1 ปี นายกอนุทิน: คอร์รัปชันเป็นอย่างไร

มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

1 ปีที่ผ่านมาเกิดคดีและเรื่องอื้อฉาวที่เชื่อมโยงคอร์รับชันจำนวนมาก แม้บางกรณีเป็นเรื่องเก่าค้างคาแต่ก็ถูกขุดมาทวงถามต่อเนื่องเพราะเชื่องช้าและค้านสายตาประชาชน เมื่อมองภาพรวมตลอด 1 ปีของท่านนายกอนุทิน จึงมีทั้งเรื่องที่น่ากังวลและการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง

เรื่องน่ากังวล

1. เรื่องอื้อฉาวและคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น หลายกรณีมีชื่อบุคคลในพรรคร่วมรัฐบาลปรากฏอยู่ด้วย

2. นอมินี ทุนเทา บัญชีม้า รุนแรงมากและมักเชื่อมโยงกับกลุ่มชนชั้นนำ ผู้มีอำนาจ รวมถึงนักการเมือง

3. ประชาชนไม่พอใจการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระฯ โดยเฉพาะ กกต. และ ป.ป.ช. มีหลายเรื่องที่สังคมกังขาว่า ผิดหลักนิติรัฐ ไม่เป็นธรรม และมีการครอบงำจากนักการเมืองใหญ่

คำพูดของท่านนายกฯ ที่กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการต่อต้านคอร์รัปชัน

1. ใครกล้าพูดเรื่องสินบน ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ ท่านนายกฯ กล่าวต่อสื่อมวลชนหลังภาคธุรกิจ (กกร. และเพื่อนไม่ทน) เผยผลสำรวจการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ ท่าทีนี้ทำให้คนไทยหวั่นเกรง เพราะไม่ต่างกับชี้นำและกระตุ้นให้ฟ้องปิดปากประชาชน

2.โกงสอบท้องถิ่นเกิดจาก ‘คน’ ไม่ใช่ระบบ จึงไม่ต้องล้างบางหรือรื้อระบบกระทรวงมหาดไทย เป็นการปฏิเสธความจริง ว่าการโกงซ้ำๆ โกงมานานและโกงเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ จำเป็นต้องปฏิรูประบบครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่จับคนโกงไม่กี่คนที่หลักฐานมัดชัดเจนแล้วเรื่องจบ

3. ปฏิเสธไม่เชื่อผลโพล เช่น CPI เพราะสำรวจจากความรู้สึกและทำให้ประเทศเสียหาย ทั้งที่การสำรวจนี้นานาชาติต่างยอมรับ การปฏิเสธทำให้หน่วยงานของรัฐและสังคมไทยขาดตัวอ้างอิงร่วมกัน ขาดปัจจัยกระตุ้นให้ทุกฝ่ายเร่งแก้ไข 

การเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง

1. คอร์รัปชันที่เหมือนไฟรุมเร้าอยู่ขณะนี้ ทำให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และเจ้าหน้าที่รัฐ ตื่นตัวและเห็นพ้องกันว่าถึงเวลาต้องจริงจังเรื่องการต่อต้านก่อนสายเกินไป ส่งผลให้เกิดพลังใหม่ของคนไทยที่ร่วมผลักดันประเทศให้เข้มแข็งขึ้น กรณีน่าสนใจเช่น

1.1 กกร. และเพื่อนไม่ทน: เครือข่ายภาคธุรกิจที่รณรงค์และร่วมกันลงมือต่อต้าน ไม่ยอมให้สินบนกลายเป็นต้นทุนและภาระของคนไทย

1.2 กรรมการสิทธิมนุษยชน: รณรงค์ให้เห็นความเลวร้ายของการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิของประชาชนที่เชื่อมโยงกับคอร์รัปชัน

1.3 สภาองค์กรผู้บริโภค: ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ประชาชนในฐานะผู้บริโภค มิให้ถูกเอาเปรียบ

1.4 สถาบันเพื่อการยุติธรรมฯ (TIJ): รณรงค์ให้กระบวนการยุติธรรมและสังคมไทยยึดมั่นหลักนิติธรรม พร้อมเชื่อมโยงองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งให้เข้าใจและร่วมมือกับไทย

2. ความจำเป็นที่ไทยต้องเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก 4 องค์กรสากล คือ

2.1  OECD แม้คืบหน้าไปกว่า 60% แต่ยังติดขัดหลายอุปสรรคสำคัญเช่น ปัญหาคอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม การแข่งขันทางเศรษฐกิจไม่เท่าเทียม ระบบรัฐไม่ทันสมัย ฯลฯ โดยทุกการเปลี่ยนแปลงต้องพร้อมรับการตรวจสอบจาก OECD เป็นระยะว่าเรา “ลงมือทำจริง”

2.2  อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน “OECD Anti – Bribery Act” ยื่นสมัครแล้ว แต่ไทยยังต้องแก้กฎหมาย กลไกและกระบวนการตรวจสอบเอาผิด ลงโทษ ผู้เกี่ยวข้องกับคอร์รัปชันอย่างครอบคลุมฐานความผิดตามมาตรฐาน OECD

2.3  ภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership – OGP) กำหนดให้ไทยต้องยึดมาตรฐานสากลในการเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลสาธารณะในความครอบครองของรัฐอย่างครอบคลุม ทุกหน่วยงาน พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าถึงง่ายได้จริง

2.4  ทำข้อตกลงการค้า FTA Thai – EU เป้าหมายคือเจรจาให้เสร็จสิ้นในปี 2569 โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทุกกลุ่มอย่างรอบคอบ

แรงกดดันจากข้อ 1 ช่วยส่งผลให้ภารกิจเหล่านี้มีหน่วยงานรัฐและเอกชนร่วมเป็นแม่งานจำนวนมาก โดย “ไม่ปรากฏสัญญาณต่อต้านหรือขัดแย้ง” ด้วยเชื่อว่าบ้านเมืองถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรอบด้านเสียที หลังพูดกันมากว่าสิบปี

ACT มีความหวังเป็นอย่างมากว่า หากมีการสนับสนุนอย่างจริงจังและมุ่งมั่นจากท่านนายกฯ ขบวนการแก้ปัญหาคอร์รัปชันก็อาจเกิดขึ้นได้จริง

3. รัฐบาลใช้กลไกพิเศษในการต่อสู้คอร์รัปชัน โดยดึงภาคเอกชนและภาคประชาชนมาร่วมทำงานในรูปของ “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต” (คตท.) เป็นกลไกหลักในการรับฟัง สร้างความร่วมมือ ความเข้าใจและความเชื่อมั่น เพื่อพัฒนากฎหมาย ระบบราชการและการบริการประชาชน แนวทางที่เปิดกว้างเช่นนี้ต่างโดยสิ้นเชิงกับสองรัฐบาลก่อนหน้า

4.โดดเด่นมากคือ รัฐบาลมอบหมายให้ท่านปกรณ์ นิลพันธุ์ รองนายกฯ เป็นผู้ดูแลปฏิบัติการเหล่านี้ ท่านได้รับความเชื่อใจและยอมรับจากเจ้าหน้าที่รัฐ ภาคเอกชนและประชาชนที่เคยร่วมงานด้วย ว่าชัดเจนในเป้าหมาย มุ่งมั่น เข้าใจปัญหา เข้าใจหนทางแก้และรู้ว่าประเทศอื่นๆ เขาประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างไร โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูล และยึดถือ “ประโยชน์ของประชาชน” เป็นศูนย์กลางการปฏิรูปทั้งปวง

บทสรุป

หลายสิบปีผ่านมา ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เกิดจากคนโกงเพียงไม่กี่คน แต่เติบโตและฝังรากลึกในโครงสร้างอำนาจอย่างเข้มข้นทั้งระบบราชการและการเมือง ยุคนี้ยังมีนายทุนบางกลุ่มบางคนที่ยิ่งใหญ่จนแทรกแซงรัฐ(State Capture) ได้แทบทุกองคาพยพ

หากต้องการหยุด.. เราต้องเลิกเสียเวลาไปกับไล่ตามปัญหาด้วยการแก้ไขกฎหมาย แต่หันมายอมรับความจริงที่เกิดในระบบราชการ หน่วยงานรัฐ และการเมือง เพื่อมองให้เห็นรูรั่วที่เปิดอยู่ พร้อมปล่อยวางความรู้สึกที่เห็นแก่ชื่อเสียงและผลประโยชน์ขององค์กรหรือพวกพ้องน้องพี่ 

อย่ายอมให้คนโกงทำให้เราหวาดกลัว ท้อ และหมดหวัง

คนไทยต้องมั่นใจครับว่า “โกงได้..แก้ได้”

ตีพิมพ์ครั้งแรก เฟซบุ๊ก มานะ นิมิตรมงคล https://www.facebook.com/mana.nimitr.mngkhl