เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
ครั้งหนึ่ง จิตวิทยาเคยตั้งคำถามว่า เหตุใดมนุษย์จึงยอมจำนนต่ออำนาจ เหตุใดคนที่ได้รับเสรีภาพแล้วกลับหวาดกลัวเสรีภาพของตนเอง และสังคมแบบใดทำให้คนธรรมดาสามารถสนับสนุนระบอบเผด็จการได้ แต่จิตวิทยาที่เราพบในชีวิตประจำวันเวลานี้กลับชวนให้ถามคำถามอีกแบบ เรามี Growth Mindset หรือยัง ตั้งขอบเขตกับคนอื่นเป็นหรือไม่ กำลังอยู่ท่ามกลาง Toxic People หรือเปล่า และได้เยียวยาบาดแผลในวัยเด็กของตัวเองมากพอแล้วหรือยัง
ภาษาชุดใหม่ช่วยให้คนจำนวนมากเข้าใจความทุกข์ของตนเอง กล้าปฏิเสธความสัมพันธ์เป็นพิษ และยอมรับว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คอนเสปต์นี้เองก็กำลังสร้างวิธีมองโลกซึ่งน่าวิตกขึ้นมาพร้อมกัน นั่นคือไม่ว่าเราจะเผชิญปัญหาอะไร ต้นเหตุและทางออกมักถูกค้นพบภายในตัวบุคคล หากเราทำงานจนหมดไฟ ปัญหาอาจอยู่ที่การบริหารใจ หากเราล้มเหลว ปัญหาอาจอยู่ที่กรอบความคิด หากความสัมพันธ์ไม่ราบรื่น อาจเพราะอีกฝ่ายเป็นพิษ และถ้าเรายังไม่มีความสุข แสดงว่าเราคงเยียวยาตัวเองไม่ดีพอ
จิตวิทยาเดินทางจากเครื่องมือทำความเข้าใจการกดขี่มาสู่ภาษาของการพัฒนาตัวเองได้อย่างไร และในระหว่างทาง เราสูญเสียความสามารถในการมองเห็นสังคมไปหรือไม่
เมื่อความทุกข์ไม่ได้อยู่ในตัวบุคคลเพียงลำพัง
ในหนังสือ Escape from Freedom ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1941 อีริค ฟรอมม์ ไม่ได้อธิบายการเติบโตของลัทธิฟาสซิสต์ว่า เกิดจากความผิดปกติของผู้นำหรือความโง่เขลาของประชาชนเพียงอย่างเดียว เขาพยายามเชื่อมจิตใจมนุษย์เข้ากับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ โดยเสนอว่า เมื่อมนุษย์หลุดพ้นจากอำนาจดั้งเดิม เขาอาจได้รับเสรีภาพมากขึ้น แต่ก็สูญเสียความมั่นคง ความผูกพัน และตำแหน่งแห่งที่ในสังคม ความโดดเดี่ยวและความไร้อำนาจจึงอาจผลักให้มนุษย์หลบหนีจากเสรีภาพด้วยการยอมจำนนต่อผู้นำ เลียนแบบคนส่วนใหญ่ หรือทำลายสิ่งที่ตนควบคุมไม่ได้
สำหรับฟรอมม์ ปัญหาไม่ได้มีเพียงว่า ปัจเจกคนหนึ่งมีบุคลิกแบบอำนาจนิยม แต่คือสังคมแบบใดผลิตความกลัว ความโดดเดี่ยว และความต้องการยอมจำนนเช่นนั้น เขาแยก “เสรีภาพจาก” ข้อจำกัดภายนอกออกจาก “เสรีภาพเพื่อ” ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์และสัมพันธ์กับผู้อื่น มนุษย์จึงไม่ได้เป็นอิสระเพียงเพราะไม่มีใครออกคำสั่ง หากยังถูกตลาด การโฆษณา ความคาดหวังทางสังคม และความกลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับกำกับอยู่
แนวคิดลักษณะนี้ปรากฏในจิตวิทยาเพื่อการปลดปล่อยของอิกนาซิโอ มาร์ติน-บาโร นักจิตวิทยาสังคมผู้ทำงานท่ามกลางสงครามกลางเมืองในเอลซัลวาดอร์ เขาวิพากษ์จิตวิทยากระแสหลักที่นำทฤษฎีจากสังคมตะวันตกไปอธิบายประชาชนซึ่งเผชิญความยากจน ความรุนแรงของรัฐ และการกดขี่ทางการเมือง โดยไม่พิจารณาว่าความทุกข์ของพวกเขาอาจเป็นการตอบสนองที่สมเหตุสมผลต่อโลกที่ผิดปกติ สำหรับจิตวิทยาเพื่อการปลดปล่อย หน้าที่ของนักจิตวิทยาจึงไม่ใช่เพียงทำให้ผู้ถูกกดขี่ปรับตัวได้ดีขึ้น แต่รวมถึงช่วยให้พวกเขามองเห็นเงื่อนไขที่ก่อความทุกข์และกลับมามีอำนาจกำหนดชีวิตร่วมกัน
แน่นอนว่า จิตวิทยาไม่ใช่เป็นศาสตร์แห่งการปลดปล่อยโดยตัวมันเอง
อย่างไรก็ตาม การเล่าเรื่องว่าจิตวิทยาเคยอยู่ข้างเสรีภาพแล้วจึงเสื่อมลงในภายหลังย่อมเรียบง่ายเกินไป ตั้งแต่เริ่มต้น ศาสตร์นี้มีทั้งด้านที่ช่วยปลดปล่อยมนุษย์และด้านที่ช่วยจำแนก ควบคุม และปรับมนุษย์ให้เข้ากับสถาบัน การทดสอบเชาวน์ปัญญา การคัดเลือกแรงงาน การวัดบุคลิกภาพ ตลอดจนจิตวิทยาอุตสาหกรรม ล้วนเคยถูกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโรงเรียน กองทัพ โรงงาน และองค์กรธุรกิจ จิตวิทยาจึงไม่เพียงถามว่า “มนุษย์จะเป็นอิสระได้อย่างไร” แต่ยังถามว่า “จะทำให้มนุษย์ปฏิบัติงานตามที่ระบบต้องการได้อย่างไร” ด้วย
แม้แต่การบำบัดก็มีความกำกวมอยู่ภายใน การช่วยให้คนจัดการความวิตกกังวล ย่อมช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ถ้าความวิตกนั้นเกิดจากความไม่มั่นคงในการทำงาน หนี้สิน การเลือกปฏิบัติ หรือความรุนแรงในครอบครัว การบำบัดที่มุ่งเปลี่ยนความคิดของผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เขาทนอยู่กับสภาพเดิมได้ดีขึ้น โดยไม่แตะต้องเงื่อนไขที่ทำให้เขาป่วย จิตวิทยาจึงสามารถคืนอำนาจให้บุคคล และในเวลาเดียวกันก็สามารถทำให้โครงสร้างที่ผลิตความทุกข์ล่องหนได้
จากการเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่ สู่การเพิ่มประสิทธิภาพตัวเอง
ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 จิตวิทยามนุษยนิยมของอับราฮัม มาสโลว์และคาร์ล โรเจอร์สเกิดขึ้นเพื่อตอบโต้ทั้งจิตวิเคราะห์ที่เน้นแรงขับและบาดแผล กับพฤติกรรมนิยมที่มองมนุษย์เสมือนสิ่งมีชีวิตซึ่งถูกกำหนดด้วยรางวัลและการลงโทษ พวกเขาหันมาสนใจประสบการณ์ภายใน ศักดิ์ศรี เสรีภาพ การสร้างความหมาย และการบรรลุศักยภาพของมนุษย์ โรเจอร์สพัฒนาการบำบัดที่มีผู้รับคำปรึกษาเป็นศูนย์กลาง ส่วนมาสโลว์เสนอแนวคิดเรื่อง self-actualization หรือการเป็นมนุษย์อย่างเต็มศักยภาพ
ในบริบทเดิม แนวคิดเหล่านี้มีพลังต่อต้านสังคมที่บังคับให้ทุกคนเหมือนกัน การรู้จักตนเองไม่ใช่การหมกมุ่นกับตัวเอง แต่คือการหลุดพ้นจากบทบาทและคุณค่าที่สังคมยัดเยียด อย่างไรก็ตาม เมื่อแนวคิดเรื่อง “ศักยภาพมนุษย์” เดินทางออกจากห้องบำบัดเข้าสู่ธุรกิจ การฝึกอบรม และตลาดหนังสือพัฒนาตนเอง ความหมายของมันก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป การเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่ถูกแปลเป็นการทำงานให้มีประสิทธิภาพ มีความมั่นใจ สื่อสารเก่ง เป็นผู้นำ และแข่งขันได้ดีขึ้น เสรีภาพภายในจึงกลายเป็นทุนชนิดหนึ่งซึ่งบุคคลต้องสะสมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง
จากเดิมที่จิตวิทยาถามว่า “สังคมเปิดโอกาสให้มนุษย์เติบโตหรือไม่” คำถามกลับกลายเป็น “คุณพัฒนาตัวเองมากพอที่จะอยู่รอดในสังคมหรือยัง”
เมื่อความสุขกลายเป็นหน้าที่
การเกิดขึ้นของ Positive Psychology ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ยิ่งทำให้จิตวิทยาหันมาศึกษาความสุข จุดแข็ง ความหมาย ความหวัง และสิ่งที่ทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม มาร์ติน เซลิกแมนและมิไฮ ชิกเซนต์มิไฮ แย้งว่าจิตวิทยาหลังสงครามโลกให้ความสำคัญกับโรคและความเสียหายมากจนละเลยการศึกษาว่าอะไรทำให้ชีวิตมีคุณค่า โครงการนี้มีประโยชน์สำคัญ เพราะสุขภาพจิตไม่ควรถูกนิยามว่าเป็นเพียงการไม่มีอาการป่วย (Seligman and Csikszentmihalyi, 2000)
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความรู้เรื่องความสุขถูกลดรูปเป็นชุดคำสั่งสำหรับปัจเจก ต้องมองโลกในแง่ดี ต้องรู้สึกขอบคุณ ต้องฟื้นตัวเร็ว และต้องเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาส ความสุขจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์ปรารถนา แต่กลายเป็นมาตรฐานทางศีลธรรม คนที่ยังเศร้า หมดไฟ หรือสิ้นหวังอาจถูกมองว่าไม่ยอมช่วยตัวเอง ทั้งที่สาเหตุของความทุกข์อาจอยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา
แนวคิด Growth Mindset ของแครอล ดเว็กก็เผชิญชะตากรรมคล้ายกัน งานต้นฉบับเสนอว่าความเชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ แต่เมื่อแพร่เข้าสู่โรงเรียนและองค์กร มันมักถูกทำให้เหลือเพียงคำสอนว่า “ถ้าพยายามมากพอก็สำเร็จได้” ดเว็กเองเคยเตือนเรื่อง “False Growth Mindset” และคัดค้านการใช้กรอบความคิดเป็นเหตุผลกล่าวโทษเด็กที่เรียนไม่สำเร็จ โดยไม่เปลี่ยนวิธีสอนหรือสร้างทรัพยากรสนับสนุน
เมื่อองค์กรจ่ายค่าจ้างไม่พอแต่สอนพนักงานให้ resilient เมื่อโรงเรียนขาดครูแต่บอกเด็กให้เปลี่ยน mindset หรือเมื่อคนยากจนถูกสอนให้คิดบวก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แนวคิดทางจิตวิทยาโดยตัวมันเอง แต่อยู่ที่การนำมันมาใช้แทนความรับผิดชอบของสถาบัน แต่อยู่ที่การนำมันมาใช้แทนความรับผิดชอบของสถาบัน
ภาษาแห่งการเยียวยาและการแบ่งโลกเป็นคนดี-คนเป็นพิษ
ในยุคโซเชียลมีเดีย ภาษาจากห้องบำบัดเดินทางเข้าสู่บทสนทนาประจำวัน คำอย่าง trauma, trigger, gaslighting, narcissist, boundaries, self-care และ toxic relationship ช่วยให้ผู้คนตั้งชื่อประสบการณ์ซึ่งในอดีตอาจไม่มีภาษาอธิบาย ผู้ถูกกระทำสามารถตระหนักว่า ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องปกติ คนที่ถูกบงการเริ่มมองเห็นรูปแบบความสัมพันธ์ และคนที่เคยถูกสอนให้เอาใจทุกคนสามารถอนุญาตให้ตัวเองปฏิเสธได้ นี่คือด้านที่มีพลังปลดปล่อยอย่างแท้จริง
แต่เมื่อคำศัพท์ซับซ้อนถูกย่อให้พอดีกับคลิปไม่กี่วินาที มันอาจเปลี่ยนจากเครื่องมือทำความเข้าใจเป็นอาวุธตัดสินผู้อื่น ความขัดแย้งธรรมดากลายเป็น gaslighting ความเห็นแก่ตัวบางครั้งกลายเป็น narcissism ความไม่สบายใจกลายเป็นภาวะไม่ปลอดภัย และการไม่ทำตามความต้องการของเรากลายเป็นการละเมิด boundaries งานทบทวนเรื่อง “therapy-speak” เตือนว่า ภาษาดังกล่าวอาจถูกใช้เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบ ลดทอนความซับซ้อนของอีกฝ่าย และสร้างสถานะทางศีลธรรมให้ผู้พูด
ความย้อนแย้งคือวัฒนธรรมเยียวยาตัวเองซึ่งดูเหมือนสอนให้เราเข้าใจผู้อื่น อาจทำให้เราจัดหมวดหมู่ผู้คนเร็วขึ้น และยอมรับความแตกต่างน้อยลง โลกถูกแบ่งเป็นผู้เยียวยากับผู้ที่ยังถูกไม่เยียวยา คนที่เคารพขอบเขตกับคนเป็นพิษ เหยื่อกับ narcissist ภาษาจิตวิทยาจึงเสี่ยงกลายเป็นภาษาศีลธรรมแบบใหม่ ซึ่งทุกคนใช้วินิจฉัยคนอื่น แต่ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบส่วนของตนเองในความสัมพันธ์
ลัทธิเยียวยาตัวเองในสังคมบิดเบี้ยว
“ลัทธิเยียวยาตัวเอง” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า การบำบัด การดูแลตัวเอง หรือการตั้งขอบเขตเป็นเรื่องหลอกลวง แต่หมายถึงวัฒนธรรมที่เชื่อว่าปัญหาเกือบทั้งหมดสามารถแก้ได้ผ่านการทำงานกับตัวเอง และถ้ายังแก้ไม่ได้ บุคคลย่อมต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวนั้น
วัฒนธรรมเช่นนี้เข้ากันได้ดีกับสังคมที่โยนความเสี่ยงจากรัฐและสถาบันกลับมาให้ปัจเจก เมื่อการจ้างงานไม่มั่นคง เราต้องสร้าง personal brand เมื่อค่าครองชีพสูง เราต้องมีรายได้หลายทาง เมื่อทำงานหนักจนหมดไฟ เราต้องฝึก mindfulness และเมื่อความโดดเดี่ยวเพิ่มขึ้น เราต้องเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง การดูแลตัวเองจึงกลายเป็นสิ่งทดแทนการดูแลจากส่วนรวม
กระนั้น เราไม่ควรปฏิเสธจิตวิทยาเพียงเพราะตลาดนำภาษาของมันไปใช้ผิดทิศ องค์การอนามัยโลกระบุอย่างชัดเจนว่าสุขภาพจิตถูกกำหนดโดยรายได้ การศึกษา ที่อยู่อาศัย สภาพการทำงาน ความสัมพันธ์ อำนาจ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยิ่งสังคมเหลื่อมล้ำ ความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตก็ยิ่งกระจายอย่างไม่เท่าเทียม การยอมรับปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้แปลว่า ปัจเจกไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตของตน แต่หมายความว่าความรับผิดชอบต้องไม่จบอยู่ที่ปัจเจก
จากลัทธิโทษตัวเองสู่ลัทธิโทษคนอื่น
ภาษาจิตวิทยาป๊อปคัลเจอร์ไม่ได้สั่งให้มนุษย์กล่าวโทษตัวเองเสมอไป มันเสนอทางออกอีกด้านหนึ่งซึ่งให้ความรู้สึกปลดปล่อยกว่า นั่นคือปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ที่คนเป็นพิษรอบตัว พ่อแม่อาจเป็น narcissist คนรักกำลัง gaslight เพื่อนละเมิด boundaries และเพื่อนร่วมงานกำลังดูดพลัง เมื่อระบุผู้ร้ายได้แล้ว ทางออกที่ได้รับการเสนอซ้ำ ๆ คือการถอยห่าง ตัดความสัมพันธ์ หรือเลือกความสงบของตัวเอง
สำหรับผู้ที่เผชิญความรุนแรง การควบคุม หรือการบงการ การมองเห็นรูปแบบเหล่านี้อาจช่วยชีวิตได้จริง ปัญหาจึงไม่ใช่คำว่า toxic หรือ narcissism โดยตัวมันเอง แต่คือการนำคำซึ่งควรใช้อธิบายพฤติกรรมหรือรูปแบบที่ซับซ้อนมาใช้เป็นคำพิพากษาตัวตนของมนุษย์ทั้งคน คนคนหนึ่งไม่ได้เพียงทำสิ่งที่ทำร้ายเรา แต่ถูกประกาศว่าเป็น “คนเป็นพิษ” ซึ่งดูเหมือนไม่มีทางเปลี่ยนแปลงและไม่สมควรได้รับการทำความเข้าใจ
ลัทธิเยียวยาตัวเองจึงแกว่งอยู่ระหว่างสองขั้วอย่างน่าประหลาด ด้านหนึ่งสอนว่าทุกอย่างเปลี่ยนได้หากเราพัฒนาตัวเอง อีกด้านหนึ่งสอนว่าบางคนเป็นพิษจนสิ่งเดียวที่ทำได้คือตัดออกจากชีวิต ขั้วแรกทำให้เราโทษตัวเองเกินไป ส่วนขั้วหลังทำให้เราไม่ต้องรับผิดชอบต่อตัวเองเลย
คืนจิตวิทยาสู่การปลดปล่อย
จิตวิทยาป๊อปคัลเจอร์ร่วมสมัยสอนให้เรารู้จักมืออยู่เพียงสองท่าทาง เราใช้นิ้วชี้กล่าวโทษคนอื่นว่าเป็น Toxic People และใช้นิ้วโป้งชี้กลับมาหาตัวเองว่าเรายังมี Mindset ไม่ดีพอ แต่ไม่ว่า ความผิดจะถูกโยนออกไปหรือดึงกลับเข้ามา สายตาของเราก็ยังติดอยู่กับตัวบุคคล แทนที่จะผายมือออกไปมองและร่วมกันแก้ไขโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และอำนาจที่ผลิตความทุกข์นั้นขึ้นมา
จิตวิทยาที่ปลดปล่อยมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเปลี่ยนตัวเองกับการเปลี่ยนสังคม การบำบัดช่วยให้ผู้ถูกกดขี่มีพลังกลับมาต่อสู้ได้ การตั้งขอบเขตช่วยหยุดความรุนแรงได้ และ Growth Mindset ช่วยให้เด็กไม่ถูกขังไว้ในคำตัดสินเรื่องความสามารถได้ แต่เครื่องมือเหล่านี้ต้องวางอยู่ในบริบทที่ยอมรับว่า มนุษย์ไม่ได้สร้างชีวิตจากภายในจิตใจเพียงลำพัง
เราควรถามทั้งสองระดับพร้อมกันเสมอ เราจะช่วยให้คนคนนี้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร และเราต้องเปลี่ยนเงื่อนไขอะไรเพื่อไม่ให้คนจำนวนมากต้องเผชิญความทุกข์แบบเดียวกัน การรักษาความวิตกกังวลต้องดำเนินคู่กับการสร้างความมั่นคงในชีวิต การส่งเสริม resilience ต้องไม่ใช้แทนการยุติสภาพงานที่ทำร้ายคน และการสอนให้คนรักตัวเองต้องไม่ทำให้เราลืมสร้างสังคมที่มนุษย์สามารถพึ่งพาและดูแลกันได้ และที่สำคัญที่สุดคื เราจะร่วมกันสร้างโลกที่ไม่ต้องเรียกร้องให้ทุกคนเยียวยาตัวเองอย่างไม่มีวันสิ้นสุดได้อย่างไร



