ASEAN Roundup ประจำวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2569
- สิงคโปร์วางยุทธศาสตร์ใหม่ กำหนดทิศทางการเติบโตในอนาคต
- เวียดนามตั้งเป้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลแตะ 3 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2570
- นายกฯเวียดนามมอบ 20 ภารกิจเชิงยุทธศาสตร์พัฒนาเทคโนโลยี 10 กระทรวงและหน่วยงานส่วนกลาง
- มาเลเซียเดินหน้าปฏิรูปอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง
- อินโดนีเซียเดินหน้าดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ “คูรา คูรา บาหลี” สู่ศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาคแห่งใหม่
- จีนคุมเข้มกฎระเบียบการค้าเครื่องสำอาง เริ่มใช้ 1 ธันวาคม 2569 นี้
- ตลาดหุ้นฮ่องกงเล็งฟื้น “สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า”
สิงคโปร์วางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ กำหนดทิศทางการเติบโตในอนาคต

คณะกรรมการทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสิงคโปร์เผยข้อเสนอแนะขั้นสุดท้ายรวม 32 ข้อ กำหนดทิศทางการเติบโตในอนาคตของสิงคโปร์ หลังจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นและทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากกว่า 7,700 ราย ซึ่งรวมถึงภาคธุรกิจ สหภาพแรงงาน และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน
หลังจากผ่านการประชุมหารืออย่างเข้มข้นมานานราว 9 เดือน คณะกรรมการทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ (Economic Strategy Review หรือ ESR) ได้เปิดเผยข้อเสนอแนะขั้นสุดท้ายเมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) ที่ผ่านมา โดยรองนายกรัฐมนตรี กัน กิม หยง (Gan Kim Yong) ระบุว่า ข้อเสนอแนะเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การตอบสนองต่อความท้าทายในปัจจุบันเท่านั้น
“แต่มันคือการที่สิงคโปร์จะวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในระยะยาว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างงานที่ดี และยังคงมีความสำคัญ (ในเวทีโลก) ท่ามกลางโลกที่แตกแยก มีการแข่งขันสูง และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น” รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าว จากการรายงานของ CNA
คณะกรรมการ ESR ทั้ง 5 ชุด ซึ่งเริ่มเปิดฉากประชุมร่วมกันตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ได้ยื่นข้อเสนอแนะจำนวน 32 ข้อต่อรัฐบาล หลังจากได้เข้าพบปะพูดคุยและปรึกษาหารือร่วมกับสมาคมการค้าและหอการค้า สหภาพแรงงาน ภาคธุรกิจ รวมถึงคนทำงาน โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมในกระบวนการนี้มากกว่า 7,700 ราย
นายกัน กล่าวในระหว่างการประชุม Future Economy Conference ของสหพันธ์ธุรกิจสิงคโปร์ (Singapore Business Federation) ว่า ภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ในตลาดพลังงาน เส้นทางการเดินเรือ อัตราเงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวสำหรับสิงคโปร์เลย
“เรามีความเชื่อมโยงอย่างลึกกับเศรษฐกิจโลก ความเชื่อมโยงนั้นมอบโอกาสให้แก่เรา แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราต้องเผชิญกับความผันผวนด้วยเช่นกัน” นายกันกล่าว
นายกัน ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมอีกหนึ่งตำแหน่ง ระบุว่า เนื่องจากสิงคโปร์ไม่มีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ ไม่มีที่ดินผืนใหญ่ หรือมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประเทศจึงไม่เคยแข่งขันด้วยเรื่องของขนาดมาแต่ไหนแต่ไร
“เราไม่สามารถที่จะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างได้” นายกันกล่าว
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการ ESR จึงได้ตั้งคำถามในระดับ “รากฐาน” ว่า สิงคโปร์ควรจะตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมโลกยุคใหม่อย่างไร
ทั้งนี้ นายกัน ดำรงตำแหน่งประธานคณะทำงานเฉพาะกิจด้านความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ (Singapore Economic Resilience Taskforce) ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในครั้งนี้ โดยคาดว่ารายงานฉบับสมบูรณ์จะพร้อมเผยแพร่ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม
ในบทสรุปผู้บริหารของรายงานฉบับสมบูรณ์ คณะกรรมการฯ ได้กำหนดกรอบแนวทางกว้าง ๆ สำหรับทิศทางที่สิงคโปร์ควรขับเคลื่อนไปข้างหน้า เพื่อเป็นหลักถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างตำแหน่งงานที่ดีให้แก่ประเทศ
คณะกรรมการฯ ได้นำเสนอแนวทางดังกล่าวผ่าน “ภารกิจเร่งด่วน” (Imperatives) 3 ประการ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อนำทางว่าสิงคโปร์ควรตอบสนองอย่างไรต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ทั้งท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี และความท้าทายอื่น ๆ
“ความท้าทายที่อยู่ตรงหน้านั้นมีนัยสำคัญยิ่ง แต่สิงคโปร์เริ่มต้นจากจุดยืนที่แข็งแกร่ง” บทสรุปผู้บริหารระบุ
“ข้อเสนอแนะของ ESR จะช่วยให้สิงคโปร์ไม่เพียงแต่ต้านทานความเปลี่ยนแปลงรอบตัวเราได้เท่านั้น แต่ยังสามารถคว้าโอกาสใหม่ ๆ และเสริมสร้างโอกาสในอนาคตให้แก่ชาวสิงคโปร์ด้วย”
ทางด้านนายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระบุว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนยุทธศาสตร์และทิศทางในภาพรวมของ ESR
“ภารกิจที่รออยู่ข้างหน้าคือการแปลงทิศทางเหล่านี้ให้กลายเป็นการลงมือปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม” นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ระบุในโพสต์
ข้อเสนอแนะล่าสุดเหล่านี้มีขึ้นหลังจากที่นายกันได้รายงานข้อมูลความคืบหน้ารอบครึ่งวาระ ของ ESR ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้นเขาได้สรุปข้อเสนอ 7 ประการเกี่ยวกับแนวทางที่สิงคโปร์จะสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมโลกที่ผันผวนและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
สำหรับข้อเสนอแนะฉบับล่าสุดนี้เป็นการต่อยอดมาจากรายงานความคืบหน้ารอบครึ่งวาระดังกล่าว ตลอดจนท่าทีและมาตรการตอบรับของรัฐบาลในระหว่างการแถลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้ รวมถึงการอภิปรายเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายของกระทรวงต่าง ๆ ที่ตามมาหลังจากนั้น
ข้อเสนอแนะรวมทั้งสิ้น 32 ข้อ แบ่งออกเป็น 8 “แนวทางขับเคลื่อนหลัก” (Thrusts) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และเสริมสร้างความยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง

สำหรับภารกิจเร่งด่วน 3 ประการได้แก่
ประการแรก สิงคโปร์จะต้องยกระดับคุณค่าที่โดดเด่นของประเทศ (Value Proposition) ให้คมยิ่งขึ้น และมุ่งเน้นไปที่จุดที่สามารถสร้างความได้เปรียบในแบบที่ “ยากจะลอกเลียนแบบ” ได้มากที่สุด
“ยุทธศาสตร์ของเราคือการมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนที่มีความสำคัญและทำมันออกมาให้ดีที่สุดเสมอมา” นายกันกล่าว
สิงคโปร์ควรเดินหน้าดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพสูงและกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับแนวหน้า (Frontier Activities) ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีรากฐานแข็งแกร่งอยู่แล้ว อาทิ การผลิตขั้นสูง บริการสมัยใหม่ โลจิสติกส์ การเงิน และเทคโนโลยี
ประการที่สอง สิงคโปร์จะต้องเพิ่มความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัวให้สูงขึ้นในขณะที่อัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงนั้นรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้ประเทศสามารถพลิกโฉมตัวเองใหม่ได้
“ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการแข่งขันจะไม่ขึ้นอยู่กับแค่จุดแข็งที่เรามีในวันนี้เท่านั้น แต่จะขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถตอบสนอง ฟื้นฟู และจัดสรรทรัพยากรใหม่ได้รวดเร็วเพียงใด” นายกันกล่าว
นายกันกล่าวอีกว่า ภาคธุรกิจต่าง ๆ จะต้องสามารถคว้าโอกาสใหม่ ๆ ได้ คนทำงานจะต้องสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ รวมถึงทุนและบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) จะต้องเคลื่อนย้ายไปสู่ภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูงขึ้น
ประการที่สาม สิงคโปร์จะต้องสร้างความยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง (Resilience) ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพ เพราะประเทศจะต้องเผชิญกับภาวะช็อกภายนอกอยู่เสมอ
นายกันกล่าวว่า บทบาทของสิงคโปร์ในการเป็นศูนย์กลาง (Hub) นั้นยังคงมีความสำคัญ แต่จะต้องมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนไป
“ความยืดหยุ่นของเราต้องมาจากความสามารถในการแข่งขันและการเชื่อมโยง แต่ต้องเป็นการเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ มีความน่าเชื่อถือ และมีความหลากหลายมากขึ้น” นายกันกล่าว
เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ คณะกรรมการทบทวนยุทธศาสตร์ฯ ระบุว่า สิงคโปร์ควรยึดการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่าน 4 “แนวทางขับเคลื่อนหลัก” และสร้างงานรวมถึงโอกาสที่ดีผ่านอีก 4 แนวทางขับเคลื่อนหลัก โดยข้อเสนอแนะทั้ง 32 ข้อนั้น ได้ถูกจัดกลุ่มรวมอยู่ภายในแนวทางทั้ง 8 ด้านนี้
สำนักงานเลขานุการ ESR ระบุในเอกสารแถลงข่าวว่า ในแต่ละแนวทางขับเคลื่อนหลักจะมีข้อเสนอแนะระหว่าง 3 ถึง 5 ข้อ เกี่ยวกับทิศทางที่สิงคโปร์ควรเดินหน้า และรัฐบาลจะทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อแปลงข้อเสนอแนะเหล่านี้สู่การลงมือปฏิบัติจริง
ใน 4 แนวทางขับเคลื่อนหลักแรกเพื่อรับประกันการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์นั้น ครอบคลุมข้อเสนอแนะให้สิงคโปร์ปรับปรุงแนวทางการส่งเสริมการลงทุนใหม่ เพื่อดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถที่ล้ำสมัย
บทสรุปผู้บริหารระบุว่า สิงคโปร์ได้สร้างตำแหน่งความเป็นผู้นำระดับโลกในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สำเร็จแล้ว และควรตั้งเป้าหมายที่จะทำแบบเดียวกันนี้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย
นอกจากนี้ ควรให้การสนับสนุนบริษัทที่ตั้งฐานอยู่ที่นี่แล้วในการยกระดับและพลิกโฉมองค์กร เพื่อให้ยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ได้แม้ในภาวะที่ต้นทุนสูงขึ้น
“เป้าหมายนั้นไม่ซับซ้อน เราไม่ได้ต้องการเป็นแค่ส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานเท่านั้น แต่เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีใครกล้าตัดออกไป” เจฟฟรีย์ เซียว (Jeffrey Siow) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีอาวุโสแห่งรัฐประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเดียวกัน โดยนายเซียวดำรงตำแหน่งประธานร่วมของคณะกรรมการ ESR ด้านขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
ในส่วนของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผลการทบทวนยุทธศาสตร์มีข้อเสนอแนะ 3 ข้อ ในการวางตำแหน่งให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับโซลูชันด้าน AI
รายงานระบุว่า สิงคโปร์ไม่สามารถแข่งขันเพื่อสร้างโมเดล AI ระดับแนวหน้า (Frontier AI Model) ที่ใหญ่ที่สุด หรือเป็นเจ้าของศูนย์ข้อมูล AI (Data Center) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดได้ แต่สิงคโปร์สามารถผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันวิจัยต่าง ๆ เพื่อสร้าง “สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยมากที่สุด” สำหรับนวัตกรรมที่ล้ำหน้าและแปลกใหม่ได้
สิงคโปร์ควรพัฒนาบริษัทชั้นนำให้ก้าวขึ้นมาเป็น “แชมเปียนด้าน AI” (Champions of AI) และเร่งให้เกิดการนำ AI ไปปรับใช้ในทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากการเป็นศูนย์กลางสำหรับสินค้าที่จับต้องได้แล้ว สิงคโปร์ควรขยับขยายไปสู่กิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) การจัดซื้อจัดจ้างระดับโลก การวางแผนความต้องการสินค้า (Demand Planning) และการกำหนดมาตรฐาน เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและอำนวยความสะดวกให้กระแสการหมุนเวียนต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างวางใจได้
นายเซียวกล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความแตกต่างที่ดีพอได้อีกต่อไป พร้อมระบุว่า การเคลื่อนย้ายสินค้า ผู้คน ทุน และข้อมูลในปัจจุบัน ถูกกำหนดโดยปัจจัยด้านความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และความไว้วางใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศและทางทะเลแห่งอนาคต (Next-generation Hubs) จำเป็นต้องผสานรวมโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเข้ากับระบบดิจิทัลและระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยิ่งไปกว่านั้น สิงคโปร์ควรลงทุนในขีดความสามารถด้านการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์เฉพาะทางด้วย
“แม้ในยามที่ตู้สินค้าไม่ได้เดินทางผ่านสิงคโปร์ในทางกายภาพอีกต่อไป แต่การตัดสินใจต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้าชิ้นนั้นก็ยังคงเกิดขึ้นที่นี่ได้” นายเซียวกล่าว
นอกจากนี้ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) ยังสามารถวางตำแหน่งให้สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อีกด้วย
สำหรับระบบนิเวศของภาคธุรกิจในสิงคโปร์ ควรได้รับการฟูมฟักให้มีความคล่องตัวและตื่นตัวมากขึ้น ผ่านการขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการเติบโตสำหรับสตาร์ทอัป การช่วยเหลือบริษัทท้องถิ่นให้ขยายธุรกิจไปสู่ระดับสากล และการสนับสนุนบริษัทที่อาจมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างองค์กร หรือย้ายฐานการดำเนินงานบางส่วนไปยังต่างประเทศ (Offshore)
ขณะเดียวกัน ควรให้การสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากบริษัทเกิดใหม่เหล่านี้สามารถขยายขนาดธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและเข้ามาเขย่าผู้เล่นรายเดิมในตลาดได้
“ระบบเศรษฐกิจที่แข็งแรง ไม่ใช่เพราะบริษัทต่าง ๆ ไม่มีวันล้มเหลว แต่เป็นเพราะมีบริษัทใหม่ ๆ ก้าวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องต่างหาก” นายเซียวกล่าว พร้อมระบุว่า หน้าที่ของสิงคโปร์คือการทำให้มั่นใจว่าเงินทุน บุคลากรที่มีความสามารถ และโอกาสครั้งที่สอง จะยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
นายเซียวกล่าวว่า สิงคโปร์ได้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศทั้งช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย วิกฤตการณ์ทางการเงิน โรคซาร์ส (SARS) และวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
“ในทุก ๆ ครั้ง เราศึกษาภาวะการณ์ที่เกิดขึ้น เราสร้างความเปลี่ยนแปลง และเราก็กลับมาได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายเซียวกล่าวในระหว่างช่วงการเสวนาแลกเปลี่ยนระดับรัฐมนตรี (Ministerial dialogue) ในงานประชุม Future Economy Conference
นายเซียวกล่าวต่อ โดยเปรียบเทียบเหมือนเรือที่อยู่ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนว่า “พายุในปี 2560 ก็คือสภาพลมฟ้าอากาศปกติของปี 2569 ในปัจจุบัน”
“คำตอบของสิงคโปร์ไม่เคยเป็นการเฝ้าอธิษฐานขอให้สภาพอากาศดีขึ้น แต่คือการสร้างเรือที่ดีกว่าเดิม เพื่อให้พวกเราสามารถออกเดินเรือต่อไปได้เสมอมา” นายเซียวกล่าว
ดังนั้น ข้อเสนอแนะของ ESR ในครั้งนี้ จึงเป็นแผนงานชุดล่าสุดสำหรับการสร้างเรือลำดังกล่าว โดยที่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ สหภาพแรงงาน และคนทำงาน จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อต่อเรือและร่วมกันล่องเรือลำนี้ไปข้างหน้า นายเซียวกล่าว
“หากพวกเราทำงานร่วมกัน สิงคโปร์จะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างงานที่ดี และยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ได้ในโลกที่เปลี่ยนไป” นายเซียวกล่าว
เวียดนามตั้งเป้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลแตะ 3 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2570

รองนายกรัฐมนตรี โฮ ก๊วก ยวุ๋ง (Ho Quoc Dung) ของเวียดนามได้อนุมัติการตัดสินใจครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเห็นชอบในแผนงานพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับปี 2569-2570
แผนงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลของเวียดนามให้กลายเป็นภาคเศรษฐกิจและเทคนิคที่ทันสมัย มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง โดยมีวิสาหกิจด้านเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีหลัก (Core Technologies) เป็นแกนหลักขับเคลื่อน เว็บไซต์ Vietnam Investment Review รายงาน
โครงการริเริ่มนี้คาดว่าจะช่วยตอบโจทย์และแก้ไขความท้าทายหลัก ๆ ของประเทศในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล พร้อมทั้งมีส่วนช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับเลขสองหลักของเวียดนามอีกด้วย
นอกจากนี้ แผนงานดังกล่าวยังมุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งของธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัลของเวียดนาม เพื่อให้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างลึกในห่วงโซ่คุณค่าโลก ซึ่งจะช่วยวางตำแหน่งให้เวียดนามเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลชั้นนำของโลก ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพสูง และเสริมสร้างภาพลักษณ์ในระดับสากลให้กับแบรนด์ “Make in Vietnam” ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เวียดนามตั้งเป้าหมายให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 12 หรือสูงกว่านั้นในช่วงปี 2569-2570 ขณะที่ตั้งเป้ารายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่พัฒนาโดยบริษัทเวียดนาม ว่าจะบรรลุอย่างน้อย 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30
นอกจากนี้ เวียดนามยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้แตะระดับ 100,000 แห่ง และพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีจำนวนมากกว่า 3 ล้านคน
แผนงานดังกล่าวยังมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลของเวียดนาม สามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้บัญชีรายชื่อผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศอีกด้วย
แต่ละท้องถิ่นได้รับการส่งเสริมให้จัดทำกลไกนำร่องในการทดสอบและออกใบอนุญาตที่มีการควบคุม (Sandbox) สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างน้อยหนึ่งโครงการ ซึ่งปรับให้เหมาะสมกับเงื่อนไขการพัฒนาของท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและปรับปรุงกรอบกฎหมายสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลให้ดียิ่งขึ้น
เวียดนามวางแผนที่จะจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลแบบรวมศูนย์ (Concentrated digital technology zones) จำนวน 16 ถึง 20 แห่ง ซึ่งรวมถึงศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลขนาดใหญ่อย่างน้อยหนึ่งแห่งที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญของประเทศ
นอกจากนี้ แผนงานดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์ประมวลผลสมรรถนะสูง (High-performance computing centre) แบบใช้ร่วมกันอย่างน้อยหนึ่งแห่ง เพื่อรองรับภารกิจหลักระดับชาติและการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์
ภายในปี 2583 เวียดนามตั้งเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวหน้า โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลชั้นนำในภูมิภาค และก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศชั้นนำของโลก ทั้งนี้ คาดว่าภาคส่วนดังกล่าวจะกลายเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจของประเทศ และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
วิสัยทัศน์ระยะยาวนี้ยังครอบคลุมถึงการสร้างภาคส่วนธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัลของเวียดนามให้มีความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก มีศักยภาพในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีหลัก เป็นผู้นำเทรนด์นวัตกรรม และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ “Make in Vietnam” ภายในห่วงโซ่คุณค่าโลก
นอกจากนี้ เวียดนามยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มความหนาแน่นของธุรกิจดิจิทัลให้เทียบเท่ากับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว พร้อมทั้งตั้งเป้าที่จะสร้างบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลของเวียดนามระดับโลกให้ได้อย่างน้อย 10 บริษัท และดึงดูดโครงการใหม่ ๆ จากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่างน้อย 5 โครงการ เข้ามาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ ศูนย์วิจัย หรือฐานการผลิตในเวียดนาม
เพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ แผนงานได้กำหนดลำดับความสำคัญหลัก (Key priorities) ไว้หลายประการ อาทิ การปรับปรุงกรอบกฎหมายและนโยบายสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล, การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมถึงบริการดิจิทัล, การสนับสนุนวิสาหกิจด้านเทคโนโลยี, การพัฒนาบุคลากร, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย, การดึงดูดการลงทุน, การขยายตลาดและห่วงโซ่อุปทาน, การส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน, การสร้างฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศของอุตสาหกรรม ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรม แผนงานจะให้การสนับสนุนกิจกรรมการวิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่โครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI เซมิคอนดักเตอร์ และการผลิตเทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ในลำดับแรก
ขณะเดียวกัน แผนงานนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลของเวียดนาม ยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการนำมาตรฐานการบริหารจัดการคุณภาพระดับสากลมาปรับใช้ และสร้างชื่อเสียงให้กับผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลภายใต้แบรนด์ “Make in Vietnam” ยิ่งไปกว่านั้น จะมีการนำมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ มาใช้เพื่อสนับสนุนให้บริษัทเทคโนโลยีในประเทศสามารถขยายธุรกิจไปสู่ตลาดระหว่างประเทศได้อีกด้วย
นอกจากนี้ เวียดนามจะจัดการประชุมระดับชาติประจำปีว่าด้วยการพัฒนาวิสาหกิจเทคโนโลยีดิจิทัลของเวียดนาม และการมอบรางวัล “ผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีดิจิทัล Make in Vietnam” เพื่อยกย่องเชิดชูผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และผลักดันโซลูชันด้านเทคโนโลยีของเวียดนามให้เติบโตยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน แผนงานยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บทบาทและองค์กรธุรกิจด้านการออกแบบชิป, มาตรการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานและการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสร้างความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์ในตลาด ตลอดจนการพัฒนาศูนย์สนับสนุนการสร้างต้นแบบชิปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National semiconductor chip prototyping support centre) เพื่อช่วยเหลือในกิจกรรมการทดสอบชิปและการทดลองผลิตนำร่องต่อไป
นายกฯเวียดนามมอบ 20 ภารกิจเชิงยุทธศาสตร์พัฒนาเทคโนโลยี 10 กระทรวงและหน่วยงานส่วนกลาง

นายกรัฐมนตรี เล มิงห์ ฮึง (Le Minh Hung) ได้มอบหมายภารกิจเชิงยุทธศาสตร์หลักด้านการพัฒนาเทคโนโลยีจำนวน 20 ภารกิจ ให้แก่ 10 กระทรวงและหน่วยงานส่วนกลาง ภายใต้คำสั่งเลขที่ 808/QD-TTg โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีของเวียดนาม และแก้ไขความท้าทายหลัก ๆ ในระดับชาติ
สำนักข่าว VGP รายงานว่า ภายใต้คำสั่งดังกล่าว กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องยื่นแผนการดำเนินงานโดยละเอียดภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นผู้กำกับดูแลความคืบหน้าและประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินงาน
ในภาคการเกษตรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทจะเป็นผู้นำในแผนงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์รุ่นใหม่ (Next-generation) โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพและยีน นอกจากนี้ กระทรวงฯ จะมุ่งเน้นไปที่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีวัคซีนสัตว์ขั้นสูง ผลิตภัณฑ์ชีวภาพทางการเกษตร และการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ทางการเกษตรแห่งชาติ
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการพัฒนา ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติให้ทันสมัย ผ่านเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสีเขียวและอัจฉริยะ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ส่วนด้านอื่นๆที่มีความสำคัญ รวมถึงการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าทางอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถการผลิตในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาโลจิสติกส์อัจฉริยะและระบบการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
ด้านสาธารณสุขและเทคโนโลยีชีวภาพ กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นหัวหอกในการพัฒนาวัคซีนสำหรับมนุษย์รุ่นใหม่, การบำบัดด้วยเซลล์ (Cell therapies) สำหรับโรคเรื้อรังและโรคที่รักษาได้ยาก รวมถึงเทคโนโลยีการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized medicine) ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผลิตจากการพิมพ์ 3 มิติ
กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงฯจะพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรมจะจัดตั้งแพลตฟอร์มการศึกษาระดับชาติที่ผสานรวมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้การควบคุมดูแล
กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ได้รับมอบหมายให้พัฒนาแพลตฟอร์มระบบคลาวด์คอมพิวเตอร์ในประเทศที่มีความปลอดภัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และเสริมสร้างการปกป้องความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติ
ในกลุ่มโครงการเทคโนโลยีขั้นสูง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นผู้นำในการพัฒนาขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พึ่งพาตนเองได้ และโครงสร้างพื้นฐาน 5G รุ่นใหม่ ในขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมและกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจะร่วมมือกันวิจัยระบบการจัดการและมาตรการตอบโต้ยานไร้คนขับ (UAV หรือโดรน)
สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเวียดนาม จะทำหน้าที่กำกับดูแลการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก ในขณะที่ธนาคารกลางแห่งเวียดนาม (SBV) จะนำปัญญาประดิษฐ์มาปรับใช้กับการกำกับดูแลการธนาคารและการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งเลขที่ 21/2026/QD-TTg ประกาศใช้บัญชีรายชื่อเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ภายใต้คำสั่งดังกล่าว กรอบการทำงานด้านเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของเวียดนามประกอบด้วยกลุ่มเทคโนโลยีหลัก 10 กลุ่ม ครอบคลุมภาคส่วนสำคัญที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาระยะยาวและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังได้กำหนดรายชื่อผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 30 รายการ โดยแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก
มาเลเซียเดินหน้าปฏิรูปอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง

มาเลเซียจะยังคงเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงต่อไป แม้จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 ก็ตาม ตามการเปิดเผยของนาย หลิว ชิน ตง (Liew Chin Tong) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของมาเลเซีย
นายหลิวกล่าวในงานกิจกรรมหนึ่งเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าควรจะ “ลดโควตาลงเล็กน้อย” สำหรับเชื้อเพลิงที่ได้รับการอุดหนุนราคาของชาวมาเลเซีย เพื่อบริหารจัดการความต้องการใช้งาน ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความมั่นใจว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะได้รับการคุ้มครองท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานโลก The Straits Times รายงาน
นายหลิวกล่าวอีกว่า อีกหนึ่งมาตรการที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้น้ำมันดีเซลสำหรับรัฐต่าง ๆ บนเกาะบอร์เนียว (รัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก) ให้มาใช้กลไกการจัดสรรโควตาอุดหนุนราคาในลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้ ผู้กำหนดนโยบายในมาเลเซีย สมาชิกกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเตรียมพร้อมสำหรับแนวทางที่มุ่งเป้าเจาะจง (Targeted approach) ในการให้เงินอุดหนุน เนื่องจากต้นทุนพลังงานโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากสภาวะสงครามในอิหร่าน โดยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ระบุว่ารัฐบาลกำลังทบทวนการจัดระเบียบการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงเพื่อลดการอุดหนุนในกลุ่มผู้มีรายได้สูง
แม้ว่านายหลิวไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นในปี 2569 แต่กล่าวว่าเขา “ไม่เห็นว่าปัจจัยทางการเมืองจะเข้ามามีผลต่อเรื่องนี้”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่มาเลเซียต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยคาดว่าประเทศต้องใช้เงินประมาณ 7 พันล้านริงกิต (ประมาณ 2.26 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ไปกับเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงในเดือนเมษายน ซึ่งคิดเป็นจำนวนที่มากกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งถึงประมาณ 10 เท่า ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงแรงกดดันทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม นายหลิวระบุว่าการรับประกันให้มี “อุปทานเชื้อเพลิงที่สม่ำเสมอยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เป็นเรื่องที่กังวลมากกว่าประเด็นทางการคลังในขณะนี้
ทั้งนี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียได้ลดการจัดสรรโควตาเชื้อเพลิงอุดหนุนสำหรับน้ำมันประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุด จากเดิม 300 ลิตร เหลือ 200 ลิตรต่อประชาชนหนึ่งคน
สำหรับราคาขายปลีกเชื้อเพลิงที่ได้รับการอุดหนุนยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยตรึงราคาอยู่ที่ 1.99 ริงกิตต่อลิตร นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวักถูกจำกัดเพดานราคาไว้ที่ไม่เกิน 2.15 ริงกิตต่อลิตร
อินโดนีเซียเดินหน้าดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ “คูรา คูรา บาหลี” สู่ศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาคแห่งใหม่

อินโดนีเซียกำลังเร่งผลักดันแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) “KEK Kura Kura Bali” ให้เป็นกลายเป็น “ศูนย์กลางการเงินอินโดนีเซีย” (Indonesia Financial Center) ซึ่งถูกวางภาพลักษณ์ให้เป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศแห่งใหม่ในภูมิภาคเอเชีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศในกระแสเงินทุนโลก และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความหลากหลายนอกเหนือจากภาคส่วนดั้งเดิม
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้า และการแข่งขันที่รุนแรงในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน อินโดนีเซียตระหนักดีว่าความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในอนาคตไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่ทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของกระแสเงินทุน การลงทุน และบริการทางการเงินระดับโลกด้วย
ดร. เอ็ม. ลัคกี อัคบาร์ (M. Lucky Akbar) จากกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ชี้ว่า ที่ผ่านมาอินโดนีเซียมักเป็นเพียง “ตลาด” รองรับกระแสการลงทุนจากทั่วโลก มากกว่าจะเป็น “ศูนย์กลาง” ในการบริหารจัดการเงินทุนเหล่านั้น ธุรกรรมการลงทุนจำนวนมากของบริษัทระดับชาติ การบริหารจัดการกองทุนระหว่างประเทศ รวมถึงกิจกรรมบริหารเงินขององค์กรอินโดนีเซีย (Corporate treasury) ส่วนใหญ่ยังคงดำเนินการผ่านสิงคโปร์หรือฮ่องกง
ทั้งที่ในความเป็นจริง อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 280 ล้านคน และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทะลุ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
จุดยืนนี้ทำให้อินโดนีเซียตกอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ในแง่หนึ่ง อินโดนีเซียเป็นแม่เหล็กดึงดูดตลาดหลักและเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนเนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศมีขนาดใหญ่ แต่ในอีกแง่หนึ่ง มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ในภาคบริการทางการเงินระดับโลกกลับถูกช่วงชิงไปโดยต่างประเทศ
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงเริ่มส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจที่ไม่เพียงแต่สามารถดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินได้อีกด้วย
แรงขับเคลื่อนนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นหลังจากการออกกฎหมายควบคุมของรัฐบาลเลขที่ 23 ประจำปี 2566 ซึ่งกำหนดให้พื้นที่ 498 เฮกตาร์ (ประมาณ 3,112 ไร่) บนเกาะเซรัง (Serangan Island) เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
นับตั้งแต่นั้นมา การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมการเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายเม็ดเงินลงทุนไว้ที่ 104.4 ล้านล้านรูเปียะฮ์หรือประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเลือก “บาหลี” เป็นสถานที่ตั้งของศูนย์กลางการเงินอินโดนีเซียถือเป็นการส่งสัญญาณที่ทรงพลัง ชื่อเสียงของบาหลีในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก กำลังจะถูกเปลี่ยนให้เป็นความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสายใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการลงทุน เทคโนโลยี และบริการทางการเงินที่ทันสมัย การพัฒนาศูนย์กลางการเงินในบาหลีแสดงให้เห็นว่าอินโดนีเซียกำลังขับเคลื่อนไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
ปัจจุบันรัฐบาลมองว่าการแข่งขันในระดับสากลไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์อีกต่อไป แต่ยังขยายไปสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคในด้านการเงิน นวัตกรรม และการลงทุน
ในระดับโลก ศูนย์กลางการเงินถูกยึดครองมาอย่างยาวนานโดยเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ลอนดอน สิงคโปร์ และดูไบ
ความสำเร็จของเมืองเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาคการธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบนิเวศทางเศรษฐกิจโลกที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งรวมถึงความแน่นอนทางกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ คุณภาพชีวิตที่ดี เทคโนโลยีดิจิทัลที่แข็งแกร่ง และบรรยากาศการลงทุนที่มีความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งอินโดนีเซียกำลังพยายามที่จะก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันนี้
บาหลีถูกมองว่ามีความได้เปรียบที่ไม่เหมือนใคร เพราะไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีเสน่ห์ทางวัฒนธรรม คุณภาพชีวิต และชื่อเสียงในระดับสากลที่ยากจะหาภูมิภาคอื่นใดในอินโดนีเซียมาเทียบเคียงได้ ซึ่งคุณภาพชีวิตถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถระดับโลก (Global talent) นักลงทุน บริษัทข้ามชาติ และชุมชนธุรกิจระหว่างประเทศ
แนวทางที่คล้ายกันนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วในดูไบ โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้สร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจด้วยการผสมผสานการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ การลงทุนระดับโลก และศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน จนในปัจจุบัน ดูไบได้กลายเป็นหนึ่งในแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นศูนย์กลางธุรกิจหลักในตะวันออกกลาง ซึ่งอินโดนีเซียกำลังพยายามนำแบบจำลองที่คล้ายคลึงกันนี้มาปรับใช้ผ่านบาหลี
รัฐบาลได้วางรากฐานทางกฎหมายผ่านการกำหนดให้พื้นที่ KEK Kura Kura Bali เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเมื่อเดือนเมษายน 2566 โดยคาดหวังให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
เมื่อพลวัตเศรษฐกิจโลกวิวัฒนาการไป รัฐบาลจึงเริ่มปรับแนวคิดของศูนย์กลางการเงินอินโดนีเซียในบาหลีให้เฉียบคมยิ่งขึ้น โดยในเดือนพฤษภาคม 2569 นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ, นายโรซาน โรสลานี (Rosan Roeslani) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน และนายโดนี ออสการ์เรีย (Dony Oskaria) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Danantara ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อเร่งรัดการพัฒนา ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบเพื่อรองรับภาคการเงิน
เป้าหมายในตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ท่องเที่ยวระดับพรีเมียมอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างระบบนิเวศการลงทุนระดับโลก แถลงการณ์อย่างเป็นทางการระบุว่า ศูนย์กลางการเงินบาหลีคาดว่าจะดึงดูดการบริหารจัดการกองทุนระหว่างประเทศ, สำนักงานครอบครัวเพื่อการลงทุน (Family offices) และกิจกรรมบริการทางการเงินที่ทันสมัย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสัดส่วนของภาคบริการทางการเงินต่อระบบเศรษฐกิจแห่งชาติต้องยอมรับว่ายังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อเทียบกับศูนย์กลางการเงินอื่น ๆ ของโลก
ในทางกลับกัน ภาคส่วนนี้ให้ผลลัพธ์เชิงทวีคูณ (Multiplier effect) ที่แข็งแกร่ง ผ่านการขยายตัวของการลงทุน การเติบโตของสินเชื่อ และการสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง
ผลการศึกษาในระดับสากลโดยบริษัทชั้นนำอย่าง Google, Temasek และ Bain & Company ประเมินว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ความต้องการด้านการเงินดิจิทัล แพลตฟอร์มการลงทุน และบริการบริหารจัดการเงินทุนเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังมีศักยภาพสูงในด้านการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green finance) และการเงินอิสลาม (Islamic finance) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า
การเงินระดับโลกนั้นสร้างขึ้นบน “ความไว้วางใจ” นักลงทุนไม่ได้มองหาเพียงแค่มาตรการจูงใจหรือสิทธิประโยชน์เท่านั้น แต่ยังมองถึงเสถียรภาพทางกฎหมาย คุณภาพของกฎระเบียบ ความปลอดภัยในการลงทุน และความต่อเนื่องสม่ำเสมอของนโยบายในระยะยาว
ดังนั้น ความท้าทายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียจึงไม่ใช่แค่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย แต่คือการสร้างชื่อเสียงในระดับโลกที่น่าเชื่อถือ หากปราศจากการปฏิรูประบบราชการ ความแน่นอนทางกฎหมาย และธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่ง ก็ยากที่จะไปแข่งขันกับศูนย์กลางทางการเงินที่มั่นคงอยู่แล้วอย่างสิงคโปร์และดูไบ
นอกจากนี้ อินโดนีเซียจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ในสาขาต่าง ๆ เช่น การลงทุนระหว่างประเทศ, การภาษีอากรระดับโลก, เทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech), ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ
ในเวลาเดียวกัน การพัฒนาจะต้องไม่ก่อให้เกิดการขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเมื่อพิจารณาถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งของบาหลี การเติบโตทางเศรษฐกิจจึงต้องดำเนินไปอย่างสมดุลกับความยั่งยืนทางสังคมและวัฒนธรรมด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว ศูนย์กลางการเงินที่ทันสมัยยังต้องพึ่งพาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน บาหลีจึงมีโอกาสที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัย สามารถอยู่ร่วมกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการปกป้องสิ่งแวดล้อมได้
จีนคุมเข้มกฎระเบียบการค้าเครื่องสำอาง เริ่มใช้ 1 ธันวาคม 2569 นี้

สำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีน (General Administration of Customs :GAC) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (11 พฤษภาคม 2569) ที่ผ่านมาว่า ทางหน่วยงานได้ออกชุดกฎระเบียบฉบับปรับปรุงใหม่ว่าด้วยการตรวจสอบและการกักกันโรคสำหรับการนำเข้าและส่งออกเครื่องสำอาง เพื่อเป็นแนวทางในการปกป้องสุขภาพของประชาชน
หลี่ จิ้งซง เจ้าหน้าที่จาก GAC แถลงข่าวว่า กฎระเบียบฉบับปรับปรุงนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 โดยจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการกำกับดูแลที่สอดประสานกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม อำนวยความสะดวกให้แก่การค้าระหว่างประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ สำนักข่าว Xinhua รายงาน
หลี่กล่าวว่า เมื่อกฎระเบียบฉบับปรับปรุงนี้มีผลบังคับใช้ หน่วยงานศุลกากรทั่วประเทศจะยกระดับความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมดูแลความปลอดภัยของเครื่องสำอางนำเข้าและส่งออกให้สอดคล้องกับระบบการกำกับดูแลภายในประเทศได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ หลี่ยังกล่าวอีกว่า ขั้นตอนหลักต่าง ๆ เช่น การสำแดงสินค้านำเข้า การตรวจสอบหน้างาน และการทดสอบในห้องปฏิบัติการ จะถูกปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดซึ่งถูกตรวจพบ ณ จุดตรวจท่าเรือ จะถูกส่งคืนหรือทำลายทิ้งตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ
ข้อมูลจาก GAC ระบุว่า กฎระเบียบฉบับปรับปรุงนี้จะช่วยลดขั้นตอนการกำกับดูแลของศุลกากรสำหรับเครื่องสำอางที่นำมาจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อตอบสนองความต้องการในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยตัวอย่างสินค้าและนิทรรศการนำเข้าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จะได้รับความสะดวกรวดเร็วในการผ่านพิธีการศุลกากรและใช้เวลาสั้นลงในการเข้าสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สากลใหม่ ๆ ได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ การนำเข้าและส่งออกเครื่องสำอางได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการค้าระหว่างประเทศของจีนและมีการเติบโตอย่างมั่นคง โดยในปี 2568 มูลค่ารวมของการค้าดังกล่าวสูงถึง 1.7161 แสนล้านหยวน (ประมาณ 2.506 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบเป็นรายปี
ตลาดหุ้นฮ่องกงเล็งฟื้น “สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า” อีกครั้ง

ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Exchanges and Clearing :HKEX) กำลังพิจารณาที่จะกลับมาเปิดตัวสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) อีกครั้ง ในขณะที่กำลังผลักดันตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการจัดเก็บทองคำระดับสากล ท่ามกลางราคาทองคำแท่งที่ผันผวนfh;pความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
เกรโกรี อวี่ (Gregory Yu) หัวหน้าฝ่ายตลาดของ HKEX เปิดเผยกับสมาชิกรัฐสภาท้องถิ่นว่า ตลาดหลักทรัพย์มีแผนที่จะฟื้นฟูสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าขึ้นมาใหม่ ตามรายงานจากวิดีโอบันทึกการประชุมที่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้ตรวจสอบ
ก่อนหน้านี้ HKEX เคยเปิดตัวสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าล่าสุดไปเมื่อปี 2560 หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ตัวแรกซึ่งเปิดตัวในปี 2551 ได้ถูกระงับไปในปี 2558 อย่างไรก็ตาม ความพยายามทั้งสองครั้งกลับไม่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดใจนักลงทุน เนื่องจากสภาพคล่องที่ต่ำและการแข่งขันที่รุนแรงจากตลาดระดับโลกอื่น ๆ ที่พัฒนามานานแล้ว
อวี่ ซึ่งไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่แน่ชัด กล่าวว่า HKEX จะยังคงเดินหน้าหารือกับผู้มีส่วนร่วมในตลาดและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนปรับปรุงการออกแบบสัญญาและพัฒนากลไกการส่งมอบสินค้าให้ดียิ่งขึ้น
“นักลงทุนจำนวนมากมีความจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงเนื่องจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นพวกเขาจึงให้ความสนใจในการซื้อขายและจัดเก็บทองคำ” อวี่กล่าว “เราจึงเชื่อว่ามีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเชื่อมโยงตลาดทองคำล่วงหน้าเข้ากับระบบนิเวศของทองคำจริง (Physical Gold) ที่นี่”
HKEX ได้ออกมายืนยันถึงข้อเสนอดังกล่าวที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในระหว่างการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่(11 พฤษภาคม 2569)ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีการรายงานข่าวที่ไหนมาก่อน
รัฐบาลฮ่องกงได้พยายามผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายคลังจัดเก็บทองคำแท่ง และวางตำแหน่งให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ ราคาทองคำได้เหวี่ยงตัวอย่างรุนแรงนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต่างสลับสับเปลี่ยนพฤติกรรมระหว่างการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย กับการประเมินผลกระทบของความขัดแย้งที่มีต่อราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ ค่าเงินดอลลาร์ รวมถึงการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย



