการ นางสาวพิมพ์เพ็ญ ลัดพลี) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 7 ราย ดังนี้

2.1 ย้าย นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นางสาวศุกร์ศิริ อภิญญานุวัฒน์)

2.2 โอน นางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทน นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์)

2.3 โอน นายธีรลักษ์ แสงสนิท ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นายอัครุตม์ สนธยานนท์)

2.4 โอน นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทน นายธีรลักษ์ แสงสนิท)

2.5 ย้าย นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์)

2.6 โอน นายธิบดี วัฒนกุล ตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล)

2.7 โอน นายพลจักร นิ่มวัฒนา ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง (แทน นายธิบดี วัฒนกุล)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ดังนี้

1. นางฉัตรวดี จินดาวงษ์ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมอาเซียน ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอาเซียน

2. นางสาวมารินี สุวรรณโมลี ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

3. นายพสุศิษฏ์ วงศ์สุรวัฒน์ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง มาเลเซีย ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และลำดับที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 4 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 1 ราย และเพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง จำนวน 1 ราย ดังนี้

1.นางธารินี แสงสว่าง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2.นางสาวนันทรัศมิ์ เทพดลไชย ใหดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

3.พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

4.นายโกมล พรมเพ็ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

5.พันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

6.ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

8. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวัฒนธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาวสัตบุษย์ บุญเรือง เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

10. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายพจน์ หาญพล เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

11. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดังนี้

1. นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล

2. นายกริชเพชร ชัยช่วย

3. นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการ ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 22 กันยายน 2569 เพิ่มเติม