สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
ในยุคที่ความต้องการไม้แปรรูปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตัดไม้ทำลายป่าจึงขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้เทคนิคการทำป่าไม้แบบยั่งยืนในอดีตถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือภูมิปัญญาโบราณของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ไดสุกิ (Daisugi)”
ไดสุกิเป็นกรรมวิธีการปลูกและตัดแต่งต้นสนซีดาร์แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีมานานกว่า 600-700 ปี ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตไม้คุณภาพสูง จากต้นแม่เพียงต้นเดียวได้อย่างต่อเนื่องนานหลายศตวรรษโดยไม่จำเป็นต้องโค่นต้นเดิม
ด้วยเทคนิคโบราณของญี่ปุ่น ต้นแม่เพียงต้นเดียวสามารถให้ไม้สนซีดาร์ได้ครั้งละหลายสิบท่อนตลอดช่วงเวลาหลายร้อยปี ที่มาภาพ: https://haltonmastergardeners.com/2020/08/09/daisugi-or-coppicing/
หลักการสำคัญ
แนวทางทำป่าไม้แบบไดสุกิถือกำเนิดขึ้นที่ภูมิภาคคิตายามะ ทางตอนเหนือของเกียวโต ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 เนื่องจากพื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาสูงชัน ทำให้การปลูกและดูแลต้นกล้าใหม่เป็นเรื่องยากลำบาก
ในยุคนั้น ความนิยมสถาปัตยกรรมแบบสุกิยะ-ซุคุริ ซึ่งเน้นความเรียบง่ายและเส้นตรงสวยงามกำลังเฟื่องฟู ส่งผลให้ความต้องการไม้สนซีดาร์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะไม้ที่ใช้ทำโครงหลังคาบ้านและเรือนน้ำชาแบบญี่ปุ่น
ชาวบ้านในพื้นที่จึงพยายามคิดค้นวิธีการที่จะผลิตไม้ให้ได้มากขึ้นโดยใช้พื้นที่เพาะปลูกน้อยลง โดยต่อยอดจากความรู้ด้านศิลปะการตัดแต่งต้นไม้เพื่อให้กลายเป็นไม้แคระหรือบอนไซนั่นเอง
หัวใจของเทคนิคไดสุกิคือการตัดยอดต้นสนซีดาร์ที่เป็นต้นแม่จนมีลักษณะคล้ายแท่นสูง เพื่อกระตุ้นให้หน่อใหม่จำนวนมากงอกจากลำต้นเดิมที่ถูกตัด และเติบโตพุ่งตรงในแนวตั้ง เหมือนกับมีต้นไม้เล็กๆ หลายต้นเติบโตอยู่บนลำต้นแม่เพียงต้นเดียว
จากนั้นจึงคัดเลือกเฉพาะบรรดายอดที่สมบูรณ์ให้เติบโตต่อไปโดยใช้ไม้ไผ่และเชือกช่วยพยุงเอาไว้ ส่วนกิ่งก้านที่แตกแขนงออกด้านข้างจะถูกตัดทิ้งทุกๆ สองถึงสี่ปี เพื่อให้ได้เนื้อไม้ที่เรียบตรงและปราศจากปุ่มตาไม้
เมื่อยอดไม้ที่แตกจากต้นแม่เจริญเติบโตครบ 20 ปีโดยประมาณ ก็จะสามารถตัดโค่นไปใช้เป็นไม้แปรรูปได้ ในขณะที่ต้นแม่และรากยังคงอยู่และแตกหน่อใหม่ขึ้นมาทดแทนได้เรื่อยๆ โดยต้นแม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายร้อยปี จึงทำให้ได้ไม้ปริมาณมากจากต้นเดียว
ว่ากันว่า ต้นแม่หนึ่งต้นสามารถให้ผลผลิตไม้ได้ต่อเนื่องนานถึง 200-700 ปี โดยไม่จำเป็นต้องปลูกทดแทนใหม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว
คุณภาพดีกว่า
ตามที่เล่าต่อกันมา ผู้ที่มีส่วนผลักดันคุณภาพไม้สนของคิตายามะคือ เซน โนะ ริคิว(Sen-no-Rikyu) ปรมาจารย์พิธีชงชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกียวโตในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเรียกร้องความสมบูรณ์แบบของเนื้อไม้สำหรับใช้ในสถาปัตยกรรมเรือนน้ำชาและห้องโถงแบบโทโคโนมะ ซึ่งเป็นซุ้มสำหรับจัดแสดงงานศิลปะอย่างอิเคบานะหรือภาพวาดม้วน
ความต้องการดังกล่าวจึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เทคนิคไดสุกิได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์แบบ โดยกระบวนการทำไดสุกิต้องอาศัยความชำนาญและความอดทนสูง เริ่มต้นจากการเลือกต้นซีดาร์แม่พันธุ์ที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีสายพันธุ์ดี เมื่อต้นแม่เติบโตได้ระยะหนึ่ง นักตัดแต่งกิ่งจะทำการตัดยอดและกิ่งก้านที่ไม่ต้องการออก เหลือไว้เพียงกิ่งหลักที่เป็นฐาน
จากนั้นกิ่งที่แตกใหม่จะถูกดูแลและดัดให้พุ่งตรงขึ้นไปในแนวดิ่งอย่างสมบูรณ์ กิ่งก้านที่พุ่งตรงเหล่านี้จะถูกตัดแต่งกิ่งย่อยออกเรื่อยๆ ทุกๆ 2 ถึง 3 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีรอยตาไม้เกิดขึ้นบนเนื้อไม้เมื่อเก็บเกี่ยว
ในด้านสถิติตัวเลขและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ เทคนิคไดสุกิให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งเมื่อเทียบกับการทำป่าไม้แบบดั้งเดิม ต้นซีดาร์แม่หนึ่งต้นสามารถมีอายุยืนยาวได้นานถึง 300 ถึง 700 ปี และสามารถเก็บเกี่ยวไม้ท่อนตรงย่อยได้มากกว่า 20 ถึง 30 ท่อนต่อการเก็บเกี่ยวหนึ่งรอบ ซึ่งต่างจากการปลูกต้นไม้ทั่วไปที่ตัดได้เพียง 1 ท่อนต่อ 1 ต้นเท่านั้น
นอกจากนี้ การเก็บเกี่ยวไม้จากกิ่งไดสุกิใช้เวลาเพียงประมาณ 20 ปีต่อรอบ ซึ่งรวดเร็วเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับการรอให้ต้นซีดาร์ทั่วไปโตเต็มที่ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 40 ถึง 60 ปี
ที่สำคัญ เนื้อไม้ที่ได้จากเทคนิคนี้ยังมีความหนาแน่นมากกว่าไม้ซีดาร์ทั่วไปถึง 140% มีความยืดหยุ่นสูงขึ้น 200% และต้านทานต่อแรงลมหรือหิมะตกหนักได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้ทำคานหลังคาและโครงสร้างที่ต้องการทั้งความสวยงามเพรียวบางและความทนทานต่อพายุ
เสื่อมความนิยมตามกาลเวลา
แม้การทำป่าไม้แบบไดสุกิจะเคยเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมไม้ในภูมิภาคคิตายามะยาวนานหลายศตวรรษ แต่ความนิยมของเทคนิคนี้เริ่มถดถอยตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา เนื่องจากความต้องการไม้สนซีดาร์ลดลง เมื่อตลาดเริ่มเงียบเหงา การใช้เทคนิคไดสุกิในการผลิตไม้จึงซบเซาตามไปด้วย
ปัจจุบัน สวนป่าซีดาร์แบบดั้งเดิมในคิตายามะจึงไม่ได้มีบทบาทสำคัญต่อตลาดไม้ในประเทศอีกต่อไปเหมือนในอดีต แต่เทคนิคนี้ก็ไม่ได้สูญหายไปโดยสิ้นเชิง เพราะรูปลักษณ์ที่โดดเด่นแปลกตาของต้นสนที่ตัดแต่งด้วยกรรมวิธีไดสุกิทำให้มันถูกนำไปประยุกต์ใช้เป็นองค์ประกอบเชิงศิลปะในงานจัดสวนแบบญี่ปุ่นแทน
เทคนิคที่คล้ายกันในตะวันตก
แม้ว่าไดสุกิจะดูเหมือนเป็นภูมิปัญญาเฉพาะตัวของญี่ปุ่น แต่แนวคิดพื้นฐานเรื่องการตัดแต่งต้นไม้เพื่อกระตุ้นการแตกหน่อใหม่โดยไม่โค่นต้นแม่นั้น ในซีกโลกตะวันตกก็มีเช่นกัน ได้แก่เทคนิคการทำพอลลาร์ด (Pollarding) และ การทำคอปปิซ (Coppicing) ที่ใช้กันมานานในยุโรป
ทั้งสามวิธีเป็นเทคนิคการตัดแต่งกิ่งไม้แบบโบราณที่มีแนวคิดเดียวกัน คือ “การเก็บเกี่ยวเนื้อไม้โดยไม่ต้องโค่นต้นแม่” ทำให้ต้นไม้สามารถเติบโตและผลิตไม้ให้ใช้งานได้เรื่อยๆ อย่างยั่งยืน แต่ทั้ง 3 เทคนิคมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของ ตำแหน่งที่ตัด ชนิดพันธุ์ไม้ และจุดประสงค์การใช้งาน
คอปปิซเป็นการตัดลำต้นไม้จนเกือบติดดินในหน้าหนาว กระตุ้นให้ตาไม้ที่โคนต้นแตกหน่อใหม่ขึ้นมาเป็นจำนวนมากในฤดูใบไม้ผลิ ข้อดีคือทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือปีนป่าย นิยมตัดไม้ทุกๆ 3-10 ปี เพื่อนำไม้เรียวยาวไปทำรั้ว จักสาน หรือทำถ่านและไม้ฟืน
ในขณะที่พอลลาร์ดเป็นการตัดแต่งกิ่งก้านออกทั้งหมด เหลือเพียงลำต้นหลักสูงประมาณ 2-3 เมตรจากพื้นดิน เมื่อเวลาผ่านไป บริเวณรอยตัดจะกลายเป็นปมขนาดใหญ่ (Pollard Heads) และแตกกิ่งใหม่ออกมาเป็นพุ่ม นิยมใช้วิธีนี้เพื่อควบคุมขนาดและความสูงของต้นไม้ เพื่อผลิตไม้ฟืน รวมถึงป้องกันไม่ให้สัตว์มากัดกินยอดอ่อน
ส่วนไดสุกิเป็นการผสมผสานทั้งสองแนวคิดเข้าด้วยกัน โดยปล่อยให้ต้นแม่เติบโตสูงระดับหนึ่ง จากนั้นตัดแต่งกิ่งข้างออกอย่างประณีต ปล่อยให้เหลือเฉพาะกิ่งที่พุ่งตรงขึ้นไปด้านบนเท่านั้น ทำให้กิ่งเหล่านั้นเติบโตเสมือนเป็นต้นไม้ตรงต้นใหม่ที่ปลูกอยู่บนต้นแม่ ทำให้ได้ไม้ที่ตรงดิ่ง มีความยืดหยุ่นสูง และไม่มีตาไม้ นิยมนำไปใช้เป็นเสาหลักของบ้านญี่ปุ่นโบราณ หรือเรือนน้ำชา
บทเรียนสำหรับการทำป่าไม้แบบยั่งยืน
งานวิจัยด้านการจัดการป่าไม้ในวารสาร International Forestry Review ระบุว่าแนวปฏิบัติทางป่าไม้แบบไดสุกิยังคงถูกศึกษาต่อเนื่องในบริบทของนโยบายอนุรักษ์ธรรมชาติสมัยใหม่ ในฐานะต้นแบบของแนวคิดการผลิตไม้แบบหมุนเวียนที่ไม่ต้องพึ่งพาการโค่นต้นไม้ใหม่ตลอดเวลา
เนื่องจากโลกต้องการต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจก ผลิตออกซิเจน และสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ป่า เทคนิคนี้จึงเป็นวิธีที่รวดเร็วกว่าในการรักษาสมดุลระหว่างการผลิตไม้เชิงพาณิชย์กับการอนุรักษ์ป่าไม้ผืนเดิมไว้ในระยะยาว
หากมองในมุมเศรษฐกิจ ระบบนี้ยังช่วยลดต้นทุนด้านที่ดินและการปลูกทดแทนได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นแม่หนึ่งต้นสามารถให้ผลผลิตไม้ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดอายุขัยหลายร้อยปีของมัน แทนที่จะต้องเริ่มปลูกต้นกล้าใหม่ทุกครั้งหลังการตัดโค่น ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะเติบโตจนสามารถเก็บเกี่ยวได้อีกครั้ง แนวคิดเช่นนี้สอดคล้องกับหลักการป่าไม้แบบยั่งยืน (sustainable forestry) ที่นานาชาติกำลังผลักดัน โดยเฉพาะในบริบทของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการรักษาแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ
เพราะในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ไดสุกิถือเป็นนวัตกรรมการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sequestration) ที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากต้นแม่ที่มีระบบรากขนาดใหญ่และสมบูรณ์ยังคงดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และยึดเกาะหน้าดินเพื่อป้องกันการพังทลายของดินบนภูเขาได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กิ่งใหม่ที่แตกออกมาก็นำคาร์บอนมาสะสมในรูปของเนื้อไม้ กระบวนการนี้ช่วยลดการรบกวนชั้นดินและระบบนิเวศในป่า ซึ่งต่างจากการตัดไม้แบบถางหมดป่า (Clear-cutting) ที่ทำลายถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าและปลดปล่อยคาร์บอนในดินสู่อากาศ
ในมิติเศรษฐกิจและสังคม แม้ว่าปัจจุบันการใช้เทคนิคไดสุกิในเชิงอุตสาหกรรมจะลดลงเนื่องจากการเข้ามาของวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ แต่ภูมิปัญญานี้ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสวนญี่ปุ่น สวนบอนไซ และพื้นที่อนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อสะท้อนถึงปรัชญาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแบบยั่งยืน แสดงให้เห็นว่าการตอบสนองความต้องการด้านทรัพยากรของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทำลายล้าง แต่สามารถดำเนินไปพร้อมกับการรักษาชีวิตและคุณค่าของสิ่งแวดล้อมดั้งเดิมไว้ได้อย่างกลมกลืน
ไม่เพียงเท่านั้น แม้ในปัจจุบันการผลิตไม้ไดสุกิในระดับอุตสาหกรรมจะลดลงเนื่องจากต้นทุนแรงงานสูงและรอบการเก็บเกี่ยวที่ยาวนาน แต่เทคนิคนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในชุมชนคิตายามะและถูกนำมาใช้เป็นไม้ประดับในสวนสาธารณะและบ้านส่วนตัว
ไม้จากคิตายามะยังคงมีราคาสูง โดยเฉพาะไม้ลายธรรมชาติหรือไม้ที่ผ่านการขัดพิเศษ บางชิ้นมีมูลค่าสูงกว่าไม้ทั่วไปหลายเท่า ชุมชนท้องถิ่นยังรักษาความรู้ผ่านสหกรณ์การผลิตและโครงการฟื้นฟูพื้นที่ ไดสุกิจึงไม่ได้เป็นเพียงเป็นมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับป่าที่สมดุล และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในยุคที่โลกเผชิญกับภาวะโลกร้อนและการสูญเสียป่าอย่




