นายกฯยันเจตนา ​​‘สุจริต’ หลังเอี่ยวโยกงบแบงก์รัฐแจก ​​‘เงินหมื่น’ – มติ ครม. ไฟเขียว รฟท. กู้ 1.8 หมื่นล้าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
  • นายกฯยันเจตนา ‘สุจริต’ หลัง ป.ป.ช.รับไต่สวนโยกงบแบงก์รัฐแจก ​​‘เงินหมื่น’
  • โยน ผบ.ตร.ตอบปมส่งตำรวจไทยไปกัมพูชา
  • รับเรื่อง หญิงไทย 2 ราย เสียชีวิตที่ปอยเปต
  • เร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม หลัง 3 สัปดาห์จ่ายแค่ 11%
  • มติ ครม.ไฟเขียว รฟท. กู้ 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง
  • เห็นชอบ MOC ขายข้าว G to G ไทย-สิงคโปร์
  • ปรับเงื่อนไข ‘สลากการกุศล’ 32 โครงการ ครอบคลุมศิลปวัฒนธรรม
  • งดตัดน้ำ-ไฟวัดค้างชำระ – แนะสำนักพุทธฯ ตั้งกองทุน ‘วัดช่วยวัด’
  • ทุ่มงบ 3.9 พันล้าน เจ้าภาพจัด Motor GP ปี’70-74
  • โยก ‘ดนุชา’ กลับเลขาสภาพัฒน์ ‘อ้อนฟ้า’ เลขา ก.พ.ร.

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทินได้มอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

โยน ผบ.ตร.ตอบปมส่งตำรวจไทยไปกัมพูชา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เสนอให้ส่งตำรวจไทยเข้าไปในกัมพูชาว่า “ก็ดี เขาก็มีความร่วมมืออยู่แล้ว วันนี้ ผบ.ตร. ประชุมตำรวจอาเซียน ก็ยกเรื่องสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์และยาเสพติดมาเป็นวาระของภูมิภาค”

เมื่อถามย้ำว่าจะมีโอกาสส่งตำรวจไทยไปประเทศกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ต้องมีครับ ท่านต้องไปถาม ผบ.ตร. นโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจน”

ผมไปสั่งข้ามหัวไม่ได้ แต่นโยบายชัดเจนอยู่แล้ว รัฐบาลพร้อมสนับสนุนทั้งเรื่องงบประมาณ การบูรณาการทรัพยากร ทุกเรื่อง รัฐบาลก็ทำ ทำได้เท่านี้ และผู้ปฏิบัติก็รับไปปฏิบัติ” นายอนุทิน ตอบ

มั่นใจ ‘กองทัพ’ รู้แนวปฏิบัติไทย-กัมพูชา 4 เงื่อนไข

ผู้สื่อข่าวยังถามว่า รัฐบาลได้ประเมินการวางกรอบเงื่อนไข 4 ข้อของรัฐบาลไทยว่าจะสำเร็จเมื่อไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ทำทุกวัน ทำทุกวัน” และเสริมว่า “มีความคืบหน้าจาก 2 ฐานยิง ตอนนี้ขึ้นไปกว่า 40 ฐานยิงแล้ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ไม่ใช่ว่าอยากย้ายก็ย้ายทันที ก็ปล่อยให้กองทัพดำเนินการ มันไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรไม่คืบหน้า”

ถามต่อว่า หลังจากลงปฏิญญาแล้ว สถานการณ์ชายแดนดีขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติเรื่องเงื่อนไขและวิธีดำเนินงาน มันเริ่มจากข้อตกลงตั้งแต่ JBC และ GBC อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติคือ ‘กองทัพ’ เขารับทราบขั้นตอนอยู่แล้ว”

เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่อง MOU 2543 และ 2544 นายอนุทิน ตอบว่า “นายภราดร (ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำ) ประสานงานกับกรรมาธิการในสภาอยู่”

รับเรื่อง หญิงไทย 2 ราย เสียชีวิตที่ปอยเปต

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ได้รับรายงานและจะจัดการอย่างไร หลังจากที่มีชาวไทยรายที่ 2 เสียชีวิตที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดย นายอนุทิน ตอบอย่างตะกุกตะกักว่า “ผมสงสัย…รายงานอยู่ข้างบน (ชี้นิ้วขึ้นบนห้อง) เดี๋ยวไปอ่านและรีบดำเนินการ”

เมื่อถามว่าได้กำชับเรื่องการทำงาน แต่ยังไม่ทันถามจบ นายอนุทิน รีบตอบว่า “กำชับทุกวัน”

ยันเจตนา ‘สุจริต’ หลัง ป.ป.ช.รับไต่สวนโยกงบแบงก์รัฐแจก ​​‘เงินหมื่น’

ผู้สื่อข่าวพูดถึงกรณีที่ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ไต่สวนนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องการแปลงงบฯ 3.5 หมื่นล้านทำโครงการดิจิทัล วอลเล็ต โดยในขณะนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหนึ่งใน ครม. ด้วย และมีคำถามว่า นายกฯ พร้อมสู้คดีหรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ต้องชี้แจง ตอนนี้ผมยังไม่เห็นข้อมูลอะไร เราก็ต้องชี้แจงเจตนา เจตนารมณ์สุจริตอยู่แล้ว ก็ชี้แจงไป ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและการพิจารณา ซึ่งเราไปก้าวก่ายไม่ได้

ถามต่อว่า ในการประชุมครั้งนั้น นายอนุทิน ได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับการแปลงงบประมาณบ้างหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ในที่ประชุม ครมถ้าเป็นเรื่องที่มันไม่ผิดกฎหมายผิดรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เสียหายต่อประเทศชาติ ส่วนใหญ่เราก็ต้องเห็นด้วย

ถามย้ำว่า ครม. ชุดนั้นทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอนใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เรื่องที่จะเข้า ครม. ก็ต้องทำตามกฎหมาย ผ่านการกลั่นกรองของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ใครมีอะไรก็ถามกฤษฎีกาฯ เราก็ต้องเชื่อหน่วยงานที่เป็นองคาพยพของเรา”

เร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม หลัง 3 สัปดาห์จ่ายแค่ 11%

ด้านนายสิริพงศ์ รายงานข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีว่า นายกฯ สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยาสำหรับผู้ประสบเหตุอุทกภัยในปี 2568 โดยใช้งบประมาณจากปี 2569

“มติ ครม. ได้เห็นชอบมา 2 ถึง 3 สัปดาห์แล้ว เงินโอนเข้าแล้ว แต่การดำเนินการโอนเงินยังโอนได้เพียง 11% นายกฯ ได้เร่งรัด ติดตาม และกำชับให้กระทรวงมหาดไทยเร่งโอนเงินเยียวยาสำหรับผู้ประสบภัยให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568” นายสิริพงศ์ กล่าว

มติ ครมมีดังนี้

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกฯ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุม ครม. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ไฟเขียว รฟท. กู้ 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบคำขออนุมัติของกระทรวงคมนาคม (คค.) ในคำขออนุมัติกู้เงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน (กรณีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับรายจ่าย) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 18,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า รฟท. มีผลประกอบการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก รฟท. ต้องจัดสรรรายได้ไว้เพื่อจ่ายชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายเงินกู้ ส่วนรายได้ที่เหลือต้องจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงด้านโครงสร้างพื้นฐานทางระบบราง เช่น หมอบรองราง ตัวราง สะพาน ระบบอาณัติสัญญาณ และเครื่องกั้น/สัญญาณไฟทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอาคารสถานที่ รถจักรและล้อเลื่อน รถโดยสาร รถสินค้า และรถพ่วงซึ่งมีอายุการใช้งานนาน ทำให้ต้องซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเดินรถค่าใช้จ่ายในการบริหาร และค่าใช้จ่ายบำเหน็จบำนาญ ส่งผลให้ รฟท. มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

ทั้งนี้ รฟท. มีเงินสดจ่ายมากกว่าเงินสดรับ จำนวนทั้งสิ้น 18,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดสภาพคล่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และให้มีเงินสดหมุนเวียนในการใช้จ่ายดำเนินงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม (คค.) จึงขอเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้การรถไฟแห่งประเทศไทยกู้เงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน (กรณีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับรายจ่าย) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 18,000 ล้านบาท

ผ่านร่างสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ ดังนี้ 

  1. เห็นชอบร่างสนธิสัญญาอาเซียนว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ร่างสนธิสัญญาฯ)
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงนามในสนธิสัญญาฯ
  3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนาม ตามข้อ (2) 
  4. ให้ ยธ. และ กต. ดำเนินการให้สนธิสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ในโอกาสอันเหมาะสมตามแต่ที่จะตกลงไว้ในสนธิสัญญาฯ โดยหลังจากที่รัฐสมาชิกอาเซียนลงนามสนธิสัญญาฯ แล้ว ยธ. และ กต. จะดำเนินการแจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียนว่า ฝ่ายไทยได้เสร็จสิ้นการดำเนินการตามกระบวนของกฎหมายภายในเพื่อให้สนธิสัญญาฯ มีผลใช้บังคับแล้ว โดยสนธิสัญญาฯ จะมีผลใช้บังคับ 30 วัน นับจากวันที่รัฐสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 6 รัฐ ได้แจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียนว่ามีผลใช้บังคับแล้ว ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อ 29 วรรค 2 ของสนธิสัญญาฯ 
  5. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างสนธิสัญญาฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนมีการลงนาม ให้ ยธ. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านกฎหมาย (ALAWMM) ครั้งที่ 13 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การแสดงวิสัยทัศน์ของประธานรัฐมนตรีอาเซียนด้านกฎหมาย การกล่าวถ้อยแถลงของรัฐมนตรีอาเซียนด้านกฎหมายประเทศสมาชิกอาเซียน การกล่าวต้อนรับสมาชิกใหม่ของที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านกฎหมาย (สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต) การรับรองแผนงานสำคัญของที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านกฎหมาย เช่น การดำเนินงานหลังการลงนามสนธิสัญญาฯ การพัฒนาความสอดคล้องของกฎหมายการค้า การพัฒนาการจัดตั้งคณะทำงานเชิงเทคนิคเพื่อจัดทำอนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการโอนตัวนักโทษ การรับรองการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยสำหรับการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านกฎหมาย ครั้งที่ 25 นอกจากนี้ ในห้วงการประชุมดังกล่าวจะมีการลงนามสนธิสัญญาฯ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนภายในของแต่ละประเทศต่อไป

นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า ร่างสนธิสัญญาฯ มีวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระและหลักเกณฑ์ในการให้ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนภายในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งคล้ายคลึงกับสนธิสัญญาในเรื่องเดียวกันที่ประเทศไทยได้จัดทำกับประเทศต่างๆ โดยได้กำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนในบทบัญญัติ รวม 29 ข้อ และมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา รวมทั้งความร่วมมือด้านการยุติธรรมและการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศภาคี ซึ่งเมื่อมีผลใช้บังคับระหว่างรัฐสมาชิกอาเซียนแล้วจะนำไปสู่ดำเนินความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมภายในภูมิภาคอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานของความเคารพอธิปไตย ความเท่าเทียม และผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

เห็นชอบ MOC ขายข้าว G to G ไทย-สิงคโปร์ 

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งเป็นความตกลงการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ โดยร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ขอบเขตความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคและส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศ โดยรัฐบาลไทยตกลงที่จะขายข้าวให้แก่รัฐบาลสิงคโปร์ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 100,000ตัน ตลอดระยะเวลา MOC นี้ โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของรัฐบาลสิงคโปร์ในราคาตลาดระหว่างประเทศ ณ ขณะนั้น
  2. รัฐบาลไทยมอบหมายกรมการค้าต่างประเทศ พณ. เป็นหน่วยงานหลัก และรัฐบาลสิงคโปร์มอบหมายสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency : SFA) เป็นหน่วยงานหลัก 
  3. ข้อพิพาทใดๆ เกี่ยวกับการตีความหรือการดำเนินการตาม MOC นี้จะได้รับการแก้ไขอย่างสันติ โดยการปรึกษาหารือหรือเจรจาระหว่างคู่ภาคี
  4. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจทำหนังสือขอทบทวน แก้ไข หรือปรับปรุง MOC นี้ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ทั้งนี้ การแก้ไขหรือปรับปรุงใด ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันจะถูกทำเป็นเอกสารและถือเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความร่วมมือนี้
  5. จะมีผล ณ วันที่ลงนามเป็นระยะเวลา 5 ปี เว้นแต่แจ้งความประสงค์ที่จะทำให้ MOC นี้สิ้นสุดเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านช่องทางการทูตอย่างน้อย 6 เดือน และสามารถต่ออายุออกไปคราวละ 5 ปี โดยต้องได้รับความยินยอมร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษร

ทั้งนี้ การจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือระหว่างสองประเทศไทยแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคและสร้างกลไกความร่วมมือด้านการค้าอย่างเป็นระบบและยังช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกเข้าไทยไปยังตลาดสิงคโปร์มากขึ้น โดยเอกสารดังกล่าวไม่เป็นหนังสือสัญญาตาม ม. 178 ของรัฐธรรมนูญ

ปรับเงื่อนไข ‘สลากการกุศล’ 32 โครงการ ครอบคลุมศิลปวัฒนธรรม

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการทบทวนหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 (เรื่อง การทบทวนหลักการและแนวทางการพิจารณาการออกสลากการกุศล) เกี่ยวกับลักษณะของโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากโครงการสลากการกุศล 

นอกจากนี้ยังมอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาโครงการสลากการกุศล ดำเนินการพิจารณาการออกสลากการกุศลสำหรับโครงการสลากการกุศล ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 ที่มีวงเงินคงเหลือจำนวน 4,691.86 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณาการออกสลากการกุศลของมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว และที่ขอทบทวน ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการฯ พิจารณากลั่นกรองจากโครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ ที่ได้จัดส่งข้อเสนอมาแล้ว และให้มีการเปิดรับข้อเสนอโครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ เพิ่มเติม และให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจกำหนดวงเงินที่จะให้การสนับสนุนแต่ละโครงการ รวมทั้งความจำเป็นและความพร้อมของการดำเนินโครงการเพื่อให้เกิดการกระจายตัวของเงินสนับสนุนจากโครงการสลากการกุศลและสามารถเบิกจ่ายเงินได้อย่างรวดเร็ว

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของเงินสนับสนุนจากโครงการดังกล่าว และเพื่อให้คณะกรรมการฯ กลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ อย่างเหมาะสม มีความรอบคอบชัดเจนยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับสถานการณ์และข้อเท็จจริงในปัจจุบัน กค. จึงพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ฯ ตามมติวันที่ 7 มกราคม 2568 เกี่ยวกับลักษณะของโครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  • ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 มกราคม 2568 ลักษณะของโครงการที่ขอรับการสนับสนุน เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ด้านการศึกษา การสาธารณสุข หรือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงเป็นโครงการที่ก่อประโยชน์แก่ประชาชนและสังคมอย่างทั่วถึงในวงกว้าง
  • ข้อเสนอในครั้งนี้ ลักษณะของโครงการที่ขอรับการสนับสนุน เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรมไทย การสาธารณสุขหรือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงเป็นโครงการที่ก่อประโยชน์แก่ประชาชนและสังคมอย่างทั่วถึงในวงกว้าง

ทั้งนี้ เพื่อขยายขอบเขตวัตถุประสงค์ของโครงการให้ครอบคลุมโครงการด้านศิลปวัฒนธรรมไทย

โดยในคราวการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมเห็นชอบผลการกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนฯ ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 มกราคม 2568 จำนวน 32 โครงการ วงเงินรวม 3,788.04 ล้านบาท (หากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ กค. จะแจ้งให้เจ้าของโครงการทั้ง 32 โครงการ พิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมและเสนอโครงการต่อคณะกรรมการฯ เพื่อขอความเห็นชอบการขอรับการสนับสนุนฯ อีกครั้ง)

ทั้งนี้ กค. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว

เลื่อนบังคับใช้กฎกระทรวงเก็บค่าขยะในท้องถิ่นอีก 1 ปี 

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติยกเว้นการบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย พ.ศ. 2567 และขอให้กระทรวงมหาดไทยปรับปรุงบัญชีแนบท้ายโดยการไม่กำหนดค่าเก็บขยะขั้นต่ำ โดยขอให้เป็นไปตามสภาพพื้นที่และความเหมาะสม

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย พ.ศ. 2567 เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 ให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่นที่ไม่สามารถออกข้อกำหนดของท้องถิ่นบังคับใช้ได้ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งจะมีผลให้ส่วนราชการท้องถิ่นเก็บอัตราค่าธรรมเนียมตามข้อกำหนดของท้องถิ่นเดิมต่อไป ได้แก่ กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต หนังสือรับรองการแจ้ง และการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย พ.ศ. 2559 ซึ่งหากมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมการเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยตามที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย พ.ศ. 2567 เป็นระยะเวลา 1 ปี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสูญเสียรายได้จากอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวประมาณ 8,300 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่พร้อมจะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีจำนวน 457 แห่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 43.2 และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่พร้อมดำเนินการมีจำนวน 603 แห่ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 57

โดยการกำหนดให้ขยายระยะเวลาปฏิบัติตามกฎกระทรวงฯ ให้แก่เฉพาะราชการส่วนท้องถิ่นที่ไม่สามารถออกข้อกำหนดของท้องถิ่นได้ก่อนวันที่กฎกระทรวงจะมีผลบังคับผลใช้บังคับ ทำให้ราชการส่วนท้องถิ่นจัดเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยตามกฎกระทรวงคนละฉบับ ในอัตราที่ต่างกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับประชาชนที่ชำระค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย

ดังนั้น ครม. จึงมีมติให้มีการยกเว้นการบังคับใช้ออกไปก่อน และให้กระทรวงมหาดไทยปรับปรุงบัญชีแนบท้าย โดยไม่กำหนดขั้นต่ำ

ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีไว้แล้ว

สำนักงบฯเสนอ 7 แผนงาน ตามกรอบสภาพัฒน์

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ แผนงานบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ จำนวน 3 แผนงานหลัก ดังนี้

  1. หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ยืนยันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567
  2. แผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สำนักงบประมาณและหน่วยงานเจ้าภาพหลักได้ทบทวนความจำเป็นในการกำหนดแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการของหน่วยรับงบประมาณสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566-2580) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยมีกรอบแนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน จึงได้กำหนดแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ประกอบด้วย 
    • แผนงานบูรณาการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 7 แผนงาน ประกอบด้วย แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ และแผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล 
    • ปรับเปลี่ยนจากแผนงานบูรณาการเป็นแผนงานยุทธศาสตร์ จำนวน 2 แผนงานคือ แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และแผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
  3. มอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายตามแผนบูรณาการ จำนวน 7 แผนงาน โดยมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเป็นผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ดังนี้
    • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ จำนวน 2 แผนงาน คือ แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล
    • นายโสภณ ซารัมย์ จำนวน 2 แผนงาน คือ แผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม และแก้แก้ไขปัญหายาเสพติด แผนงานบูรณาการบริหารการทรัพยากรน้ำ 
    • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ จำนวน 1 แผนงาน คือ แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า จำนวน 1 แผนงาน คือ แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
    • นายสุชาติ ชมกลิ่น จำนวน 1 แผนงาน คือ แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต

นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ตามข้อ 1 และอนุมัติแผนงานบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามข้อ 2-3

งดตัดน้ำ-ไฟวัดค้างชำระ – แนะสำนักพุทธฯ ตั้งกองทุน ‘วัดช่วยวัด’

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำเรื่องร้องเรียนจากวัดมาพูดคุยใน ครม. ว่า ปัจจุบันวัดได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากคนไปทำบุญน้อยและภาระค่าน้ำและไฟ

ดังนั้น ที่ประชุม ครม. จึงมีมติอนุมัติหลักการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่ประสบปัญหามีหนี้ค้างชำระค่าสาธารณูปโภค ดังนี้

  1. ขอความร่วมมือให้การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่มีหนี้ค้างชำระ โดยงดการระงับการให้บริการไว้ก่อน
  2. ขอความร่วมมือให้การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค แจ้งรายละเอียดค่าบริการดังกล่าวของวัดที่ค้างชำระ ไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรวบรวมและเสนอคณะกรรมการกองทุน “วัดช่วยวัด” หรือขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป
  3. มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการรณรงค์ให้วัดจัดทำมาตรการประหยัดพลังงานภายในวัด เพื่อควบคุมการใช้พลังงานภายในวัดให้เหมาะสม รวมทั้งให้วัดจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดให้ชัดเจน เป็นระบบ เพื่อให้วัดสามารถวางแผนการใช้จ่ายเงินและการบริหารจัดการได้โดยไม่เกิดภาระหนี้ในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่วัดที่ประสบปัญหามีหนี้ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระ และการประกอบศาสนกิจหรือกิจของสงฆ์สามารถดำเนินต่อไปได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของวัดในฐานะศูนย์กลางของชุมชนและจิตใจของประชาชน และการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาของรัฐ

นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น เพื่อไม่ให้วัดถูกระงับการใช้บริการสาธารณูปโภค และให้การประกอบศาสนกิจหรือกิจของสงฆ์ดำเนินต่อไปได้ แต่การช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ปัญหานี้หมดไป ดังนั้น ในระยะยาวควรพัฒนาแนวทางเชิงระบบโดยวางระบบบริหารจัดการเงินของวัดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้วัดรู้สถานะการเงินของตนเองและสามารถบริหารจัดการรายรับ-รายจ่ายได้โดยไม่เกิดภาระหนี้สิน รวมทั้งเสริมบทบาทคณะกรรมการวัดและชุมชนให้เกิดการมีส่วนร่วมและรับผิดชอบร่วมกันด้วย

ทุ่มงบ 3.9 พันล้าน เจ้าภาพจัด Motor GP ปี’70-74 

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอ ดังนี้ 

  1. ให้ประเทศไทยเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี 2570-2574 (5 ปี)
  2. กรอบวงเงินงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี 2570-2574 (5 ปี) จำนวน 3,997.86 ล้านบาท หรือไม่เกินวงเงินตามสกุลเงินท้องถิ่นสำหรับกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน

นางสาวอัยรินทร์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโต จีพี ถือเป็นรายการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีความเร็วสูงสุดในโลก ซึ่งนับว่าเป็นกีฬาประเภทมอเตอร์สปอร์ตที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยมีผู้ติดตามการแข่งขันทั้งจากการเข้าชมการแข่งขัน ณ สนามแข่งขัน และรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านระบบการถ่ายทอดในรูปแบบต่าง ๆ กว่า 800 ล้านคน หรือจาก 207 ประเทศทั่วโลก

โดยตั้งแต่ปี 2561-2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการดังกล่าว ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ถึงศักยภาพด้านการจัดการแข่งขันกีฬาของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมโลก ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดการแข่งขันและการเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาในภูมิภาคอาเซียน ทั้งยังส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยได้มากถึง 24,927 ล้านบาท

นางสาวอัยรินทร์กล่าวต่อว่า จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศและก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการแข่งขันที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งผลจากการสำรวจพบว่ามีผู้ชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างการแข่งขันเฉลี่ยกว่า 206,240 คนต่อครั้ง ส่งผลให้เกิดรายได้หมุนเวียนภายในประเทศ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่พัก ร้านอาหาร  การเดินทาง และการท่องเที่ยว  ดังนั้น เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวและรักษาความต่อเนื่องในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจและส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กก. จึงมีความประสงค์ขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี อีก 5 ปี (ปี 2570-2574)

รับทราบข้อเสนอ กสม. เพิ่มสิทธิ ปชช. กลุ่มทะเบียนบ้านกลาง

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบข้อเสนอแนะกรณีสิทธิพลเมืองของบุคคลที่ถูกเพิ่มชื่อและรายการในทะเบียนบ้านกลาง ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าวโดยให้กระทรวงมหาดไทยสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวมแล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

นางสาวอัยรินทร์กล่าวต่อว่า  เรื่องนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีบุคคลที่ถูกเพิ่มชื่อและรายการในทะเบียนบ้านกลางประสบปัญหาการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่พึงได้รับจากภาครัฐ เนื่องจากการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานต่างๆ มักอิงข้อมูลจากทะเบียนบ้าน แต่ทะเบียนบ้านกลางนั้นไม่ถือว่าเป็นทะเบียนบ้าน ดังนั้น การที่บุคคลมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกลางจึงไม่สามารถใช้สิทธิที่พึงได้รับในฐานะที่เป็นคนไทยได้ เช่น สิทธิในการทำบัตรประชาชน การใช้สิทธิทางการเมืองและการเลือกตั้ง สิทธิในการรับเงินเบี้ยผู้สูงอายุ และสิทธิในการรับเงินเบี้ยผู้พิการ เป็นต้น ซึ่งบุคคลที่ถูกเพิ่มชื่อและรายการในทะเบียนบ้านกลางนั้น นอกจากถูกตัดสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับจากภาครัฐแล้ว หากขาดการเคลื่อนไหวในทะเบียนบ้านกลางนานเกิน 10 ปี ก็จะถูกจำหน่ายชื่อออกจากระบบทะเบียนบ้านกลาง ซึ่งจะทำให้กลายเป็นบุคคลไร้สถานะและไร้ตัวตนในทางกฎหมายทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและขาดความเท่าเทียมกันในสังคม

ดังนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงได้มีข้อเสนอแนะกรณีสิทธิพลเมืองของบุคคลที่ถูกเพิ่มชื่อและรายการในทะเบียนบ้านกลาง ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น ให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 ข้อ 46 วรรคหนึ่ง ให้ทะเบียนบ้านกลางเป็นทะเบียนบ้าน ให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แก้ไขปัญหาให้บุคคลที่ถูกเพิ่มชื่อและรายการในทะเบียนบ้านกลางรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุหรือรับเงินเบี้ยความพิการได้ เป็นต้น

เห็นชอบพิธีสารฯ ส่งออกรังนกดิบ ‘ไทย-จีน’

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบและเห็นชอบร่างพิธีสารระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย กับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยข้อกำหนดการตรวจสอบ การกักกัน และสุขลักษณะ เพื่อการส่งออกรังนกดิบเพื่อการบริโภคที่ไม่ผ่านการทำความสะอาด และรังนกเพื่อการบริโภคที่ผ่านการทำความสะอาดแล้วจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน ซึ่งจะใช้บังคับแทนพิธีสารเดิมที่ลงนามเมื่อปี 2557

สำหรับพิธีสารฉบับใหม่นี้ กำหนดให้ฝ่ายไทยรับผิดชอบการตรวจสอบ กักกัน และออกใบรับรองสุขอนามัย รวมทั้งจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ และติดฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ รังนกที่ส่งออกต้องมาจากถ้ำหรือบ้านรังนก และสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตจากทางการไทยและขึ้นทะเบียนกับ GACC ของจีน

ทั้งนี้ การลงนามพิธีสารฉบับนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในมาตรการควบคุมคุณภาพของประเทศไทย ส่งเสริมการส่งออกรังนกไทยไปจีนอย่างต่อเนื่อง เพิ่มมูลค่าการค้าผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก “100 ปี ราชบัณฑิตยสภา”

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการ ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก “ครบ 100 ปี ราชบัณฑิตยสภา พ.ศ. ….” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเป็นที่ระลึกในวาระสำคัญครบรอบ 100 ปี การสถาปนาราชบัณฑิตยสภา ในวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569

นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เห็นความสำคัญของการเชิดชูสถาบันทางวิชาการที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาภาษา วรรณกรรม และองค์ความรู้ของชาติ โดยเหรียญกษาปณ์ดังกล่าวจัดทำขึ้นเป็น เหรียญโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ผลิตโดยกรมธนารักษ์ ภายใต้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่าของรัฐ

นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า การจัดทำเหรียญที่ระลึกครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของ ราชบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นสถาบันที่ส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย รวมถึงงานแปลภาษาไทย–ภาษาต่างประเทศอย่างถูกต้อง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจร่วมกันในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ การดำเนินการออกเหรียญเป็นไปตาม พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงกำหนดชนิด โลหะ น้ำหนัก และลวดลายของเหรียญ โดยที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบให้ส่งร่างดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก่อนประกาศใช้ เพื่อให้การจัดทำเหรียญดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและสมพระเกียรติ

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่า เหรียญกษาปณ์ “100 ปี ราชบัณฑิตยสภา” จะเป็น สัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของคนไทย ที่สะท้อนถึงพระเกียรติคุณของสถาบันวิชาการสูงสุดของประเทศ และเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเผยแพร่คุณค่าของภาษาไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

เคาะแผน NDC 3.0 รับเป้าหมาย Net Zero

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกรอบเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะ 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2574–2578) เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และ ความตกลงปารีส (Paris Agreement)

นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ได้ยืนยันจุดยืนของประเทศไทยในการร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับนานาประเทศ โดยกำหนดเป้าหมาย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 47 จากระดับปีฐาน 2562 ซึ่งถือเป็นการยกระดับเป้าหมายจาก NDC ฉบับก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า NDC 3.0 ครอบคลุม 5 สาขาหลัก ได้แก่ พลังงานและคมนาคม อุตสาหกรรม เกษตร ของเสีย และป่าไม้–การใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยมีสัดส่วนการดำเนินงาน ร้อยละ 70ด้วยศักยภาพภายในประเทศ และอีก ร้อยละ 30 ขอรับการสนับสนุนด้านเทคนิคและการเงินจากต่างประเทศ ทั้งนี้ เป้าหมายดังกล่าวมุ่งสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 (Carbon Neutrality)” และ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)” เพื่อให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า การเห็นชอบ NDC 3.0 จะช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) ตามแนวนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลข้อที่ 13 “สิ่งแวดล้อมยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียว” ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน

โยก ‘ดนุชา’ กลับเลขาสภาพัฒน์ ‘อ้อนฟ้า’ เลขา ก.พ.ร.

ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ดังนี้

(1) การบรรจุและแต่งตั้งผู้ไปปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรีกลับเข้ารับราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ  (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอ พิจารณาอนุมัติบรรจุและแต่งตั้ง นางสาวสุภัค ไชยวรรณ ผู้ไปปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรีกลับเข้ารับราชการให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)  กระทรวงการคลัง (กค.) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 

(2) การแต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอแต่งตั้ง นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง (ผู้แทน พม.) เป็นกรรมการในคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ แทนนายอนุกูล ปีดแก้ว (ผู้แทน พม.) กรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้พิจารณาเห็นด้วยแล้ว

(3) การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ สุวรรณโณ) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ รับโอน นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ก.พ.ร. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว

(4) การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ รับโอน นายดนุชา พิชยนันท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว     

(5) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอแต่งตั้ง นางณัฏฐิรา แพงคุณ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(6) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)   

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(7) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง ดังนี้

  1. นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการจัดหางาน
  2. นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
  3. นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(8) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข) 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน และทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

  1. นายภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. นายภูวเดช สุระโคตร รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
  3. นายโสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  4. นายเอกชัย เพียรศรีวัชรา ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(9) การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอเป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรี เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

  1. นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี
  2. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

(10) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้ 

  1. พลตำรวจเอก ประจวบ วงศ์สุข ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  2. นายนรพล ตันติมนตรี  ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(11) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง นายธนกร อุดรพิมพ์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(12) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม) 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง นายวิเชียร จงชูวณิชย์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช)] 

  ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(13) การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอแต่งตั้ง นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

(14) ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง นายปริเยศ พิริยะมาสกุล ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายวรภัค ธันยาวงษ์) ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(15) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

  1. นางสาวสุรีย์พร อินทุเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านการดำเนินงานข่าวกรองในต่างประเทศ (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
  2. นายกิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ ที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

(16) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นางสาวพรหมภัสสร เกี่ยวข้อง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นางสาวศศิธร กิตติธรกุล)]

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

(17) การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ (สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอขอรับโอน นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ.ร. มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับการบริหารราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบ และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอนแล้ว 

(18) การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงยุติธรรม มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสันติ ปิยะทัต) เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) กำกับการบริหารราชการกระทรวงยุติธรรมเห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว

(19) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายอับดุลลักษณ์ สะอิ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป 

(20) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) 

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายพีรพร สุวรรณฉวี
  2. นายเสฏฐนันท์ ราฟาเอล เตชะวิบูลย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

(21) การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

(22) การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายสงวนพงศ์ พินสุวรรณ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง 

(23) การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง 

(24) ขออนุมัติแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง ดังนี้

  1. นายพรพจน์ เพ็ญพาส    ประธานกรรมการ
  2. นายสนิท ขาวสอาด    กรรมการ
  3. พลตำรวจเอก กรไชย คล้ายคลึง   กรรมการ
  4. ศาสตราจารย์ธรรมรัตน์ คุตตะเทพ  กรรมการ
  5. รองศาสตราจารย์จิรพล สังขโพธิ์  กรรมการ
  6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชยกฤต อัศวธิตานนท์ กรรมการ
  7. นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์   กรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

(25) ขอความเห็นชอบแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นางสาววัชรี วรรณศรี เป็นผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เพิ่มเติม