IMF–World Bank Annual Meetings: ไทยเปิดตัว ‘Bangkok Blueprint’ หวังเป็นต้นแบบโลก รับมือภัยการเงินดิจิทัล (ตอน 6)

ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นครั้งที่สองที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ครั้งแรกในปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ได้รับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งในสามประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงถึงศักยภาพและความพร้อมในการจัดงานระดับโลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงข่าวความคืบหน้าของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) วันที่ 14 กรกฎาคม 2569

ประเทศไทยหวังใช้การเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ไม่เพียงแสดงศักยภาพในการจัดงานระดับโลก แต่ยังผลักดันบทบาทประเทศกำลังพัฒนาในการร่วมกำหนดวาระเศรษฐกิจการเงินโลก ผ่านการนำเสนอประสบการณ์ด้านการเงินดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการรับมืออาชญากรรมทางการเงินในยุคดิจิทัล พร้อมเปิดตัว “Bangkok Blueprint” กรอบแนวทางรับมือ Fraud, Scam และ Digital Crime หวังให้เป็นกรอบอ้างอิงของประเทศต่าง ๆ

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย โดย ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ “การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” (The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group) เวที ด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก ที่ได้รับขนานนามเป็น “โอลิมปิกทางการเงิน” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

ศักยภาพไทยกำหนด Global Agenda

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ได้จัดงานนี้ถึงสองครั้ง และประเทศไทยคือหนึ่งในสามประเทศนั้น ครั้งแรกจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แห่งนี้เมื่อปี 2534 ซึ่งศูนย์สิริกิติ์เองก็สร้างขึ้นส่วนหนึ่งเพื่อรองรับงานนั้น และครั้งได้จัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์อีกครั้ง

“การประชุมนี้เปรียบได้กับโอลิมปิกของโลกการเงินและเศรษฐกิจ ในเดือนตุลาคมนี้จะมีผู้นำทางเศรษฐกิจและการเงินจากกว่า 190 ประเทศ รวมกว่า 15,000 คน มาชุมนุมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ สายตาของทั้งโลกจะจับจ้องมาที่ประเทศไทย เพราะทุกคนต้องการรู้ว่าผู้นำเหล่านี้มาพูดคุยอะไรกัน และจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจการเงินโลกอย่างไร” ดร.เอกนิติกล่าว

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและคนไทยทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ การแสดงศักยภาพชุมชนท้องถิ่นสู่สากล (Empowering Community: From Local to Global) ตลอดจนต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในฐานะเจ้าภาพประเทศไทยได้ชูแนวคิดหลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” หรือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาต่อยอดสู่แนวทางเศรษฐกิจโลกที่สมดุล ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

“การเป็นเจ้าภาพสองครั้งหมายถึง หนึ่งคือการโชว์ศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงานระดับโลก สองคือการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจ เพราะผู้ที่เดินทางมาไม่ใช่แค่รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง หลายคนในนั้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีด้วย ยังมี CEO ของบริษัทใหญ่ที่ติดตามมาอีกจำนวนมาก งานนี้คือการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจ” ดร.เอกนิติกล่าว

การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank ในครั้งนี้ เป็นโอกาสผลักดันบทบาทของประเทศไทยในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก

“หัวใจสำคัญที่สุด คือการแสดงศักยภาพของประเทศไทยว่า เราสามารถกำหนด Global Agenda และร่วมออกแบบนโยบายเศรษฐกิจการเงินของโลกได้ โดยส่งเสียงที่มาจากไทยและจากกลุ่มประเทศสมาชิกในอาเซียน” ดร.เอกนิติกล่าว

ปัจจุบันทั่วโลกต่างเผชิญกับขอบฟ้าใหม่พร้อมกัน และประเทศไทยเองก็อยู่ในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ด้วย โลกแตกออกเป็นขั้ว สถานการณ์ความขัดแย้ง ความผันผวนของเศรษฐกิจการเงินโลกรุนแรงขึ้นทุกที ความมั่นคงทางพลังงานกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน และตลาดการเงินยังคงผันผวนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“คำถามสำคัญที่เราต้องการผลักดันในเวทีนี้คือ เราจะกำหนดวาระโลกได้อย่างไร เราจะ Empowering People หรือให้พลังแก่ประชาชนอย่างไร เพื่อให้ทุกคนรับมือกับขอบฟ้าใหม่ที่ผันผวนนี้ได้ และเราจะสร้าง Building Resilience หรือภูมิคุ้มกันอย่างไร ให้ผู้คนและระบบเศรษฐกิจยืนหยัดได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน” ดร.เอกนิติกล่าว

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

4 เสาหลักตอบโจทย์โลกใบใหม่

สำหรับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายบนเวทีโลกในครั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์และนโยบาย การคลังที่สอดรับความท้าทายในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติผ่าน 4 เสาหลัก ที่เป็นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญและทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ประกอบด้วย

เสาที่ 1 การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) ไทยสามารถเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆ ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) อาทิ ระบบพร้อมเพย์และ Cross-Border QR และการนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาใช้ในการส่งผ่านมาตรการและบริการภาครัฐและสาธารณสุข เพื่อวางกรอบนโยบายที่แม่นยำและตรงเป้าหมาย

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ในด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลนั้น ประเทศไทยมีพัฒนาการที่ดีมาก กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกันวางรากฐาน Digital Public Infrastructure มาอย่างต่อเนื่อง และตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ PromptPay

“PromptPay ไม่ใช่แค่ระบบโอนเงิน แต่คือ เครื่องมือที่นำมาปรับใช้กับนโยบายเศรษฐกิจได้จริง ในช่วงโควิด เราสามารถจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนได้โดยตรงผ่านระบบนี้ โดยไม่ต้องผ่านเช็คที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหล และวันนี้เราใช้ Digital Public Infrastructure หรือ PromptPay เข้าไปช่วยนโยบายเศรษฐกิจ ยิ่งกว่านั้น ไทยยังนำ PromptPay ไปเชื่อมต่อกับ PayNow ของสิงคโปร์ จนทุกวันนี้ผู้คนในอาเซียนสามารถสแกน QR Code จ่ายเงินข้ามประเทศกันได้ ประเทศไทยคือต้นแบบของโครงสร้าง” ดร.เอกนิติกล่าว

และเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI เราก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น โครงการไทยช่วยไทยพลัสได้นำ AI ที่ชื่อ “นกกระซิบ” เข้าไปฝังอยู่ในแอปพลิเคชันเป๋าตังค์และถุงเงิน เพื่อสอนพ่อค้าแม่ค้าให้รู้จักและใช้ AI ได้จริงในชีวิตประจำวัน นี่คือการยกระดับศักยภาพของประชาชนจากฐานราก ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจของธีม Empowering People ที่เราจะนำเสนอต่อเวทีโลกในเดือนตุลาคมนี้

ที่ประเทศไทยเป็นต้นแบบ แล้ววันนี้เราเข้าสู่โลก AI ที่ทุกคนใช้ วันนี้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีเป๋าตังค์ มีถุงเงิน เราเอา AI ชื่อนกกระซิบ ไปสอนพ่อค้าแม่ค้า ให้เขาสามารถเรียนรู้หัดใช้ AI เป็นการยกระดับศักยภาพของพ่อค้าแม่ค้า

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI ประเทศไทยก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น โครงการไทยช่วยไทยพลัสได้นำ AI ที่ชื่อ “นกกระซิบ” เข้าไปฝังอยู่ในแอปพลิเคชันเป๋าตังค์และถุงเงิน เพื่อสอนพ่อค้าแม่ค้าให้รู้จักและใช้ AI ได้จริงในชีวิตประจำวัน เป็นการยกระดับศักยภาพของประชาชน

เสาที่ 2 การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูงเพื่อให้ไทยสามารถ เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World) นำเสนอศักยภาพของไทยในการเป็น “Trusted Hubs” ทางการค้า การเงิน และการลงทุนของเอเชีย พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและความร่วมมือรูปแบบใหม่

ดร.้เอกนิติอธิบายว่า ทุกวันนี้ประเทศมหาอำนาจขัดแย้งกันมากขึ้น แต่ในเวทีโลกก็เริ่มมีการพูดถึงกลุ่มประเทศที่เรียกว่า Middle Power หรือประเทศขนาดกลางที่มีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ต้องการให้ภาพของประเทศเป็นเรื่องอำนาจ แต่จะเรียกกลุ่มนี้ว่า Connected Economies แทน

“Connected Economies คือ ประเทศที่ยืนอยู่ตรงกลาง ในโลกที่แตกขั้ว กลุ่มเราคือคนที่สามารถเชื่อมสองขั้วนั้นเข้าหากันได้ นี่คือบทบาทของประเทศไทยและกลุ่มประเทศขนาดกลาง ที่จะเชื่อมโยงโลกที่แตกแยกให้กลับมาประสานกันใหม่ และเราต้องการโชว์บทบาทนี้ เช่น เชื่อมโยงธุรกิจต่าง ๆ การลงทุนไหลเข้ามาในประเทศไทยและอาเซียนมากขึ้น รวมทั้งเชื่อมห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain ในโลกยุคใหม่ที่ต้องการความมั่นคง” ดร.เอกนิติกล่าว

เสาที่ 3 การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) ผ่านการปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สมดุล

เสาที่ 4 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy) เปลี่ยนความท้าทายสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ การเตรียมพร้อมทางการเงิน

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมองในด้านหนึ่งสังคมผู้สูงอายุก็เป็นภาระการคลัง แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาส ซึ่งมีทั้งอาหารไทย สมุนไพรไทย จัดว่าเป็น New Wellness เศรษฐกิจสังคมผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีโอกาสมาก เพราะทําให้ผู้สูงอายุมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประเทศไทยเป็นกรณีตัวอย่างได้

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ในช่วงการเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้าย คณะผู้จัดงานได้เร่งผลักดันโอกาสครั้งสำคัญนี้ เป็น “วาระแห่งชาติ” ผ่านการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับคนไทยทุกภาคส่วน ครอบคลุม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ไปจนถึงประชาชน ผ่านแคมเปญ “Road to Thailand” เพื่อเน้นย้ำว่าการประชุมในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการเพียงเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและใกล้ตัวทุกคน สะท้อนผ่านการผนึกกำลังและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย ได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในช่วงการจัดเตรียมงานและระหว่างการจัดประชุม จึงยืนยันว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน ซึ่งในระยะสั้นการเดินทางเข้ามาของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงทั่วโลก จะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและบริการในทันที

“การเตรียมความพร้อมของไทยลงลึกและให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด โดยรัฐบาลได้ยกระดับ การดำเนินงานผ่านคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ ซึ่งจะดูแลการขับเคลื่อนแนวคิดหลักของการประชุมให้ชัดเจนและมีพลัง คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ เพื่อให้การ เป็นเจ้าภาพของไทยไม่เพียงแต่สำเร็จลุล่วงด้วยดี แต่ต้องเหนือความคาดหมายของผู้เข้าร่วมประชุม และคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย โดยขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเต็ม 100% ตามแผนจัดเตรียมงาน ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้ คณะผู้แทนจาก The International Monetary Fund และ The World Bank Group ได้เดินทางมาร่วมตรวจประเมินความพร้อมขั้นสุดท้ายอย่างใกล้ชิด หรือที่เรียกว่า July Mission คณะผู้จัดงานจึงวางระบบควบคุมงานและระบบเชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุดในทุกมิติ” ดร.เอกนิติ กล่าว

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ของเมืองไทยที่กลับมาอยู่ในเวทีโลก ต้องใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด ไม่ใช่เพียงการแสดงศักยภาพประเทศกับการเสริมโอกาสให้กับธุรกิจไทยเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้คนไทย ธุรกิจไทยรายเล็ก ๆ ทุกภูมิภาคทั่วเมืองไทย

“ตอนที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรก ทุกคนรู้จักธนาคารโลก รู้จัก IMF หลายคนอยากจะมาทํางานธนาคารโลก เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่คนให้ดีขึ้น และวันนี้เราก็ต้องการให้การจัดงานครั้งนี้ สานต่อไปถึงเด็กรุ่นใหม่ คือ ความภูมิใจของคนไทย ที่ได้จัดงานยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เราก็ยังภูมิใจว่าเราเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเมื่อปี 2534 และครั้งนี้เราต้องสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย ผมเชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไปอีกนาน ถ้าเราจะมีโอกาสจัดครั้งที่สาม ก็จะเป็นพลังที่จะช่วยทําให้เมืองไทยยังคงพัฒนาไปเรื่อย ๆ” ดร.เอกนิติกล่าว

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

Bangkok Blueprint กรอบแนวทางรับมือภัยทางการเงินดิจิทัล

ในด้านระบบการเงิน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภายใต้ธีม Thailand: New Horizons ธปท.จะผลักดัน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การนำเสนอความสำเร็จด้าน Digital Public Infrastructure ของไทย และการผลักดัน Bangkok Blueprint ซึ่งเป็นกรอบแนวทางรับมือภัยทางการเงินดิจิทัลที่จัดทำร่วมกับ IMF และธนาคารโลก

นายวิทัย กล่าวว่า ด้วยความโดดเด่นด้านระบบการเงินดิจิทัลระดับโลกที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้น ทั้งระบบพร้อมเพย์ และการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR) ในการประชุมครั้งนี้ ธปท. จึงมุ่งนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe & Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นอกจากความรวดเร็วแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัยและสร้างการเข้าถึงที่เท่าเทียม (Inclusive) สำหรับคนทุกกลุ่ม

“ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้ามากด้านโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล ทั้งระบบ PromptPay, QR Payment และ Cross-Border QR Payment ซึ่งช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม ช่วยในการเข้าถึงเงินทุน เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน และเชื่อมโยงการชำระเงินข้ามแดนกับต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายวิทัยกล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีบัญชี Mobile Banking กว่า 187 ล้านบัญชี ขณะที่ PromptPay มีธุรกรรมกว่า 27,000 ล้านรายการต่อปี คิดเป็นมูลค่าราว 56 ล้านล้านบาท ส่วนระบบ QR Payment มีมูลค่าธุรกรรมราว 6 ล้านล้านบาทต่อปี และได้ขยายการเชื่อมโยงการชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-Border QR Payment) ไปแล้ว 10 ประเทศ

อย่างไรก็ตาม นายวิทัยกล่าวว่า การเติบโตของการเงินดิจิทัลมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านอาชญากรรมไซเบอร์ การฉ้อโกง และการหลอกลวงทางการเงิน

การที่ระบบการเงินจะปลอดภัยและทั่วถึงได้ ต้องมีกลไก 3 ด้านด้วยกัน คือ (1) จัดการกับภัยทุจริตทางดิจิทัล (Fraud, scams, and digital crimes) ที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง (2) ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์ (Cyber resilience) เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง และ (3) สร้างระบบนิเวศทางการเงิน (Enabling ecosystem) ที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาด การออกแบบนโยบายที่รอบคอบ

หัวใจสำคัญ คือ การวางนโยบายการเงินที่มองเห็นคนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เพียงสร้างภูมิคุ้มกัน ภัยไซเบอร์ทางการเงินให้แก่ประชาชน แต่ในขณะเดียวกันจะช่วยปลดล็อกให้คนตัวเล็ก อาทิ กลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้มีความปลอดภัย และเท่าเทียมกัน

ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ธปท. พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย ‘Bangkok Blueprint’ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับ The International Monetary Fund และ The World Bank Group ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น ‘เข็มทิศนโยบาย’ ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล

โดยแนวทางนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน

“Bangkok Blueprint เป็น Concept Paper ที่รวบรวมหลักการรับมือ Fraud, Scam และ Digital Crime รวม 12 ประเด็นสำคัญ ตั้งแต่การยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ การมีกฎหมายที่เหมาะสม มีระบบป้องกัน ตรวจจับ เยียวยา ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและระหว่างประเทศ” นายวิทัยกล่าว

“ทั้งหมดก็จะเป็น 12 ข้อที่เราเชื่อมั่นและหวังว่าจะเป็น Reference ต่อไป จบงานในอีกหนึ่งปี สองปี สามปี ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีปัญหาแบบนี้ ก็จะมาใช้ Bangkok Blueprint เป็น Reference ในการดําเนินนโยบายต่อไป” นายวิทัยกล่าว

“Bangkok Blueprint นี้ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ (key deliverables) ของการประชุมครั้งนี้ และ จะเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงธีมของไทยกับธีมโลก เนื่องจากภัยการเงินดิจิทัลจะเป็นความท้าทายที่ทั่วโลกจะต้องพบเจอ สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีแนวคิดที่เป็นสากล และเป็นผู้นำทางความคิดในการจุดประกายให้กลายเป็น แนวปฏิบัติที่ลงมือทำได้จริง เพื่อลดปัญหาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” นายวิทัย กล่าวสรุป

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของการประชุม The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group และชุดกิจกรรม Road to Thailand เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ https://www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand https://www.facebook.com/AM2026THAILAND