
ข้อมูลใหม่จากยูนิเซฟเผย ในปี 2568 มีนักเรียนไทย 167,106 คนได้รับผลกระทบจากภัยสภาพภูมิอากาศจนการเรียน ต้องหยุดชะงัก โดยน้ำท่วมเป็นภัยที่ส่งผลกระทบมากที่สุด
กรุงเทพฯ 5 ตุลาคม 2569 – สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยกำลังส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็ก โดยโรงเรียนในพื้นที่ประสบภัยต้องปิดการเรียนการสอน และบางแห่งถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมโรงเรียนให้พร้อมรับมือกับภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 4 ล้านคนในกว่า 1.4 ล้านครัวเรือน ครอบคลุม 47 จังหวัด ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า มีสถานศึกษา 988 แห่งใน 29 จังหวัดได้รับผลกระทบ สำหรับกรุงเทพมหานคร มีรายงานว่าโรงเรียนและสถานศึกษา 188 แห่งได้รับผลกระทบ บางแห่งถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ประกาศปิดโรงเรียนชั่วคราวใน 15 เขตที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วม
ผลกระทบจากน้ำท่วมอาจทำให้เด็ก ๆ ต้องพลาดโอกาสในการเรียนรู้และทำให้การเรียนต้องหยุดชะงัก เด็กขาดกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคย รวมถึงสภาพแวดล้อมและการสนับสนุนจากโรงเรียนตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นจากห้องเรียนที่ถูกน้ำท่วม อาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับความเสียหาย หรือการที่โรงเรียนบางแห่งต้องใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว
นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ทุกครั้งที่น้ำท่วมจนโรงเรียนต้องปิด เด็ก ๆ ไม่ได้สูญเสียเพียงเวลาเรียน แต่ยังสูญเสียกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคย เวลาอยู่กับเพื่อนและครู รวมถึงพื้นที่ที่ปลอดภัยและคุ้นเคยซึ่งเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน เมื่อสิ่งเหล่านี้ต้องหยุดชะงัก ก็อาจส่งผลต่อทั้งการเรียนรู้และสุขภาพจิตของเด็ก”
“เมื่อสภาพอากาศรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น การเตรียมโรงเรียนให้สามารถรับมือและเปิดการเรียนการสอนได้ จะช่วยให้เด็ก ๆ ยังคงเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ได้เชื่อมโยงกับเพื่อนและครู และได้รับการดูแลและสนับสนุนที่จำเป็น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นส่วนสำคัญของการสร้างระบบการศึกษาที่พร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” นายเลกินส์กล่าว

สถานการณ์ในประเทศไทยสอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยการวิเคราะห์ล่าสุดของยูนิเซฟ เรื่อง Learning Interrupted: Global Snapshot of Climate-Related School Disruptions ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนที่ผ่านมา และรวบรวมข้อมูลจาก 106 ประเทศและเขตแดน พบว่า ในปี 2568 มีนักเรียนมากกว่า 171 ล้านคนทั่วโลกที่การเรียนต้องหยุดชะงักจากพายุ น้ำท่วม คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่า
สำหรับประเทศไทย มีนักเรียนประมาณ 167,106 คน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสภาพภูมิอากาศจนการเรียนต้องหยุดชะงักในปี 2568 โดยน้ำท่วมเป็นภัยที่ส่งผลกระทบมากที่สุด ทั้งนี้ ตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากการวิเคราะห์ไม่ได้ครอบคลุมผลกระทบทางอ้อม เช่น มลพิษทางอากาศและโรคที่มากับน้ำ
ความจำเป็นในการเตรียมพร้อมยังสอดคล้องกับผลการสำรวจ “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความช่วยเหลือที่โรงเรียนต้องการ” ซึ่งจัดทำโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ เพื่อประเมินความพร้อมของโรงเรียนในการรับมือกับสภาพอากาศรุนแรง การสำรวจดำเนินการในเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2568 ครอบคลุมโรงเรียนของรัฐ 329 แห่งใน 14 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรงในช่วงสามปีที่ผ่านมา
ผลสำรวจพบว่า ทุกโรงเรียนเคยประสบสภาพอากาศรุนแรงอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยฝนตกหนัก พายุ และน้ำท่วมเป็นภัยที่เกิดขึ้นและสร้างผลกระทบรุนแรงที่สุด

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเรียนการสอนเท่านั้น โรงเรียน 3 ใน 4 แห่ง (ร้อยละ 75) รายงานว่าสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานได้รับผลกระทบ เช่น น้ำดื่ม ห้องน้ำ อาหารปลอดภัย และการเดินทางมาโรงเรียน ขณะที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 55) รายงานว่านักเรียนประสบปัญหาสุขภาพ ทั้งโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ไข้เลือดออก โรคท้องร่วง โรคระบบทางเดินหายใจ ภาวะทุพโภชนาการ และปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของโรงเรียน (ร้อยละ 46) รายงานว่าอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกได้รับความเสียหาย
แม้โรงเรียนเกือบทั้งหมดจะบูรณาการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ในการเรียนการสอน แต่ครูกว่าร้อยละ 80 ไม่เคยได้รับการอบรมอย่างเป็นทางการ ทั้งด้านการจัดการเรียนรู้เรื่องสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศรุนแรง โดยส่วนใหญ่ต้องอาศัยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ขณะที่ความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของนักเรียนยังอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง
ในประเทศไทย ยูนิเซฟกำลังสนับสนุนรัฐบาลในการเสริมความเข้มแข็งให้กับแผนการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติและระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้สามารถปกป้องโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และเด็กได้ดียิ่งขึ้น โดยข้อเสนอแนะของยูนิเซฟจะนำไปประกอบการจัดทำร่าง แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2571–2575 นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังเสนอให้มีมาตรการช่วยให้เด็กกลับเข้าสู่การเรียนได้โดยเร็ว ผ่านการจัดการเรียนรู้ชั่วคราวในช่วงที่โรงเรียนยังปิด รวมถึงการให้บริการด้านสุขภาพจิตและการสนับสนุนด้านจิตสังคมแก่เด็กและครูที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นและการพัฒนาและจัดอบรมครูให้พร้อมรับมือกับภัยพิบัติ
ขณะเดียวกัน ยูนิเซฟเดินหน้าผ่านแคมเปญ #CountMeIn เพื่อเรียกร้องให้มีกฎหมายและนโยบายที่เข้มแข็งขึ้นในการคุ้มครองสุขภาพ พัฒนาการ และอนาคตของเด็กจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ
รายงานวิเคราะห์ฉบับใหม่ของยูนิเซฟ Learning Interrupted: Global Snapshot of Climate-Related School Disruptions in 2025 อ่านได้ที่ https://www.unicef.org/reports/learning-interrupted
การสำรวจ “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความช่วยเหลือที่โรงเรียนต้องการ” จัดทำโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์และการลงพื้นที่สัมภาษณ์ครูจากโรงเรียน 329 แห่งใน 14 จังหวัด ครอบคลุม 4 ภูมิภาคของประเทศไทย
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ #CountMeIn ของยูนิเซฟ
https://www.unicef.org/thailand/campaigns/countmein



