ในสภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว และการแข่งขันที่สูง แต่ละแบรนด์ต่างหาจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อแยกตัวเองให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง และสร้างแต้มต่อในเชิงธุรกิจ ซีรีส์ “Carbon Capital” โดย Thaipublica X pi carbon เป็นการเล่าเรื่องราวที่โดดเด่นของแบรนด์ ต่าง ๆ ที่สร้างแบรนด์โดยการใช้เรื่อง ‘ความยั่งยืน’ เป็นศูนย์กลางในการสร้างแบรนด์ และการดำเนินธุรกิจ แบรนด์เหล่านี้เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย แต่จับต้องได้ผ่านมิติต่าง ๆ และส่งผลในเชิงบวกกับธุรกิจนั้น ๆเมื่อแบรนด์คิดถึงความยั่งยืน ธุรกิจถึงจะเกิดความยั่งยืน
……..

“ปลูกข้าว ขายได้แค่ข้าว…ปลูกไผ่ มะพร้าว ปาล์ม ก็ได้ผลผลิตทางการเกษตร ทำอย่างไรให้เป็นนวัตกรรม และได้มูลค่ามากกว่าการเป็นแค่สินค้าเกษตรทั่วไป”
แนวคิดการสร้างแบรนด์ ‘วัสดุก่อสร้าง’ ที่ผสมผสาน ‘ความยั่งยืน’ ของ “นิธิศ กวีวรศาสตร์” หรือบูม นักวิจัยผลิตภัณฑ์ บริษัท บีเอ็มเอส 2020 (ประเทศไทย) จำกัด จากที่เห็นโอกาสว่าตลาดวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลกมีมูลค่าหลักพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ผู้ประกอบการในไทยยังแทบไม่เล่นในตลาดนี้ ขณะเดียวกัน ประเด็นความยั่งยืนก็เป็นจุดแข็งและข้อแตกต่างในด้านการสร้างแบรนด์ด้วย
แบรนด์ RHINOZ REWO จึงกำเนิดขึ้น ภายใต้ บริษัท บีเอ็มเอส 2020 (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเป้าหมายการเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมให้กลายเป็นโซลูชันด้านการก่อสร้างที่ใช้งานได้จริง ตั้งแต่วัสดุเคลือบตกแต่ง บล็อกปูพื้น ชุดผลิตภัณฑ์ไฮเปอร์ทูฟา ป้าย วัสดุตกแต่งผนัง ฯลฯ
ไทยพับลิก้า พูดคุยกับ “นิธิศ กวีวรศาสตร์” นักวิจัยผลิตภัณฑ์และผู้พัฒนาแนวคิดการนำวัสดุเหลือทิ้งจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมาต่อยอดเป็นวัสดุก่อสร้าง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการก่อสร้าง และความพยายามวัดผลกระทบด้านคาร์บอนตลอดกระบวนการผลิต
เปลี่ยน ‘waste เกษตร’ เป็นวัสดุก่อสร้างยั่งยืน
นายนิธิศ เล่าว่า บริษัททำเคมีภัณฑ์ก่อสร้างในรูปแบบ OEM ให้กับแบรนด์ปูนและแบรนด์งานก่อสร้างต่างๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ใช้ติดตั้งบ้าน โดย บริษัท บีเอ็มเอส 2020 (ประเทศไทย) จำกัด แยกจากบริษัท บลู เลเบิ้ล จำกัด เพื่อมาทำงานวิจัยและนวัตกรรมเพิ่งเริ่มในปี 2020 และในปี 2022 เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างจริงจัง
บีเอ็มเอส 2020 ทำธุรกิจ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือการทำสูตรสำหรับงานเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง รับงาน OEM/ODM ให้กับผู้ที่ต้องการสร้างแบรนด์ พร้อมงานวิจัยประกอบ อีกด้านคือการเปิดศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนางานวิจัยไปสู่สิทธิบัตรและนวัตกรรมของตัวเอง
เหตุผลที่บริษัทต้องทำวิจัยคือ การนำวัตถุดิบทางการเกษตรมาใช้ในงานก่อสร้าง จะต้องศึกษาจนกว่าจะพบว่าพืช-ผักนั้นๆ มีคุณสมบัติทางเคมีที่ใช้ในงานก่อสร้าง อีกทั้งต้องเป็นผลผลิตที่มีปริมาณเพียงพอตลอดทั้งปี
บริษัทจึงเริ่มจาก ‘มะพร้าว’ ผ่านความร่วมมือกับ “Aromatic Farm” จังหวัดราชบุรี โดยนำของเหลือทิ้ง (Waste) จากกระบวนการผลิตของฟาร์มมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่เรียกว่า Biochar ซึ่งปกติใช้ในภาคเกษตรเป็นวัสดุปรับปรุงดิน แต่บริษัททดลองใส่เป็นวัตถุดิบในงานซีเมนต์ และศึกษาเรื่องการดูดซับคาร์บอน
ผลที่ค้นพบคือ ผนังที่ทำจาก Biochar จากขยะมะพร้าวสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่างจากแนวคิดเดิมคือการสร้างบ้านคือการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศของโลก
นอกจากนี้ ได้ส่งไปแข่งขันในต่างประเทศ รวมถึงได้รับเชิญไปจัดแสดงที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ที่สำคัญ ตลาดต่างประเทศให้การตอบรับอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทรับสร้างบ้าน เนื่องจาก ‘วัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืน’ จำเป็นต้องมีใบรับรองมาตรฐานด้านความยั่งยืนหรือ ESG และบางรายสนใจนวัตกรรม low carbon โดยตรง อีกทั้งบางรายต้องเผชิญกับภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
นายนิธิศ กล่าวต่อว่า ในปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดศูนย์วิจัยที่จังหวัดราชบุรี ในชื่อ BCG Innovative Center พร้อมจัดงานเปิดตัวเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและโครงการ BCG รวมถึงนวัตกรรมที่ส่งเข้าประกวดในต่างประเทศ โดยจะเชิญทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนที่เป็นพาร์ทเนอร์ในและต่างประเทศเข้าร่วมดูงานด้วย
ประเทศไทยมีขยะจากภาคเกษตร ขยะก่อสร้าง และขยะเหมืองแร่จำนวนมากที่สามารถนำมาต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ นี่คือโอกาสที่คนไทยอาจมองข้าม แต่เทรนด์ส่วนใหญ่มักวิ่งตามกระแส AI หรือเซมิคอนดักเตอร์ แต่ Core Business ของคนไทยคือเรื่องการเกษตร

วัด ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ตอบโจทย์ซัพพลายเออร์
นายนิธิศ เล่าถึงจุดเปลี่ยนว่า บริษัทมีห้องแล็บทำหน้าที่วัดค่า Chemical Composition และ Physical Performance ของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น หากเป็นปูนก็ต้องวัดความแข็งแรง ค่า Compressive หรือแรงดัด แต่เมื่อจะขยับเข้าสู่ตลาดกรีนอย่างจริงจัง สิ่งที่จำเป็นคือข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่มี Traceability สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าข้อมูลมาจากไหน
นายนิธิศ ย้ำว่า สาเหตุสำคัญที่ต้องให้น้ำหนักกับเรื่องคาร์บอน เพราะลูกค้าปลายทางต้องการข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้จริง เพราะบางบริษัทมีปัญหาเรื่อง Greenwashing จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมว่าหากจะส่งออกไปยังประเทศใด ต้องผ่านการรับรองแบบไหนบ้าง
นายนิธิศ บอกว่า ก่อนหน้านี้เคยใช้แพลตฟอร์มคำนวณ Carbon Footprint จากต่างประเทศ ใช้งานได้ฟรีแต่ต้องซื้อฐานข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วน อีกทั้งหน้าตาการใช้งาน (UX/UI) ค่อนข้างซับซ้อน และไม่สามารถส่งข้อมูลเข้าระบบของ อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก)
ด้วยเหตุนี้ การคำนวณ Carbon Footprint ผ่านกระบวนการ LCA (Life Cycle Assessment) ให้ถูกต้องและน่าเชื่อถือ ควรมีหน่วยงานที่เข้ามารับรองข้อมูล จึงเป็นที่มาของการใช้แพลตฟอร์ม pi carbon ซึ่งใช้ฐานข้อมูลของไทยในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ส่วนวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะขอเอกสารจากซัพพลายเออร์ว่ามีการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์เท่าไร แล้วนำมาคำนวณรวมกับระยะทางขนส่งมาถึงพื้นที่จริง

นายนิธิศ กล่าวต่อว่า บริษัทมีฝ่าย R&D (Research & Development) 2 ทีมทำงานควบคู่กัน โดยทีมแรกดูแลเรื่อง Performance สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องผ่านมาตรฐานอย่าง มอก. โดยมีห้องแล็บทดสอบของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนอีกทีมเป็นทีมวิจัยด้านความยั่งยืน ทำงานร่วมกับ pi carbon ในการคำนวณ และร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัยสองแห่งคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยได้รับทุนวิจัยจากภาครัฐผ่านโครงการ iTAP ซึ่งสนับสนุนให้นักวิจัยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ
ตัวอย่างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมคือโครงการ “End of Waste” ภายใต้จุฬาฯ ที่นำขยะยิปซัมจากอุตสาหกรรมเซรามิก ซึ่งปกติต้องส่งฝังกลบและเริ่มถูกจำกัดทั้งในและต่างประเทศ มาแปรรูปเป็นผนัง โดยบริษัทเข้าไปช่วยปรับปรุงสูตรและวิธีการหล่อให้สามารถใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรมและถอดโมลง่ายขึ้น เพราะยิปซัมมีคุณสมบัติเปราะและแตกง่าย

ต่อยอดเกษตรกรรม สู่ New S-Curve
นายนิธิศ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากเคมีภัณฑ์ก่อสร้างส่วนใหญ่มีปิโตรเลียมเป็นวัตถุดิบหลักในการทำโพลิเมอร์ ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มมองหาทางเลือกที่ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันมากนัก หนึ่งในนั้นคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ Bio-based ที่พัฒนาขึ้นจากพืชแทน
อย่างไรก็ตาม หากเทียบต้นทุนระหว่างวัสดุที่กรีนกับไม่กรีนแล้ว ต้นทุนของสินค้ากรีนจะสูงกว่าประมาณ 20%
นายนิธิศ มองว่า ธุรกิจนี้ยังอยู่ในช่วง “Raise Awareness” คือสร้างการรับรู้ให้กับตลาด เพราะบริษัทยังไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม การเคลื่อนตัวของตลาดต้องอาศัยหลายปัจจัย แบ่งเป็น 5 ภาคส่วนที่ต้องขยับไปพร้อมกัน ได้แก่
- ภาคนวัตกรรม ยกตัวอย่างบริษัท บีเอ็มเอส 2020 (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งต้องเป็นผู้กรุยทาง
- ภาคการผลิต โรงงานที่ต้องเริ่มสนใจและร่วมผลิตสินค้าจากวัตถุดิบเหลือใช้
- ภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยที่ช่วยวิจัยในเรื่องที่โรงงานทำเองไม่ได้ เช่น การพัฒนาเซนเซอร์วัดการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
- ภาครัฐ ด้านการผลักดันนโยบายคาร์บอนเครดิต และให้งบประมาณ
- ภาคประชาชน รวมถึงเกษตรกรที่ต้องรับรู้ว่าเทคโนโลยีนี้มีอยู่และสามารถต่อยอด waste ที่มี
นายนิธิศ กล่าวต่อว่า ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2570 บริษัทมีแผนจัดงาน Sustainability Summit เพื่อรวบรวมผลงานวิจัยด้าน Waste ทั้งหมดที่พัฒนาออกมาเป็นเชิงพาณิชย์ บางส่วนอยู่ระหว่างขอจดสิทธิบัตร พร้อมเชิญวิทยากรต่างชาติที่เป็นพาร์ทเนอร์มาให้ความรู้เกี่ยวกับโมเดลธุรกิจต้นแบบจากประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านนี้แล้ว เนื่องจากเมืองไทยยังไม่มีโมเดลลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
นายนิธิศ กล่าวเสริมว่า บริษัทพยายามเป็นผู้กรุยทาง ‘วัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืน’ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าตลาดเห็นว่ามีความเป็นไปได้จริง และหากเกิดเป็นธุรกิจต้นแบบที่จับต้องได้ จะช่วยดึงดูดผู้ประกอบการรายอื่นที่มี Waste จากภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรมให้เข้ามาร่วมสร้างเป็น Driver ใหม่ให้กับประเทศ
นายนิธิศย้ำว่า แนวคิดเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์และวัสดุกรีนไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศมีโมเดลและมีการซื้อขายเกิดขึ้นจริงแล้ว แต่สำหรับไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งถือเป็นจุดที่หลายคนมองข้าม
สิ่งที่ประเทศไทยมีไม่แพ้ชาติใด คือทรัพยากรด้านการเกษตร บางประเทศมหาอำนาจเองก็ยังขาดแคลน ถ้าจะแข่งขันด้าน AI หรือ Data อาจต้องใช้เวลาไล่ตามอีกหลายสิบปี แต่ทรัพยากรธรรมชาติอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ธุรกิจไทยกลายเป็น New S-Curve ใหม่ของประเทศ
พร้อมกล่าวต่อว่า waste ภาคการเกษตรในแต่ละภาคของไทยมีความหลากหลาย ทั้งดิน น้ำ และวิธีการเพาะปลูกที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัด ซึ่งหมายความว่าองค์ประกอบทางเคมีของวัสดุแต่ละชนิดก็ต่างกันไปด้วย และอาจมี ‘ขุมทรัพย์’ ซ่อนอยู่ในพืช-ผัก-ผลไม้ชนิดอื่นๆ


