นายกฯแก้ปมดราม่า “ไทยรุกล้ำกัมพูชา”  แค่พูดตกคำว่า “พื้นที่อ้างสิทธิ์”-ยัน “MOU-แรร์เอิร์ธ” ไม่ใช่ กม.- ไม่ผูกมัด

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประกา รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เดินทางประชุมสุดยอดอาเซียน  ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯแก้ปมดราม่า “ไทยรุกล้ำกัมพูชา”  แค่พูดตกคำว่า “พื้นที่อ้างสิทธิ์”
  • ตั้ง ผบ.ทสส.ประธานอนุ คกก.จี้กัมพูชาทำตามปฏิญญา 4 ข้อ
  • ปลื้มร้านค้าแห่ลงทะเบียน “คนละครึ่ง พลัส” กว่า 5.8 แสนราย 
  • มติ ครม.ยัน “MOU – แรร์เอิร์ธ” ไม่ใช่กฎหมาย- ไม่ผูกมัด
  • ป.ป.ช.แนะแนวทางป้องกันปัญหาทุจริตจัดซื้อ “ปืนสวัสดิการ”
  • กสม.เสนอมาตรการสกัดบุหรี่ไฟฟ้าระบาด
  • ตั้ง ‘บวรศักดิ์’ ประธานไล่ตามงาน นายกฯ-ครม. 

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประกา รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เดินทางประชุมสุดยอดอาเซียน  ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายพิพัฒน์ได้มอบหมายให้รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ตั้ง ผบ.ทสส.ประธานอนุ คกก.จี้กัมพูชาทำตามปฏิญญา 4 ข้อ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี ภายหลังการหารือทวิภาคีกับนายฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาครอบคลุมประเด็นสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า กัมพูชาและไทย ได้หารือกัน เพื่อเร่งให้การดำเนินการตามปฏิญญาที่ได้ลงนาม 4 ข้อ เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยได้เริ่มถอนอาวุธหนักตั้งแต่วันแรกที่มีการลงนาม  นายกรัฐมนตรียังย้ำกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า “อย่าให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ต้องเร่งดำเนินการถอนอาวุธอย่างเป็นรูปธรรม และจริงจังด้วยความรวดเร็ว”  ทั้งนี้  เพื่อให้ไทยจะได้ส่งคืนตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่อยู่ในการควบคุมคืนกลับให้กัมพูชา

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงประเด็นการเก็บกู้วัตถุระเบิดว่า ได้ขอฝ่ายกัมพูชา ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการเก็บกู้วัตถุระเบิด เพื่อจะได้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว  ซึ่งส่วนใหญ่ไทยจะเป็นผู้เก็บกู้ เพราะอยู่ในเขตของไทย โดยมีผู้ร่วมสังเกตการณ์เป็นผู้แทนประเทศของกลุ่มอาเซียนรวมอยู่ด้วย

ในส่วนการปราบปราม scammer นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตำรวจไทยและตำรวจกัมพูชา มีการประชุมร่วมกัน เพื่อหาวิธีการปราบปรามป้องกัน  รวมทั้งจะร่วมมือกันในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกอย่าง ไม่เพียงแค่ scammer  แต่ยังรวมไปถึงการหลอกลวงออนไลน์​ และการหลอกลวงคนไปกักกันหรือทำร้ายด้วย

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยจะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา เพื่อติดตามการดำเนินการตามข้อตกลง 4 ข้อ โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธาน ซึ่งเมื่อเช้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้โทรรายงานแล้ว ว่า ทุกอย่างได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนและเวลาที่ควรจะเป็นด้วยความเรียบร้อย  จากการพูดคุยกัน ทั้ง 2 ฝ่าย ได้ทำความเข้าใจว่าตรงไหนที่ยังเป็นข้อสงสัยขอให้กลับไปแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยเร็วที่สุด

แก้ปมดราม่า “ไทยรุกล้ำกัมพูชา”  แค่ พูดตกคำว่า “พื้นที่อ้างสิทธิ์”

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ชี้แจงการสัมภาษณ์ที่พูดตกหล่น เรื่อง ไทยรุกล้ำกัมพูชาว่า ตก คำว่า “พื้นที่อ้างสิทธิ์”  ซึ่งเป็นคำอย่างเป็นทางการ ในพื้นที่ตรงนั้น มีคนไทย และมีคนกัมพูชาอาศัยอยู่  ดังนั้น การดำเนินการในเรื่องนี้ ต้องมีหลักความยุติธรรม  รวมทั้งยังไม่มีการพูดถึงการเปิดด่านจนกว่าการดำเนินการทั้งหมดจะสิ้นสุดลง หาก 4 ข้อนั้นได้รับการปฏิบัติ และดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย ก็จะมาพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ต่อไป

“ต้องขอความกรุณาว่า การทำงานต้องมีหลาย ๆ เรื่อง และเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน ผู้สื่อข่าวถามอะไรที่ผมตอบได้ก็ตอบ ไม่มีอะไรที่ปิดบัง และอยากให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่เป็นความจริงจะได้ไม่มีใครมาคาดเดา และพูดออกมาโดยใช้โซเซียลมีเดีย พยายามเปิดเผยกับประชาชนให้ได้มากที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายสิริพงศ์  ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึง การนำเสนอบทสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีว่าไทยรุกล้ำกัมพูชา กัมพูชาลุกล้ำไทยนั้น ทำให้เกิดความเข้าใจที่คาดเคลื่อน  เนื่องจากอาจมีการนำเสนอไม่ครบถ้วนทั้งบริบทของการให้สัมภาษณ์ หรือ อาจจะมีบางคำที่ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกไม่สบายใจ  ต้องขอขยายความ โดยคำนึงถึงบริบทสถานการณ์ที่แท้จริงว่า นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการบริหารสถานการณ์ชายแดน  เพี่อให้เกิดความชัดเจน อย่างแท้จริง โดยยึดหลักอธิปไตยไทย ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ และชีวิตประชาชนในพื้นที่ บนหลักของความเป็นธรรม และในวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความหมายเพิ่มเติมว่า พื้นที่ที่หมายถึง คือ พื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิ์ ซึ่งกันและกัน จึงขอใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจกับประชาชน ผู้รักแผ่นดินไทย และยืนยันว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่ อย่างเข้มแข็ง ในประเด็น ไทย-กัมพูชา

ปลื้มร้านค้าแห่ลงทะเบียน “คนละครึ่ง พลัส” กว่า 5.8 แสนราย  

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ขอบคุณประชาชนและร้านค้าที่ให้การตอบรับเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นจำนวนมาก  โดยความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2568 พบว่า มีร้านที่ค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด จำนวน 587,810 ราย แบ่งเป็น

1) ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว จำนวน  486,513 ราย (ร้านค้ารายเดิม จำนวน 93,920 ราย และ ร้านค้ารายใหม่ จำนวน 392,593 ราย) 

2) ร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร จำนวน 101,297 ราย (รอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ จำนวน 96,631 ราย และรอดำเนินการตรวจสอบ จำนวน 4,666 ราย) สำหรับร้านค้า ร้านบริการ ที่ยังลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านแอปฯ ถุงเงินได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568  ส่วนร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเริ่มผูก Food  Delivery Platform ได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของจำนวนผู้ลงทะเบียนเป๋าตัง จำนวน 20 ล้านสิทธิ สามารถเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้  (29 ตุลาคม 2568) เป็นต้นไป ทั้งนี้ ต้องใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และผู้ที่ต้องการสั่งอาหาร/เครื่องดื่มผ่าน Food Delivery Platform สามารถสั่งผ่านแอปฯ เป๋าตังได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จนสิ้นสุดโครงการ

สำหรับการเติมเงินสำหรับการใช้จ่าย ประชาชนต้องใช้จ่ายค่าสินค้า บริการ (ตามเงื่อนไขของโครงการ) ผ่านกระเป๋าเงิน G Wallet บนแอปฯ เป๋าตัง กับร้านค้าถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส และผูกบริการ G Wallet ให้สำเร็จ โดย ขั้นตอนการเติมเงินเข้า G Wallet มีขั้นตอน ดังนี้

• เข้าไปที่หน้าแอปฯ เป๋าตัง

• กดปุ่ม “เติมเงินเข้า G Wallet”

ทั้งนี้ ช่องทางการเติมเงินเข้า G Wallet สามารถทำได้ 4 ช่องทางด้วยกัน

1. Mobile Banking ของธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยธนชาต

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และธนาคารยูโอบี โดยระบุ G Wallet ID 15 หลัก และจำนวนเงิน

2. บัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกอยู่บนแอปฯ เป๋าตัง โดยต้องมีบัญชีกรุงไทย และ

ผูกบนแอปฯ เป๋าตัง

3. QR PromptPay โดยสแกน QR ด้วย Mobile Banking ทุกธนาคาร และ

4. ตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยธนชาต โดยเลือกเมนูเติมเงินพร้อมเพย์  ระบุ G Wallet ID 15 หลัก และจำนวนเงิน

“รัฐบาลขอเชิญชวนให้พ่อค้า แม่ค้า ร้านบริการนวด สปา รวมทั้งผู้ให้บริการรถรับจ้างสาธารณะต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ และมีโอกาสเข้าร่วมโครงการในเฟสที่ 2 ซึ่งจะเป็นการ Upskill Reskill เพื่อพัฒนาทักษะด้านการค้าขาย ซึ่งจะช่วยให้ค้าขายเก่งขึ้น ลดต้นทุน และใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำมาค้าขาย สร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไปในอนาคต ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งมั่นให้เกิดการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว” นายสิริพงศ์ กล่าวย้ำ

มติ ครม.มีดังนี้

ดร.เอกนิติ นิติมัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยดร. ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายปกรณ์ นิลพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกันแถลงบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุน ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ยัน “MOU – แรร์เอิร์ธ” ไม่ใช่กฎหมาย- ไม่ผูกมัด

ดร.เอกนิติ นิติมัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบ MOU ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ “MOU Concerning Cooperation to Diversify Global Critical Mineral Supply Chains and Promote Investment ที่เกี่ยวกับแร่หายาก หรือ “Rare Earth” ขอชี้แจ้งว่า Memorandum of Understanding ฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมาย เป็นข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน หรือ ร่วมมือกันพิจารณาในเรื่องห่วงโซ่อุปทาน การส่งเสริมการลงทุนเกี่ยวกับแร่หายาก (Mineral Earth) โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

• เสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนา และขยายห่วงโซ่อุปทานในเรื่องแร่หายาก

• ส่งเสริมการค้าการลงทุนในอุตสาหกรรมการสำรวจ สกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล การกู้คืน การดูแลรักษาในเรื่องของรีไซเคิลแร่หายาก

•  ส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่ม และอุตสาหกรรมการสกัดแร่หายาก

• สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาด ก็คือทำให้แรร์เอิร์ธ หรือ แร่หายาก สามารถนำมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โปร่งใส และเป็นการส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ

ส่วนขอบเขตความร่วมมือมีดังนี้

1. การแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากลที่เรียกว่า International Best Practice เกี่ยวกับการแร่หายากเหล่านี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย

2. ใน MOU จะมีกลไกความร่วมมือร่วมมือ โดยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยสามารถจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ workshop สัมมนา การดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกลไกกับประเทศอื่นๆ ที่สนใจร่วมกันในเรื่องนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

3. เป็นประเด็นให้ความสำคัญในเรื่องของแนวปฏิบัติด้านการกฎระเบียบที่ดี ก็คือ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง Good Regulatory Practice ซึ่งการออกใบอนุญาต การลดขั้นตอนทำให้ง่ายขึ้น

4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในเรื่องของโครงการต่างๆ ในเรื่องของราคาสินค้าแรร์เอิร์ธ ซึ่งตอนนี้เป็นข้อมูลที่ต้องการในตลาดโลกมาก

5. ให้ประเทศภาคี ทั้งสองประเทศประสานงานในเรื่องการคุ้มครองตลาด โดยอิงกลไกตลาด Market Oriented Policy การปฏิบัติการอย่างการค้าอย่างเป็นธรรมเรียกว่า Fair Trade  ในเรื่องของมาตรฐานที่จะต้องการ เพื่อให้มีมาตรฐานในการค้าขายตรงนี้ก็คือ High standard marketplace ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดเป็นกลไกการกำหนดราคา และกลไกในการทำตามมาตรฐานสากล

“ดังจะเห็นได้ว่ารายละเอียดของความตกลงทั้งวัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือ เป็นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในเรื่องแร่หายาก ผมขอย้ำเน้นว่า ความร่วมมือ หรือ MOU ฉบับนี้ ไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งเลขาธิการกฤษฎีกาจะชี้แจงต่อไป และที่สำคัญ MOU ฉบับนี้ ไม่ได้เป็น Exclusive Right สำหรับประเทศใดประเทศหนึ่ง เราสามารถทำได้กับประเทศใด ๆ ก็ได้ที่มีความชำนาญในด้านนี้ โดย MOU ฉบับนี้จะเป็นความตกลงร่วมกันพัฒนาในเรื่องของแร่หายาก ซึ่งเป็นที่ต้องการของโลกในขณะนี้” ดร.เอกนิติ กล่าว

ดร. ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เฮิร์ธ แต่จากการสืบข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนาม MOU นี้จะเป็นการช่วยส่งเสริมความมั่นคง และความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ และจะมีการใช้ประโยชน์แร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม  เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า EV นอกจากนั้นความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพ สำหรับการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่จะช่วยให้ไทยได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน

“อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย หากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริงๆแล้ว ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบของไทย รวมทั้งมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนด้วย” ดร.ธนกร กล่าว

ด้านนายปกรณ์ นิลพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า  ใน MOU ฉบับนี้ใช้คำว่า “Participant” ไม่ใช่ “Parties” ซึ่งในเชิงกฎหมายระหว่างจะมีความหมายที่ค่อนข้างแตกต่างกันอยู่ คำว่า Participant คือ การเป็นคู่ภาคี มีความร่วมมือกันดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่วนคำว่า Parties จะมี Legal Binding จะมีความแน่น แต่ใน MOU ฉบับนี้ใช้คำว่า Participant เพราะฉะนั้นขออนุญาตใช้คำว่าเป็นคู่ภาคีที่ตกลงกันตามกรอบความตกลงกัน ตามที่รองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจ้งแล้วว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Technical Mineral ซึ่ง Include Rare Earth ก็เป็นส่วนหนึ่ง

นายปรกณ์ กล่าวว่า “สำหรับกรอบในการตกลงนั้น จะยึดตามกรอบของการทำธุรกิจของ WTO ที่มีความเท่าเทียมกัน และในเนื้อหาของ MOU ฉบับนี้ ใช้คำว่า Participant ที่มีสิทธิที่จะลงทุนสำรวจอะไรต่าง ๆ ในแต่ละประเทศ ไทยเองก็สามารถเข้าไปสำรวจในสหรัฐอเมริกาได้ และสหรัฐอเมริกาก็สามารถเข้ามาสำรวจในไทยได้ แต่ที่สำคัญที่สุดจะต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ซึ่ง MOU ฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นหนังสือสัญญา ตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ 2560 แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาที่จะร่วมมือกัน พัฒนา Critical Mineral ซึ่ง include Rare Earth ด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป”

“ผมขอยืนยันว่าที่มีการวิจารณ์กันอยู่หลายเรื่อง มีข้อห่วงกังวล คณะรัฐมนตรีได้มีข้อห่วงกังวลในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยในการประชุม ครม.นัดพิเศษเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 ก็มีการพิจารณาในเรื่องนี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้แสดงความห่วงกังวลในเรื่องนี้ และได้ให้ความเห็นว่าการดำเนินการต่าง ๆ จะต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย หากจะมีการดำเนินการตาม MOU ฉบับนี้ ขณะเดียวกับถ้าเราไปลงทุนที่สหรัฐอเมริกาก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของเขาเช่นเดียวกัน” นายปกรณ์ กล่าว

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่อง Good Regulatory Practice ที่มีการเขียนไว้ใน MOU ฉบับนี้ จริงๆ แล้วเป็นเป้าหมายของไทยในการเข้าสู่ OECD อยู่แล้ว  เพื่อที่จะยกระดับคุณภาพของกฎหมายไทย ยืนยันไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐอเมริกาเป็นการเฉพาะ ตรงนี้เป็นหลักสากลในเรื่อง GRP หรือ Good Regulatory Practices เรากำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่อย่างเข้มข้น เพื่อที่จะได้เข้าเป็นสมาชิกของ OECD และยกระดับคุณภาพของกฎหมายไทย เพื่อทำความตกลงทางด้านการค้า การลงทุนกับ EU ด้วย ขออนุญาตยืนยัน

“ส่วนที่มีการใช้คำว่า “First Opportunity to Invest” ใน MOU ฉบับนี้ หากยกมาข้อความเดียว อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ จริงๆ ต้องดูข้อความเริ่มต้นด้วยว่า Participant at first opportunity to invest แล้วก็มีคอมม่า under accordance with domestic law นั้น หมายความว่า เราให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะที่เป็นคู่สัญญา แต่ว่าในการดำเนินการนั้นจะต้องมี standard ซึ่ง domestic law ซึ่งของเราก็คือกฎหมายแร่ กฎหมายแร่ของไทยกำหนดไว้ว่าจะต้องมีการเปิดประมูล  โดยวิธีการที่เสรีและเป็นธรรม ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักของ WTO” นายปกรณ์ กล่าว

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุม ครม. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

เห็นชอบกรอบเจรจาอนุสัญญามินามาตะฯ สมัยที่ 6

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ ให้ประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม รัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท (COP-6) ระหว่างวันที่ 3 – 7 พฤศจิกายน 2568 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส พร้อมเห็นชอบ กรอบการเจรจาและท่าทีของประเทศไทย สำหรับการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยได้ภาคยานุวัติอนุสัญญามินามาตะฯ ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยปรอทและสารประกอบปรอท โดยมีประเทศภาคีสมาชิกกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ การประชุม COP-6 จะเป็นเวทีสำคัญในการหารือแนวทางจัดการปรอทอย่างยั่งยืน และแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านเทคนิค วิชาการ และการเงินระหว่างประเทศ

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ เป็นการยืนยันบทบาทของไทยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ภายใต้การกำกับของนายสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการจัดการสารปรอทให้เทียบเท่าสากล สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) และสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ป.ป.ช.แนะแนวทางป้องกันปัญหาทุจริตจัดซื้อ “ปืนสวัสดิการ”

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.)  เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง สำนักงานตำรวจแห่งแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ให้ได้ข้อยุติโดยให้ มท. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี

สาระสำคัญของเรื่อง

 1. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยเห็นควรให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาดำเนินการ ดังนี้

(1) การพิจารณาอนุมัติให้หน่วยงานของรัฐ ดำเนินการโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการข้าราชการ หรือ โครงการในลักษณะเดียวกัน ให้พิจารณาด้วยความรัดกุม คำนึงถึงความจำเป็นและเหมาะสม 

(2) การต่ออายุโครงการจัดหาอาวุธปืนเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการ (ถ้ามี) ต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และ

(3) การผ่อนผันคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 108/2535 เรื่อง จำกัดการออกใบอนุญาตให้บุคคลสั่ง หรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืนบางชนิด ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2535 ในลักษณะที่จะให้นายทะเบียนท้องที่อนุญาตให้ร้านค้าอาวุธปืนนำเข้าอาวุธปืนสั้น โดยผ่านช่องทางโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการข้าราชการ ต้องพิจารณาให้เท่าที่จำเป็นและต้องดำเนินการ ตามกฎหมายโดยเคร่งครัด

2. โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี และเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งมาตรการฯ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป  ทั้งนี้ ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ครบกำหนดวันที่ 20 ธันวาคม 2568) จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

กสม.เสนอมาตรการสกัดบุหรี่ไฟฟ้าระบาด

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอแนะ ในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงสาธารณสุขสรุปผลการพิจารณา หรือ ผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม  แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รายงานว่า  สถานการณ์การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทำให้เกิดการเสพติดนิโคตินอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ครอบครัว  และสังคมโดยรวม รวมทั้งการจำหน่ายและการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายสะท้อนถึงการขาดประสิทธิภาพในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากไทยยังไม่มีกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ทำให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้

นอกจากนี้  ยังไม่มีการป้องกันการแทรกแซงของกลุ่มทุน จากการกำหนดนโยบายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า  จึงมีข้อเสนอแนะเพื่อคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน โดยให้กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตราย หรือ ผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นเป้าหมายของกลุ่มผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า เร่งพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560  ให้มีมาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบให้ครอบคลุมถึงบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ รวมถึงควบคุมการผลิต การนำเข้า การจำหน่าย การโฆษณาและการใช้ทั้งในพื้นที่จริงและสื่อออนไลน์ และดำเนินการตามหลักการในมาตรา 5.3 ของกรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบให้มีผลในทางปฏิบัติมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งเร่งผลักดันให้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อป้องกัน  การแทรกแซงนโยบายจากธุรกิจบุหรี่ หรือ มีมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการแทรกแซงนโยบาย จากกลุ่มอุตสาหกรรมยาสูบ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยที่ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในเรื่องนี้ เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (1)

จึ้ สพฐ.สรุปทางแก้เด็กไม่มีสัญชาติไทยได้เรียนหนังสือ 30 วัน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบข้อเสนอแนะ กรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร หรือ ไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ  และมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ  สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทาง และความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) สรุปผลการพิจารณา หรือ ผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามสถานการณ์เด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสถานะบุคคล สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร รวมถึงด้านสาธารณสุข ที่แตกต่างกัน โดยได้แบ่งเด็กต่างด้าวออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (2) เด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว (3) เด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษา (4) เด็กที่เดินทางไปกลับตามชายแดน (5) เด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ทั้งนี้ กลุ่มที่ (4) และ (5) ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐแล้ว สำหรับกลุ่มที่ (1) (2) และ (3) กสม. ได้มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงกฎหมายกฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใดๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนต่อคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้เพื่อมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เช่น

  • ให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประกาศผ่อนผันให้เด็กลูกหลานแรงงาน รวมทั้งเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษา ให้อยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และกำหนดเขตพื้นที่ควบคุมและอนุญาตให้เด็กที่เดินทางโดยลำพัง ด้วยเหตุผลทางการศึกษาออกนอกพื้นที่ควบคุมได้ และจัดทำทะเบียนประวัติ และออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยให้กับเด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว รวมทั้งเด็กที่เดินทางโดยลำพัง ด้วยเหตุผลทางการศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
  • ให้กระทรวงศึกษาธิการ จัดให้มีระบบสารสนเทศกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน ในศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งประสานส่งข้อมูลของเด็กเหล่านี้ให้กรมการปกครองจัดทำทะเบียนประวัติ       คนต่างด้าว

ให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จัดให้มีระบบประกันสุขภาพให้แก่นักเรียนนักศึกษาต่างด้าว เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิด้านบริการสาธารณสุข รวมทั้งให้หารือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การขายประกันสุขภาพ เพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษา หรือ ศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าวสามารถเลือกซื้อประกันสุขภาพได้ตามความเหมาะสม

ตั้ง ‘บวรศักดิ์’ ประธานไล่ตามงาน นายกฯ-ครม.

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่าวันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงขอวหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอเป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ มีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

​1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

​​2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์) ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี

​​คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) เสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 377/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี​​ตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งจะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับประชาชนใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย รวม 15 ข้อ ดังนั้น ​​เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีข้างต้นเป็นไปอย่างมีเอกภาพ นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยมีองค์ประกอบหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

​​1. องค์ประกอบ

​​1.1 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ​​​​​ที่ปรึกษา

​​1.2 รองนายกรัฐมนตรี​​​​​​ ประธานกรรมการ (ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ)

​​1.3 รองศาสตราจารย์ วรากรณ์ สามโกเศศ ​​​รองประธานกรรมการ​​

1.4 นายนพพล ชูกลิ่น​​​​​​ รองประธานกรรมการ

​​1.5 นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธุ์​​​​ รองประธานกรรมการ

​​1.6 นายนิสิต จันทร์สมวงศ์​​​​​ กรรมการ

1.7 เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ​​​ กรรมการ

​​1.8 เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ​​ กรรมการ

​​1.9 เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ​​​​​กรรมการ

​​1.10 ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ​​​​กรรมการ

​​1.11 เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา​​​​ กรรมการ

​​1.12 ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ​​กรรมการ​ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง

​​1.13 ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ​กรรมการ

​​1.14 รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมาย ​กรรมการ

​​1.15 รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่ได้รับมอบหมาย​​​ กรรมการ

​​1.16 รองปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้รับมอบหมาย ​​กรรมการ

​​1.17 รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับมอบหมาย​​ กรรมการ

​​1.18 หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี​​​ กรรมการ

​​1.19 รองเลขาธิการ ก.พ.ร. หรือที่ ปรึกษาการพัฒนา​​กรรมการและ​​​​ระบบราชการที่ได้รับมอบหมาย​​​​ เลขานุการ​​​   1.20 นายอภิชน จันทรเสน​​​​​กรรมการและ​​​​​​​​​​ผู้ช่วยเลขานุการ

​​1.21 เจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.พ.ร. ที่ได้รับมอบหมาย​​กรรมการและ​​​​​​​​​​ผู้ช่วยเลขานุการ

​​2. หน้าที่และอำนาจ

​​2.1 ขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีไปสู่การปฏิบัติจากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐในกำกับราชการฝ่ายบริหาร โดยให้ประสานงานกับรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงานนั้น หรือ ประสานงานกับประธานกรรมการในคณะกรรมการ ซึ่งปฏิบัติงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้น

​​2.2 เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา/อุปสรรค เพื่อเร่งรัดดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมต่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อมีคำสั่งหรือมติต่อไป

​​2.3 ประสานความร่วมมือและเชิญผู้แทนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือเชิญบุคคลมาชี้แจงข้อเท็จจริง ตลอดจนให้ความเห็นหรือข้อมูล เอกสารหลักฐานที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ

​​2.4 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น

​​2.5 ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

​3. ให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานกลางในการประสาน รวบรวมข้อมูล ความคืบหน้าในการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจากผู้ประสานงานของแต่ละส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือ หน่วยงานอื่นของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ

​​4. ให้สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการ ตามที่ประธานกรรมการ หรือ สำนักงาน ก.พ.ร. ร้องขอ

​​5. ให้สำนักงาน ก.พ.ร. อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งนี้

​​6. การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้ง ตามคำสั่งนี้ให้เป็นไป ตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือ ระเบียบของทางราชการแล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงาน ก.พ.ร.

​​ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังการเลือกตั้งทั่วไปเข้ารับหน้าที่ ​​สั่ง ณ วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เพิ่มเติม