รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
เว็บไซต์ของสถาบันวิจัยมีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา The Atlantic Council ได้เสนอบทความชื่อ From Manufacturing to AI, Thailand Must Reinvent Its Growth Model ที่กล่าวว่า ประเทศไทยมาถึงช่วงเวลาสำคัญ ที่จะต้องสร้างรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบใหม่ขึ้นมา ในบริบทที่ไทยมีจุดแข็งด้านพื้นฐานอุตสาหกรรมเดิม โอกาสด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ท่ามกลางแรงลมปะทะจากจุดอ่อนด้านโครงสร้าง เช่น หนี้สินครัวเรือน ประชากรกำลังสูงอายุ และการบริโภคภายในกับการท่องเที่ยวที่อ่อนตัว
บทความกล่าวว่า ขณะที่ไทยกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางเศรษฐกิจ ในฐานะที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศของภูมิภาคนี้ ที่มีอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการที่พัฒนาสูงสุด มีอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มั่นคง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และธุรกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต แต่ความได้เปรียบนี้ ไม่ได้แปลงไปสู่การเติบโตที่เข้มแข็งมากขึ้น
ปัจจัยทำให้เศรษฐกิจอ่อนตัวและเสี่ยง
บทความของ Atlantic Council กล่าวว่า ใน 25 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยปีละ 3.2% สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 3% ปี 2026 คาดว่าการเติบโตอยู่ที่ 1.5% และ 2.1% ในปี 2027 การชะลอตัวของเศรษฐกิจสะท้อนให้เห็นว่า ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก รวมทั้งการที่ต้องพึ่งพาการค้ากับจีนอย่างมาก ทำให้มีจุดอ่อนต่อภาวะชะงักงันที่เกิดจากสงครามอิหร่าน การแข่งขันที่รุนแรงสหรัฐฯ กับจีน และสภาพการค้าโลกกับห่วงโซ่อุปทาน ที่แบ่งแยกกันมากขึ้น
แรงกดดันจากภายในยังสร้างปัญหาเพิ่มมากขึ้น หนี้สินครัวเรือนสูงถึง 90% ของ GDP ประชากรสูงอายุมากขึ้น การอ่อนตัวลงของการท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ล้วนสร้างแรงลมปะทะที่มีผลจำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น ต่อเหตุการณ์ที่เป็นแรงกระแทกจากภายนอก
ความเสี่ยงจากภูมิเศรษฐศาสตร์
บทความของ Atlantic Council กล่าวว่า การบูรณาการกับการค้าโลกคือหัวใจความสำเร็จของไทย แต่ก็ทำให้ไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและความสัมพันธ์ด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ ในระยะ 25 ปีที่ผ่านมา การค้าของไทยมีสัดส่วนมากกว่าขนาดเศรษฐกิจ ปี 2025 มีสัดส่วน 140% ของ GDP ทำให้ไทยอยู่ในจุดเป็นทางแยกของห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงกับจีน สหรัฐฯ อาเซียน และญี่ปุ่น ปี 2025 การส่งออกของไทย 18% ไปยังตลาดสหรัฐฯ ส่วนจีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่สุด และเป็นแหล่งที่มาสำคัญของสินค้าขั้นกลาง
ที่ผ่านมา ไทยสามารถอาศัยความสัมพันธ์เหล่านี้ให้เป็นคุณประโยชน์ต่อการค้ากับประเทศต่างๆ แต่การแยกส่วนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่มากขึ้นเนื่องจากการแข่งขันสหรัฐฯ กับจีน ทำให้ฐานะของไทยดังกล่าวเกิดความเสี่ยง อัตราภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าไทยเฉลี่ยที่ 20% การตรวจสอบมากขึ้นต่อการลงทุนของจีน แหล่งกำเนิดสินค้า การส่งออกต่อ และชิ้นส่วนจีนที่อยู่ในสินค้าการส่งออกของประเทศที่ 3 สร้างความเสี่ยงต่อโมเดลห่วงโซ่อุปทาน ที่ไทยเคยได้ประโยชน์ ความเสี่ยงจะอยู่ในกลุ่มสินค้าที่อาศัยเครือข่ายการผลิตข้ามพรมแดน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และรถยนต์ EV
ดังนั้น ไทยเผชิญความท้าทายทางยุทธศาสตร์ที่มากกว่าเรื่องการดึงการลงทุนจากบริษัทต่างประเทศ ที่ต้องการกระจายแหล่งการผลิต ภารกิจที่ใหญ่กว่านี้ของไทยคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นกับภายในประเทศ การกระจายตลาดการส่งออก กระจายแหล่งที่มาของชิ้นส่วนสำคัญของการผลิต และสร้างหลักประกันว่า การลงทุนใหม่จะช่วยยกระดับการผลิตในประเทศให้ลึกมากขึ้น มากกว่าการไปเสริมการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทาน ที่เสี่ยงต่อการกีดกันการค้า และผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

จากฐานประกอบการผลิตสู่มูลค่าสูง
บทความของ Atlantic Council วิเคราะห์ว่า การประกอบการผลิตยังเป็นจุดแข็งทางเศรษฐกิจมากที่สุดของไทย มีสัดส่วน 16% การจ้างงาน คิดเป็นจำนวน 6.2 ล้านงาน และ 25% ของ GDP ปัญหาท้าทายในปัจจุบันของไทยคือ การใช้ฐานการผลิตเพื่อยกระดับห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ให้สูงขึ้น
ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมรถยนต์จึงสำคัญ ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสามารถอาศัยประโยชน์จากเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่มีอยู่ ให้ขยายตัวไปสู่รถยนต์ EV แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนก้าวหน้าอื่นๆ แต่การผลักดันของไทยเรื่องรถยนต์ EV และการผลิตแบตเตอรี่ ไปผูกพันกับห่วงโซ่อุปทานของจีนอย่างลึกซึ้ง ทำให้อุตสาหกรรมนี้เสี่ยงต่อความขัดแย้งทางการค้าและทางภูมิเศรษฐศาสตร์
อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียว เป็นอีกหนทางหนึ่งของไทยไปสู่การผลิตมูลค่าสูงขึ้น ปัจจุบัน สินค้าประหยัดพลังงานและพลังงานสะอาดมีสัดส่วนเกือบ 10% ของการส่งออก ทำให้ไทยมีฐานการผลิตที่สามารถสนองความต้องการในตลาดโลก ในเรื่องสินค้าใช้พลังงานมีประสิทธิภาพและคาร์บอนต่ำ แต่อุตสาหกรรมสีเขียวของไทยก็มีจุดอ่อนเหมือนภาคการผลิตรถยนต์ EV คือเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานของจีนอย่างลึกซึ้ง
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีศักยภาพที่จะสร้างโอกาสการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา ปี 2025 ไทยได้รับการยื่นข้อเสนอโครงการลงทุนศูนย์ข้อมูล 36 โครงการจากนักลงทุนตะวันตก จีน สิงคโปร์ และบริษัทของไทย คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 23 พันล้านดอลลาร์ ที่จะมาช่วยเสริมฐานะของไทยให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบจัดเก็บข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต (Cloud)
แต่ภาคอุตสาหกรรมนี้ ก็กำลังไปโยงกับการแข่งขันทางเทคโนโลยีสหรัฐฯ-จีนมากขึ้น เมื่อสหรัฐฯ ควบคุมเข้มงวดมากขึ้นกับตัวชิปที่ก้าวหน้าของ AI และตรวจสอบการที่จีนจะเข้าถึงความสามารถในการประมวลผลผ่านประเทศที่ 3 ไทยจึงจำเป็นที่จะดึงดูดการลงทุนจากทั้งสองฝ่าย โดยไม่ให้สูญเสียการเข้าถึงเทคโนโลยีสำคัญและตลาดโลก
การลงทุนในภาคการผลิตดังกล่าวจะสร้างฐานะของไทย ให้เป็นศูนย์กลางชั้นนำของภูมิภาคนี้ในด้านการผลิตที่ก้าวหน้า พลังงานสะอาด อิเล็กทรอนิกส์ บริการดิจิทัล AI และการประมวลข้อมูล Cloud การสร้างศักยภาพดังกล่าวขึ้นอยู่กับว่า ไทยจะสามารถรับมือกับการแบ่งขั้วทางภูมิเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ กับจีนที่รุนแรงมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็ต้องสามารถบริหารจัดการแรงกดดันจากปัญหาความต้องการพลังงานและทรัพยากรน้ำ รวมทั้งข้อจำกัดด้านปัญหาเชิงโครงสร้างภายในด้วย
แปรการลงทุนให้เป็นมูลค่ายั่งยืน
บทวิเคราะห์ของ The Atlantic Council กล่าวว่า การประชุมประจำปี 2026 IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ เป็นโอกาสดีแก่ไทย ที่จะสร้างความเชื่อมั่นในก้าวต่อไปของการพัฒนาและการเติบโต หลังจาก 35 ปีผ่านมา ที่ไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมมาแล้วในปี 1991 ไทยควรใช้โอกาสนี้นำเสนอการก้าวเดินไปข้างหน้าใน 3 ด้านที่สำคัญ คือ
(1) เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ก้าวหน้าและพลังงานสะอาด (2) สร้างทักษะและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจที่ใช้ AI เข้มข้น และ (3) จัดการปัญหาข้อจำกัดทางโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรกำลังสูงอายุ และผลิตภาพต่ำ
นอกเหนือจากปัญหา 3 ประการแล้ว ไทยจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ต่อการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยไม่ไปพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ระบบนิเวศทางเทคโนโลยีใดหนึ่ง หรือแหล่งที่มาการลงทุนจากที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป
การวัดความสำเร็จของไทย ไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินที่ไทยสามารถดึงการลงทุน แต่อยู่ที่มูลค่าที่สร้างขึ้นมาจากในประเทศ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ไทยมีโอกาสกระจายตลาด เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุน ขณะเดียวกัน ก็สามารถดึงความรู้ งานใช้ทักษะ และการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น
หากไทยสามารถยึดกุมประโยชน์ดังกล่าว พร้อมกับรักษาการเข้าถึงตลาดสำคัญ ไทยจะสามารถอาศัยภาคบริการ ฐานอุตสาหกรรมและโครงสร้างดิจิทัล เพื่อกลายเป็นเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพมากขึ้น นวัตกรรมมากขึ้น และเข้มแข็งมากขึ้น
เอกสารประกอบ
From Manufacturing to AI, Thailand must reinvent its growth model, Amin Mohseni-Cheraghlou, August 21, 2026, atlanticcouncil.org



