ประสาท มีแต้ม
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้กล่าวในการสัมมนา BIG ISSUE : PDP2026 ENERGY GREEN POWER ถึงร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2026) ซึ่งจะใช้ไปจนถึงปี 2050 ว่าเป็นแผนที่ “สะอาดที่สุด-มั่นคงที่สุด-เป็นธรรมที่สุด” พร้อมกับบอกว่า “เป็นแผนที่เปิดกว้าง กล้าทะเยอทะยาน มุ่งยกระดับสัดส่วนพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้า เตรียมปลดล็อกเสรีพลังงาน ให้หลังคาบ้านเรือนกลายเป็นโรงไฟฟ้าประชาชน หวังกระจายรายได้และลดต้นทุนค่าครองชีพ”
ฟังดูน่ายินดีครับ เพราะภาระค่าไฟฟ้าของคนไทยได้เพิ่มสูงขึ้นมาก กล่าวคือมูลค่าไฟฟ้ารวมที่คนไทยต้องจ่ายในปี 2563 และ 2567 เพิ่มขึ้นถึง 45% ในขณะที่พลังงานไฟฟ้าที่ใช้เพิ่มขึ้นเพียง 15% (ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน)
ในประเด็นที่ท่านรัฐมนตรีอ้างว่าเป็นแผนที่เปิดกว้างทั้งความคิดเห็นและองค์ความรู้ใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก PDP2026 เป็นแผนที่กำหนดทิศทางของกิจการไฟฟ้าทั้งประเทศซึ่งมีมูลค่าถึงประมาณปีละ 1 ล้านล้านบาท และเป็นแผนระยะยาวถึง 25 ปี จึงควรตั้งอยู่บนข้อมูลและเทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุดเท่าที่โลกนี้พึงมี
ผมจึงอยากชวนตั้งคำถาม 3 เรื่อง คือ (1) เปิดกว้างต่อองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่มากพอหรือไม่ (2) เป็นธรรมต่อประชาชนจริงหรือไม่ และ (3) โรงไฟฟ้าฐานยังเป็นสิ่งจำเป็นในระบบไฟฟ้ายุคใหม่อีกหรือ
คำถามแรก PDP2026 เปิดกว้างต่อองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่มากพอหรือไม่
กระบวนการจัดทำ PDP ฉบับใหม่ซึ่งต่อมาคือ PDP2026 ได้เริ่มขึ้นอย่างน้อยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 แต่รายงานวิจัยใหม่ของทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) ที่ชื่อว่า “24/7 Renewables: The Economics of Firm Solar and Wind” (พฤษภาคม 2569) ได้ตั้งโจทย์ด้วยคำถามง่ายๆ ว่า “ถ้าเราต้องการให้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมมีใช้ได้ตลอดเวลา แม้ในช่วงที่แดดไม่ออกหรือลมไม่พัด เราต้องลงทุนเพิ่มอีกเท่าไรและอย่างไร”
ผู้วิจัยใช้ข้อมูลแสงแดดและลมจริงจากหลายพื้นที่ของโลก แล้วนำเข้าสู่แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อคำนวณว่าต้องเพิ่มกำลังผลิตจากแสงอาทิตย์และลม รวมทั้งแบตเตอรี่เท่าใด จึงจะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีต้นทุนเท่าไร
หลักสำคัญของวิธีการนี้คือ การสร้างกำลังผลิตจากแสงอาทิตย์ให้มากกว่าความต้องการในช่วงที่มีแดด แล้วใช้แบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าส่วนเกินไว้ เพื่อเลื่อนมาใช้ในช่วงที่ไม่มีแดด ทำให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่องมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไว้สำรองทั้งหมด (กรณีกังหันลมก็เช่นเดียวกัน)
รายงานของ IRENA ฉบับนี้ยังได้สรุปว่ามีความเป็นไปได้ทั้งทางเทคนิคและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ พร้อมกับยกตัวอย่างจริงจากโครงการ Al Dhafra ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 5,200 MW ร่วมกับแบตเตอรี่ขนาด 19,000 MWh เพื่อจ่ายไฟฟ้าแบบต่อเนื่องเหมือนกับโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่ที่ระดับ 1,000 MW โดย IRENA ประเมินต้นทุนไฟฟ้าเฉลี่ยของระบบไว้ประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MWh หรือประมาณ 2.31 บาทต่อหน่วย (ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์) เท่านั้น
รายงานยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ทั่วสหรัฐอเมริกา โครงการโซลาร์ที่ติดตั้งร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานได้เปลี่ยนจากสิ่งที่เคยเป็นข้อยกเว้น มาเป็นรูปแบบการพัฒนาโครงการที่พบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยสัดส่วนของโครงการโซลาร์ระดับสาธารณูปโภคแห่งใหม่ที่ติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานร่วมกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมคาดว่า ภายในทศวรรษนี้ โครงการในลักษณะดังกล่าวจะคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
จึงแสดงให้เห็นว่า การทำให้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดทางทฤษฎี แต่มีตัวอย่างโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
รายงานนี้พบว่า “จากแบบจำลองของ IRENA ต้นทุนไฟฟ้าแบบ Firm (F-LCOE) ของระบบ Solar PV ร่วมกับแบตเตอรี่ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 54–82 ดอลลาร์สหรัฐ/MWh (หรือ 1.78-2.71 บาทต่อหน่วย) ในปี 2025 ในพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์สูง โดยกำหนดเป้าหมายความมั่นใจในการจัดหาไฟฟ้า (reliability target) ไว้ที่ 95%” ดังภาพประกอบครับ
ที่สำคัญกว่านั้น IRENA ยังประเมินว่า ภายใต้สมมติฐานด้านเทคโนโลยีและต้นทุนในปัจจุบัน ต้นทุนไฟฟ้าแบบ Firm มีศักยภาพที่จะลดลงอย่างมากในอนาคต โดยในกรณีของอินเดียอาจลดลงได้อีกสูงถึง 41% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า
รายงานดังกล่าวออกมาภายหลังจากที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP2026 แต่ผลงานวิจัยในลักษณะนี้ก็ออกมาบ่อยๆ ก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานของไทยได้เคยร่วมทำวิจัยกับ IRENA มาตั้งแต่ 8 ปีก่อนอย่างน้อย 2 ชิ้น คือ
ปี 2017 เรื่อง “Renewable Energy Outlook:Thailand” ผลวิจัยพบว่า “พลังงานหมุนเวียนสามารถเพิ่มได้มากกว่า 37% ของความต้องการพลังงานขั้นสุดท้ายภายในปี 2036 และประเมินว่าการเปลี่ยนไปสู่พลังงานหมุนเวียนในระดับนี้สามารถลดต้นทุนระบบพลังงานได้ประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะเดียวกัน หากรวมต้นทุนภายนอกจากมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพที่หลีกเลี่ยงได้ จะมีประโยชน์เพิ่มอีกประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์ต่อปี”
ปี 2019 เรื่อง “Thailand Power System Flexibility Assessment” ผลวิจัยพบว่า “ไทยสามารถเพิ่มโซลาร์ 4,100 MW + พลังงานลม 2,100 MW ทำให้ไฟฟ้าจากโซลาร์และกังหันลม มีสัดส่วนประมาณ 33% และพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดสูงถึง 74% ของการผลิตไฟฟ้า หัวใจสำคัญคือ ระบบสามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนในระดับสูงได้หากมีความยืดหยุ่นที่เหมาะสม โดยใช้พลังน้ำ พลังน้ำสูบกลับ โรงไฟฟ้าที่ปรับกำลังผลิตได้ แบตเตอรี่ และการบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้าร่วมกัน”
ผมลองตรวจสอบความคืบหน้าพบว่า การใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 11% ในปี 2017 เป็นประมาณ 17% ในปี 2025 (ข้อมูลจาก Our World in Data)
และเพื่อให้แน่ใจมากขึ้น ผมลองตรวจสอบข้อมูลอีกตัวหนึ่งจากแหล่งเดียวกัน คือปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ต่อหัวประชากรของประเทศไทยเปรียบเทียบกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) พบว่า ในปี 2017 ไทยและ UAE ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ต่อคนได้ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยไทยผลิตได้ 64 หน่วยต่อคน ขณะที่ UAE ผลิตได้ 81 หน่วยต่อคน แต่ในปี 2025 ไทยผลิตได้ 139 หน่วยต่อคน ในขณะที่ UAE เพิ่มขึ้นเป็น 1,379 หน่วยต่อคน หรือเกือบ 10 เท่าของประเทศไทย
กลับมาที่รายงานวิจัยเรื่อง 24/7 Renewable อีกครั้ง พบว่าผลวิจัยไม่ได้อยู่แต่บนกระดาษ แต่มีการติดตั้งจริงใน UAE สหรัฐอเมริกาและในระดับครัวเรือนที่ผมเห็นเอง ต่างก็ยืนยันตรงกันว่าโซลาร์เซลล์ + แบตเตอรี่ (ในสัดส่วนที่กล่าวแล้ว) สามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ในราคาต้นทุน Firm-LCOE ที่ถูกกว่าโรงไฟฟ้าฟอสซิล แล้วทำไมจะต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซอีกกว่า 9,100 เมกะวัตต์ ทั้งๆ ที่ในสถานการณ์สงครามราคาก๊าซ LNG เพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 3 เท่าตัว
จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานพบว่า ถ้า LNG ราคา $30 ต่อล้านบีทียู เฉพาะค่าก๊าซอย่างเดียวในการผลิตไฟฟ้า ก็ประมาณ 8.25 บาท
คำถามที่สอง เป็นธรรมต่อประชาชนจริงหรือไม่
รัฐมนตรีพลังงานบอกว่า “ให้หลังคาบ้านเรือนกลายเป็นโรงไฟฟ้าประชาชน” โดยการรับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือใช้ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ในปี 2567 จากการคำนวณข้อมูลในรายงานประจำปีของ กฟผ. และ กฟน. ผมพบว่า ราคาขายส่งไฟฟ้าเฉลี่ยที่ กฟน. รับจาก กฟผ. อยู่ที่ประมาณ 3.37 บาทต่อหน่วย ทั้งๆ ที่เป็นไฟฟ้าจากหลังคาที่มีคุณภาพ ความถี่ไม่เปลี่ยน ช่วยให้แรงดันในระบบเสถียร และสูญเสียในสายส่งน้อยด้วย
ที่น่าสงสัยอีกอย่างหนึ่ง คือ หากการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าของไทยยึดหลักว่า ราคาค่าไฟฟ้าควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (มาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550) แล้ว ราคาไฟฟ้าที่ซื้อมา 2.20 บาทต่อหน่วย แล้วขายปลีกให้ประชาชนในราคาประมาณ 4 บาทนั้น เป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมแล้วหรือ
ประเด็นเรื่องไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือ SMR 9,000 เมกะวัตต์ วันนี้ทั่วโลกมี SMR ที่เดินเครื่องจริงเพียงไม่กี่แห่ง โดยหลักอยู่ในจีนและรัสเซีย ส่วนประเทศอื่นจำนวนมากยังอยู่ในขั้นทดลอง ออกแบบ หรือก่อสร้าง และ SMR ก็ไม่ได้แก้ปัญหากากนิวเคลียร์ มันเป็นธรรมต่อคนรุ่นหลังหรือไม่
โดยปกติ ต้นทุน SMR จะสูงมาก การก่อสร้างก็มักจะล่าช้า มีความเสี่ยงมากภาระดอกเบี้ยจึงสูง และภาระดังกล่าวมักจะตกเป็นของผู้บริโภค ผู้ลงทุนไม่ต้องรับความเสี่ยงเพราะสัญญาเป็นแบบ “ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย”
ส่วนข้ออ้างที่ว่าจะเอา SMR มาเป็นโรงไฟฟ้าฐาน (ซึ่งจะกล่าวในคำถามต่อไป) นั้นยังมีความจำเป็นอีกหรือ ในเมื่อโซลาร์และแบตเตอรี่รวมทั้งพลังน้ำสูบกลับก็สามารถทำให้ระบบมีความมั่นคงได้ ในราคาที่ถูกกว่าด้วย
คำถามที่สาม โรงไฟฟ้าฐานยังเป็นสิ่งจำเป็นในระบบไฟฟ้ายุคใหม่อีกหรือ
โรงไฟฟ้าฐาน (Baseload Power Plant) คือโรงไฟฟ้าที่ออกแบบให้ เดินเครื่องต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพื่อจ่ายไฟฟ้าส่วนที่เป็น “ความต้องการพื้นฐาน” ของระบบ ไม่ใช่โรงไฟฟ้าที่มีหน้าที่ปรับขึ้นลงตามความต้องการไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว
ในการบรรยายของวิทยากร ผมเห็นคำว่า Baseload Power Plant ซึ่งน่าจะหมายถึงการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาเป็นฐาน
แต่ผลงานวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์จาก CSIRO ของออสเตรเลีย โดย Mark Diesendorf และคณะ ที่ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์รายชั่วโมงเพื่อศึกษาระบบไฟฟ้าออสเตรเลีย พบว่า สามารถออกแบบระบบที่มีพลังงานหมุนเวียนสูงมากหรือถึง 100% ให้มีความน่าเชื่อถือได้ โดยไม่ต้องมีโรงไฟฟ้าฐานแบบถ่านหินหรือนิวเคลียร์ (Elliston, Ben & Diesendorf, Mark & MacGill, Iain, 2012. “Simulations of scenarios with 100% renewable electricity in the Australian National Electricity Market,” Energy Policy, Elsevier, vol. 45(C), pages 606-613.)
ปัจจุบันนี้ ในบางช่วงเวลาของวัน ระบบไฟฟ้าในพื้นที่อย่าง South Australia และ California สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าความต้องการไฟฟ้าของระบบ โดยแบตเตอรี่และการจัดการระบบช่วยนำไฟฟ้าส่วนเกินไปใช้ในช่วงเวลาที่ต้องการ ความจริงนี้เป็นการยืนยันว่าสอดคล้องกับผลงานวิจัยข้างต้น
สรุป
PDP2026 อาจมีเป้าหมายที่ดีขึ้นกว่าร่างแผนในอดีต แต่คำว่า “สะอาดที่สุด–มั่นคงที่สุด–เป็นธรรมที่สุด” ไม่ควรเป็นเพียงคำประกาศทางนโยบายเท่านั้น หากควรศึกษาเปรียบเทียบทางเลือกที่เปิดเผยและตรวจสอบได้
ความจริงแล้ว เทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่กับเทคโนโลยีการสื่อสารและโทรศัพท์มือถือมีพัฒนาการที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ขณะที่ราคาลดลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ดีหรือไม่ แต่คือ ทำไมนโยบายของเราจึงเปิดทางให้เทคโนโลยีการสื่อสารเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่กลับยังจำกัดการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพลังงานยุคใหม่ของประชาชน หาก PDP2026 จะใช้คำว่า “เป็นธรรมที่สุด” คำถามนี้ก็ควรได้รับคำตอบอย่างจริงจัง



