กรมบัญชีกลางถอน “NWR” จากบัญชีผู้มีสิทธิ์ประมูลงานรัฐ – พบขาดคุณสมบัติ ‘ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ’

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง

กรมบัญชีกลางประกาศเพิกถอนชื่อ “NWR” ออกจากบัญชีผู้มีสิทธิ์ประมูลงานรัฐ หลังตรวจพบขาดคุณสมบัติ ‘ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ’ สาขางานก่อสร้างชลประทาน

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้ลงนามในประกาศกรมบัญชีกลาง เพิกถอนรายชื่อผู้ประกอบการออกจากทะเบียนผู้ประกอบงานก่อสร้างที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐ ครั้งที่ 6/2569 เนื่องจากขาดคุณสมบัติ ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามข้อ 3 (9) และตามประกาศคณะกรรมการราคากลาง และขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐ ลงวันที่ 18 กันยายน 2567 กรมบัญชีกลางจึงออกประกาศเพิกถอนรายชื่อกลุ่มผู้ประกอบการที่ขาดคุณสมบัติ ออกจากทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ  ปรากฎว่ามีบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ “NWR” ผู้ชนะการประมูลโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอุโมงค์บึงหนองบอนของ กทม. วงเงิน 9,561 ล้านบาท ได้ถูกกรมบัญชีกลางประกาศเพิกถอนรายชื่อออกจากเป็น “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” ที่มีสิทธิ์ประมูลงานภาครัฐ 3 สาขา ได้แก่ สาขางานก่อสร้างทางและสะพานพิเศษ , สาขางานก่อสร้างชลประทาน และสาขางานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและชายฝั่ง โดยประกาศกรมบัญชีกลางฉบับดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้

ตามที่ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กรมบัญชีกลาง ประกาศรายชื่อผู้ประกอบการงานก่อสร้าง ตามมาตรา 51 และผู้ประกอบการพัสดุอื่น ตามมาตรา 52 ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง และให้ปรับปรุงความถูกต้องของข้อมูลให้เป็นปัจจุบันทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล และวรรคสาม บัญญัติให้คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ประกอบการที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียน การตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม หรือ การตรวจติดตาม การเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียน และอัตราค่าธรรมเนียมการขอขึ้นทะเบียน รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ในกรณีที่กรมบัญชีกลางไม่ขึ้นทะเบียนให้ผู้ประกอบการ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกฎกระทรวง โดยที่กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ พ.ศ. 2560 หมวด 1 คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ประกอบการที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียน ข้อ 3 (9) กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีคุณสมบัติที่เป็นเกณฑ์ความต้องการขั้นต่ำ เช่น ฐานะการเงิน ผลงานหรือประสบการที่ผ่านมา บุคลากร หรือเครื่องมือเครื่องจักร

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางประกาศกำหนดในแต่ละสาขางานก่อสร้าง หรือ ในแต่ละพัสดุอื่น ประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ได้แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 6 กำหนดให้กรมบัญชีกลางมีหน้าที่ตรวจติดตามผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนแล้วว่า ยังเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 3 หรือไม่ โดยให้มีการตรวจติดตามทุก 3 ปี นับแต่วันที่กรมบัญชีกลางขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ

หากกรมบัญชีกลางตรวจติดตามพบว่า ผู้ประกอบการรายใดไม่มีคุณสมบัติ หรือ มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 3 (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9) หรือ (10) ให้กรมบัญชีกลางเพิกถอนรายชื่อผู้ประกอบการรายนั้นออกจากทะเบียนผู้ประกอบการ และข้อ 9 (1) (ค) กำหนดให้กรณีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามข้อ 3 (9) ที่มิได้มีการกระทำอันมีลักษณะเป็นการประพฤติมิชอบ ตามที่กรมบัญชีกลางกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการราคากลางสามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการใหม่ได้ เมื่อมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดนั้น‘ และหมวด 6 การอุทธรณ์ ข้อ 12 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ในกรณีที่กรมบัญชีกลางไม่รับขึ้นทะเบียน ปรับลดระดับชั้นของผู้ประกอบการ หรือ เพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียน หากผู้ประกอบการไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว มีสิทธิอุทธรณ์ต่อกรมบัญชีกลางภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากกรมบัญชีกลาง และตามประกาศคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียน ผู้ประกอบการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิ เป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ ลงวันที่ 18 กันยายน 2567 เอกสารแนบท้ายประกาศ ข้อ 3 กําหนดให้คุณสมบัติผู้มีสิทธิยื่นขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้าง ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ที่ออกตามความนัยมาตรา 53 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติฯ นั้น

กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้วขอเรียนว่า จากการตรวจติดตามผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่ได้รับการประกาศรายชื่อผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ สาขางานก่อสร้างทาง สาขางานก่อสร้างสะพาน สาขางานก่อสร้างชลประทาน สาขางานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและชายฝั่ง ซึ่งได้รับการประกาศรายชื่อฯ ครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 และครั้งที่ 2/2563 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2563 และสาขาขางานก่อสร้างและสะพานพิเศษ ซึ่งได้รับการประกาศรายชื่อตั้งแต่ ครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ถึงครั้งที่ 13/2565 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2565 ปรากฏว่า มีผู้ประกอบการขาดคุณสมบัติ ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามข้อ 3 (9) และตามประกาศคณะกรรมการราคากลาง และขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ ลงวันที่ 18 กันยายน 2567 จึงเพิกถอนรายชื่อผู้ประกอบการออกจากทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิ เป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้ายประกาศฉบับนี้ ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ลงชื่อ นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง

อนึ่ง ความเป็นมาของเรื่องนี้ หลังจากที่สำนักการระบายน้ำของ กทม.ได้ออกประกาศเชิญชวนประกวดราคาโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ วงเงินงบประมาณ 9,561 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 โดยกำหนดให้ผู้ที่สนใจยื่นเอกสารข้อเสนอ และราคาผ่าน e-bidding ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 มีบริษัทรับเหมางานก่อสร้างยักษ์ใหญ่ยื่นข้อเสนอ 3 ราย ได้แก่

  • รายแรก :  กิจการร่วมค้า NC – NB ประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) Joint Venture กับบริษัท ไชน่า สเตท คอนสตรัคชั่น เอนยิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
  • รายที่ 2 : บริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
  • รายที่ 3 : บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

ผลการเคาะราคา e-bidding ปรากฏว่า ผู้ชนะคือ “กิจการร่วมค้า NC-NB” โดยบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ เสนอราคาต่ำที่สุด 9,518 ล้านบาท

ต่อมา มีสื่อมวลชนหลายสำนักได้นำเสนอข่าวบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นแกนนำหลักของกิจการร่วมค้า NC-NB ประสบปัญหาขาดทุนจนทำให้ส่วนของทุนติดลบมาอย่างต่อเนื่อง 2 ปี ติดต่อกัน กล่าวคือ ณ สิ้นปี 2567 ติดลบ 2,349 ล้านบาท และ ณ สิ้นปี 2568 ติดลบ 3,322 ล้านบาท นอกจากนี้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 บริษัท NWR ยังทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการกับศาลล้มละลายกลางก่อนที่จะมายื่นซองข้อเสนอกับ กทม. โดยศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 รวมทั้งไต่สวนคำร้องไปแล้วเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งแต่งตั้งบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ

จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมบริษัท เนาวรัตน์พัฒนา ยังคงสถานะในการเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษ สาขาก่อสร้างชลประทานกับกรมบัญชีกลางมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่บริษัทฯประสบปัญหาขาดทุน จนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 3,322 ล้านบาท ซึ่งตามหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้รับเหมาชั้นพิเศษที่มีสิทธิประมูลงานภาครัฐแบบไม่จำกัดวงเงินนั้น จะต้องมีส่วนของทุน หรือ “มูลค่าสุทธิของกิจการ” (Net Worth) ต้องเป็นบวก (+) เท่านั้น

สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าจึงนำประเด็นนี้ไปสอบถามอธิบดีกรมบัญชีกลาง ก็ได้รับคำตอบว่า บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการฯ ไม่ได้มายื่นขอตรวจติดตามเพื่ออัพเดตสถานะของกิจการภายในกำหนดเวลาคือ วันที่ 30 มิถุนายน2569 และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอนสิทธิ์การเป็น “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ”

ดังนั้น ในระหว่างกรมบัญชีกลางยังไม่ได้เพิกถอนบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการฯ ออกจากทะเบียนผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ก็ยังถือว่าบริษัทมีคุณสมบัติของการเป็นผู้ประมูลงานรัฐได้ ทำให้ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถพิจารณาดำเนินการใดๆได้ ต้องรอกรมบัญชีกลางในฐานะผู้กำกับดูแลกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จะทำหนังสือแจ้งกลับมาที่ กทม.อย่างเป็นทางการว่า บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ ฯ ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษที่มีสิทธิ์ประมูลงานของภาครัฐหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กรมบัญชีกลางออกประกาศเพิกถอนรายชื่อผู้ประกอบการออกจากทะเบียนผู้มีสิทธิ์ประมูลงานภาครัฐแล้ว หากผู้ประกอบการไม่เห็นด้วย ก็สามารถใช้สิทธิ “ยื่นอุทธรณ์” ได้ภายใน 15 วัน แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ว่า กทม.ว่าจะพิจารณาดำเนินการอย่างไร หลังจากที่กรมบัญชีกลางทำหนังสือตอบกลับมาที่ กทม.อย่างเป็นทางการ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของอุโมงค์ยักษ์มูลค่าเกือบหมื่นล้านจะจบลงอย่างไร