
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯสั่งยุติปฏิญญาสันติภาพ หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิด
- ระงับ ‘Joint Declaration’ จนกว่าความเป็นปฏิปักษ์คลี่คลาย
- สั่งติดตามน้ำท่วม – เร่งจ่ายเยียวยาให้เสร็จ พ.ย.นี้
- จี้ สธ.ปรับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 15 วัน
- มติ ครม.เคาะโควตานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ล้านตัน เสียภาษี 0%
- ปลื้มส่งออกรอบโตต่อเนื่อง 8 เดือน 8.9 แสนล้าน
- ไฟเขียว มท.ตั้งบอร์ด ‘กปน.-กปภ.-กฟภ.’
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทินได้มอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
สั่งยุติปฏิญญาสันติภาพ หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิด
นายสิริพงศ์ รายงานว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ทหารของไทยประสบอุบัติเหตุจากการเหยียบกับระเบิดเมื่อวานนี้ (10 พ.ย. 68) และได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินไทย จากนั้นได้สั่งการดังนี้
- สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ยุติการดำเนินการตามปฏิญญาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ก่อน โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ยื่นประท้วงประเทศกัมพูชาแล้ว หากไม่มีการชี้แจงหรือแสดงท่าทีใดๆ ไทยจะพิจารณายกเลิกปฏิญญาต่อไป หากจำเป็นต้องมีมาตรการทางทหาร
- ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดำเนินการได้ตามสมควร แล้วรายงานให้ทราบต่อไป
- ขอให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องทบทวนมาตรการต่างๆ ที่เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับประเทศกัมพูชา เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะเสนอ ครม. เกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต่อไป
- มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการทักท้วงทางการทูต และสร้างความเข้าใจกับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้สังเกตการณ์
- ขอให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข เตรียมการซักซ้อมมาตรการอำนวยความสะดวก กรณีมีเหตุจำเป็นสำหรับประชาชน ทั้ง 7 จังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับกัมพูชา และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ ดูแลโรงพยาบาลต่างๆ ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดโดยเฉพาะการปกป้องโรงพยาบาลและการอพยพผู้ป่วย หรือเตรียมแผนการรองรับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น รวมถึงโรงเรียนและชุมชน หมู่บ้านที่มีความเสี่ยงสูงด้วย
- สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนซักซ้อมในหลุมหลบภัยอย่างเป็นประจำเพื่อเป็นเป็นการเตรียมการในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน
“นายกฯ ยังกำชับว่ามาตรการนี้ขอให้ถือปฏิบัติอย่างเข้มข้น” นายสิริพงศ์ กล่าว
ระงับ ‘Joint Declaration’ จนกว่าความเป็นปฏิปักษ์คลี่คลาย
นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า นายกฯ แจ้งที่ประชุม ครม. ถึงผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยที่ประชุม สมช. มีมติให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ “ระงับการดำเนินการตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration)” ที่ได้ลงนามไว้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ อย่างไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะคลี่คลายลง
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมเพิ่มมาตรการทางทหารอย่างเข้มงวด เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
สั่งติดตามน้ำท่วม – เร่งจ่ายเยียวยาให้เสร็จ พ.ย.นี้
นายสิริพงศ์กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า นายกฯ ได้รับรายงานจากนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ช่วง 2 – 3 วันนี้เป็นช่วงที่ต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการระบายน้ำจากเขื่อนหลัก ๆ อย่างเขื่อนภูมิพล ซึ่งการระบายน้ำนี้ อาจจะทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ไหลลงมายังภาคกลางและกรุงเทพฯ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำอาจจำเป็นต้องผันน้ำออกทาง 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนที่อาศัยบริเวณโดยรอบ
โดยนายกฯ กำชับไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สทนช. กรมชลประทานและทางจังหวัด ประสานงานกัน ช่วยแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการผันน้ำให้รับทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจน เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวและขนย้ายข้าวของ รวมทั้งเร่งรัดการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า นายกฯ ยังมอบให้นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าทีม ร่วมกับร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลเรื่องการช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว และให้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่กันให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการพิจารณาอัตราเงินช่วยเหลือเยียวยาใหม่สำหรับประชาชนที่บ้านเรือนอยู่ในน้ำเกิน 30 วัน และเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้
อีกทั้งสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับข้อห้ามและสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง พร้อมกำชับให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์อย่างเร่งด่วน
จี้ สธ.ปรับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 15 วัน
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ ได้สอบถามนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า สาระของกฎหมายฉบับนี้ แม้ในประกาศจะไม่มีการระบุห้ามมีการจำหน่ายสุราในเวลาใด แต่ในหนังสือแนบท้ายตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ลงนามเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ยังคงกำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาอื่นนอกจากเวลา 11.00 น. ถึง 14.00 น. และตั้งแต่เวลา 17:00 น. ถึง 24:00 น. ยกเว้นการขายกรณีดังต่อไปนี้
- การขายในอาคารที่ให้ให้บริการแก่ผู้โดยสารในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ
- ขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตาม กำหนดเวลาเปิดปิด ของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ
- การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม
“จากประกาศของคณะรัฐมนตรีฉบับนั้น ทำให้ร้านอาหารทั่วไปจะไม่สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ไม่สามารถนั่งดื่มได้ในเวลาบ่ายสองถึง 5 โมงเย็น ทำให้เกิดความสับสน ในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่อาจจะไม่คุ้นชินกับกฎระเบียบนี้” นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกำกับดูแลคณะกรรมการนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รายงานว่าคณะกรรมการฯ จะเร่งแก้ปัญหานี้ให้เร็วที่สุด โดยคาดว่าจะนัดประชุมได้ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 และหาแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และคาดว่าจะได้รับความชัดเจนภายในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 หรือ ภายใน 15 วัน
มติ ครม. มีดังนี้
กำหนดโควตานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ล้านตัน – ภาษี 0%
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการกำหนดมาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเผา ตามมติ นบขพ. เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 และการกำหนดมาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก [World Trade Organization (WTO)] ในโควตา และข้าวสาลี สำหรับการผลิตอาหารสัตว์ปี 2569 ตามมติ นบขพ. เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เสนอ
โดยแนวทางการบริหารจัดการนำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569 ประกอบด้วย
- มาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเผา
- การกำหนดมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ในโควตา และข้าวสาลีสำหรับอาหารสัตว์ โดยต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปริมาณ 3 ส่วน ต่อการนำเข้า 1 ส่วน และ
- การกำหนดปริมาณและอัตราภาษีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO โดยให้มีการกำหนดมาตรการดังกล่าวปีต่อปี ดังนี้
- ให้องค์กรคลังสินค้า (อคส.) และผู้นำเข้าทั่วไปนำเข้า
- อัตราภาษี ในโควตา ร้อยละ 0 และปริมาณ 1 ล้านตัน
ทั้งนี้ เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานการผลิตอาหารสัตว์ในประเทศให้เกิดความสมดุล ทั้งห่วงโซ่ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดนโดยส่งเสริมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศที่ไม่ใช้การเผาควบคู่กับการกำกับดูแลการเผา พื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรในประเทศ
“การดำเนินมาตรการบริหารจัดการนำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569 เพื่อให้ไทยมีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิตอาหารสัตว์ในประเทศ รวมทั้ง เพื่อให้คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกาสามารถจัดทำข้อเสนอของไทย สำหรับเจรจากับสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับประเด็นการค้า และลดผลกระทบที่จะเกิดจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา” นายสิริพงศ์ กล่าว
ขยายเวลาโครงการเพิ่มน้ำในเขื่อนแม่กวงฯเป็น 20 ปี
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ให้ขยายระยะเวลาโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ ออกไปอีก โครงการจากเดิม 16 ปี /ปีงบประมาณ 2555-2570 เป็น 20 ปี ปีงบประมาณ 2555 -2574 ภายใต้กรอบวงเงินโครงการที่ได้รับอนุมัติไว้เดิม 15,000 ล้านบาท เพื่อให้การดำเนินงานแล้วเสร็จสมบูรณ์และสามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ
โครงการนี้ดำเนินการโดยกรมชลประทาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำและส่งน้ำระหว่าง เขื่อนแม่แตง – เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ สนับสนุนภาคเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว รวมถึงภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง
นางสาวอัยรินทร์กล่าวต่อว่า ครม. เห็นตรงกันว่า การขยายระยะเวลาในครั้งนี้เป็นไปอย่างเหมาะสม เพื่อให้การก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำและระบบประกอบอื่นๆ เสร็จสมบูรณ์ตามมาตรฐานวิศวกรรม และสามารถส่งมอบประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยกรมชลประทานจะเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี ทั้งเพื่อการเกษตร การผลิต และการดำรงชีพ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคเหนือให้เติบโตอย่างสมดุลและมั่นคง
เคาะนโยบายนำเข้ากากถั่วเหลือง-ปลาป่น ช่วยผู้ผลิตอาหารสัตว์
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบและรับทราบแนวนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2569 – 2571 ตามที่คณะกรรมการนโยบายอาหารเสนอ เพื่อให้ภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศมีวัตถุดิบเพียงพอ มั่นคง และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีการผลิตกากถั่วเหลืองและปลาป่นในปริมาณจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในภาคปศุสัตว์และสัตว์น้ำ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศเพิ่มเติมทุกปี โดยคงมาตรการนำเข้าในทุกกรอบการค้าเหมือนปี 2568 ยกเว้นในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อผูกพันทางการค้า
กากถั่วเหลือง คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กำหนดนโยบายการนำเข้าคราวละ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2569 – 2571 ภายใต้กรอบ WTO ในโควตา เก็บภาษีร้อยละ 2 และเปิดให้ผู้นำเข้าที่ได้รับสิทธิจำนวน 11 ราย เช่น สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงไก่และสุกร ส่วนเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ภาษีร้อยละ 0 และประเทศนอกความตกลง ภาษีร้อยละ 6 พร้อมค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 2,519 บาท
ทั้งนี้ ผู้มีสิทธินำเข้าต้อง รับซื้อกากถั่วเหลืองที่ผลิตในประเทศในราคาขั้นต่ำตามที่กำหนด เพื่อช่วยเหลือโรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลืองและเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองไทย
ปลาป่น ยังคงมาตรการนำเข้าเช่นเดิม แบ่งเป็น ปลาป่นโปรตีนต่ำกว่าร้อยละ 60 ต้องขออนุญาตนำเข้า ปลาป่นโปรตีนร้อยละ 60 ขึ้นไป สามารถนำเข้าได้โดยไม่จำกัดปริมาณ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีส่วนใหญ่เก็บภาษีระหว่าง 0–5% ยกเว้นประเทศนอกความตกลงที่เก็บสูงสุด 15%
นางสาวอัยรินทร์กล่าวต่อว่า กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสภาพัฒน์ฯ เห็นชอบในหลักการ โดยสภาพัฒน์ฯ เสนอเพิ่มเติมให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการ ส่งเสริมและพัฒนาการปลูกถั่วเหลืองในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารและลดการพึ่งพาการนำเข้าในอนาคต
“รัฐบาลมั่นใจว่าแนวนโยบายนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยมีเสถียรภาพ วัตถุดิบเพียงพอ ราคาเป็นธรรมต่อเกษตรกร และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้านอาหารของประเทศ” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
ปลื้มส่งออกรอบโตต่อเนื่อง 8 เดือน 8.9 แสนล้าน
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบรายงานการส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่า 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทย 889,014 ล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 14 ร้อยละ 4.8 การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลงมากขึ้นหลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนของสหรัฐ ตั้งแต่ช่วงถึงสิงหาคมผู้นำเข้าส่วนใหญ่มีความชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับการวางแผนการจัดการความเสี่ยงด้านราคา แม้ว่าระดับสินค้าคงคลังในสหรัฐจะมีทิศทางเพิ่มขึ้นเนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ แต่ยังคงเห็นการขยายตัวในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สินค้าเกษตรได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา เช่น ข้าวยางพารา และมันสำปะหลัง
ทั้งนี้ การส่งออกแปดเดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 13.3 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 13.3
ในด้านตลาดส่งออกสำคัญ การส่งออกของไทยไป สหรัฐฯ จีน และอาเซียน ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดใหม่ เช่น กลุ่ม CLMV ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น แม้จะยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
สำหรับสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และผลไม้ ยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะข้าวไทยที่มีความต้องการสูงในตลาดตะวันออกกลาง และแอฟริกา ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568 จะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากปัจจัยหนุนของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น
นางสาวอัยรินทร์กล่าวต่อว่า การส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการค้า การเจรจาความตกลงการค้าเสรีใหม่ ๆ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดโลกมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
รับทราบ MPI ฟื้นตัว-Q2/68 ขยายตัว 1.47%
ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบรายงานภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ไตรมาส 2/2568 ประจำเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2568ตามที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี เสนอ
โดยกระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ 96.75ขยายตัวร้อยละ 1.47 เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นการกลับมาขยายตัวครั้งแรกหลังหดตัวต่อเนื่อง 3 ไตรมาส แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า และรถกระบะเพื่อการส่งออก รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์สำเร็จรูป และน้ำมันปาล์ม ขณะที่บางสาขาชะลอตัว เช่น ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องปรับอากาศ
สำหรับเดือน กรกฎาคม 2568 ดัชนี MPI อยู่ที่ 93.34 หดตัวร้อยละ 4.0 จากการหยุดผลิตของผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่เพื่อย้ายฐานการผลิตไปจังหวัดปราจีนบุรี และการซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่ยังมีอุตสาหกรรมที่เติบโต ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กขั้นมูลฐาน และหม้อแปลงไฟฟ้า
เดือน สิงหาคม 2568 MPI อยู่ที่ 92.13 หดตัวร้อยละ 4.2 จากการผลิตยานยนต์ที่ลดลง และผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างไรก็ตาม เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน เติบโต 22.7% และ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง เติบโต 19.1% สะท้อนการขยายตัวของตลาดดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center)
ทั้งนี้ แนวโน้มไตรมาส 3/2568 ดังนี้
- เหล็กและเหล็กกล้า เติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ
- ยางและผลิตภัณฑ์ยาง มีแนวโน้มขยายตัว
- อิเล็กทรอนิกส์ อาจชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลก
- อุตสาหกรรมอาหาร ชะลอตัวเล็กน้อยตามฤดูกาล
นางสาวลลิดารายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น ระบุว่า การติดตามภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดมาตรการภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการผลิตและการส่งออก พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมผลักดันมาตรการเชิงรุก เพื่อรักษาระดับการผลิตและขยายการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศให้ต่อเนื่อง
“รัฐบาลจะทำให้ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจถูกนำไปใช้เพื่อออกนโยบายได้ตรงจุด และเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมไทยทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว
ปรับโครงสร้าง “คกก.จัดหาคอมพิวเตอร์ภาครัฐ”
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ ให้ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ เพื่อให้การพิจารณาโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานรัฐมีความต่อเนื่อง โปร่งใส และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยคณะกรรมการยังคงมีหน้าที่และอำนาจเดิมในการพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อโครงการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมูลค่าเกิน 200 ล้านบาทขึ้นไป ก่อนเสนอคำของบประมาณต่อสำนักงานงบประมาณ
การปรับปรุงครั้งนี้ เป็นการเพิ่มผู้แทนจากกรมบัญชีกลางเข้าร่วมเป็นกรรมการ และปรับองค์ประกอบในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจด้านการบริหารงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยยังคงอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของการใช้งบประมาณด้านไอที รวมถึงการบูรณาการข้อมูลและระบบร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ และยกระดับมาตรฐานกลางของระบบคอมพิวเตอร์ภาครัฐ
นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบความเหมาะสมของโครงการที่ใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การใช้ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐ เพื่อให้การจัดหาระบบคอมพิวเตอร์มีมาตรฐานเดียวกันและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
“รัฐบาลต้องการให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีของรัฐเป็นไปอย่างรอบคอบ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และไม่เกิดความซ้ำซ้อน การปรับองค์ประกอบคณะกรรมการครั้งนี้จะช่วยให้การพิจารณาเป็นระบบและมีความต่อเนื่องมากขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว
ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม. ได้ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ และให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่นำเสนอ
ไฟเขียว มท.ตั้งบอร์ด ‘กปน.-กปภ.-กฟภ.’
และในวันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้งข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐ มีรายละเอียดดังนี้
(1) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายวิวัธน์ชัย คงลำธาร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านควบคุมการก่อสร้าง) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
(2) การปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ โดยมีหน้าที่และอำนาจคงเดิม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
องค์ประกอบคณะกรรมการ ที่เสนอแต่งตั้งในครั้งนี้
- ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานกรรมการ
- ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง รองประธานกรรมการ ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- ผู้แทนสำนักงบประมาณ กรรมการ
- ผู้แทนสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กรรมการ (องค์การมหาชน)
- ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการรักษา กรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
- ผู้แทนกรมบัญชีกลาง กรรมการ
- นายธีรวุธ กลั่นเลี้ยง กรรมการ
- รองศาสตราจารย์ปานวิทย์ ธุวะนุติ กรรมการ
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์รวิน ระวิวงศ์ กรรมการ
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชยกฤต อัศวธิตานนท์ กรรมการ
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์มานิต สาธิตสมิตพงษ์ กรรมการ
- ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรรมการและเลขานุการและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยี กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- ผู้อำนวยการกลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการเพื่อการบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- ผู้แทนศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
(3) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณ เสนอแต่งตั้ง นางพลินี เตชะมวลไววิทย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็น วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
(4) แต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพรวม 3 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้
- นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ประธานกรรมการ
- นางปัทมา วีระวานิช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
- นายอดุล ขาวละออ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
(5) การแต่งตั้งรองประธานกรรมการและกรรมการอื่น ในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรรวม 2 คน แทนรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ดังนี้
- นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข รองประธานกรรมการ
- นายนิรันดร์ มูลธิดา กรรมการ (ผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้เห็นชอบด้วยแล้ว
(6) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอแต่งตั้ง นายวิศนุเวศ เศวตนันทน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
(7) การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอน และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
(8) การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอรับโอน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)
ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลง ยินยอมการโอน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว
(9) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ดังนี้
- นายโสภัชย์ ชวาลกุล ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
- นางสุวรรณี ศรีสุวรรณ์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
- นายสุรชัย ยุทธชนะ ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
- นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
- นายพงศ์ไท ไทโยธิน ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
(10) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอแต่งตั้ง พันตำรวจเอก วทัญญู วิทยผโลทัย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. (นักบริหารระดับสูง)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงโปรดพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
(11) การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้
- นายชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์
- นายวุฒิกร สติฐิต
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
(12) การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการ การประปานครหลวง จำนวน 14 ราย ดังนี้
- นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ประธานกรรมการ
- นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ กรรมการ
- นายยุทธนา สาโยชนกร กรรมการ
- ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล กรรมการ
- นางสาวเพียงออ เลาหะวิไลย กรรมการ
- พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ กรรมการ
- นายภูวเดช สุระโคตร กรรมการ
- นายพรรณรบ เตชะมงคลาภิวัฒน์ กรรมการ
- นายจรูญเดช เจนจรัสสกุล กรรมการ
- นายกช พัชรารัตน์ กรรมการ
- นายฐิติวุฒิ เงินคล้าย กรรมการ
- นายสมชาย อ่วมกระทุ่ม กรรมการ
- นายธีรพจน์ จันทรศุภแสง กรรมการ
- นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ กรรมการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
(13) การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค จำนวน 8 ราย ดังนี้
- นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ประธานกรรมการ
- นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
- นางปาณิสรา ดวงสอดศรี กรรมการ
- นายเผ่าภัค ศิริสุข กรรมการ
- นายหลักชัย พัฒนเจริญ กรรมการ
- นายคราทิพย์ เอี่ยมกมลา กรรมการ
- รองศาตราจารย์ชัยวัฒน์ อุตตมากร กรรมการ
- นายอธิป ตันติวรวงศ์ กรรมการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
(14) การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 13 คน ดังนี้
- นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ประธานกรรมการ
- นายกรณินทร์ กาญจโนมัย กรรมการ
- นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ กรรมการ
- นายเจษฎ์ โทณะวณิก กรรมการ
- นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ กรรมการ
- รองศาสตราจารย์ธีร เจียศิริพงษ์กุล กรรมการ
- นายปริญญา แสงสุวรรณ กรรมการ
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ กีรติวินทกร กรรมการ
- นายพนิต ธีรภาพวงศ์ กรรมการ
- ศาสตราจารย์ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ กรรมการ
- พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา กรรมการ
- พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม กรรมการ
- นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช กรรมการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เพิ่มเติม



