……..
ในสภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว และการแข่งขันที่สูง แต่ละแบรนด์ต่างหาจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อแยกตัวเองให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง และสร้างแต้มต่อในเชิงธุรกิจ ซีรีส์ “Carbon Capital” โดย Thaipublica X pi carbon เป็นการเล่าเรื่องราวที่โดดเด่นของแบรนด์ ต่าง ๆ ที่สร้างแบรนด์โดยการใช้เรื่อง ‘ความยั่งยืน’ เป็นศูนย์กลางในการสร้างแบรนด์ และการดำเนินธุรกิจ แบรนด์เหล่านี้เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย แต่จับต้องได้ผ่านมิติต่าง ๆ และส่งผลในเชิงบวกกับธุรกิจนั้น ๆเมื่อแบรนด์คิดถึงความยั่งยืน ธุรกิจถึงจะเกิดความยั่งยืน
……..

“ทำอย่างไรให้กลิ่น เรื่องเล่าเมืองสงขลา วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม กลายเป็นสินค้าที่จับต้องได้”
นี่คือโจทย์ของ SAN แบรนด์ที่เกิดจากความตั้งใจจะหยิบวัฒนธรรมและวิถีชีวิตภาคใต้ ตั้งแต่กลิ่นของเมืองสงขลา อาหารพื้นถิ่น โนราห์ หนังตะลุง มาถ่ายทอดผ่านวิธีคิดแบบ Product Design โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง ได้แก่ กอบลาภ ไทยทัน และ ธีติ พฤกษ์อุดม
ไทยพับลิก้า พูดคุยกับนายกอบลาภ ไทยทัน หรือ “ป๊อก” ผู้ร่วมก่อตั้ง SAN (ซาน) หรือ SAN.Songkhla (ชื่อร้าน San Original Scent Store ณ จังหวัดสงขลา) ถึงเรื่องราวของแบรนด์ วิธีคิด และอีกก้าวของ SAN คือ ‘ความยั่งยืน’ เพื่อยกระดับแบรนด์และสื่อสารกับลูกค้าว่า ธุรกิจ (เล็กๆ) ก็มีส่วนช่วยสังคมและสิ่งแวดล้อมได้
- “pi carbon” แพลตฟอร์มคำนวณคาร์บอน พร้อม ‘Carbon Invoice’ สู่การสร้างแบรนด์-การเข้าถึง ‘โอกาส’ ยุคCBAM
- “Chew Green” ชู ‘Carbon Footprint’ ตลอดห่วงโซ่ ขจัด barrier to entry ของคนตัวเล็ก
- ‘Aromatic Farm’ โมเดลฟาร์มยั่งยืน ‘มะพร้าวคาร์บอนต่ำ’
เชื่อมวัฒนธรรมสงขลา สู่ Product ที่จับต้องได้
“สงขลาถูกโปรโมทเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ผมในฐานะคนสงขลาสังเกตว่า มันมีแค่ของฝากท้องถิ่น ขนม ผ้าปาเต๊ะ งานคราฟต์ต่างๆ ซึ่งไม่ผิด แต่ผมเห็นตลาดของคนรุ่นใหม่ ให้เขาได้ซื้อของฝากและของขวัญแบบ SAN กลับไป ได้เผยแพร่วัฒนธรรมบ้านเราด้วย”
เริ่มที่ถุงหอมรูปขนมต้มสามเหลี่ยมที่กลายเป็นไอคอนของเมือง หรือกระดาษหอมลายหนังตะลุง แบรนด์พยายามทำให้ของที่เคยอยู่ในเทศกาลหรือพิธีกรรมปีละครั้ง กลายเป็นของใช้ที่อยู่กับคนรุ่นใหม่ได้ตลอดทั้งปี
แต่อีกขาของ SAN คือ ‘ความยั่งยืน’ โดย ป๊อก เล่าว่า ในช่วงแรกสิ่งนี้หมายถึงวัฒนธรรม แต่เมื่อแบรนด์เติบโต จึงเห็นอีกมิติหนึ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะมิติสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของทุกคนในการสร้างโลกที่ยั่งยืน
ตัวอย่างเช่น ภาพป่าสนชายหาดแหลมสมิหลาที่ไม่เหมือนเดิม จากฤดูกาลที่เคยชุ่มชื้นกลับกลายเป็นความแห้งแล้งสลับกับน้ำท่วมแบบฉับพลัน ชายหาดสั้นลงเรื่อยๆ ภาพจำในวัยเด็กไม่เหมือนเดิม นำมาสู่คำถามว่า แบรนด์ที่เล่าเรื่องเมือง จะรับผิดชอบต่อเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างไร
ประกอบกับมีแพลตฟอร์ม pi carbon พอไปศึกษาและเริ่มทดลองใช้งาน ก็เริ่มเห็นภาพชัดเจน ด้วยเราเป็นแบรนด์ค่อนข้างเล็ก จึงรู้ทุกขั้นตอนการผลิตและหลายๆคู่ค่าที่เกี่ยวข้องด้วย ทำให้การทดลองใช้แพลตฟอร์ม pi carbon ค่อนข้างง่าย

วัด ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์’ เปลี่ยนมายเซ็ท “ขนส่ง-แพคเกจจิ้ง”
ป๊อก เล่าว่า จากการใช้แพลตฟอร์ม pi carbon เพื่อวัด Carbon Footprint ของสินค้า สิ่งแรกที่ทำให้เราเห็น เราอยู่สงขลา แต่วัตถุดิบหลายอย่างต้องสั่งจากกรุงเทพฯ เป็นระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร ทำให้มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในขั้นตอนการขนส่งมากที่สุด ดังนั้น SAN หาทางที่จะลดผลกระทบในส่วนนี้ จึงมองหา local supplier ในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง แต่ยังเจอข้อจำกัดต่างๆ ทั้งการไม่มีผู้ผลิตในพื้นที่ ต้นทุนที่สูง รวมถึงความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งหมด
สิ่งที่ทำได้คือ การปรับวิธีสั่งซื้อ จากเดิมสั่งล็อตเล็กๆ เช่น แก้วเทียน จาก 100-200 ใบ เปลี่ยนเป็นสั่งในปริมาณมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อหน่วย รวมถึงออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้เล็กลง เพื่อให้ขนส่งได้มากชิ้นต่อเที่ยว นำมาปรับปรุงการออกแบบผลิตภัณฑ์ของเรา
ป๊อก เล่าเรื่องถุงกระดาษว่า เดิมสั่งจากจีน พอรู้ว่าผลกระทบจากการขนส่งมันมาก ทำให้ต้องมาดูทางเลือกในเมืองไทย โชคดีมาเจอผู้ผลิตถุงในจังหวัดพัทลุงที่ทำถุงจากใยตาล ระยะทางเหลือเพียงราว 50 กิโลเมตร ต้นทุนต่อถุงลดจากประมาณ 15 บาท เหลือ 12 บาท และยังช่วยเรื่องกระแสเงินสดเพราะสั่งขั้นต่ำได้ต่ำลง เสมือน “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว” ทั้งลดคาร์บอนและลดต้นทุน
นี่คือในช่วงแรกที่เราได้เรียนรู้หลังใช้แพลตฟอร์มของ pi carbon แล้วนำมาพัฒนาปรัปบรุงในผลิตภัณฑ์ของเรา
เหมือนการตรวจสุขภาพธุรกิจว่ามีการสร้างอิมแพคมากน้อยแค่ไหน ปรับปรุงตรงไหนได้บ้าง…ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่คิดว่าการปล่อยคาร์บอนไปหนักตรงไหน ทำไมตัวเลขสูงขนาดนี้ อ๋อ มันไปหนักตรงการขนส่ง
ต่อมาในการออกแบบผลิตภัณฑ์ อย่าง ‘ถุงหอม’ คือผลิตภัณฑ์แรกที่ออกแบบด้วยมายด์เซ็ตความยั่งยืนตั้งแต่ต้น วัตถุดิบหลักเป็นผ้าดิบย่อยสลายได้ วัสดุมาจากธรรมชาติ กระดาษแพ็กเกจจิ้งเป็นกระดาษรีไซเคิล ยกเว้นกระดาษฟอยล์ที่ใช้รักษากลิ่น ซึ่งถูกออกแบบให้สามารถนำไปใช้ตกแต่งต่อได้ ไม่จบชีวิตที่ถังขยะ นอกจากนี้ยังเห็นเทรนด์ที่คนนำตุ๊กตามาห้อยกระเป๋า SAN จึงชวนลูกค้าให้ใช้ถุงหอมเป็นของตกแต่งหลังกลิ่นหมด
ผลิตภัณฑ์กระดาษหอมหนังตะลุง เป็นผลิตภัณฑ์สร้างกลิ่น ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เป็นกระดาษชุบน้ำหอม กระดาษหมดก็เอาไปรีไซเคิลได้ ถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่น เช่น เทียน หรือก้านหอม พอหมดแล้ว เหลือเป็นแก้ว หากมีหลายแก้วก็อาจจะไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร

ตลอดช่วง 6-7 เดือนที่ SAN เก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จนปัจจุบันถุงหอมแต่ละกล่องมี QR Code เมื่อสแกนจะเห็นตัวเลขคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดย ป๊อกเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ถุงหอมหนึ่งชิ้นมีคาร์บอนเทียบได้กับชีสเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้น ทำให้ตัวเลขที่ดูไกลตัว กลายเป็นภาพที่เข้าใจง่าย
ป๊อก มองว่าเป้าหมายเรื่องความยั่งยืนคือการ balance ทั้งด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้อยู่อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันแบรนด์ต้องสามารถอยู่ได้ในทางธุรกิจ พูดง่ายๆ คือ ธุรกิจอยู่รอด และมีผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
ชวนคู่ค้า optimize ธุรกิจ ลงทุนเพื่อธุรกิจ-สิ่งแวดล้อม Win-Win
ผมอยากบอกว่า ‘ความยั่งยืน’ เป็นสิ่งสำคัญและใกล้ตัวกว่าที่คิด อย่ามองว่าเป็นต้นทุนอย่างเดียว มันเป็นการ optimize business process ช่วยลดต้นทุนของธุรกิจ และเป็นต้นทุนที่มีผลตอบแทนได้หลายมุมกว่าที่คุณคิด
อย่างไรก็ตาม ป๊อกเล่าว่า ฝั่งซัพพลายเชนก็มีข้อจำกัด ตัวอย่างเช่น สกินแคร์ที่สัมผัสผิวต้องผลิตในโรงงานที่มีการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯ ขณะที่ขวดจำนวนมากยังนำเข้าจากจีน เพราะโรงงานไทยมีตัวเลือกน้อยและราคาสูงกว่า
“เราใช้ sustainability เป็น unique selling point เพราะตอนนี้แบรนด์ใหญ่หรือแบรนด์ที่เคลมว่ายั่งยืน ยังไม่ได้มีตัวเลขหรือการวัดคาร์บอนที่ชัดเจนแบบที่เราทำ”
ลูกค้ากลุ่มโรงแรมและเชนขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับข้อมูลมากขึ้น บางรายต้องการตัวเลขไปใส่รายงานความยั่งยืนของตนเอง โดยต้องเข้าไปพูดคุยและชวนคู่ค้าให้ปรับกระบวนการ เช่น โรงพิมพ์ที่หันมาใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ก็ลดต้นทุนค่าไฟของโรงงานเองด้วย การลดคาร์บอนจึงไม่ใช่ภาระฝ่ายเดียว แต่เป็นการ optimize กระบวนการของทั้งห่วงโซ่
อย่างไรก็ตาม ป๊อกบอกว่า ข้อมูลบางส่วนต้องใช้ “ค่ากลาง” เห็นได้จากการระบุค่ากลางในวัตถุดิบหัวน้ำหอม เพราะไม่สามารถตามไปถึงต้นทางต่างประเทศได้ทั้งหมด แต่สำหรับแบรนด์เล็ก นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จับต้องได้
เบื้องหลังการออกแบบถุงหอมยังเชื่อมกับชุมชน อย่างการร่วมงานกับมหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ ในการออกแบบแพตเทิร์น และจ้างบัณฑิตในพื้นที่ผลิตสินค้า เดิมทีเคยทดลองใช้ฟองยางพาราจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นตัวเก็บกลิ่น แต่พบว่าเก็บได้เพียง 6 เดือน จึงต้องปรับสูตรนวัตกรรมใหม่
“Sustainability คือการลงทุน แต่ให้ผลตอบแทนระยะยาว ทั้งความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และแบรนด์ดิ้ง สุดท้ายมัน win-win มันไม่ใช่ต้นทุนที่สูง เราทำในสิ่งที่ทำได้ในฐานะแบรนด์เล็ก”



