
ครม.ปรับเกณฑ์เข้มคัด ‘จนจริง’ เข้าระบบสวัสดิการแห่งรัฐ – ไม่เน้นงบประมาณเป็นตัวตั้ง เตรียมส่งรายชื่อคนลงทะเบียน 18.8 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ – เสนอ คกก.ประชารัฐฯสรุปยอด “ผู้ถือบัตรคนจน” พร้อมแถลงข่าว 16 ก.ค.นี้
ก่อนที่จะนำรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการลงทะเบียน เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ในปี 2569 หรือ “บัตรคนจน” เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการคลังได้นำเกณฑ์คัดกรองคุณสมบัติของผู้ถือบัตรคนจน ซึ่งเป็นข้อเสนอเพิ่มเติมของคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก และสังคม ส่งให้ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ โดยไม่ให้นำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ในกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ได้นำค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้ มาใช้พิจารณาคุณสมบัติผู้ที่ลงทะเบียนครั้งนี้ รวมทั้งการพิจารณาเกณฑ์คุณสมบัติ กรณีมีวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท ก็จะไม่นับรวมวงเงินสินเชื่อเกษตร และนอกจากนี้ นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบให้เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ที่อยู่ห่างไกลในชนบท ที่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 5.4 ล้านคน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพบในช่วงการลงพื้นที่ลงทะเบียน (ระหว่างวันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569) เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนต่อไป

ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง
ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “หลังจากที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ดังกล่าวแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะนำข้อมูลกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการประมวลผล และตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ทบทวนข้างต้น และนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐฯในวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ซึ่งในวันนี้จะมีการแถลงข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชนที่กระทรวงการคลังอีกครั้ง จากนั้นจะมีประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 6.00 น. ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย)”
ดร.วินิจ กล่าวต่อว่า ล่าสุดมีผู้ที่มาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้วประมาณ 18.8 ล้านคน และในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 5.4 ล้านคน รวมอยู่ด้วย ถามว่าตามหลักเกณฑ์ใหม่นั้นจะเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่าไหร่นั้น ตอนนี้เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังกำลังเร่งประมวลผลตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ลงทะเบียนจะทราบผลในวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และจะประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 6 โมงเช้า โดยผู้ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัตินั้น หากเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ส่วนผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายใหม่จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในโครงการอื่น ๆ
“แม้ในปีงบประมาณ 2570 จะมีการตั้งงบประมาณปี 2570 ไว้ใช้ในโครงการนี้แล้วจำนวนหนึ่ง (ตั้งงบไว้ 42,000 ล้านบาท) ก็เป็นไปตามกลไกงบประมาณปกติเหมือนปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยรัฐบาล และกระทรวงการคลังยืนยันการลงทะเบียนครั้งนี้ ไม่ได้มองเรื่องปรับลดงบประมาณ หรือ เรื่องเงินเป็นตัวตั้ง แต่ครั้งนี้เราเน้นค้นหาคนที่เดือดร้อนจริง ไม่ว่าจะเหลือจำนวนคนที่ได้รับสิทธิมาหรือน้อยแค่ไหน ในเรื่องของงบประมาณ เราสามารถบริหารจัดการในภายหลังได้ การเปิดลงทะเบียนในครั้งนี้ รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะหาผู้ที่เดือดร้อนที่สุด ลำบากที่สุดในภาวะวิกฤติเช่นนี้เป็นสำคัญ” ดร.วินิจ กล่าวทิ้งท้าย

หากเปรียบเทียบเกณฑ์การลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ระหว่างหลักเกณฑ์เดิมของปี 2565 และหลักเกณฑ์ใหม่ที่จะใช้ในปี 2569 เพื่อความแม่นยำในการคัดกรองผู้มีรายได้น้อยตัวจริง จึงมีประเด็นสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปดังนี้
- การพิจารณาคุณสมบัติพื้นฐาน : ทั้งในปี 2565 และ 2569 ยังคงกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย และมีอายุ 18 ปีขึ้นไป เหมือนเดิม
- กลุ่มต้องห้าม (กลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิ) : ปี 2565 จะมี 4 กลุ่มหลัก เช่น นักบวช ผู้ถูกคุมขัง ข้าราชการ หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐ (ที่รายได้ไม่เกิน 100,000 บาท) ผู้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ข้าราชการการเมือง สว. และ สส. เป็นต้น ส่วนปี 2569 : เพิ่มความเข้มงวด โดยบวกเพิ่มอีก 5 กลุ่มใหม่ ได้แก่ นักเรียน/นักศึกษา, ผู้ถือหุ้น/กรรมการบริษัท, ผู้ที่มีบัญชีหุ้น/ตราสารหนี้ , ผู้ที่จ่ายเบี้ยประกันชีวิตเกิน 12,000 บาทต่อปี และบิดา/มารดาที่ผู้มีเงินได้นำค่าอุปการะเลี้ยงดูไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี ซึ่งล่าสุดนี้ที่ประชุม ครม.มีมติไม่ให้ใช้เกณฑ์พิจารณาดังกล่าวนี้แล้ว
- เกณฑ์รายได้ : ปี 2565 จะพิจารณารายได้เฉลี่ยของครอบครัวไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี ส่วนปี 2569 จะพิจารณาเป็นรายบุคคล ที่มีรายได้หรือการโอนเงินให้ผู้อื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
- ทรัพย์สินทางการเงิน : ปี 2565 ทรัพย์สินทางการเงินเฉลี่ยของครอบครัวไม่เกิน 100,000 บาท/คน ส่วนปี 2569 พิจารณารายบุคคล (รวมเงินฝาก/สลาก) รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- อสังหาริมทรัพย์และยานพาหนะ : ปี 2565 กรณีเกษตรกรมีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ รวมทั้งครอบครัวไม่เกิน 20 ไร่ แต่ถ้าเป็นอาชีพทั่วไปถือครองได้ไม่เกิน 1 ไร่ รวมทั้งครอบครัวไม่เกิน 2 ไร่ ส่วนปี 2569 ยังคงพิจารณาตามเกณฑ์เดิมของรายบุคคลอยู่ แต่จะมีการเพิ่มการตรวจสอบรถยนต์เข้ามาด้วย ทั้งนี้ ไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ รถยนต์สามล้อ รถซาเล้ง และรถใช้งานเกษตรกรรม
- บัตรเครดิต : ทั้งในปี 2565 และ 2569 ยังคงกำหนดให้ผู้สมัครต้องไม่มีบัตรเครดิต
- ภาระหนี้สิน : ปี 2565 กำหนดวงเงินสินเชื่อบ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และรถยนต์ไม่เกิน 1 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2569 มีการปรับเกณฑ์ใหม่เข้มงวดขึ้น โดยวงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีต้องไม่เกิน 100,000 บาท (แต่ไม่นับรวมสินเชื่อเพื่อการเกษตร ตามมติ ครม.ในวันนี้)
สรุปในปี 2569 เกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเป็นรายคน ทั้งเรื่องที่มาของเงินฝาก การลงทุน และภาระหนี้สินที่ต้องไม่เกินตัว เพื่อให้เงินสวัสดิการของรัฐตกไปถึงมือผู้ที่มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด เป็นหลักการสำคัญ
(อ่านรายละเอียดต่อด้านล่าง)




