รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ 
ธนาคารโลกได้ประเมินเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้ยกระดับให้ฟิลิปปินส์กับเวียดนามขึ้นเป็นประเทศมีฐานะรายได้ปานกลางระดับบน (upper-middle-income status) ในปี 2025 รายได้ประชาชาติรวม (gross national income) ต่อคนของเวียดนามอยู่ที่ 4,970 ดอลลาร์ ของฟิลิปปินส์ 4,850 ดอลลาร์ เกินหลักเกณฑ์ตัวชี้วัดรายได้ปานกลางระดับบนของธนาคารโลก ที่กำหนดไว้ 4,636 ดอลลาร์ ทำให้สมาชิกอาเซียนที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ล้วนมีฐานะรายได้ปานกลางระดับบนครบทั้ง 5 ประเทศ
ธนาคารโลกกำหนดหลักเกณฑ์ตัวชี้วัดชาติรายได้สูงไว้ว่า เมื่อประเทศนั้นมีรายได้ต่อคนที่ 14,375 ดอลลาร์ ปี 2025 รายได้ต่อคนของไทยอยู่ที่ 7,690 ดอลลาร์ มีสัดส่วน 53.5% ของเกณฑ์รายได้สูงต่อคน มาเลเซียมีรายได้ต่อคนที่ 12,380 ดอลลาร์ มีสัดส่วน 86% ส่วนเวียดนามมีสัดส่วน 34.5% และฟิลิปปินส์ 33.7%
ทำไมมาเลเซียติด “กับดักรายได้ฯ”
หนังสือชื่อ Economic Development Strategies (2026) เกี่ยวกับการเอาชนะกับดักรายได้ปานกลางของมาเลเซีย กล่าวไว้ว่า นับจากต้นทศวรรษ 2010 คำว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” มีการกล่าวถึงในสื่อต่างๆ มากขึ้น เมื่อจีนกับประเทศอาเซียนอยู่ในช่วง “ประเทศรายได้ปานกลาง” ทำให้คำว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” กลายเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมในการวิเคราะห์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียตะวันออก
คำว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” เป็นแนวคิดที่ทั้งง่ายต่อการทำความเข้าใจและมีความซับซ้อน คือ ประเทศรายได้ปานกลางไม่สามารถแข่งขันกับชาติพัฒนาแล้วในด้านเทคโนโลยี และก็ไม่สามารถแข่งขันกับชาติรายได้ต่ำในเรื่องค่าแรง จึงนำไปสู่การตกต่ำเรื่องความสามารถในการแข่งขันและเศรษฐกิจเกิดชะงักงัน แต่ “กับดักรายได้ฯ” ทำให้เศรษฐกิจมีขอบเขตการตกต่ำกว้างขวางขนาดไหนนั้น เป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน
ธนาคารโลกจัดให้มาเลเซียเป็น “ชาติรายได้ปานกลางระดับบน” นับตั้งแต่ปี 1996 มาถึงปัจจุบัน ก็เป็นเวลา 30 ปีแล้วที่มาเลเซียยังคงมีฐานะดังกล่าว ทำให้ถูกถือว่าเป็นประเทศ “ติดกับดักรายได้ปานกลาง” แต่เพราะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมาตลอด ทำให้คาดการณ์ว่า มาเลเซียจะขึ้นเป็นชาติรายได้สูงเมื่อสิ้นสุดทศวรรษ 2020 นี้
แต่เนื่องจากเส้นชี้วัดประเทศรายได้สูงของธนาคารโลกมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ล่าสุดธนาคารโลกกำหนดไว้ที่ 14,375 ดอลลาร์ต่อคน ส่วนเศรษฐกิจมาเลเซียเองไม่สามารถเติบโตได้เร็วเท่าทันกับอัตราการเพิ่มขึ้นของเส้นแบ่งชาติรายได้สูง ทำให้มาเลเซียถูกมองว่าเป็นประเทศ “ติดกับดัก”
ประเทศเอเชียเหนือ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ถือเป็นประเทศ “ชั้นนำ” ที่มีการเติบโตสูง และถูกมองว่าเป็นตัวอย่างประเทศที่สามารถหลีกเลี่ยงกับดักรายได้ปานกลาง ความสำเร็จมาจากระบบการศึกษามีมาตรฐานสูง มีการส่งเสริมเรื่องการวิจัยและพัฒนา มีสถาบันเศรษฐกิจที่สนับสนุน และมีนโยบาย “ยกระดับอุตสาหกรรม”
ส่วนประเทศอื่นๆ ที่มีรายได้สูงในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ก็มีลักษณะเฉพาะตัวเอง เช่น ฮ่องกงและสิงคโปร์ เป็นเศรษฐกิจแบบมหานครที่ไม่มีชนบท ส่วนประเทศรายได้สูงในตะวันออกกลาง ล้วนเป็นประเทศมีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล สำหรับอดีตประเทศยุโรปตะวันออก ในอดีตเคยเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนามาแล้ว

“ชาติธรรมดา” ชาติแรกที่มีรายได้สูง
หนังสือ Economic Development Strategies กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้สูงแล้ว และพิจารณาในบริบทเฉพาะของมาเลเซียเองจะเห็นว่า มาเลเซียไม่ใช่ประเทศ “ชั้นนำ” ที่เศรษฐกิจเติบโตสูงกว่า 10% อย่างต่อเนื่องเหมือนเอเชียเหนือ แต่กลับเป็นประเทศเศรษฐกิจเติบโตช้าๆ ที่ต่อเนื่อง และในที่สุดก็มาถึงจุดที่กลายเป็นชาติรายได้สูง
ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตที่ติดลบของมาเลเซียมีเพียง 4 ครั้งเท่านั้น ในแต่ละครั้ง มาเลเซียได้รับผลกระทบจากภาวะปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก แต่ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจล้มเหลวขึ้นภายในประเทศ แต่ละครั้งที่การเติบโตเศรษฐกิจติดลบ ในปีถัดไป การเติบโตของมาเลเซียก็เพิ่มเป็นบวก
มาเลเซียไม่เคยประสบปัญหาเศรษฐกิจติดลบติดต่อกัน 2 ปีเลย แม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย 1997-1998 และวิกฤติการเงินโลกปี 2008-2009 ช่วงปี 1990-2015 เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.9% จากปี 2014-2019 ที่เกิดโควิด-19 และมาเลเซียมีรายได้ต่อคนเกือบ 10,000 ดอลลาร์นั้น เศรษฐกิจมาเลเซียเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.8%
กล่าวสรุปอีกนัยหนึ่งก็คือว่า มาเลเซียถูกมองว่าเป็นชาติติดกับดักรายได้ปานกลาง ไม่ได้เป็นประเทศชั้นนำที่โดดเด่นอะไร ที่เศรษฐกิจเติบโตสูงเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง มาเลเซียกลับเป็นประเทศที่ค่อยๆ พัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ในที่สุด ก็มาถึงจุดที่กลายเป็นชาติรายได้สูง
หากมาเลเซียยังคงรักษาอัตราการเติบโตที่เคยเป็นมาในอดีตไว้ได้ มาเลเซียจะเป็นประเทศแรกใน “บรรดาประเทศธรรมดา” ที่ไม่ใช่ประเทศในยุโรป ที่สามารถกลายเป็นชาติรายได้สูงจากการพัฒนาอุตสาหกรรม ตามหลังประเทศ “ชั้นนำ” ในเอเชียเหนือ
มุ่งสู่ฐานะรายได้สูงภายใน 2028-2030
ส่วนกลุ่ม OECD ได้เผยแพร่รายงานล่าสุด ในการสำรวจภาวะเศรษฐกิจของมาเลเซีย ชื่อ OECD Economic Surveys: Malaysia 2026 โดยกล่าวสรุปว่า การเติบโตของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และความยืดหยุ่น การปรับตัวและการเติบโต (resilience) เมื่อเผชิญวิกฤติที่เกิดขึ้น ช่วยให้มาเลเซียสามารถปรับปรุงมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ทางวัตถุสูงขึ้นอย่างมาก
นับจากได้รับเอกราชในปี 1957 เศรษฐกิจมาเลเซียได้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอย่างลุ่มลึก เริ่มต้นจากการพึ่งพาการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ดีบุกและยางพารา นับจากทศวรรษ 1970 ก็กระจายเศรษฐกิจสู่การประกอบการผลิต ที่มาจากการลงทุนต่างประเทศและการส่งออก มาเลเซียยังมี “นโยบายสังคม” มาตั้งแต่ปี 1970 ที่ลดความยากจน ลดช่องว่างเมืองกับชนบทที่คนมาเลเซียส่วนใหญ่อาศัยอยู่ ทำให้คนชั้นกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก
ช่วงทศวรรษ 1980-1990 มาเลเซียกลายเป็น “ศูนย์กลาง” ของห่วงโซ่คุณค่าที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เศรษฐกิจมาเลเซียแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวรวดเร็ว เมื่อเผชิญวิกฤติการเงินเอเชีย 1997-98 และวิกฤติการเงินโลกปี 2008
นับจากนั้นต่อมา การเติบโตของมาเลเซียดำเนินไปได้ด้วยดี แต่นับจากนี้ไปข้างหน้า การเติบโตจะอยู่ระดับปานกลาง เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาท้าทายเรื่องการปรับโครงสร้างที่ยังดำรงอยู่ต่อเนื่อง เช่น ผลิตภาพที่ลดลง และปัญหาทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน
รายงานของ OECD สรุปว่า มาเลเซียได้เดินทางถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เป็นเวลาหลายปีของความมุ่งมั่นที่จะมีฐานะเป็นชาติรายได้สูง มาเลเซียคงจะก้าวข้ามเส้นแบ่งนี้ได้ภายปี 2028-2030 แต่คนมาเลเซียน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่จะมีรายได้เกินเส้นแบ่งนี้ ครัวเรือนทั่วไปต้องมีรายได้เพิ่มสองเท่าจึงจะขึ้นมาถึงระดับนี้ ระบบประกันสังคมยังล้าหลัง ทำให้คนทำงานที่เกษียณไม่มีเงินบำนาญพอเมื่อสูงอายุ
นโยบายที่สร้างความสำเร็จในระยะที่ผ่านมา อาจไม่ใช่นโยบายที่มาเลเซียต้องการเพื่อมุ่งไปในอนาคตข้างหน้า มาเลเซียต้องการนโยบายที่จะเร่งการเปลี่ยนแปลงจากอุตสาหกรรมการผลิตใช้แรงงานเข้มข้นและค่าแรงถูก ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
จุดนี้ทำให้การปรับปรุงการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการปฏิรูปในอนาคต การใช้จ่ายงบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการที่รัฐมีรายได้สูงขึ้น จะทำให้ภาครัฐสามารถสร้างระบบการประกันสังคมที่ดีขึ้น รวมถึงการบริการอื่นๆ ของรัฐ
เอกสารประกอบ
Economic Development Strategies: Insights from Malaysia on Overcoming the Middle-Income Trap, Satoru Kumagai, Masashi Nakamura, Springer, 2026.
OECD Economic Surveys: Malaysia, July 2026,



