
………
ในสภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัว และการแข่งขันที่สูง แต่ละแบรนด์ต่างหาจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อแยกตัวเองให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง และสร้างแต้มต่อในเชิงธุรกิจ ซีรีส์ “Carbon Capital” โดย Thaipublica X pi carbon เป็นการเล่าเรื่องราวที่โดดเด่นของแบรนด์ ต่าง ๆ ที่สร้างแบรนด์โดยการใช้เรื่อง ‘ความยั่งยืน’ เป็นศูนย์กลางในการสร้างแบรนด์ และการดำเนินธุรกิจ แบรนด์เหล่านี้เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย แต่จับต้องได้ผ่านมิติต่าง ๆ และส่งผลในเชิงบวกกับธุรกิจนั้น ๆเมื่อแบรนด์คิดถึงความยั่งยืน ธุรกิจถึงจะเกิดความยั่งยืน
………
‘ตัวเลขคาร์บอน’ ถือเป็นหนึ่งในเกมการค้าที่ภาคธุรกิจยุคปัจจุบันไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องความยั่งยืนหรือ ESG เท่านั้น หากเป็นกติกาที่คู่ค้าต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
จากประเด็นข้างต้น นำไปสู่การเกิดขึ้นของ “pi carbon” ภายใต้บริษัท pi carbon จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มด้านข้อมูลคาร์บอนของผู้ประกอบการไทย เนื่องจากคาร์บอนเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสของผู้ประกอบการไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero และหากไม่ทำหรือทำไม่ได้ ย่อมถูกกีดกันทางการค้ารวมทั้งศักยภาพแข่งขันอาจจะยากมากขึ้น
สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า สัมภาษณ์ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม pi carbon โดยมีผู้ให้ข้อมูลได้แก่ นายปพนธ์ มังคละธนะกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, นายสุทัศน์ รงรอง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี และนายศุภฤกษ์ ปิติธรรมภรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์
อะไรคือวิธีคิดของ pi carbon ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มที่คำนวณ carbon footprint อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งส่งมอบสินค้า 1 ชิ้น (SKU) ว่าได้ปล่อย carbon footprint ออกมาสู่โลกใบนี้เท่าไหร่ ผ่านการนำเสนอแนวคิดการใช้ carbon footprint product เพื่อสร้างจุดยืนของแบรนด์
จาก CBAM ถึง scope 3 : ปัญหาการปรับตัวภาคธุรกิจ
จากมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างต้นทุนราคาคาร์บอนของสินค้าที่ผลิตในสหภาพยุโรป (EU) และสินค้าที่ผลิตนอก EU เพื่อให้ไม่เสียความสามารถในการแข่งขัน และจัดการกับปัญหาการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 EU เริ่มกำหนดให้ผู้นำเข้าใน EU ต้องซื้อเอกสารรับรองการจ่ายค่าธรรมเนียม (CBAM certificates) ตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกินกว่า benchmark value โดยในระยะแรกสำหรับ 6 อุตสาหกรรม ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็ก/เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และ ไฮโดรเจน
ด้านหนึ่ง CBAM เป็นมาตรการการแข่งขันทางการค้าประเภทหนึ่ง แต่อีกด้านคือการทำให้ภาคเอกชนปรับตัวให้กรีนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด แต่คำถามคือ วันนี้ผู้ประกอบการไทยมีวิธีปรับตัวอย่างไร ด้วยเครื่องมืออะไร
ในมุมของ pi carbon มองว่า จากความเสี่ยงและโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะช่วงการเปลี่ยนผ่าน ทั้งหมดนี้คือ Carbon Capital ในความหมายที่ว่าคาร์บอนไม่ใช่เพียงต้นทุนหรือภาระตามกฎเกณฑ์ แต่เป็น “ทุนรูปแบบใหม่” ของธุรกิจ เป็นสินทรัพย์ด้านข้อมูลที่สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ซึ่งจะต้องใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ และต้องไม่มองว่าการลดคาร์บอนเป็นเรื่องของต้นทุน
เราทำธุรกิจมา 2-3 ปี ลูกค้ามักจะมองว่า (การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) เป็นต้นทุนและเป็นการทำเพื่อให้อยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ ดังนั้น เขาจะไม่ทำจนกว่าสถานการณ์จะจำเป็น แล้วพยายามดีเลย์ไปให้มากที่สุด จนกระทั่งวันนี้คนที่อยู่ในเกณฑ์ CBAM บางคนยังไม่พร้อม
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ได้ศึกษาอุตสาหกรรม-ผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดพบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) เหล็ก-เหล็กกล้า (iron and steel) มีอย่างน้อย 682 บริษัท แบ่งเป็น ผู้ส่งออกขนาดเล็ก 230 บริษัท และขนาดใหญ่ 452 บริษัท (2) อลูมิเนียม (aluminium) มีอย่างน้อย 247 บริษัท แบ่งเป็น ผู้ส่งออกขนาดเล็ก 91 บริษัท และขนาดใหญ่ 156 บริษัท และ (3) ซีเมนต์ (cement) มีอย่างน้อย 5 บริษัท แบ่งเป็น ผู้ส่งออกขนาดเล็ก 3 บริษัท และขนาดใหญ่ 2 บริษัท
แม้ปัจจุบัน pi carbon มองว่าผลกระทบจาก CBAM ต่ออุตสาหกรรมไทยยังเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก (6 อุตสาหกรรม) แต่ในอนาคตจะเริ่มมีผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่ pi carbon ทำคือการขับเคลื่อนด้วยการผลักดันให้ภาคธุรกิจเปิดเผยข้อมูล คาร์บอน(disclosure) เป็นลำดับแรก
ทีม pi carbon ให้ข้อมูลว่า “การที่จะเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนของตัวเอง เราชินกับการเปิดเผยคาร์บอนใน scope 1,2 ซึ่ง scope 1 คือการลดคาร์บอนในองค์กรเราเอง ส่วน scope 2 คือพลังงาน ส่วน scope 3 คือทางอ้อม คาร์บอนที่มาจากคู่ค้า ซัพพลายเชน ถ้าดูจากสิ่งที่ pi carbon เก็บข้อมูลมาพบว่า ตลาดใหญ่ๆ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นจีน ออสเตรเลีย อังกฤษ ยุโรป เรื่องการเปิดเผยข้อมูล Scope 3 จะเริ่มเข้ามามีผลบังคับแล้วว่าต้องใส่ข้อมูลคาร์บอนที่ชัดเจน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์จีน ปีหน้าบังคับใช้แล้ว ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังเป็น voluntary อยู่ อีก 3 ปีข้างหน้าถึงจะ mandatory สำหรับ scope 3 “
ฉะนั้นตอนนี้สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การ disclose ข้อมูลคาร์บอน scope 3 นี่คือทิศทางที่เรามอง ใครมีคู่ค้าอยู่ในตลาดพวกนี้ ต้องเปิดเผยข้อมูล ตอนนี้บริษัทที่แอคทีฟ จะเริ่มทำข้อมูลของคาร์บอนแล้ว (อ่านเพิ่มเติม ประเภทของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope1 และ scope2และscope3)
“ถ้าองค์กรยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอน จะขายของไม่ได้แล้ว เรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึง จะกระทบตลาดทั้งตลาด ไม่ใช่กระทบแค่ 1.4% ของส่งออก มันคือจีดีพีไทย ถ้าบริษัทไทยมีการส่งออกให้กับคู่ค้าเมืองนอก ก็โดนหมด ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจ่ายภาษีหรือไม่ แค่ไม่มีตัวเลขคาร์บอน ก็จะขายของไม่ได้แล้ว แต่จะกระทบช้าหรือเร็วขึ้นกับว่าเขาส่งออกหรือส่งสินค้ากับคู่ค้าที่อยู่ในประเทศอะไร หรือว่าคนที่ซื้อของเขาในประเทศ แล้วส่งต่อไปยังประเทศไหนอีก”
“สิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง คือการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนใน scope 3 (ซัพพลายเชนของธุรกิจ) ซึ่งเป็นตัวเลขคาร์บอนที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ แต่วันนี้ (แทบ) ไม่มีใครเตรียมตัว คนยังไม่ค่อยตื่นตัว ส่วนใหญ่มองในเชิงการตั้งรับเป็นหลัก”
pi carbon มองว่า วันข้างหน้าเรื่องการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนจะถึงจุด tipping point ซึ่งธุรกิจจะแห่กันไปทำ ทว่าธุรกิจที่ยอมลงทุนลงแรงเรื่องนี้ก่อนจะได้ประโยชน์ในเชิงแบรนด์ดิ้ง รวมถึงจะเปลี่ยนผ่านได้เร็วกว่า ที่สำคัญ ถ้าใครทำช้า CBAM อาจเลือกเจ้าอื่นไปแล้ว
พร้อมย้ำว่า “วันที่เราทำไม่ได้ตามเป้าหมาย Net Zero ในระดับมหภาค ประเทศไทยจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศ dirty carbon ต่อให้เรามี green carbon แต่ถ้าปรับตัวไม่ทัน เราจะไปอยู่ในค่าของฐานใต้เส้น dirty carbon ทันที”
รู้จัก “pi carbon” แพลตฟอร์มวัดและวางแผน ‘คาร์บอน’
pi carbon จึงถูกพัฒนาขึ้นเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้ข้อมูลคาร์บอนกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ขององค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การคำนวณ การสื่อสาร การจัดทำรายงาน ไปจนถึงการวางแผนลดการปล่อยคาร์บอนในอนาคต
เพราะเพนพ้อยสำคัญของผู้ประกอบการคือการไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เช่น การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นที่ประกอบด้วยวัตถุดิบหลายชนิด ซัพพลายเออร์แต่ละราย ซึ่งเป็นที่มาของวัตถุดิบต้นทาง หากซัพพลายเออร์ไม่มีข้อมูล ก็ต้องย้อนกลับไปค้นหาต้นตอ ดังนั้นแพลตฟอร์มจึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยเชื่อมต่อกับระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) ของบริษัท หากองค์กรมีข้อมูลอยู่แล้ว สามารถดึงเข้ามาใช้ผ่านฟีเจอร์ “Carbon IQ” ที่ใช้ AI จัดระเบียบข้อมูลและคัดกรองว่าข้อมูลใดนำไปคำนวณได้
ในกรณีที่ข้อมูลไม่ครบ ระบบจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยฝึก AI ให้เข้าใจรูปแบบข้อมูล เช่น ชื่อสารเคมีที่ถูกบันทึกเป็นตัวย่อ หรือรหัสเฉพาะ เพื่อให้การคำนวณแม่นยำขึ้น
นอกจากนี้ ในตลาดปัจจุบัน การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่อผลิตภัณฑ์มักคิดราคาต่อ SKU เฉลี่ยหลักแสนบาทต่อรายการสินค้า หากบริษัทมี 200–300 SKU ต้นทุนอาจพุ่งถึงหลายสิบล้านบาท ทำให้องค์กรจำนวนมากเลือกทำเพียงบางส่วน แต่การนำ AI เข้ามาช่วยทำให้ต้นทุนต่อ SKU ลดลงเหลือหลักหมื่นต้นๆ ที่สำคัญคือระยะเวลาการประมวลผลข้อมูลจากเดิมที่ใช้เวลา 2–3 เดือนต่อ 1 SKU สามารถขยายผลครอบคลุมทั้งโรงงานภายในกรอบเวลาใกล้เคียงกัน
โดยข้อมูลทั้งหมดจะสรุปเป็น “carbon invoice” ที่แสดงปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าล็อตนั้นๆ เสมือนใบแจ้งหนี้ เพื่อให้คู่ค้าแบบ B2B สามารถนำตัวเลขไปคำนวณ scope 3 ของตนเองได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาขอข้อมูลภายหลัง ขณะที่ฝั่ง B2C ผู้บริโภคสามารถรู้ถึงเบื้องหลังเรื่องคาร์บอนในผลิตภัณฑ์อีกด้วย
ทีม pi carbon ย้ำว่า ‘เรื่องการคำนวณคาร์บอน ต้องเอาตัวเลขไปสื่อสารกับ stakeholder ที่เหมาะสมได้ แล้วก็พาร์ทการรายงาน เพื่อเอาไปใช้กับหน่วยงานกำกับดูแลได้ด้วย หรือจะเป็นรายงานใช้ภายในกันเองเพื่อวิเคราะห์ว่าสุดท้ายจะลดคาร์บอนยังไง ตัวแพลตฟอร์มก็จะมีฟีเจอร์ช่วยในการวางแผนว่าควรจะลดอย่างไร’
ทั้งหมดนำไปสู่การวางแผนการลดคาร์บอน เพราะเมื่อเห็นข้อมูลแล้ว ผู้ประกอบการจะรู้ทันทีว่า ในกระบวนการผลิตทั้งหมด จุดไหนมีคาร์บอนมากที่สุด
โอกาสที่มองไม่เห็น
อีกหัวใจสำคัญของการลดคาร์บอนคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (efficiency) ให้สูงขึ้น กล่าวคือต้นทุนจะลดลง เพราะองค์กรได้เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดที่ราคาต่ำลง หรือไปปรับจูนเครื่องจักรภายในให้กินเชื้อเพลิงต่อหน่วยน้อยลง
ดังนั้น pi carbon มองว่า ช่วงแรกสามารถใช้ตัวเลขคาร์บอนเพื่อจะเปิดตลาด เป็นเรื่องของการสร้างแบรนด์ การสื่อสารกับคู่ค้าโดยเฉพาะ B2B แต่เมื่อถึงวันที่มีตัวเลขคาร์บอน และมองหาฮอตสปอตได้ จะรู้ทันทีว่าต้องปรับอะไร พอปรับลดได้ มันจะกลายเป็น “business capital” เพราะทำให้ต้นทุนถูกลง
ยิ่งกว่านั้น ถ้านำเรื่องพวกนี้ไปคุยกับธนาคาร ก็จะขอกู้ได้ง่ายขึ้น เพราะอย่างน้อยธนาคารเขารู้ว่าเราทำมากกว่าการบริหารธุรกิจทั่วไป และเพิ่มโอกาสได้ “green financing” หรือเครดิตทั่วไปง่ายขึ้น
“อยากให้ในเมืองไทยมองเรื่องนี้เป็นทางบวก หรือเป็นเรื่องที่ต้องเขี่ยให้ไกลตัว แล้วรอวันระเบิด อย่ารอให้ถึงเวลาแล้วค่อยทำ ใช้การเปลี่ยนผ่านวันนี้ เป็นจุดที่ส่งเราขึ้นไป เพราะเรื่องพวกนี้มันมาแน่นอน”
การปรับลดคาร์บอน เป็นโอกาสที่มองไม่เห็น ใครมองเห็นก่อน ได้ก่อน เพราะเราเห็น ‘โอกาส’ จากลูกค้าเรา จากที่เราคิดคอนเซ็ปต์โปรดักส์เมื่อ 3 – 4 ปีที่แล้ว ลูกค้าทำให้เห็นจริงๆ ว่า ‘ที่เราเชื่อ’ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สุดท้ายมันอยู่ที่ว่าใครแอคทีฟกว่าได้ประโยชน์ เรามองว่ามันเป็นโอกาสที่มองไม่เห็น ใครมองเห็นก่อนก็ได้ก่อน
ทีม pi carbon ยกตัวอย่างลูกค้าที่ใช้บริการแพลตฟอร์ม pi carbon ว่า ‘สินค้ามะม่วงอบแห้งวางขายสินค้าอยู่ในกูร์เมต์ มาร์เก็ต วางอยู่ใน shelf แทบไม่เห็นความแตกต่าง เพราะแพคเกจจิ้งมะม่วงอบแห้งเดี๋ยวนี้มีเหมือนกันหมด แต่ลูกค้าเรารายหนึ่งเป็น SME รายเล็ก ถ้าหากไม่ได้ทำอะไรเลย วันนี้เขาขายของอาจจะแย่ลง เพราะสินค้าที่มีเจ้าของเป็นจีนมาใช้แบรนด์ไทย ราคาถูกกว่ากันเยอะ แต่ตอนนี้ลูกค้ารายนี้เขาสามารถเข้าถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว 6 ดาว ในประเทศไทย เพราะสิ่งที่เราทำกับเขา วัดตัวเลขคาร์บอนให้ มี carbon label (ฉลากคาร์บอน) คือสามารถใช้คิวอาร์โค้ดที่แพคเกจจิ้งบอกได้ว่ามีคาร์บอนเท่าไหร่ เขาส่งให้กับโรงแรม 5 ดาว 6 ดาว ซึ่งกลุ่มบริการยังไม่มี CBAM มาเกี่ยวเลย แต่โรงแรมเขาอยู่ภายใต้เรื่องการ disclose ที่เขาอยากได้ข้อมูล scope 3 อยู่แล้ว’
ปรากฏว่าลูกค้าเราสามารถเอาเรื่องนี้เป็นจุดขาย ที่ทำให้เขาเข้าตลาดในเวลาปีเดียว คือโรงแรม 5 ดาว 6 ดาว และส่งออกได้ด้วย ยกระดับจากแบรนด์บน shelf ไปสู่การ approach ลูกค้าที่เขาอยากได้ใบ “carbon invoice” กลายเป็น preferred supplier ที่ใช้จุดแข็งนี้ เป็น positioning ใหม่
‘นี่เป็นตัวอย่างที่เราขายทุกเคสว่าทำไมบริษัทไทยไม่ทำเรื่องพวกนี้ ทั้งที่ตอนนี้เราบ่นว่าแบรนด์จีนเข้ามาตีตลาด และสู้ต้นทุนจีนไม่ได้อยู่แล้ว แต่คำถามคือ ทำไมเราไม่ทำเรื่องนี้ให้มันเป็นแบรนด์ของเราไปก่อน แล้วค่อยหาจุดแข่งขันใหม่’
ดังนั้นการ disclose ใน scope 3 ในเรื่องตัวเลขคาร์บอนที่ส่งต่อเป็นทอดๆ กันไป ยังไม่มีใครพูดถึง ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบ เขารู้ หรือคนที่ได้ ‘โอกาส’ ตรงนี้เขารู้ อีกตัวอย่างคือ green building ตอนนี้พวกวัสดุก่อสร้างทั้งหลายก็ต้องเริ่มมีตัวเลขคาร์บอน เพื่อที่เขาจะสามารถคำนวณได้ว่าตึกใหม่ๆ สร้างมาแล้วมันใช้คาร์บอนเท่าไหร่ พวกนี้คือมุมมองในเชิงของการทำการตลาดเชิงรุกได้
ทีม pi carbon เล่าต่อว่า ‘จากการคุยกับบริษัทขนาดใหญ่หลายรายที่มีซัพพลายเออร์เยอะๆ เขาก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก แม้จะพยายามทำ เพราะมีซัพพลายเออร์หลายระดับ จึงเป็นเรื่องยาก ขึ้นอยู่กับว่าซัพพลายเชนใครยาว ใครสั้น ถ้ายิ่งยาวยิ่งเหนื่อย เพราะว่าเกี่ยวกับคนเยอะ แล้วเมื่อก่อนการค้าขายคุยกันที่ต้นทุนอย่างเดียว คาร์บอนจะสกปรกแค่ไหน ไม่รู้ แต่วันนี้ต้องขอความร่วมมือคู่ค้าว่าต้องสะอาดด้วย ดังนั้นมันต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์ในเชิงของการค้าขาย ต้องกลายเป็น preferred supplier เพราะว่าโลกใหม่มันต้องเวิร์กกันจริงๆกันแล้ว’
ทีม pi carbon มองว่าวันนี้สถานการณ์ของธุรกิจไทยยังอยู่ในโหมดตั้งรับ อยู่ที่ว่าตอนนี้ใครจับได้ว่าเรื่องนี้เป็นเชิงบวกหรือเปล่า (การวัดคาร์บอนของตัวเองให้ได้จริงๆ) แล้วลุกขึ้นมาทำก่อน หัวใจของการ transform จริงๆ มันอยู่ที่การ transition ว่าช่วงที่เราเปลี่ยนผ่านเราทำอะไร ตรงนี้การรับรู้ยังน้อยมากและลงทำอย่างจริงจังน้อยไป
พร้อมย้ำว่าตอนนี้ใครมีตัวเลขคาร์บอน เป็นข้อได้เปรียบ หลังจากนั้นพอเข้าปีที่ 2 ปีที่ 3 มีตัวเลขอย่างเดียวไม่พอแล้ว มันต้องมีแผนในการลดคาร์บอนด้วย ถ้าซัพพลายเออร์คนที่ส่งของไปให้เขาไม่มีแผนที่ชัดเจน เขาก็เลือกคนที่สินค้าเหมือนกัน ตัวเลขคาร์บอนต่ำกว่า และมีแผนลดที่ชัดเจนกว่า
“ถ้าหากเราเริ่มตอนนี้ เรายังมีเวลาวัดคาร์บอนก่อน แล้วค่อยทำแผนลด มันมีเวลาให้หายใจ ไปพร้อมๆกับการค่อยๆ สร้างแบรนด์ ค่อยๆ ปรับโอเปอเรชั่นตัวเอง แต่ถ้าเรารอจนถึงวันที่ต้องรายงานข้อมูลคาร์บอน แล้วยังไม่มีตัวเลข วันนั้นจะยิ่งกว่านี้อีก ซึ่งอันนี้ไม่มีใครพูดถึงเลย มันจะเป็นระเบิดเวลา ถ้าเกิดธุรกิจไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้”
นี่คือคำถาม …จะไปยังไงกันต่อ?


