5 ปีหลังรัฐประหาร เมียนมาท่ามกลางวิกฤติที่ไร้ทางออก

กลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันในการชุมนุม ณ นครย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 ที่มาภาพ:https://www.hrw.org/news/2022/01/28/myanmar-year-brutality-coups-wake

ห้าปีหลังจากที่กองทัพเมียนมายึดอำนาจและคุมขังบรรดาผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง วิกฤตการณ์ในประเทศมีแต่จะตกลึกยิ่งขึ้น โดยมีสัญญาณจากความรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้น การพลัดถิ่นของประชากรจำนวนมหาศาล และการเลือกตั้งภายใต้การควบคุมของกองทัพ

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันครบรอบ 5 ปีของการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา ซึ่งทำให้ประเทศตกอยู่ภายใต้ความรุนแรงที่หนักหน่วงมากขึ้น การจับกุมผู้คนจำนวนมาก การล่มสลายทางเศรษฐกิจ และวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ถลำลึก ในขณะที่รัฐบาลทหารยังคงเดินหน้าใช้ความรุนแรงปราบปรามพลเรือนอย่างโหดเหี้ยม

สำนักข่าว The Irrawaddy สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ในรายงาน Five Years After the Coup, Myanmar Is Worse Off Than Ever เพื่อนำเสนอความเปลี่ยนแปลงสำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การทำรัฐประหารเป็นต้นมา

รายงานระบุว่า เพื่อหาเงินมาจุนเจือการใช้จ่ายทางทหาร รัฐบาลทหารได้เข้ายึดครองเงินตราต่างประเทศ และในบางกรณีได้ทำการปิดกั้นหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ยารักษาโรค เพื่อพยายามป้องกันไม่ให้เงินตราไหลออกนอกประเทศ ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างรุนแรงในชีวิตประจำวันท่ามกลางราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น

มีผู้เสียชีวิตหรือถูกคุมขังแล้วหลายพันคน ประชากรหลายล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น อีกทั้งการลอบวางเพลิงและการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายพลเรือนได้กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แม้ว่าระบอบทหารจะพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองผ่านการเลือกตั้งที่ถูกปฏิเสธอย่างกว้างขวาง และยังคงเผชิญกับการถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมระหว่างประเทศ

การเข่นฆ่าและการจับกุม

ระบอบทหารยังคงเดินหน้าเข่นฆ่าและจับกุมพลเรือนอย่างตามอำเภอใจ ทั้งโดยกองกำลังภาคพื้นดิน รวมถึงการทิ้งระเบิดทางอากาศและการระดมยิงด้วยปืนใหญ่

จากข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners:AAPP) ซึ่งติดตามการกระทำอันป่าเถื่อนของรัฐบาลทหาร พบว่ามีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 7,738 ราย นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร ซึ่งรวมถึงนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าว และพลเรือน โดยฝีมือของกองกำลังระบอบทหารและกลุ่มติดอาวุธที่ฝักใฝ่ระบอบดังกล่าว

นอกจากนี้ มีผู้ถูกจับกุมรวมทั้งสิ้น 30,351 ราย ซึ่งรวมถึงผู้นำรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยด้วย โดยในจำนวนนี้มี 22,762 รายที่ยังคงถูกคุมขัง และ 11,497 รายถูกตัดสินโทษ ซึ่งมักเป็นการตั้งข้อหาที่กุเรื่องขึ้นมา ผู้ที่ถูกคุมขังเหล่านี้รวมถึง อองซานซูจี ผู้นำฝ่ายพลเรือนและประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy:NLD) ซึ่งชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2563 และประธานาธิบดี วิน มยิน ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน

การสังหารหมู่

ซากรถที่ถูกเผาทำลายพร้อมกับผู้อพยพหนีภัยสงคราม 30 รายที่อยู่บนรถ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ขององค์กร Save the Children 2 ราย ระหว่างเหตุการณ์สังหารหมู่โดยกองทัพทหารเมียนมา ณ อำเภอเดโมโซ รัฐกะเหรี่ยงแดง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ที่มาภาพ: https://www.irrawaddy.com/news/burma/five-years-after-the-coup-myanmar-is-worse-off-than-ever.html

ระบอบทหารเริ่มทำการสังหารหมู่พลเรือนเพียงไม่นานหลังการรัฐประหาร โดยใช้กระสุนจริงตัดชีวิตผู้ประท้วงที่ไม่มีอาวุธ ระหว่างการปราบปรามด้วยวิธีรุนแรงถึงชีวิตต่อการชุมนุมต่อต้านระบอบทหารอย่างสันติทั่วประเทศ

เฉพาะในวันที่ 14 มีนาคม 2564 เพียงวันเดียว กองกำลังที่บ้าเลือด (trigger-happy) ได้สังหารผู้ประท้วงไปราว 80 รายทั่วประเทศ โดยย่านอุตสาหกรรมหล่ายธะยา (Hlaing Tharyar) ในย่างกุ้ง เป็นจุดที่เกิดการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในวันนั้น มีทั้งผู้ประท้วง ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และคนเดินถนนถูกสังหารไปราว 60 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบรายจากการปราบปรามอย่างเลือดเย็น

การสังหารหมู่ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหารหลายพันคน รวมถึงผู้สื่อข่าวบางส่วน ตัดสินใจเข้าร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่อสู้มาอย่างยาวนาน เพื่อรับการฝึกอาวุธและจับปืนขึ้นสู้กับระบอบทหาร

ระบอบทหารยังคงเดินหน้าสังหารหมู่ด้วยการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มพลเรือนในหมู่บ้าน เมือง โรงพยาบาล และศาสนสถาน การสังหารหมู่เหล่านี้ยังรวมไปถึงการฆ่าและเผาร่างกลุ่มผู้ลี้ภัย ซึ่งมีเด็กๆ รวมอยู่ด้วยขณะกำลังหนีการสู้รบในรัฐกะยา (Karenni State) หรือการฆ่าล้างหมู่บ้านที่ถูกกักตัวไว้ระหว่างการบุกเข้ายึดฐานที่มั่นของฝ่ายต่อต้านในภูมิภาคซะไกง์ (Sagaing Region)

นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 ระบอบทหารได้ก่อเหตุสังหารหมู่ไปแล้วทั้งหมด 500 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 5,180 ราย ซึ่งรวมถึงสตรีและเด็ก ตามข้อมูลของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ( National Unity Government:NUG) ซึ่งเป็นรัฐบาลเงา

การโจมตีด้วยการวางเพลิงต่อทรัพย์สินของพลเรือน

บ้านเรือนถูกไฟเผาวอดจากการโจมตีด้วยการวางเพลิงโดยกองทัพทหารเมียนมา ณ เมืองตั่นตะลาง (Thantlang) ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาในรัฐชิน เมื่อช่วงปลายปี 2564 ที่มาภาพ: https://www.irrawaddy.com/news/burma/five-years-after-the-coup-myanmar-is-worse-off-than-ever.html

หนึ่งในยุทธวิธีที่ระบอบทหารนำมาใช้บ่อยที่สุดเพื่อตอบโต้การต่อสู้ด้วยอาวุธจากประชาชนทั่วประเทศ คือการเผาทำลายหมู่บ้านและเมืองต่างๆ นับตั้งแต่การรัฐประหารเป็นต้นมาจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบอบทหารได้เผาทำลายบ้านเรือนทั่วประเทศไปแล้วรวมทั้งสิ้น 113,054 หลัง ตามข้อมูลของ Data for Myanmar ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังความป่าเถื่อนของระบอบทหาร

ภูมิภาคซะไกง์เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด โดยสูญเสียบ้านเรือนไปถึง 76,990 หลังจากการวางเพลิงของรัฐบาลทหาร ตามมาด้วยภูมิภาคมะเกวย์ (Magwe) ที่ได้รับความเสียหาย 16,470 หลัง

การโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายพลเรือน

สภาพความเสียหายหลังการโจมตีทางอากาศโดยกองทัพทหารเมียนมา ณ โรงพยาบาลทั่วไปเขตมเยาะอู ภายใต้การบริหารของกองทัพอารากัน (AA) ในรัฐยะไข่ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 33 ราย และได้รับบาดเจ็บ 80 ราย ที่มาภาพ: https://www.irrawaddy.com/news/burma/five-years-after-the-coup-myanmar-is-worse-off-than-ever.html

ก่อนปี 2564 มีรายงานการโจมตีทางอากาศโดยกองทัพเพียงไม่กี่ครั้งในพื้นที่ควบคุมของกลุ่มกบฏชาติพันธุ์ แต่นับตั้งแต่การรัฐประหารเป็นต้นมา ระบอบทหารได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายพลเรือนทั่วประเทศไปแล้วหลายพันครั้ง และความรุนแรงได้เพิ่มระดับขึ้นในแต่ละปี เนื่องจากกองทัพสูญเสียพื้นที่ควบคุมให้กับฝ่ายต่อต้าน

การโจมตีทางอากาศรวมทั้งสิ้น 9,907 ครั้งจนถึงสิ้นเดือนมกราคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโจมตีเป้าหมายพลเรือน รวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานพยาบาล ศาสนสถาน ตลอดจนเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4,913 ราย (ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 656 ราย) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8,640 ราย ซึ่งเป็นเด็กกว่า 900 ราย ตามข้อมูลจากรัฐบาล NUG และ Nyan Linn Thit Analytica

ผู้อพยพ

ผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงรอข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทย ภายหลังเหตุโจมตีทางอากาศโดยกองทัพเมียนมา เมื่อเดือนมีนาคม 2564 ที่มาภาพ: https://www.irrawaddy.com/news/burma/five-years-after-the-coup-myanmar-is-worse-off-than-ever.html

ตามข้อมูลจากสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UN Office for the Coordination of Humanitarian Affairs:OCHA) จำนวนผู้โยกย้ายถิ่นฐานภายในประเทศ ได้เพิ่มสูงขึ้นจากประมาณ 300,000 ราย เป็น 3.6 ล้านรายนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร เนื่องจากความขัดแย้งทางอาวุธและเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2025

นอกจากนี้ OCHA ยังได้เตือนว่าประชากรจำนวน 16.2 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด กำลังต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

จากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การรัฐประหาร ประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน อันเป็นผลมาจากราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่รุนแรง ค่าจ้างที่ต่ำ และไม่มีงาน ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้กดดันให้ผู้คนจำนวนมากต้องตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปหาโอกาสในการทำงานที่ดีกว่า

ขณะเดียวกัน กฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารที่ประกาศใช้โดยรัฐบาลทหารที่กำลังจนตรอก ยังส่งผลให้เยาวชนต้องตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศหลายพันคนในแต่ละเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับเข้ากองทัพ

การต่อต้าน

กองกำลังกองทัพอารากัน (Arakan Army – AA) เคลื่อนเข้าสู่ภูมิภาคอิรวดีที่อยู่ใกล้เคียง หลังจากสามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะไข่ทางตะวันตกของเมียนมาได้สำเร็จในเดือนมกราคม 2568 ที่มาภาพ: https://www.irrawaddy.com/news/burma/five-years-after-the-coup-myanmar-is-worse-off-than-ever.html

การรัฐประหารที่ตามมาด้วยความโหดเหี้ยม บีบให้ผู้คนจำนวนมากต้องหยิบอาวุธเท่าที่จะหาได้ขึ้นมาต่อสู้ และจัดตั้งกลุ่มปฏิวัติติดอาวุธ ซึ่งรวมถึงกองกำลังป้องกันประชาชน ( People’s Defense Forces:PDF) เพื่อต่อต้านระบอบการปกครองที่โหดเหี้ยมทั่วประเทศ

กลุ่มต่อต้านเหล่านี้ได้ร่วมมือกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ( Ethnic Armed Organizations: EAOs) ที่มีอยู่เดิมบางส่วน ทำการสู้รบกับระบอบทหารและสามารถยึดครองพื้นที่เป็นบริเวณกว้างใน 15 รัฐและภูมิภาคทั่วประเทศ โดยปัจจุบันพวกเขายังคงควบคุมเมืองต่างๆ ประมาณ 90 เมือง รวมถึงพื้นที่ชนบทในหลายรัฐและภูมิภาค แม้แต่ในเมืองใหญ่ๆ อย่างย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์ซึ่งเป็นเมืองหลวงทางการปกครอง ก็ยังมีการโจมตีเป้าหมายของระบอบทหารจากฝ่ายต่อต้านเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

การล่มสลายทางเศรษฐกิจ

ที่มาภาพ:เพจ Myanmar Now-English

นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ตกลง โดยลดลงเหลือเพียงไม่ถึง 1 ใน 4 ของระดับก่อนการรัฐประหาร ตามรายงานของสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา (Strategy and Policy–Myanmar:ISP)

ประเทศเมียนมาเคยดึงดูดเม็ดเงิน FDI ได้มากกว่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างปี 2559 ถึง 2563 แต่ในช่วงปี 2564-25665 กลับมียอดการลงทุนเพียง 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตร ความขัดแย้ง และความไม่แน่นอนทางการเมืองได้ผลักดันให้นักลงทุนพากันถอนตัวออกไป

ประเทศจีนได้กลายเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลทหาร โดยมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งหมดในช่วงหลังการรัฐประหาร ก่อนหน้าที่กองทัพจะเข้ายึดอำนาจ สิงคโปร์เคยเป็นผู้นำในด้านการลงทุน ขณะที่บริษัทจากชาติตะวันตกและบริษัทในภูมิภาคต่างก็มีบทบาทที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ ความหวังของรัฐบาลทหารที่ต้องการการลงทุนจำนวนมากจากรัสเซียยังไม่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้จีนกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่เพียงรายเดียวที่ยังคงขยายอิทธิพลในประเทศ

“การสู้รบด้วยอาวุธ การปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างกะทันหัน และการถอนตัวของบริษัทรายใหญ่ ยังคงบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง” รายงานระบุและเตือนว่า “แม้การลงทุนบางส่วนจากภูมิภาค เช่น ไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น อาจจะค่อยๆ กลับเข้ามาอย่างระมัดระวังหลังการเลือกตั้ง แต่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ในระดับสูง ในขณะเดียวกัน คาดว่าจีนจะเพิ่มการมีส่วนร่วมให้ลึกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ความขัดแย้งลดลง ซึ่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานและโครงการเชิงยุทธศาสตร์ที่เคยชะงักงันอาจกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง”

ห้าปีหลังการรัฐประหาร อัตราเงินเฟ้อได้พุ่งสูงขึ้นเกือบ 10 เท่า โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.3 ในปีงบประมาณ 2563–2564 เป็นร้อยละ 22 ในปี 2568–2568 ตามรายงานเมียนมาอีโคนอมิกมอนิเตอร์ (Myanmar Economic Monitor) ของธนาคารโลก

ธนาคารโลกยังคาดการณ์ด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณร้อยละ 19 ในปี 2569–2570 อันเนื่องจากผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 การสู้รบที่ยืดเยื้อ การขาดแคลนพลังงาน นโยบายการนำเข้า-ส่งออก และการหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์

จากการที่ถูกประเทศตะวันตกคว่ำบาตรและถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นจากประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงอาเซียน (ASEAN) ระบอบทหารจึงหันไปพึ่งพารัสเซียและจีนมากขึ้น ทั้งในด้านการทูต เศรษฐกิจ และการสนับสนุนทางการทหาร

ถูกกีดกันออกจากอาเซียน

ที่มาภาพ: https://www.irrawaddy.com/news/burma/five-years-after-the-coup-myanmar-is-worse-off-than-ever.html

อาเซียนไม่ให้ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหาร เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำของกลุ่ม โดยชี้ว่าเขาไม่ปฏิบัติตาม “ฉันทามติ 5 ข้อ” ของอาเซียนที่ตกลงกันไว้หลังการยึดอำนาจ

แผนสันติภาพของอาเซียนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2564 ซึ่งเรียกร้องให้มี “การยุติความรุนแรงในทันที” และให้มี “การเจรจาอย่างสร้างสรรค์ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย”

กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ ปฏิเสธที่จะส่งทีมสังเกตการณ์เข้าร่วมการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลทหารในช่วงปลายเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา อาเซียนได้แถลงย้ำอีกครั้งว่าทางกลุ่มไม่ให้การรับรองผลการเลือกตั้งดังกล่าว

การเลือกตั้งลวงโลก

ผู้บัญชาการทหารระดับภูมิภาคและคณะเข้าตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งในรัฐฉาน ก่อนวันเลือกตั้งรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ที่มาภาพ: https://www.irrawaddy.com/news/burma/five-years-after-the-coup-myanmar-is-worse-off-than-ever.html

เกือบ 5 ปีนับตั้งแต่การยึดอำนาจ ระบอบทหารได้จัดการเลือกตั้งขึ้นรวม 3 ระยะ โดยจำกัดพื้นที่อยู่เพียง 263 เมืองจากทั้งหมด 330 เมืองทั่วประเทศ ท่ามกลางการโจมตีเป้าหมายของระบอบทหารโดยฝ่ายต่อต้านที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ในหลายพื้นที่ การลงคะแนนสามารถทำได้เพียงในเขตตัวเมืองเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน

ประชากรส่วนใหญ่ได้คว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยมาก โดยก่อนการเลือกตั้ง มิน อ่อง หล่าย ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทหารหลายสิบคน รวมถึงบุคคลระดับสูงในระบอบทหาร ลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้พรรคพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party:USDP) ซึ่งเป็นพรรคตัวแทนของกองทัพ ในขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารได้สั่งยุบพรรคฝ่ายค้านหลายพรรคหรือตัดสิทธิ์ผู้สมัครของพรรคเหล่านั้น

พรรค NLD ซึ่งเป็นพรรคยอดนิยมที่เคยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2558 และ 2563 ถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมืองมาเป็นเวลานานแล้ว

และเป็นไปตามความคาดหมาย พรรค USDP ได้ออกมาอ้างชัยชนะอย่างถล่มทลายในทุกพื้นที่ โดยกวาดที่นั่งในสภาได้มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไปได้อย่างง่ายดาย

กลุ่มปฏิวัติรวมถึงประเทศประชาธิปไตยตะวันตก องค์การสหประชาชาติ (UN) สหภาพยุโรป (EU) กลุ่มสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และหน่วยงานเฝ้าระวังต่างไม่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการเลือกตั้งลวงโลกเพื่อขยายเวลาการปกครองของทหารภายใต้หน้ากากประชาธิปไตยจอมปลอม ขณะที่อาเซียนปฏิเสธที่จะให้การรับรองผลการเลือกตั้งดังกล่าว

ที่มาภาพ:เพจ The Irrawaddy English Edition

การเลือกตั้งตอกย้ำความแตกแยก

ทางด้านองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ระบุว่า วันครบรอบที่น่าเศร้าใจครั้งนี้ประจวบเหมาะกับการสิ้นสุดของการเลือกตั้ง 3 ระยะที่บงการโดยกองทัพ ยิ่งทำให้สังคมเกิดความแบ่งแยก (Polarised) และทวีความรุนแรงมากขึ้น แทนที่จะเป็นเส้นทางสู่กระบวนการทางการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือ

เว็บไซต์ UN เผยแพร่รายงาน Myanmar crisis deepens five years after coup, as military ballot entrenches repression เมื่อวันที่ 30 มกราคม

ในรายงาน เจ้าหน้าที่ UN เตือนว่า การเลือกตั้งภายใต้การควบคุมของกองทัพยิ่งทำให้วิกฤตการณ์เลวร้ายลง มากกว่าที่จะเป็นช่องทางในการคืนอำนาจการปกครองให้แก่พลเรือน โดยนายโวลเกอร์ เติร์ก (Volker Türk) ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า กระบวนการนี้ “ไม่เคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน” ของชาวเมียนมา และ “มีแต่จะซ้ำเติมความรุนแรงและความแตกแยกในสังคมให้รุนแรงยิ่งขึ้น”

การลงคะแนนเสียงถูกจัดขึ้นเพียง 263 เมืองจากทั้งหมด 330 เมือง ซึ่งส่วนใหญ่จำกัดอยู่ในเขตเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร พื้นที่บริเวณกว้างในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งถูกตัดออกจากการเลือกตั้ง รวมถึงกลุ่มประชากรที่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงชาวโรฮีนจาด้วย

พรรคฝ่ายค้านหลักอย่างพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งเคยชนะการเลือกตั้งปี 2563 อย่างถล่มทลาย ถูกถูกยุบและห้ามเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากนี้ พรรคการเมืองอื่นๆ อีกหลายสิบพรรคที่ต่อต้านการปกครองของทหารก็ถูกสั่งห้ามเช่นกัน และผู้นำพรรคจำนวนมากยังคงถูกควบคุมตัว

ความรุนแรงและการบีบบังคับระหว่างการลงคะแนนเสียง

มีรายงานว่าช่วงเวลาการเลือกตั้งระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 เต็มไปด้วยความรุนแรงที่ดุเดือด ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเปิด (Open sources) ได้บันทึกเหตุการณ์การโจมตีทางอากาศโดยกองทัพถึง 408 ครั้ง ซึ่งคร่าชีวิตพลเรือนไปอย่างน้อย 170 ราย เฉพาะในช่วงเวลาของการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

เมื่อวันที่ 22 มกราคม มีรายงานว่าการโจมตีทางอากาศของกองทัพต่อพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นในเมืองบะมอ (Bhamo Township) รัฐคะฉิ่น ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตสูงถึง 50 ราย โดยไม่มีรายงานการปรากฏตัวของกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่

เพื่อปราบปรามผู้ที่เห็นต่าง กองทัพได้จับกุมชาย 324 คน และหญิง 80 คน ภายใต้กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งที่ประกาศใช้โดยฝ่ายเดียว ซึ่งรวมถึงการจับกุมจากการทำกิจกรรมเล็กๆบนโลกออนไลน์ ในกรณีหนึ่งมีการตัดสินจำคุกสูงถึง 49 ปี เพียงเพราะการโพสต์เนื้อหาที่ต่อต้านการเลือกตั้ง

ค่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ในรัฐกะเหรี่ยงแดง (คะยา) ทางตะวันออกของเมียนมา ที่มาภาพ:https://news.un.org/en/story/2026/01/1166866

ความสูญเสียด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจสูงขึ้น

การกดขี่ทางการเมืองกำลังดำเนินไปพร้อมกับวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจที่เสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน ประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของเมียนมาต้องเผชิญกับสภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารขั้นรุนแรงในระดับสูง ขณะที่มากกว่า 1 ใน 3 กำลังต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถูกขัดขวางซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงในรัฐยะไข่ (Rakhine State) ซึ่งความช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชุมชนที่กำลังอดอยากกลับถูกปิดกั้น

เศรษฐกิจของเมียนมาเสียหายไปเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่การรัฐประหาร โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะยังไม่ฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ภายในอีกหลายปีข้างหน้า

“การเข้ายึดอำนาจโดยมิชอบของกองทัพ ยังมาพร้อมกับหายนะจากการบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศที่ผิดพลาด” นายเติร์กกล่าว

ประชาชนยิ่งบอบช้ำหนัก

ประชาชนชาวเมียนยังคงต้องทนทุกข์ทรมานท่ามกลาง “การละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง” ในขณะที่สถานการณ์มีผู้กระทำผิด แต่ไม่มีผู้รับผิดยังคงมีอยู่ โฆษกของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ (30 มกราคม 2569) เนื่องในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ดังกล่าว

“ความทุกข์ยากของประชาชนชาวเมียนมายิ่งแย่ลงอีก” นายฟาร์ฮาน ฮัก รองโฆษกสหประชาชาติกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงการโจมตีทางอากาศของกองทัพที่พุ่งเป้าไปที่พลเรือนซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น สภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารขั้นรุนแรง และการที่ประชาชนเกือบ 5.2 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดน

นายฮักกล่าวอีกว่า เลขาธิการสหประชาชาติยังคง “มีความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว” รวมถึงผลกระทบระดับภูมิภาคที่รุนแรง ซึ่งรวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และความต้องการด้านมนุษยธรรมที่พุ่งสูงขึ้น

เรียกร้องความสามัคคีและอนาคตของพลเรือน

เลขาธิการสหประชาชาติย้ำว่า เส้นทางที่จะนำกลับไปสู่การปกครองโดยพลเรือนที่เป็นจริงได้นั้น จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยุติความรุนแรงในทันที ความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงต่อการเจรจาที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน และการปล่อยตัวผู้นำที่ถูกคุมขังโดยมิชอบทุกคนโดยเร็ว ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดี วิน มยิน และที่ปรึกษาแห่งรัฐ อองซานซูจี

“ความสามัคคีในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ รวมถึงการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น” แถลงการณ์ระบุ “เพื่อสนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาที่นำโดยชาวเมียนมาเอง ซึ่งจะช่วยแก้ไขรากเหง้าของความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง สร้างความรับผิดชอบต่อการกระทำผิด และตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนด้านมนุษยธรรมและการพัฒนา”

นางจูลี บิชอป (Julie Bishop) ทูตพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติประจำเมียนมา ยังคงเดินหน้าประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอาเซียนและพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อแสวงหาจุดยืนร่วมกันสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและสันติภาพที่ถาวร