นายกฯเล็งแก้ กม.สถานบริการ ทนทวน ‘โซนนิ่ง’- ครม.เคาะสูตร “CARE” ใช้เงินเดือนเฉลี่ย คิดบำนาญผู้ประกันตน

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯ เล็งแก้ กม.ทนทวน ‘โซนนิ่ง’ ดนตรีไม่เกินเที่ยงคืน
  • ยกเคสไฟไหม้ผับย่านลาดพร้าว เป็นวาระแห่งชาติ
  • แจงผลหารือ ‘ไทย-มาเลเซีย’ ปลดล็อกส่งออกกุ้ง
  • ชื่นชม “เนเน่ รอยัล” สร้างชื่อเสียงเวทีโลก
  • มติ ครม.เคาะสูตร “CARE” ใช้ฐานเงินเดือนเฉลี่ยคิดบำนาญผู้ประกันตน
  • ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯชายแดนใต้อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้
  • ตั้ง ‘กระทรวงกีฬา’ ควบ ‘วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว’
  • รื้อฟรีวีซ่า – ลดสิทธิพำนักไทยสูงสุดเหลือ 30 วัน
  • ต่ออายุใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ 7.7 แสนคน อีก 1 ปี
  • ดัน ‘โชติกา’ นั่งอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ‘ยุถิกา’ นั่งรองปลัด ฯ

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมได้มอบหมายให้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

ชื่นชม “เนเน่ รอยัล” สร้างชื่อเสียงเวทีโลก

ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำ นางสาวรัตติกานต์ อำลอย หรือ “เนเน่ รอยัล” ศิลปินเยาวชนไทยผู้สร้างชื่อเสียงด้านดนตรี เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อร่วมแสดงความยินดีและชื่นชมในความสามารถ และความมุ่งมั่นที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยบนเวทีระดับโลก ณ บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

ร่วมแจมเพลง “ซมซาน”

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบเข็มกลัดและชุดของที่ระลึก Amazing Thailand เพื่อเป็นกำลังใจแก่ “เนเน่ รอยัล” ก่อนเดินหน้าสู่การแข่งขันในรอบต่อไป พร้อมกล่าวชื่นชมในความสามารถ ความมุ่งมั่น และความทุ่มเทที่นำพาศักยภาพของเยาวชนไทยไปสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ โดย นายกรัฐมนตรีได้ร่วมร้องเพลง “ซมซาน”  ของวงโลโซ และรับชมการแสดงสดของนางสาวรัตติกานต์ ที่ร้องและบรรเลงกีตาร์ในเพลง “Zombie” ของวง The Cranberries สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและผลักดันศักยภาพของคนไทย โดยเฉพาะเยาวชน ให้เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการสนับสนุนบุคคลต้นแบบ (Role Model) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจแก่ประชาชน ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ ผ่านความสามารถของคนไทยในหลากหลายสาขา รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่รู้จักและจดจำในระดับสากล

เล็งแก้ กม.ทนทวน ‘โซนนิ่ง’ ดนตรีไม่เกินเที่ยงคืน

หลังการประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องการปรับโซนนิ่งร้านอาหาร หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ที่สถานบริการเมื่อคืนวันที่ 12 กรกฎาคม 2569

นายอนุทิน ตอบว่า “โซนนิ่งของ กทม. อยู่กับสำนักงานตำรวจฯ และ กทม. พยายามดูว่าปรับให้เหมาะสมอย่างไร เพราะถ้าปรับแล้วยึดกฎหมายเดิม…โอ้โห (ร้าน) ต้องอยู่ห่างโรงเรียนไม่เกินกี่กิโลเมตร ห่างวัดไม่เกินกี่กิโลเมตร ปรับไปตรงไหน ก็ปรับไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องมานั่งดูว่าเราจะแก้ไขอย่างไร อาจจะต้องแก้ไขกฎหมายหรือเปล่า”

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพฯ มีโซนนิ่งที่ถูกต้องเพียง 2 แห่ง คือ ตรอกข้าวสาร กับ RCA

“ที่อื่น ๆ ก็ต้องทำตามกฎหมาย ถ้าไม่อยู่ในโซนนิ่ง ก็เปิดได้ถึงเที่ยงคืน มีมหรสพไม่ได้…ผมก็ยังงงอยู่ว่าใครเป็นคนทำกฎหมายนี้ขึ้นมา ดนตรีเล่นถึงเที่ยงคืนต้องเลิก แต่คาราโอเกะเปิดได้ เต้นรำไม่ได้ ฟังได้” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่า กฎหมายตั้งแต่ปี 2509 ทำให้นายอนุทิน ตอบทันทีว่า “ก็นั่นน่ะสิ ผมก็ไม่รู้ว่า ตอนนั้นทำไมถึงออกเหตุผลแบบนี้”

“กรณีตามร้านอาหารหรือแหล่งต่างๆ ถ้าแขกลุกขึ้นมาโยกไปโยกมา ถ้าเดินตามกฎหมายจริงๆ ก็ผิด อย่างนี้ไม่ไหว เห็นไหม ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ผมให้คนไปศึกษาอยู่ว่าจะปรับอย่างไร บางทีบอกว่าปรับได้ แต่ว่าหลักเดิมต้องเปลี่ยนไปเยอะ อยู่ใกล้โรงเรียนไม่ได้ อยู่ใกล้วัดไม่ได้ ตรงไหนในกรุงเทพฯ ที่ไม่ใกล้วัด หรือโรงเรียน 2 กิโลเมตร มันใกล้ทั้งนั้น ก็คงต้องว่ากันใหม่” นายอนุทิน ตอบ

เมื่อถามว่า สถานบริการที่เปิดเกินเวลาเที่ยงคืน ต้องมีการสั่งย้าย ผอ. เขต หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ต้องถามผู้ว่ากรุงเทพมหานคร อำนาจอยู่ที่ผู้ว่าฯ แต่ในต่างจังหวัด กระทรวงมหาดไทยกับตำรวจเข้าไปจับ”

ถามต่อว่า ต้องรื้อระบบทั้งหมดใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ถ้าเรามองว่านักดนตรีคืออาชีพหนึ่ง คนเราถ้าจะเมาร่ำสุรา จะกินเหล้า จะสูบบุหรี่ เกี่ยวกับดนตรีไหม ทำไมต้องไปห้ามนักดนตรี ผมเป็นนักดนตรีก็งงอยู่ ทำไมต้องห้ามให้เขาเล่นได้แค่เที่ยงคืน ทำไมให้เขาเล่นถึงปิดร้านไม่ได้ เล่นได้ต้องอยู่ในโซนนิ่ง ต้องได้รับใบอนุญาต ผมก็เถียงเขาตรงนี้อยู่เหมือนกัน”

“อย่างน้อยนักดนตรีเล่นเป็นรอบๆ วันหนึ่งวิ่งได้ 3 รอบ รอบละชั่วโมงครึ่ง รายได้ก็ได้ขึ้นมา แล้วเขาไม่ได้เป็นคนขายเหล้า คุณฟังดนตรีแล้วคุณอยากกินเหล้าเหรอ มันไม่ใช่ คุณอยากกินเหล้าแล้วดนตรีเป็นส่วนประกอบ นี่ความคิดผม เดี๋ยวเขาจะมาว่าผมอีก แต่เวลาผมสู้ ผมก็สู้ในเรื่องนี้” นายอนุทิน เสริม

เผย ‘ชัชชาติ’ ลุยตรวจสถานบริการทั่ว กทม.แล้ว

เมื่อถามว่า ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิต 30 คน นายกฯ จะพิจารณาลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย หรือไม่ เมื่อถามจบ นายอนุทินหัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า “คำถามต่อไป”

“คำถามนี้ไม่มีเหตุมีผล คำถามที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจะมาทำให้เกิดอารมณ์ มันไม่ควรถามนะ ต้องเป็นมืออาชีพเหมือนกัน หลายครั้งแล้ว” นายอนุทิน กล่าว

ถามต่อว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน นายอนุทิน ตอบว่า “ต้องดูทุกมิติ สภาพสังคมเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเป็น Thainess ต้องมีอยู่ แต่ทุกคนต้องทำมาหากิน เดี๋ยวนี้คนที่เป็นศิลปิน สามารถใช้ความเป็นศิลปินไปสร้างโอกาสสร้างรายได้ ความเป็นศิลปินยุคนี้เรารับได้ ยุคสมัยก่อนไม่ได้ กุลสตรี เด็กหญิงอายุ 16 ต้องอยู่บ้านเป็นผ้าพับไว้ ทำขนมปั้นสิบ ทองหยอดฝอยทอง เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ ความสามารถของคนมี เขาไม่ได้ไปปล้นใคร ไม่ได้ไปทำผิดศีลธรรม ไม่ได้ขายยาเสพติด เขาเล่นดนตรีอย่างนี้ แล้วไปห้ามเขาได้อย่างไร”

ถามต่อว่า รัฐบาลจะระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มีหน่วยงานที่เขาทำอยู่ เขาก็ต้องทำเสนอผมขึ้นมา”

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้สื่อต่างประเทศเล่นข่าวว่าไทยไม่เข้มงวด ไม่ทันพูดจบ นายอนุทิน แทรกว่า “ใครบอกไม่เข้มงวด” ผู้สื่อข่าวตอบว่า สื่อต่างประเทศพยายามเล่นข่าวว่า ประเทศไทยเกิดเหตุซ้ำซาก ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “เกิดเหตุซ้ำซาก ก็คือคนตั้งใจทำผิดกฎหมาย เวลาไปตรวจใบอนุญาตต้องทุกปี ไม่ใช่ออกแล้ว คุณเปิดได้ตลอดชาติเลย ผมก็ถามว่าตอนตรวจเป็นอย่างไร เขาบอกตอนตรวจครบหมดทุกอย่าง แต่พอเกิดเหตุ ต้องไปดูว่าครบจริงหรือเปล่า ไม่ใช่คณะรัฐมนตรีไปตรวจสอบสถานที่ กฎหมายมันมีชัดเจน”

“ทุกวันนี้ที่มีปัญหาทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียว คือคนตั้งใจทำผิดกฎหมาย ด้วยความหวังว่า การที่เขาทำผิดกฎหมายจะได้เงินมากขึ้น กำไรเพิ่มขึ้น แต่เขาก็ต้องอยู่บนความเสี่ยง คุณไม่ยั่งยืนแน่นอน วันหนึ่งก็จะต้องมีคนเข้าไปตรวจ ถ้าใครทำเช่นนี้อยู่ก็เตรียมรอรับได้” นายอนุทิน ตอบ

“ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ผู้ว่า กทม.) สั่งเอกซเรย์แล้ว ทั่วประเทศก็เหมือนกัน สมมติเกิดพรุ่งนี้ เหตุการณ์อย่างนี้อีก ใครจะไปอยู่ได้ มันก็ไม่มีอะไรมาแก้ตัวแล้ว” นายอนุทิน เสริม

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายกฯ สั่งการผู้ว่า กทม. อย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ผมเชื่อว่าทุกคนดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่กรณีนี้ต้องดำเนินคดีเจ้าของอย่างที่สุด ผมสั่งการไม่ได้ ผมมอบนโยบายได้ ถ้าผมสั่งได้ ผมก็ลงไปต้องไปตรวจทุกที่ด้วยตัวเองทั้งหมด”

“กรณีนี้ประตูหนีไฟทำไมมีกลอนล็อก 2 ชั้น เขาตอบว่ากลัวลูกค้ากินฟรีแล้วหนี ฟังได้ที่ไหน มันฟังไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่ทำอย่างนี้ ต้องโดนดำเนินคดี คือเจ้าของ ผู้จัดการ ผู้ประกอบกิจการ ใบอนุญาตไม่ต้องพูดอยู่แล้ว ร้านนี้เปิดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต้องทำอาชีพอื่น เพราะใบอนุญาตถูกยึดไม่มีต่อแน่นอน สถานที่นี้จะไม่ให้ทำเป็นสถานบันเทิงอีกแล้ว” นายอนุทิน กล่าว เมื่อถามถึงชายคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์เป็นตุเป็นตะถึงประเด็นดังกล่าว แต่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและกู้ภัย นายอนุทิน ตอบว่า “ตอนเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองตั้งเยอะแยะ ผมก็ไม่ได้เห็นเขา เขามาในฐานะอะไร เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเปล่า ไม่รู้ แต่ถ้าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็โอเค แต่ว่าผิดกฎหมายหรือเปล่า ผมไม่รู้ แต่งเครื่องแบบ ต้องมี พ.ร.บ. รองรับหรือเปล่า ผมไม่รู้ เพราะไม่เห็น”

กำชับ ครม. ก่อนตั้งใครให้สกรีนเต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าประเด็นการทุจริตการโกงสอบข้าราชการ และล่าสุดตำรวจรวบตัวแล้ว นายกฯ ได้รับรายงานอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “รายงานว่ารวบตัวได้ ต้องให้สอบสวนเบื้องต้น และดำเนินคดีอะไรทุกอย่างเรียบร้อย ไม่ต้องแถลงอะไรแล้ว ก็จับได้ 2 คนชื่อวิน กับผู้หญิงอีกคนจากลาว เราก็ประสานให้มาโดยเร็ว”

ถามต่อว่า นายกฯ จะกำชับเรื่องการคัดกรองข้าราชการตำรวจ หรือเอกซเรย์ใหม่หมด นายอนุทิน ตอบว่า “กำชับว่าจะตั้งใครต่อให้เป็นตำแหน่งหลัก ตำแหน่งรอง ตำแหน่งที่มีที่ปรึกษา จากนี้ไปต้องสกรีนอย่างเต็มที่ เดี๋ยวผมก็จะให้ผู้ใหญ่ในคณะรัฐมนตรี…เราก็ตรวจสอบทั้งหมด ณ ขณะนั้นมันไม่มีปัญหาสักคน เราต้องเอาข้อมูล ณ ขณะนั้น”

ผู้สื่อข่าวกำลังถามว่า มีข่าวว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับแกนนำในพรรคด้วย แต่ไม่ทันถามจบ นายอนุทิน ยุติการให้สัมภาษณ์ และบอกว่า “ฝนตกแล้ว ไปๆ”

ยกเคสไฟไหม้ผับย่านลาดพร้าว เป็นวาระแห่งชาติ

ด้าน ดร. รัชดา รายงานว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ นำ ครม. ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที แสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตเหตุไฟไหม้สถานบริการเมื่อคืนวันอาทิตย์ โดยนายกฯ แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ

“นายกฯ เน้นย้ำว่าเรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ เพราะเป็นเรื่องที่นำไปสู่ความสูญเสีย ทั้งครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบ และผลต่อเนื่องไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศด้านมาตรฐานความปลอดภัย แม้เรื่องนี้จะเคยเกิดขึ้นมาในอดีตและวันนี้เกิดขึ้นอีก แต่เราต้องพยายามให้เต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่แค่การแก้ไขเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ต้องยกระดับให้เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ และเรื่องความร่วมมือการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มขึ้น” ดร. รัชดา กล่าว

ดร. รัชดา กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทย โดยมีนายกฯ เป็นรัฐมนตรี จะต้องเป็นหน่วยงานหลักบูรณาการการทำงานกับกรุงเทพมหานคร องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ที่สำคัญต้องเร่งตรวจสอบอาคารและสถานบริการทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ ความจุอาคาร และการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และรายงานผลการดำเนินงานต่อ ครม. ด้วย” ดร. รัชดา เสริม

แจงผลหารือ ‘ไทย-มาเลเซีย’ ปลดล็อกส่งออกกุ้ง

ดร. รัชดา กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ รายงานผลการหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียระหว่างการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2569 ในประเด็นการแก้ไขปัญหาการนำเข้าและส่งออกกุ้งและปลากะพง โดยที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือกับฝ่ายมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าสินค้าประมงระหว่างไทยและมาเลเซีย

ดร. รัชดากล่าวต่อว่า นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งติดตาม และผลักดันการดำเนินงานตามข้อตกลงที่ได้หารือร่วมกับฝ่ายมาเลเซียให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งปลดล็อกการส่งออกกุ้งของไทย เพื่อให้สามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ ก่อนที่ผลผลิตกุ้งธรรมชาติจะทยอยออกสู่ตลาดภายหลังสิ้นสุดมาตรการปิดอ่าวของกรมประมง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อราคาผลผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการไทย

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ , นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯชายแดนใต้อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้

ดร. รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน และจังหวัดยะลา ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปีนัง ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 85 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ

ผ่านระเบียบเนรเทศฯ คนต่างด้าวทำผิด กม.ส่งกลับทันที

ดร. รัชดา กล่าวว่า สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ได้มอบหมายให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแนวทางการ ปรับปรุง/แก้ไข กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนเข้าเมือง เพื่อให้กระบวนการส่งตัวคนต่างด้าวที่ทำความผิดหรือที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายกลับออกไปนอกราชอาณาจักรมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น  อีกทั้ง ปัจจุบันยังไม่มีระเบียบปฏิบัติราชการว่าด้วยการเนรเทศไว้ ซึ่งต้องมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น จำเป็นต้องวางระเบียบปฏิบัติราชการว่าด้วยการเนรเทศเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวกับการเนรเทศเป็นไปโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของชาติในภาพรวม

วันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. ….  ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เสนอ โดยกำหนดลักษณะความผิดของคนต่างด้าวที่จะเนรเทศออกไปนอกราชอาณาจักร กรณีมีความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน 6 ลักษณะความผิด ได้แก่

1. เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

2. ทำงานในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว

3. ประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

4. ปลอมเอกสารทางราชการหรือใช้เอกสารราชการปลอม

5. กระทำความผิดกฎหมายที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

6. เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามข้อ 1-5

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ร่างระเบียบฯ ดังกล่าว ยังกำหนดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

1. ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งรายชื่อ สัญชาติ สำนวนคดี หรือ เอกสารหลักฐานหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวนั้น ต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย เพื่อทราบและดำเนินการตามระเบียบนี้ ก่อนที่จะปล่อยตัวคนต่างด้าวนั้น จากเรือนจำไม่น้อยกว่าเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมาย รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาออกคำสั่งให้เนรเทศคนต่างด้าวนั้นออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ชักช้า โดยให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการส่งตัวผู้ต้องคำสั่งเนรเทศ กลับไปยังประเทศที่ผู้ต้องคำสั่งเนรเทศนั้นมีสัญชาติอยู่ สาระสำคัญ อาทิ ถ้าไม่มีสัญชาติแน่นอน ให้เนรเทศกลับไปยังประเทศที่คนต่างด้าวนั้นแจ้งว่า ตนอยู่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้ามาในราชอาณาจักร

2. กรณีที่ประเทศอื่นที่ผู้ต้องคำสั่งเนรเทศไม่มีสัญชาติอยู่ หรือ องค์การระหว่างประเทศ แล้วแต่กรณี มีหนังสือร้องขอผ่านวิธีทางการทูต ให้มีหนังสือร้องขอผ่านวิธีทางการทูต

โดยแสดงเจตนาว่า จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ต้องคำสั่งเนรเทศนั้นที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก่อนจะมีการส่งตัว และค่าใช้จ่ายในการส่งตัวผู้ต้องคำสั่งเนรเทศ และผู้ต้องคำสั่งเนรเทศนั้น ยินยอมเป็นหนังสือ

ตั้ง ‘กระทรวงกีฬา’ ควบ ‘วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว’

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) โดยตัดโอนภารกิจด้านการท่องเที่ยว มาเป็นภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และตัดโอนภารกิจด้านกีฬา เป็นภารกิจของกระทรวงการกีฬา ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ  รวมทั้งเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาต่อไป ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ กก. และ วธ. เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยที่ประชุม ครม.ได้มอบหมายสำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ (สงป.) และกรมบัญชีกลางเตรียมการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในกรม การจัดการบุคลากร การจัดการทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ และภาระผูกพันของหน่วยงาน เพื่อให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และกระทรวงการกีฬาสามารถปฏิบัติราชการได้ภายหลังกฎหมายมีผลใช้บังคับ โดยกำหนดหลักการที่ไม่เพิ่มจำนวนตำแหน่ง อัตรากำลังและงบประมาณในภาพรวม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเกิดความคุ้มค่าในการดำเนินภารกิจของรัฐและ ให้ กก. และ วธ. ชะลอการแต่งตั้งตำแหน่งประเภทบริหาร และประเภทอำนวยการไปก่อนระหว่างการเสนอการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงฯ เว้นแต่กรณีมีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน

รื้อฟรีวีซ่า – ลดสิทธิพำนักไทยสูงสุดเหลือ 30 วัน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ”

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สาระสำคัญคือการยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน เนื่องจากระยะเวลาพำนักที่ยาวอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเข้ามากระทำผิดกฎหมายหรือดำเนินกิจกรรมที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยว พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยพิจารณาทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน

สำหรับมาตรการใหม่ กำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน โดยเพิ่มสิทธิให้ 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย โครเอเชีย บัลแกเรีย ไซปรัส มอลตา และมัลดีฟส์ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศได้รับสิทธิในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเกนให้คนไทย และการจัดทำความตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ในส่วนของสิทธิพำนักไม่เกิน 15 วัน กำหนดให้มอริเชียสและเซเชลส์ได้รับสิทธิดังกล่าว เพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 15 วัน ก่อนนำมาทบทวนอีกครั้ง โดยพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยวและมูลค่าการใช้จ่ายที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงบทบาทสำคัญของอินเดียในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวอินเดียมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยประมาณ 7.17 วันต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง

ส่วนการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ Visa on Arrival กำหนดให้สิทธิแก่ 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส และเซอร์เบีย โดยยกเลิกสิทธิ Visa on Arrival ของอินเดีย เนื่องจากได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา 15 วันแทน เพื่อไม่ให้เกิดสิทธิซ้ำซ้อน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวอีกว่า ภายหลังการทบทวน จะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยและได้รับสิทธิตามมาตรการเดิมก่อนประกาศใหม่มีผลใช้บังคับ จะยังสามารถพำนักต่อได้ตามระยะเวลาสิทธิเดิมที่เหลืออยู่

นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงจะเพิ่มประสิทธิภาพระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) เพื่อคัดกรองประวัติและตรวจสอบการเดินทางเข้า–ออกของชาวต่างชาติ พร้อมเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางและติดตามการใช้สิทธิให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

“การทบทวนมาตรการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งลดโอกาสด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นการปรับระบบให้เหมาะสม ชัดเจน และตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงของประเทศ พร้อมป้องกันไม่ให้มาตรการด้านวีซ่าถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ไฟเขียว พณ.เป็นสมาชิก ‘FIT Partnership’ กำหนดกติกาการค้า

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต (Future of Investment and Trade Partnership: FIT Partnership) พร้อมเห็นชอบปฏิญญาว่าด้วยหุ้นส่วนความร่วมมือฯ และให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งความประสงค์เข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยยังคงยึดหลักคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และไม่ผูกพันให้ไทยต้องรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่ยังมีประเด็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า FIT Partnership เป็นกรอบความร่วมมือที่ริเริ่มโดยสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สมาพันธรัฐสวิส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีสมาชิกปัจจุบัน 16 ประเทศ เป็นความร่วมมือแบบสมัครใจที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายและไม่มีข้อผูกพันด้านการเปิดตลาดเพิ่มเติม โดยมุ่งส่งเสริมระบบการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง โปร่งใส เป็นธรรม และรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้ ความร่วมมือครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน การค้าดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการค้า ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ไทยร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือในกรอบ FIT Partnership ได้ตามความเหมาะสม แต่ยังไม่รวมถึงการรับรองเอกสารผลลัพธ์ 3 ฉบับ เนื่องจากยังมีบางประเด็นที่ไทยอยู่ระหว่างหารือในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และเวทีระหว่างประเทศอื่น เช่น การยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ การกำหนดนิยาม “สินค้าจำเป็น” และแนวทางบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานในภาวะวิกฤต ซึ่งรัฐบาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและรักษาพื้นที่เชิงนโยบายของไทยเป็นสำคัญ

“การเข้าร่วม FIT Partnership จะช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทางการค้าและการลงทุนยุคใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต และติดตามพัฒนาการของกติกาการค้าโลกอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนบนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

เห็นชอบ MOU ไทย – ICAO เจ้าภาพจัดงาน ‘AAM 2026’

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบการจัดงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 (AAM 2026)

2. เห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ว่าด้วยการจัดเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 (ร่างความตกลงฯ) ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมความตกลงดังกล่าว โดยไม่กระทบสาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้ ให้ คค. โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลความจำเป็น และประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว

3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยสำหรับการลงนามความตกลงดังกล่าว

4. ให้ความเห็นชอบในหลักการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) อำนวยความสะดวกการเข้าออกประเทศ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการตรวจลงตราให้แก่เจ้าหน้าที่ของ ICAO ที่จะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับงานนี้ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยสถานที่จัดงานและผู้แทนที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมและการจัดการจราจรในพื้นที่โดยรอบ

นางสาวพลอยทะเล ประเทศไทยได้รับคัดเลือกจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ให้เป็นประเทศเจ้าภาพจัดงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 ระหว่างวันที่ 1 – 3 ธันวาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ซึ่งรูปแบบของงานจะเป็นการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ รวมถึงจะมีการจัดแสดง นิทรรศการและการจัดแสดงการบินสาธิตของอากาศยานไร้คนขับ และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,500 คน จากผู้แทนประเทศต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการบิน ทั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะเป็นผู้รับผิดชอบการจัดงานดังกล่าว ซึ่งใช้งบประมาณจำนวน 721 ล้านบาท จากเงินรายได้ของ กพท.

ทั้งนี้ ในการจัดงานข้างต้น ประเทศไทยและ ICAO จะต้องจัดทำร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน The Second Advanced Air Mobility Symposium 2026 (ร่างความตกลงฯ) ขึ้น เพื่อกำหนดเงื่อนไขและหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างประเทศไทยและ ICAO

“การจัดงาน AAM 2026 จะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น (1) ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมสำหรับเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) สำหรับอากาศยาน รูปแบบใหม่ของภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั่วโลกในการลงทุนในประเทศไทย ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอากาศยานรูปแบบใหม่และอุตสาหกรรมอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (2) ประเทศไทยมีแนวทางการพัฒนากฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่ที่ชัดเจน เป็นระบบ และสอดคล้องกับแนวทางของ ICAO และมาตรฐานสากล (3) เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนและส่งเสริมการนำเทคโนโลยีอากาศยานรูปแบบใหม่มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้อง กับบริบทของประเทศไทย” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

เคาะสูตร “CARE” ใช้ฐานเงินเดือนเฉลี่ย คิดบำนาญผู้ประกันตน

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณเงินบำนาญชราภาพกองทุนประกันสังคม ให้มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ หลักการคำนวณเงินบำนาญชราภาพปัจจุบัน คำนวณเงินบำนาญจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งทำให้ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนที่ค่าจ้างลดลงในช่วงท้ายของการทำงาน หรือผู้ที่เปลี่ยนไปสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 กระทรวงแรงงานจึงได้เสนอปรับวิธีการคำนวณเงินบำนาญชราภาพเป็น สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) โดยนำค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนในแต่ละเดือน มาปรับมูลค่าเงินให้เป็นค่าเงินปัจจุบันก่อน แล้วจึงนำมาเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาที่นำส่งเงินสมทบ เพื่อให้เงินบำนาญสะท้อนการส่งเงินสมทบตลอดอายุการทำงานได้อย่างเป็นธรรมยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพอยู่ก่อนแล้ว จะไม่ได้รับเงินบำนาญลดลง และผู้ที่จะเกิดสิทธิรับเงินบำนาญภายใน 5 ปีแรกนับจากกฎกระทรวงนี้มีผลบังคับใช้ หากคำนวณแล้วสูตรเดิมได้มากกว่าสำนักงานประกันสังคมจะมีมาตรการชดเชยส่วนต่างให้เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนทุกกลุ่ม ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ แถลงเพิ่มเติมว่า กฎกระทรวงนี้จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ประกันตนได้เตรียมความพร้อมในการวางแผนเกษียณ และสำนักงานประกันสังคมได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกันตนมีความเจ้าใจมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ได้มีข้อเสนอจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เสนอให้กระทรวงแรงงานจัดทำแผนรองรับด้านสภาพคล่องและเสถียรภาพทางการเงินของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการรายจ่ายที่ไม่จำเป็นด้วย เพื่อความยั่งยืนทางการคลังของรัฐต่อไป

ต่ออายุใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ 7.7 แสนคน อีก 1 ปี

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม พร้อมเห็นชอบร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการกำลังแรงงานของภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นการสานต่อมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งมาตรการเดิมจะครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่มีมาตรการรองรับ อาจส่งผลให้แรงงานมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทบต่อการบริหารจัดการแรงงานของภาครัฐ รวมถึงการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่และทำงาน เพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีแรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวรวมประมาณ 770,000 คน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานในครั้งนี้จึงช่วยให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวสามารถดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว และช่วยรักษาความต่อเนื่องของกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบ 1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ และ 2. ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดความชัดเจนในการปฏิบัติ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ผู้ประกอบการ นายจ้าง แรงงานต่างด้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รับทราบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการอย่างทั่วถึง อำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามกฎหมาย และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของประเทศ

ไฟเขียว MOU ไทย-จีน 5 ฉบับ ต่อยอดงานวิจัย- AI -อวกาศ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างเอกสารเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 5 ฉบับ เพื่อเตรียมการลงนามในระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นการต่อยอดความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศในการพัฒนาการศึกษา บุคลากร งานวิจัย และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เอกสารความร่วมมือทั้ง 5 ฉบับ ประกอบด้วย (1) ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย การจัดสรรทุนการศึกษา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ (2) ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou (เป่ยโต่ว) เพื่อวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบดาวเทียมร่วมกัน (3) ร่างบันทึกความเข้าใจด้านการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชัน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากรด้านพลังงานแห่งอนาคต (4) ร่างข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ครอบคลุมสาขาสำคัญ เช่น การเกษตร วัสดุศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ นาโนเทคโนโลยี และเทคโนโลยีอวกาศ และ (5) ร่างบันทึกความเข้าใจด้านการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน เพื่อการสำรวจอวกาศห้วงลึก สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศร่วมกัน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือทั้ง 5 ฉบับ จะช่วยยกระดับคุณภาพการอุดมศึกษาและการวิจัยของไทย เพิ่มโอกาสในการพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักศึกษา นักวิจัย และสถาบันอุดมศึกษาของทั้งสองประเทศ พร้อมต่อยอดความร่วมมือในสาขาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบดาวเทียมนำทาง วัสดุศาสตร์ และนิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพิ่มขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของภูมิภาค

รับทราบผลประชุมอนุสัญญาสิ่งแวดล้อมโลก

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด สมัยที่ 17 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้า สำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ สมัยที่ 12 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 12 พร้อมเห็นชอบแนวทางที่ประเทศไทยจะดำเนินการตามมติสำคัญของทั้ง 3 อนุสัญญา เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสารเคมี และของเสียอันตรายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายใต้ อนุสัญญาบาเซล ประเทศไทยจะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายระหว่างประเทศในช่วงปี 2568–2574 โดยกำหนดมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายผ่านการสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จ ปรับปรุงแนวทางการกำจัดของเสียให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และดำเนินโครงการสำรวจของเสียพลาสติกร่วมกับศูนย์ภูมิภาคของอนุสัญญาบาเซลและอนุสัญญาสตอกโฮล์มประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ ภายใต้ อนุสัญญารอตเตอร์ดัม ประเทศไทยจะดำเนินการแจ้งมติการนำเข้าสารเคมีต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญา โดยกำหนดให้การนำเข้าสาร Fenthion ต้องขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตก่อนนำเข้า พร้อมวางแผนควบคุมเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ภายใน 5 ปี ขณะที่การนำเข้าสาร Carbosulfan จะต้องได้รับใบอนุญาตก่อนนำเข้าเช่นกัน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการบริหารจัดการสารเคมีอันตรายของประเทศ

ส่วน อนุสัญญาสตอกโฮล์ม ประเทศไทยจะเร่งดำเนินมาตรการควบคุมสารมลพิษตกค้างยาวนาน (POPs) ชนิดใหม่ ได้แก่ กลุ่มสาร MCCPs และ Long-chain PFCAs รวมทั้งดำเนินการจัดประเภทพิกัดศุลกากร กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้า–ส่งออก จัดทำทะเบียนการใช้สารเคมีที่ได้รับการยกเว้นในกรณีจำเป็น สำรวจข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ยังมีสาร POPs เป็นส่วนประกอบ และจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของประเทศส่งต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาภายในกรอบเวลาที่กำหนด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การดำเนินงานตามมติของทั้ง 3 อนุสัญญาจะอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมศุลกากร และกรมวิชาการเกษตร เพื่อยกระดับระบบกำกับดูแลสารเคมีและของเสียอันตรายของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการจัดการสารเคมี และของเสียอันตรายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยดำเนินการตามมาตรฐานสากล และมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

ผลดำเนินงานป้องกันการรับ–ให้สินบน ตามข้อเสนอ ป.ป.ท.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบสรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวมต่อ มาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เสนอ พร้อมมอบหมายให้ ป.ป.ท. ส่งข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้ประกอบการติดตามและขับเคลื่อนมาตรการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการสานต่อมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดแนวทางป้องกันการรับและให้สินบนใน 8 ด้านสำคัญ อาทิ การเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านการต่อต้านการทุจริต การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย การพัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับการอนุมัติอนุญาต การส่งเสริมภาคเอกชนร่วมต่อต้านการให้สินบน และการปลูกฝังค่านิยมสุจริตในสังคม

จากการหารือร่วมกันของ 17 หน่วยงาน ทุกฝ่ายเห็นพ้องในหลักการว่าการยกระดับการป้องกันการทุจริตจำเป็นต้องอาศัย การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการกำหนดตัวชี้วัดร่วม เพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอสำคัญ เช่น การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านการเงิน ภาษี และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐ การพัฒนาระบบบริการภาครัฐแบบดิจิทัลครบวงจร (End-to-End Service) เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความโปร่งใสในการให้บริการประชาชน

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเห็นควรผลักดันการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น สนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านการให้สินบนผ่านมาตรการจูงใจ ตลอดจนเดินหน้ารณรงค์สร้างค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตและการไม่ยอมรับการทุจริตในทุกภาคส่วนของสังคม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ป.ป.ท. เห็นว่า แม้หลายหน่วยงานจะมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและการกำหนดเป้าหมายร่วม จึงเสนอให้กำหนดผลลัพธ์และตัวชี้วัดแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงมาใช้ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และยับยั้งการทุจริตเชิงรุก

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและการต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง โดยมุ่งใช้เทคโนโลยี การเปิดเผยข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบราชการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีสากล” นางสาวลลิดา กล่าว

เห็นชอบ MOU คุ้มครองลิขสิทธิ์สินค้าไทยในตลาดจีน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนาม เพื่อเพิ่มช่องทางช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดจีน และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนอย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีเป้าหมายจัดทำกรอบความร่วมมือทวิภาคีด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างไทยกับจีน เพื่อพัฒนาการประสานงานระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ ทั้งการคุ้มครองสิทธิในตลาดภายในประเทศ และการรับมือการละเมิดที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางการค้าที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือประกอบด้วย 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การหารือเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การอำนวยความสะดวกในการบังคับใช้สิทธิ และการฝึกอบรมรวมถึงพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองเจ้าของสิทธิและการดำเนินการต่อสินค้าหรือบริการที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเสริมบทบาทเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ในการประสานความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกรณีเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นที่ได้รับความคุ้มครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายของจีนแล้ว ควบคู่กับการใช้สิทธิและดำเนินการตามกฎหมายโดยภาคเอกชนเจ้าของสิทธิเอง

ทั้งสองฝ่ายจะกำหนดหน่วยงานระดับกรมเป็นผู้ประสานงานหลัก และสามารถจัดการหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกิดขึ้นจากการดำเนินความร่วมมือ ตลอดจนจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมกันตามความเหมาะสม โดยการดำเนินกิจกรรมจะเป็นไปตามความพร้อมด้านงบประมาณ ทรัพยากร กฎหมาย และกฎระเบียบภายในของแต่ละประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกรอบแสดงเจตจำนงร่วมกันและไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาและไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย “รัฐบาลมุ่งยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีนและช่องทางออนไลน์ เพื่อช่วยลดความเสียหายจากการละเมิด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ และสนับสนุนให้สินค้า นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ของไทยสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

ไฟเขียว MOU ด้านห่วงโซ่อุปทาน – ยกะดับ MSMEs ไทย-จีน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีเป้าหมายส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ ความร่วมมือจะครอบคลุมการจัดตั้งเวทีหารือด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการสร้างงาน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศ แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ อุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสาขาอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยจะเชื่อมโยงกับการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA 3.0) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปี และเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของโลก การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จึงเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในสาขาที่มีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ MSMEs ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกได้มากยิ่งขึ้น รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เป็นสนธิสัญญา และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–จีนให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

ยกระดับมาตรฐานชั่งตวงวัดไทย–จีน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านชั่งตวงวัดระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนาม เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านมาตรฐานการชั่งตวงวัด ป้องกันการจำหน่ายเครื่องชั่งตวงวัดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างสองประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งยกระดับระบบชั่งตวงวัดของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านระบบกำกับดูแล องค์ความรู้ทางวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และกระบวนการตรวจสอบให้ความเห็นชอบต้นแบบ (Type Approval Process) รวมถึงร่วมกำหนดแนวทางป้องกันและปราบปรามการจำหน่ายเครื่องชั่งตวงวัดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชั่งตวงวัดจากจีน พัฒนาความร่วมมือด้านการยอมรับร่วมใบรับรองตามระบบขององค์การชั่งตวงวัดระหว่างประเทศ (OIML) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนรายงานผลการทดสอบและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบธุรกิจด้านชั่งตวงวัดของไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองประเทศจะจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group) และกำหนดผู้ประสานงานของแต่ละฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมในประเด็นที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ไทยได้รับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญของจีน เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลเครื่องชั่งตวงวัดประเภทใหม่ที่มีความสำคัญต่อภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคทางเทคนิค และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานสินค้าของไทยในตลาดระหว่างประเทศ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านชั่งตวงวัดของไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการค้าโลก ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและสนับสนุนการค้าอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสในระยะยาว

ดัน ‘โชติกา’ นั่งอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ‘ยุถิกา’ นั่งรองปลัด ฯ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ/อนุมัติ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ดังนี้

1. กรณีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 2 ราย ดังนี้

(1) นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม

(2) นางโชติกา อัครกิจโสภากุล ตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง)สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. กรณีการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งนายพนมบุตร จันทรโชติ ตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

2. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้

1. นายศรัณย์ โปษยะจินดา  ประธานกรรมการ

2. นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. นายธรณินทร์ ไชยเรืองศรี  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4. นายธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายพิชัย สนแจ้ง   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายสรุจ ทิพเสนา   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

7. นางสุดคนึง ขัมภรัตน์   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

8. นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก จำนวน 6 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสองปี ดังนี้

1. พลตำรวจตรี ดำรงศักดิ์ สว่างงาม  ด้านการวางแผนจราจร

2. นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ  ด้านวิศวกรรมจราจร

3. นายวิจารย์ สิมาฉายา   ด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

4. นายรุธิร์ พนมยงค์   ด้านเศรษฐศาสตร์

5. นางปานทิพย์ ศรีพิมล   ด้านเศรษฐกิจการคลัง

6. นางวรรณพร พรประภา  ด้านการผังเมือง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เพิ่มเติม