“มิน อ่อง หล่าย” ประธานาธิบดีเมียนมาประกาศ เริ่มร่าง “บทที่สอง” ของประชาธิปไตย ขอทุกฝ่ายร่วมสร้างชาติใหม่

พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมรัฐสภา หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่มาภาพ:https://www.gnlm.com.mm/president-u-min-aung-hlaing-delivers-guidance-to-state-level-officials-union-government-members-and-chief-ministers/

พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) และรองประธานาธิบดีเมียนมาที่ได้รับเลือกตั้ง ตลอดจนพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของเจ้าหน้าที่ระดับสหภาพซึ่งได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่ง จัดขึ้น ณ ห้องโถงอาคารรับรองประธานาธิบดี กรุงเนปิดอว์ เมื่อบ่ายวันที่ 10 เมษายน 2569 ในการประชุมสามัญครั้งแรก สมัยที่ 3 ของรัฐสภาเมียนมา (Pyidaungsu Hluttaw) วันที่หก ตั้งแต่ช่วงเช้า ณ ห้องประชุมรัฐสภา โดยมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วม 583 คน จากทั้งหมด 585 คน

นอกจากนี้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) ประธานาธิบดีเมียนมา ยังได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยเนื้อหาครอบคลุมแนวนโยบายและทิศทางการบริหารประเทศในระยะต่อไป

ขบวนรถยนต์ประธานาธิบดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งมีหน่วยทหารม้าเกียรติยศอารักขา เดินทางถึงสถานที่ประกอบพิธี โดยมีรองประธานาธิบดี อู ญอ ซอ และรัฐมนตรีประจำสำนักงานประธานาธิบดี อู ขิ่น หม่อง ยี ให้การต้อนรับ

ประธานาธิบดีขึ้นประจำแท่นพิธีและรับความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ ท่ามกลางการยิงสลุต 21 นัดจากหน่วยปืนใหญ่เพื่อถวายเกียรติ จากนั้นได้ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศตามธรรมเนียมพิธีการ

ผู้เข้าร่วมพิธีประกอบด้วย รองประธานาธิบดี อู ญอ ซอ และนาง นาน นี นี เอ, ประธานสภาสหภาพ (Pyidaungsu Hluttaw)และประธานสภาชนชาติ (Amyotha Hluttaw) อู อ่อง หลิน ดวย, ประธานสภาผู้แทนราษฎร อู ขิ่น ยี, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.เย วิน อู, รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.จอว์ สวาร์ วิน, เจ้าหน้าที่ระดับสหภาพ รองประธานสภา เจ้าหน้าที่ระดับเทียบเท่ารัฐมนตรีสหภาพ นายทหารระดับสูงจากสำนักงานผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ระดับเทียบเท่า ขณะที่มุขมนตรีจากภูมิภาคและรัฐต่าง ๆ เข้าร่วมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

ในการประชุมครั้งดังกล่าว ยังมีแขกพิเศษระดับสูงจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ นายเจียง ซินจื้อ (Jiang Xinzhi) ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีนนายอิกอร์ เซอร์เกเยนโก (Igor Sergeyenko) ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสมัชชาแห่งชาติสาธารณรัฐเบลารุส นายโชลบัน คารา-อูล (Sholban Kara-ool) รองประธานสภาดูมาแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย นายกิตติ เสฏฐบัณฑิต จาม ประสิทธิ์ (Kitti Settha Pandita Cham Prasidh) ผู้แทนพิเศษของกัมพูชาประจำอาเซียน ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย

นอกจากนี้ ยังมีเอกอัครราชทูตและนักการทูตอีก 16 คน จาก 23 ประเทศ รวมถึงผู้แทนจากองค์กรทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและการจับตาของประชาคมระหว่างประเทศต่อพัฒนาการทางการเมืองของเมียนมาในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้

ประธานรัฐสภาเมียนมา (Pyidaungsu Hluttaw) ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐสภา ครอบคลุมถึงกระบวนการจัดตั้งและการเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการระดับสหภาพ ซึ่งดำเนินการตามกฎหมายผ่านรัฐสภาสหภาพ สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) และสภาชนชาติ (Amyotha Hluttaw)

นอกจากนี้ ยังได้รายงานผลการอนุมัติที่เกี่ยวข้อง การตอบรับจากรักษาการประธานาธิบดีซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ (NDSC) ตลอดจนประกาศหมายเลข 3/2026 ของสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ

ภายหลังจากนั้น พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี พร้อมด้วย อู ญอ ซอ และ นาง นาน นี นี เอ ซึ่งได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี ได้สาบานตนต่อหน้าประธานรัฐสภาอย่างเป็นทางการ

จากนั้น ประธานรัฐสภาได้อ่านประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรีสหภาพประจำแต่ละกระทรวง ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้โครงสร้างฝ่ายบริหารของเมียนมาหลังการเปิดประชุมรัฐสภาชุดที่สามอย่างเป็นทางการ

บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรสำคัญของรัฐ ได้สาบานตนต่อหน้าประธานรัฐสภาเมียนมา ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกาแห่งสหภาพและคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานและสมาชิกศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหภาพ ประธานและกรรมการคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ รัฐมนตรีสหภาพ อัยการสูงสุดสหภาพ ผู้ตรวจเงินแผ่นดินสหภาพ ผู้ว่าการและรองผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมา ตลอดจนประธานและสมาชิกคณะกรรมการปราบปรามการทุจริต รวมไปถึงบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนแห่งสหภาพ (UCSB) ประธานสภานครเนปิดอว์ รองรัฐมนตรี รองผู้ตรวจเงินแผ่นดิน สมาชิก UCSB และสมาชิกสภานครเนปิดอว์ ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าประธานาธิบดี

จากนั้น พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยประธานรัฐสภาได้ขอมติรับรองสุนทรพจน์ดังกล่าวจากที่ประชุม และบันทึกไว้เป็นทางการ

ในถ้อยแถลงปิดการประชุม ประธานรัฐสภาระบุว่า กระบวนการดำเนินงานทั้งหมดของการประชุมสามัญครั้งแรก สมัยที่ 3 ของรัฐสภาสหภาพ ได้เสร็จสิ้นลงตามกรอบของรัฐธรรมนูญปี 2551 เมื่อวานนี้ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า สมาชิกรัฐสภาทุกคนจะได้รับประสบการณ์อันมีค่า และสามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไป

ประธานรัฐสภายังเน้นย้ำว่า รัฐสภาสหภาพมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะกลไกขั้นสุดท้ายในการพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่เสนอโดยองค์กรระดับสหภาพและสมาชิกสภา รวมถึงร่างกฎหมายจากคณะรัฐมนตรีสหภาพ ซึ่งผ่านการอภิปรายจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและสภาชนชาติมาแล้ว ก่อนจะประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ

ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติเมียนมาในการจัดตั้งโครงสร้างอำนาจรัฐภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญเดิม ท่ามกลางการจับตาจากประชาคมระหว่างประเทศต่อทิศทางการเมืองของประเทศอย่างใกล้ชิด

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ประธานาธิบดีได้ร่วมถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกร่วมกับรองประธานาธิบดีทั้งสอง ผู้ตรวจเงินแผ่นดินสหภาพ รองผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการและรองผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมา คณะกรรมการ UCSB คณะสภานครเนปิดอว์ สมาชิกสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ สมาชิกคณะกรรมการปราบปรามการทุจริต ประธานศาลฎีกาและคณะผู้พิพากษาศาลสหภาพ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานและกรรมการคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ ตลอดจนรัฐมนตรีและรองรัฐมนตรี

ต่อมา ประธานาธิบดีได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงน้ำชาที่ห้องจัดเลี้ยงในทำเนียบประธานาธิบดีแก่ผู้เข้าร่วมงาน และได้พบปะทักทายแขกผู้มาร่วมพิธีอย่างเป็นกันเองภายหลังงานเลี้ยงน้ำชาเสร็จสิ้น

ที่มาภาพ:เพจ Facebook The Irrawaddy

ย้ำเอกภาพชาติ–เดินหน้าสันติภาพ

การประชุมดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปิดฉากการทำงานของรัฐสภาชุดใหม่ ภายหลังการจัดตั้งฝ่ายบริหารและการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเสร็จสมบูรณ์แล้ว

สำหรับการสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมรัฐสภาของพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มีเนื้อหาครอบคลุมแนวนโยบายและทิศทางการบริหารประเทศในระยะต่อไป

พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่ายกล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา รัฐสภาสหภาพได้เลือกและแต่งตั้งข้าพเจ้าเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา พร้อมทั้งแต่งตั้งรองประธานาธิบดี ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (ฉบับปี 2008) ก็ได้พิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งหัวหน้าและสมาชิกขององค์กรระดับสหภาพ ตลอดจนกระทรวงระดับสหภาพ รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการระดับสหภาพ รวมถึงมุขมนตรีและรัฐมนตรีแห่งภาคและรัฐต่างๆ สำหรับรัฐบาลแห่งสหภาพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ จะขอกล่าวถึงนโยบายที่จำเป็นและภารกิจที่ต้องดำเนินการให้ลุล่วงนับจากนี้เป็นต้นไป

การเลือกตั้งทั่วไปตามระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมืองที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่ถือว่าเป็นอุดมการณ์ที่ผิดพลาด และการแทรกแซงจากองค์ประกอบทั้งภายในและต่างประเทศ จนนำไปสู่เหตุจลาจลและความรุนแรงที่ปะทุขึ้นทั่วประเทศ นอกจากนี้ กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่มที่มีเจตนาร้ายได้ฉวยโอกาสจากความไม่สงบนี้ ทำให้สถานการณ์บานปลายยิ่งขึ้น โดยใช้การทำลายล้างรูปแบบต่างๆ ที่ส่งผลต่อความไม่มั่นคงของชาติ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความยากลำบากและความท้าทายเหล่านี้ กองทัพ (Tatmadaw) ได้ใช้ความพยายามในการจัดการเลือกตั้งและมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางแห่งประชาธิปไตยอีกครั้ง

เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าสาเหตุหลักของการสูญเสียเอกราช การตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบอาณานิคมที่ยาวนาน รวมถึงการขาดเสถียรภาพและสันติภาพนับตั้งแต่ได้รับเอกราช คือความอ่อนแอของความสามัคคีภายในชาติ ดังนั้นขอเน้นย้ำและกระตุ้นให้ทุกฝ่ายใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นที่ความสามัคคีของกลุ่มชาติพันธุ์และสันติภาพที่ยั่งยืน

“ข้าพเจ้าจะเข้าไปดูแลด้วยตนเองเพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการตามข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (Nationwide Ceasefire Agreement:NCA) จะดำเนินการต่อไปอย่างไม่บกพร่อง สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักและยอมรับว่าการแก้ไขความขัดแย้ง ข้อเรียกร้อง และความคับข้องใจผ่านการสู้รบด้วยอาวุธนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติและประชาชน ข้อผิดพลาดเหล่านี้จะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วเพื่อรักษาอนาคตของชาติ แทนที่จะเรียกร้องในสิ่งที่ตนเอง “ต้องการ” เราจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ “เหมาะสม” และให้ความสำคัญกับสิ่งที่ “สามารถทำได้จริง” หากเราสร้างชาติขึ้นใหม่ด้วยเอกภาพและความสามัคคี ก็เชื่อมั่นว่าเราจะไปถึงประเทศใหม่ที่เราจินตนาการไว้ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยเสถียรภาพและสันติภาพในอนาคตอันใกล้นี้” ประธานาธิบดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าว

ประธานาธิบดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า ความอ่อนแอของความเป็นเอกภาพแห่งชาติ คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เมียนมาต้องสูญเสียเอกราชในอดีต และเผชิญความไม่สงบต่อเนื่องหลังได้รับเอกราช พร้อมย้ำว่ากระบวนการหยุดยิงทั่วประเทศ จะต้องเดินหน้าต่อไปโดยไม่หยุดชะงัก และเรียกร้องให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ ยุติการใช้กำลัง หันหน้าเข้าสู่การเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

ในทำนองเดียวกัน ขอเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์และผู้ที่กระทำการรุนแรงทั้งหลาย ได้โปรดพิจารณาอย่างถ่องแท้ถึงความผิดชอบชั่วดี ประโยชน์และโทษ และหันมาร่วมมือกันเพื่อเห็นแก่ประเทศชาติและประชาชน ขอเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกผ่านการสนทนาและการเจรจา และทำงานร่วมกันอย่างสมานฉันท์เพื่อสร้างชาติใหม่ด้วยความเข้มแข็งและความสามัคคีที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่

  • เศรษฐกิจต้องฟื้นด้วยการผลิต

ในอีกด้านหนึ่ง เรากำลังพยายามในหลากหลายวิธีเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข และภาคสังคมของชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะเกิดการพัฒนา หากความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศไม่มั่นคงและชาติไม่มั่งคั่ง การพัฒนาก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ และชีวิตความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจสังคมของประชาชนก็จะยังคงยากจน เศรษฐกิจของชาตินั้นมีความเชื่อมโยงกับมิติทางการเมือง ความมั่นคง และกิจการทางสังคม ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันดำเนินมาตรการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วทางเศรษฐกิจ

เมื่อเปรียบเทียบ GDP ของประเทศเรากับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค พบว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก สาเหตุหลักมาจากผลิตภาพ (Productivity) ที่อ่อนแอ โดยมีการพบว่า เป็นระยะเวลานานแล้วที่ประเทศพึ่งพารายได้ที่ไม่ใช่การค้า (Non-trade income) ดังนั้น จึงต้องส่งเสริมการผลิตที่มีมาตรฐานสูง เนื่องจากจะสร้างการส่งออกได้ก็ต่อเมื่อมีการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสำหรับการส่งออกเท่านั้น จึงต้องสนับสนุนและนำกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพมาใช้จริง

ประเทศของเรามีพื้นฐานอยู่บนเกษตรกรรมและปศุสัตว์ ดังนั้น เราจึงต้องพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรที่มีรากฐานมาจากภาคส่วนเหล่านี้

ในประเด็นนี้ มีบางคนวิจารณ์และตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่เปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมในยุคสมัยใหม่นี้เสียที อย่างไรก็ตาม ประชากรเมียนมามากกว่าร้อยละ 70 อาศัยอยู่ในเขตชนบท และประมาณร้อยละ 50 ทำงานในภาคเกษตร ปศุสัตว์ ประมง และป่าไม้ นอกจากนี้ ผู้หญิงยังมีสัดส่วนถึงร้อยละ 53 ของประชากรทั้งประเทศ และจากผลสำรวจด้านการศึกษาพบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทนั้นกำลังเผชิญกับความเสียเปรียบในบางประการ

ยิ่งไปกว่านั้นรายงานของธนาคารโลกยังระบุว่าอัตราความยากจนในเมียนมาอยู่ที่ร้อยละ 31 ด้วยเหตุนี้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชนบทให้เติบโตขึ้น

พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา พร้อม อู ญอ ซอ และ นาง นาน นี นี เอ รองประธานาธิบดี ได้สาบานตนต่อหน้าประธานรัฐสภา ที่มาภาพ:https://www.gnlm.com.mm/myanmars-newly-elected-president-and-vice-presidents-assume-office/
  • ดัน MSMEs เป็นกลไกหลักใหม่

ตลอดระยะเวลาการทำงานของเรา เราได้สนับสนุนและส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ที่มีฐานจากการเกษตรและปศุสัตว์ โดยมีการจัดนิทรรศการและการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับชาติเป็นประจำทุกปี ส่งผลให้ธุรกิจ MSME เติบโตและประสบความสำเร็จตลอดวาระ 5 ปีที่ผ่านมา และเนื่องจากขณะนี้ “เราได้สร้างรากฐานที่มั่นคงแล้ว จึงขอเร่งเร้าให้พวกท่านทำงานเพื่อให้บรรลุการเติบโตอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดดในช่วงวาระของรัฐบาลชุดใหม่นี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนเรื่องนี้”

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ถูกปรับโครงสร้างภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ให้เป็น “กระทรวงอุตสาหกรรมและการพัฒนา MSME” ดังนั้น จึงขอให้ส่งเสริมภาคส่วน MSME ในทุกๆ ด้าน

  • ฟื้นบทบาทภาคเกษตร–คืนยุครุ่งเรืองข้าวพม่า

ประธานาธิบดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า เราต้องให้ความสำคัญกับการปลูกข้าว ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร ให้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดเพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมาย ขอเรียกร้องให้มุ่งมั่นไม่เพียงแต่เพื่อสร้างความเพียงพอในการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องกู้คืนสถานะการเป็น “ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่” ในภูมิภาคกลับคืนมาให้ได้ ในทำนองเดียวกัน ขอสนับสนุนให้ทำงานด้วยการตั้งเป้าหมายให้สูงเข้าไว้ เพื่อที่ว่า “ยุคสมัยของข้าวพม่า (Myanmar Pawsan) ต้องกลับมาผงาดอีกครั้ง”

นอกจากนี้ ความสำคัญอีกด้านหนึ่งคือการขยายการเพาะปลูกพืชน้ำมัน เช่น ถั่วลิสง งา ถั่วเหลือง และทานตะวัน เพื่อให้ประเทศมีความเพียงพอในการบริโภคน้ำมันพืชภายในประเทศ

ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องส่งเสริมการปลูกถั่วเหลือง ทานตะวัน และงาอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากพืชเหล่านี้สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาลในบรรดากลุ่มพืชน้ำมัน และในการเพาะปลูกงากับทานตะวันนั้น และ “การเลี้ยงผึ้ง” ควบคู่ไปด้วยเพื่อช่วยในการผสมเกสร จะสามารถเพิ่มอัตราการผสมเกสรและช่วยให้ผลผลิตสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน วิธีนี้ยังทำให้เราผลิตน้ำผึ้งได้และสร้างผลประโยชน์เพิ่มเติมให้กับเกษตรกร จึงขอสนับสนุนให้นำการเลี้ยงผึ้งมาเป็นกิจกรรมเสริมในการเพาะปลูก

นอกจากนี้ จำเป็นต้องขยายการเพาะปลูกพืชที่เป็นวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม เช่น ยางพารา ฝ้าย และไผ่ หากเราสามารถผลิตยางคุณภาพสูงได้ภายในประเทศ จะช่วยเพิ่มรายได้เงินตราต่างประเทศและตอบสนองความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย เราควรผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยาง เช่น ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถจักรยานและยางใน รองเท้าบูทยาง และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ

ในทำนองเดียวกัน อุตสาหกรรมฝ้ายถือเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่น่าเชื่อถือและมีความหวังมากที่สุดของประเทศ เนื่องจากเรามีพื้นที่ปลูกฝ้ายประมาณ 524,000 เอเคอร์ ขอย้ำว่า “การเพาะปลูกฝ้ายเส้นใยยาวคุณภาพสูงอย่างมีประสิทธิภาพและการส่งเสริมอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น ฝ้ายดิบ ด้าย และสิ่งทอ จะสร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่เรา”

เช่นเดียวกัน เราต้องให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมจากไม้ไผ่ มีการประเมินว่าเมียนมาสามารถผลิตและใช้ประโยชน์จากลำไม้ไผ่ได้มากกว่า 300 ล้านลำต่อปี ในขณะที่แต่ละปีเรามีการนำเข้ากระดาษประเภทต่าง ๆ ระหว่าง 200,000 ถึง 400,000 ตัน โดยในช่วงปี 2561 ถึง 2568 มีการนำเขากระดาษรวมกว่า 2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ไม้ไผ่ที่ปลูกในเมียนมาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตกระดาษ ไม้ไผ่นอกจากจะใช้ประโยชน์ในปัจจัยพื้นฐานอย่างอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัยแล้ว ยังสามารถนำไปผลิตวัตถุดิบอุตสาหกรรม เช่น เยื่อกระดาษและเส้นใยไผ่ อย่างน้อยที่สุดเราต้องผลักดันให้เกิดการผลิตเยื่อกระดาษภายในประเทศ นอกจากนี้ กาแฟยังเป็นสินค้าที่มีตลาดโลกขนาดใหญ่ โดยทั่วไปแล้ว ทั้งกาแฟพื้นที่สูง (อาราบิก้า) และกาแฟพื้นที่ราบ (โรบัสต้า) เติบโตได้ดีทั่วเมียนมา ดังนั้น เราควรส่งเสริมการปลูกกาแฟทั้งในเขตพื้นที่ราบและพื้นที่สูงตามสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

การจะยกระดับภาคเกษตรกรรมให้สูงขึ้นได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ดิน น้ำ และเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการเกษตรแบบวิทยาศาสตร์และเกษตรอุตสาหกรรม (Mechanized Farming) ปัจจุบันในบางประเทศได้เริ่มมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการทำเกษตรแล้ว ดังนั้น การเปลี่ยนจากวิธีการแบบดั้งเดิมมาเป็นระบบที่ทันสมัยและใช้เครื่องจักรเท่านั้น จึงจะเป็นทางเดียวที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพภายในประเทศได้

เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ เรากำลังส่งเสริมการนวัตกรรมและการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรภายในประเทศผ่านทางกลุ่ม MSME และเพื่อสนับสนุนการทำเกษตรแบบใช้เครื่องจักร จำเป็นต้องมีการเดินเครื่องโรงงานในประเทศที่เคยหยุดชะงักไปจากสาเหตุต่างๆ ให้กลับมาทำงานอีกครั้ง พร้อมทั้งส่งเสริมการขยายกำลังการผลิตทั้งในโรงงานของรัฐและเอกชน ภายใต้คำขวัญที่ว่า “มาร่วมกันส่งเสริมการผลิต เพื่อสร้างชาติให้มั่งคั่ง” ขอให้เร่งทำงานเพื่อการพัฒนาที่ครอบคลุมในทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ

เนื่องจากการที่ผลิตภาพของเรายังไม่เต็มขีดความสามารถหรือไม่สอดคล้องกับศักยภาพที่มีอยู่ จึงทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในปัจจุบัน ผลที่ตามมาคือเราจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าในสัดส่วนที่สูง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ในทำนองเดียวกัน ในภาคปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ และการทำฟาร์มสุกรเชิงพาณิชย์ พบว่าอัตราส่วนระหว่างจำนวนสัตว์ในฟาร์มกับจำนวนประชากรผู้บริโภคในปัจจุบันยังคงไม่สมสัดส่วนกัน

ในส่วนของอาหารสัตว์นั้น วัตถุดิบอย่างรำข้าว ปลายข้าว และข้าวโพด มีการผลิตอย่างอุดมสมบูรณ์ทั่วประเทศ และเรายังมีศักยภาพที่สำคัญในการผลิตอาหารสัตว์จากวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น กากถั่ว กากงา และปลาป่น หากเรานำเข้าเฉพาะเวชภัณฑ์สัตว์และสารเติมแต่งที่จำเป็นเท่านั้น และใช้ทรัพยากรภายในประเทศสำหรับวัตถุดิบส่วนที่เหลือ แนวทางนี้จะทั้งสร้างประโยชน์และมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

เนื่องจากการเกษตรและการปศุสัตว์เป็นรากฐานของพลเมืองทุกคนและเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจของชาติ จึงขอเน้นย้ำว่าประเด็นต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาควรถูกนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง สาเหตุที่เป้าหมายของเรายังไม่บรรลุผลอย่างเต็มที่และยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ คือประชากรประมาณร้อยละ 70 ที่อาศัยอยู่ในเขตชนบท ยังไม่สามารถทำการเกษตรและปศุสัตว์ได้อย่างเป็นระบบและครอบคลุม ยิ่งไปกว่านั้น ประชากรอีกร้อยละ 30 ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ก็ยังไม่ได้ให้การสนับสนุนภาคการผลิตอย่างเพียงพอ

ดังนั้น ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่นี้ ขอเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวิเคราะห์ปัญหาเหล่านี้อย่างถ่องแท้ พัฒนาผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรวิชาชีพด้านการเกษตรและการปศุสัตว์ รวมถึงกำกับดูแลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่างานจะประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติจริง

  • พลังงาน–โครงสร้างพื้นฐานคือหัวใจพัฒนา

การจะบรรลุการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพลเมืองในการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ รวมถึงการคมนาคมขนส่งที่เชื่อถือได้ การเข้าถึงไฟฟ้า และการจัดหาน้ำสะอาด ภาคส่วนไฟฟ้าถือเป็นรากฐานสำคัญของทั้งการพัฒนาชาติและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น เราจึงต้องให้ลำดับความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคส่วนไฟฟ้า ซึ่งยังคงล้าหลังอยู่ในประเทศของเรา

เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ จำเป็นต้องมีการนำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่เหมาะสมกับประเทศของเรามาใช้จริง แม้ว่าระบบโซลาร์เซลล์จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายและประสบความสำเร็จในหลายประเทศ แต่ในประเทศของเรายังถือว่ามีการพัฒนาที่น้อยมาก ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศเราได้รับแสงแดดเต็มที่ประมาณ 300 วันต่อปี แม้แต่ในพื้นที่ที่มีฝนตกชุกอย่างเมียนมาตอนล่าง เราก็ยังได้รับแสงแดดประมาณ 250 วัน

ดังนั้น หากเราสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งแต่การใช้งานในครัวเรือนไปจนถึงสถานประกอบการเชิงพาณิชย์ การดำเนินงานทางอุตสาหกรรม และการสูบน้ำจากแม่น้ำเพื่อการเกษตร ก็จะเข้ามาช่วยเสริมความต้องการพลังงานของเราได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังจะช่วยลดความต้องการนำเข้าเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟ ซึ่งจะช่วยให้เราประหยัดการใช้จ่ายเงินตราต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง

  • ปฏิรูประบบราง–หนุน EV ลดต้นทุน

ในทำนองเดียวกัน จำเป็นต้องยกระดับภาคการขนส่งเพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก และช่วยให้การเคลื่อนย้ายสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ระบบโลจิสติกส์เกิดความคล่องตัวและช่วยลดราคาสินค้าที่กำลังพุ่งสูงขึ้นได้ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือต้องปฏิบัติตามนโยบายและระเบียบข้อบังคับที่กำหนดไว้เกี่ยวกับการอนุรักษ์เชื้อเพลิงและน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งเป็นปัญหาที่ทั้งนานาชาติและประเทศของเรากำลังเผชิญอยู่ ขอให้เร่งการเพิ่มการขนส่งทางรางทั้งสำหรับผู้โดยสารและสินค้า รวมถึงการจัดเตรียมมาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกแทนยานพาหนะที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล

ในภาคการขนส่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับระบบราง เนื่องจากเป็นระบบที่รองรับการขนส่งมวลชนจำนวนมากได้ และช่วยให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและผู้โดยสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและคุ้มค่า ต้องปรับปรุงเส้นทางรถไฟไปพร้อมกับการปรับปรุงหัวรถจักรและตู้รถไฟให้ทันสมัย โดยต้องให้ลำดับความสำคัญกับการผลิตหัวรถจักรและตู้โดยสารเหล่านี้ขึ้นเองภายในประเทศ

นอกจากนี้ เรากำลังใช้ความพยายาม ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว ในการเปลี่ยนผ่านจากหัวรถจักรที่ใช้เชื้อเพลิงในปัจจุบันไปสู่ทางเลือกที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เพื่อลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพโดยรวม ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคส่วนรถไฟ ทั้งในการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าระบบรางจะกลายเป็นบริการที่มีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ และเป็นที่พึ่งพาได้อย่างแท้จริงสำหรับประชาชน

  • การศึกษา: บังคับเรียนขั้นต่ำถึงมัธยมศึกษาตอนต้น

ประธานาธิบดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า การจะสร้างประเทศให้เป็นสหภาพที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว จำเป็นต้องมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถและทักษะสูงจำนวนมาก รวมถึงเหล่าปัญญาชนและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ชาติไม่สามารถสร้างขึ้นได้หากขาดรากฐานที่แข็งแกร่งของการศึกษาและความรู้ ดังนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า “ตลอดระยะเวลาการทำงานของเรา เราได้มุ่งมั่นพัฒนาภาคการศึกษาอย่างครอบคลุมรอบด้าน และเนื่องจากการส่งเสริมการศึกษานั้นไม่ใช่ภารกิจระยะสั้น แต่เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง” จึงขอให้มุ่งเน้นความพยายามในเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอและมั่นคง

ในอดีต ระบบการศึกษาของประเทศเคยได้มาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม เมื่อภาคการศึกษาตกต่ำลงในเวลาต่อมา ขณะนี้เรากำลังเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูและยกระดับให้กลับมาดีดังเดิม เยาวชนคืออนาคตของชาติ เป็นขุมพลัง และเป็นผู้ที่จะสร้างประเทศต่อไป ดังนั้นเราจึงต้องส่งเสริมภาคส่วนเยาวชน การเสริมสร้างความแข็งแกร่งในภาคส่วนนี้ต้องอาศัยความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งต้องใช้เวลา นี่คือเหตุผลว่าทำไมการวางรากฐานที่เป็นระบบและมั่นคงตั้งแต่ออกตัวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

ในการส่งเสริมการศึกษานั้น ต้องมั่นใจว่าเด็กวัยเรียนทุกคนต้องได้เข้าเรียน ลดอัตราการออกกลางคัน และส่งเสริมให้ผู้เรียนจบการศึกษาตามหลักสูตร หากมาตรฐานการศึกษาต่ำ การคิดเชิงวิพากษ์และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานจริงก็จะต่ำตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงได้กำหนดและกำลังดำเนินนโยบายเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถเรียนได้อย่างน้อยถึงระดับ KG+9 (มัธยมศึกษาตอนต้น) ภายใต้ภาคการศึกษาขั้นพื้นฐาน

“ขอให้ผู้ปกครอง ครู เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ และพลเมืองทุกคนโปรดทำความเข้าใจและสนับสนุนนโยบายนี้ พร้อมทั้งร่วมมือกันเพื่อให้เกิดผลสำเร็จในทางปฏิบัติ หากมีอุปสรรคในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นด้วยเหตุผลต่างๆ เราก็ได้จัดตั้งโรงเรียนมัธยมสายอาชีพที่สอนวิชาต่างๆ เช่น ช่างยนต์ เกษตรกรรม และการปศุสัตว์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมฐานเกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถได้รับทักษะทางวิชาชีพได้ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา”

หากเรากำหนดให้ทุกคนต้องเข้าเรียนจนถึงระดับ KG+9 (มัธยมศึกษาตอนต้น) จำนวนนักเรียนในโรงเรียนย่อมเพิ่มขึ้นโดยธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องขยายห้องเรียนเพื่อรองรับความต้องการตามจำนวนนักเรียนที่เข้าเรียน และแต่งตั้งครูผู้สอนให้มีจำนวนที่เพียงพอ ขอเน้นย้ำว่า เพื่อให้นักเรียนมีความสุขในการมาโรงเรียนและมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยม สถานศึกษาจะต้องได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดี และครูผู้สอนจะต้องมีทักษะการสอนที่มีคุณภาพสูง

สิ่งที่เราเห็นในประเทศทุกวันนี้คือ ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจด้านกฎหมายที่จำกัด หรือไม่เคารพกฎหมายที่มีอยู่ ส่งผลให้หลักนิติธรรมอ่อนแอลง ต่อเมื่อพลเมืองทุกคนรู้และปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น เราจึงจะสามารถบรรลุสังคมที่มีระเบียบวินัย สงบสุข และมั่งคั่งได้ การศึกษาและการสร้างความตระหนักรู้ในความเคารพต่อกฎหมายต้องเริ่มขึ้นตั้งแต่ในช่วงวัยเรียน เมื่อการศึกษาอ่อนแอ การปฏิบัติตามกฎหมายและหลักนิติธรรมก็มักจะลดน้อยถอยลงตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ หลักกฎหมายพื้นฐานจึงถูกนำมาบรรจุในการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเราได้ขยายหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (Bachelor of Arts in Law) ไปยังมหาวิทยาลัยในรัฐและภูมิภาคต่างๆ ผลที่ตามมาคือเราจะเห็นได้ว่าหลักนิติธรรมได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในระดับหนึ่งภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน ขอให้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของหลักนิติธรรมให้ดียิ่งขึ้นในช่วงวาระของรัฐบาลชุดใหม่

ในด้านการศึกษา ขอเน้นย้ำเพิ่มเติมว่า เด็กที่ได้เข้าเรียนในระดับปฐมวัย (Preschool) ก่อนเริ่มการศึกษาภาคบังคับ จะมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่า แม้ว่าเด็กในวัยปฐมวัยทุกคนจะต้องเข้าสู่ระดับประถมศึกษาในที่สุด แต่ไม่ใช่เด็กประถมทุกคนที่จะได้รับโอกาสเข้าเรียนปฐมวัย ความแตกต่างที่สำคัญคือ เด็กที่มีพื้นฐานระดับปฐมวัยมักจะมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากกว่าตั้งแตระดับประถมศึกษาเป็นต้นไป

ดังนั้น กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องให้ลำดับความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ขอสั่งการให้มุ่งเน้นการจัดตั้งโรงเรียนปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับการดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัย (ECCD) ภายใต้คำขวัญที่ว่า “มาร่วมกันส่งเสริมการศึกษา เพื่อการพัฒนาของชาติ” และขอให้ทำงานเพื่อการพัฒนาที่ครอบคลุมของภาคส่วนการศึกษาทั้งหมด

  • สุขภาพ–กีฬา–สิ่งแวดล้อม เป็นวาระแห่งชาติ

ประธานาธิบดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า ควบคู่ไปกับการศึกษา ต้องมีการส่งเสริมภาคส่วนสาธารณสุขด้วยเช่นกัน ด้วยความเชื่อมั่นที่ว่า “ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตของมนุษย์” จึงได้ให้การสนับสนุนอย่างครอบคลุมเพื่อยกระดับภาคสาธารณสุขตลอดวาระการทำงานของเรา และเราจะยังคงทำเช่นนั้นต่อไป ไม่ว่าคนจะมีการศึกษาสูงหรือมีความเก่งกาจเพียงใด หากมีสุขภาพที่ไม่ดีหรือมีความบกพร่องทางร่างกาย ก็ย่อมไม่สามารถทำงานหรือสร้างประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงขอสั่งการให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆกับการทำให้พลเมืองทุกคนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่แข็งแรงสมบูรณ์

ในขณะเดียวกัน ขอเน้นย้ำถึงการส่งเสริมภาคส่วนกีฬา ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสาธารณสุข เราต้องฟื้นฟูภาคส่วนกีฬาของประเทศที่เคยซบเซาลงในการแข่งขันระดับนานาชาติ เนื่องจากกีฬานั้นครอบคลุมตั้งแต่กิจกรรมทางกายทั่วไปไปจนถึงการศึกษาและฝึกฝนในสาขาเฉพาะทางที่ตนหลงใหล กีฬาจึงช่วยสนับสนุนสุขภาพได้เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งยังช่วยปลูกฝังวินัยและขวัญกำลังใจ ภายใต้คำขวัญที่ว่า “การส่งเสริมกีฬา คือการปกป้องชาติ” ซึ่งหลายประเทศได้สนับสนุนกีฬาเพื่อยกระดับเกียรติภูมิของชาติ ในทำนองเดียวกัน ขอสั่งการให้ร่วมมือกันพัฒนาและสร้างความก้าวหน้าให้กับภาคส่วนกีฬาของประเทศ

พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่ายกล่าวว่า ประเด็นที่ขอสั่งการเพิ่มเติมคือ ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความสะอาดและความสวยงามของพื้นที่ชนบท รวมถึงการพัฒนาศูนย์กลางเมืองอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเมืองขึ้นในกรุงเนปีดอ ย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์ รวมถึงได้จัดตั้งกระทรวงกิจการพัฒนาในภูมิภาคและรัฐอื่น ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ จะง่ายต่อการบริหารจัดการ มีความสะอาด และมีความสวยงาม นอกจากนี้ เราต้องพัฒนาสวนสาธารณะ สนามกีฬา และพื้นที่สันทนาการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สาธารณชนสามารถพักผ่อน หย่อนใจ และออกกำลังกายได้”

อย่างที่ทราบดี ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ จากการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เราต้องทนทุกข์กับความร้อนที่รุนแรง และในบางเมืองทางภาคกลางของเมียนมา อุณหภูมิได้พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันจนส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุอย่างรุนแรง

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการจัดตั้ง “ศูนย์คลายร้อน” (Cooling Centres) เพื่อให้ความคุ้มครองและบรรเทาภัยจากความร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างทันท่วงที ส่วนในระยะยาว ขอสั่งการให้ทุกส่วนให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการปลูกต้นไม้ ภายใต้คำขวัญที่ว่า “มาร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อความมั่งคั่งของชาติ”

  • “ประชาธิปไตยบทที่สอง” ของเมียนมา

ช่วงท้ายของสุนทรพจน์ประธานาธิบดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า ขณะนี้ ด้วยเจตจำนงของประชาชน เราได้กลับคืนสู่เส้นทางที่สาธารณชนปรารถนาแล้ว เราได้เริ่มเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประชาธิปไตย หรือหากจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เรากำลังเริ่มร่าง “บทที่สอง” ของประชาธิปไตยขึ้นมา ดังนั้น จึงขอสั่งการให้เราทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติผ่านการประสานงานและการหารือร่วมกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ เราต้องคลี่คลายความท้าทายในอนาคตทั้งหมดด้วยการพูดคุยและการเจรจา โดยทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว”

ดังสุภาษิตที่ว่า “การเริ่มต้นที่ดี ย่อมรับประกันจุดจบที่สวยงาม” ขอให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยับยั้งชั่งใจและระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่ประสบกับการถดถอยของความก้าวหน้าเหมือนดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

“ข้าพเจ้าได้จัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของข้าพเจ้า โดยการคัดเลือกบุคคลที่มีประสบการณ์ ผู้ซึ่งมีความสามารถในการให้ลำดับความสำคัญกับผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน และเป็นผู้ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง ด้วยความไว้วางใจและเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม จากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่ผ่านมา เราต้องมุ่งมั่นเพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิด “รัฐบาลที่สะอาดและการธรรมาภิบาลที่ดี” (Clean Government and Good Governance) เราจะทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงระดับสหภาพเฉพาะทางในส่วนกลาง และรัฐบาลในระดับภูมิภาคและระดับรัฐ”

นอกจากนี้ ขอสั่งการให้ทุกคนมุ่งมั่นทุ่มเททั้งกำลังกายและสติปัญญาอย่างสุดความสามารถ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและการพัฒนาของชาติ โดยต้องมั่นใจว่าจะไม่มีความบกพร่องหรือจุดอ่อนเกิดขึ้น พร้อมทั้งต้องปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด

ในภาคส่วนตุลาการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่สำคัญ จำเป็นต้องมีการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างแม่นยำ ถูกต้อง และรวดเร็ว พร้อมทั้งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรมและยึดมั่นในกฎหมายอย่างเคร่งครัด การกำหนดโทษที่เหมาะสมต่อผู้กระทำความผิดเป็นสิ่งที่จำเป็น ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นใจว่าพลเมืองจะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายตามสิทธิที่พวกเขาพึงมี

ขอสั่งการให้ทุกคนมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อทำให้สถาบันศาลของเราเป็นที่พึ่งพาของประชาชน และทำให้ผู้พิพากษาของเราเป็นบุคคลที่ประชาชนให้ความไว้วางใจและเคารพนับถือ นอกจากนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความมั่นใจว่าพลเมืองทุกคนจะมีสิทธิเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย และร่วมกันสร้างเสาหลักตุลาการที่ซื่อตรง ซื่อสัตย์ และมั่นคง

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ การต้องทำให้มั่นใจว่าเราจะปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน เนื่องจากการทุจริตนั้นเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาของชาติ อีกทั้งยังทำลายนิสัยและขวัญกำลังใจของปัจเจกบุคคล เราต้องดำเนินมาตรการป้องกันเพื่อให้แน่ใจว่าการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจะไม่กลายเป็นเรื่องที่ฝังรากลึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มต้นจากการหยิบยกข้ออ้างประเภทที่ว่า “ต้องยอมดื่มน้ำขม เพราะใคร ๆ เขาก็ทำกัน” ไปจนถึงการเกิดทุจริตในวงกว้าง

กุญแจสำคัญคือการที่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกของรัฐบาล ข้าราชการ ผู้ประกอบการ และกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม จะต้องมีวิธีคิดที่ถูกต้องและมีเจตจำนงที่ดี ขอเรียกร้องและสั่งการให้ทุกคนมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อการปรับเปลี่ยนและปรับปรุงวิธีคิดเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น

  • ปิดท้าย ขอทุกฝ่ายร่วมสร้างชาติใหม่

เพื่อให้เป็นไปตามคำสัตย์ปฏิญาณที่เราได้ให้ไว้ต่อรัฐสภาแห่งสหภาพ เราจะต้องรักษาไว้ซึ่งความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ต่อสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและพลเมืองทุกคน เราจะต้องยึดถือ “ปณิธานแห่งชาติ 3 ประการ” (Our Three National Causes) ไว้เสมอ ได้แก่ การไม่แตกแยกของสหภาพ การไม่แตกแยกของความสามัคคีในชาติ และการธำรงไว้ซึ่งอธิปไตย ขอสั่งการอย่างเข้มงวดว่า สิ่งสำคัญคือต้องให้ลำดับความสำคัญกับผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน ปฏิบัติตามและปกป้องรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

“เราต้องค่อย ๆ สร้างกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยบนรากฐานที่มั่นคงและแข็งแกร่ง โดยถอดบทเรียนจากประสบการณ์ในอดีต ข้าพเจ้าขอเร่งและสั่งการให้พวกเราทุกคนร่วมมือกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อดำเนินการสร้างชาติประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โดยให้มีข้อบกพร่องและจุดอ่อนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ต่อไป” ประธานาธิบดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าว

ประธานาธิบดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า สมาชิกของรัฐบาล โปรดปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐและประชาชนอย่างซื่อสัตย์สุจริตและเต็มกำลังความสามารถ ให้ลำดับความสำคัญกับการพัฒนาชาติ และความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของพลเมืองทุกคน ศึกษาและวิเคราะห์บทเรียนจากอดีต เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และถูกต้อง ประสานงานระหว่างระดับสหภาพ (ส่วนกลาง) กับภูมิภาคและรัฐต่าง ๆ เพื่อร่วมมือกันสร้างความก้าวหน้าในทุกภาคส่วน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และสังคม

“เพื่อให้เป็นไปตามเจตจำนงของสาธารณชน มาร่วมมือกันด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างชาติประชาธิปไตยที่ใหม่ ทันสมัย และพัฒนาแล้ว โดยยึดมั่นในวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่เราได้วางรากฐานไว้” ประธานาธิบดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวปิดท้าย

บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรสำคัญของรัฐ ได้สาบานตนต่อหน้าประธานาธิบดีเมียนมา ที่มาภาพ:https://www.gnlm.com.mm/presidents-affirmation-ceremony-held/

คณะรัฐมนตรีแกนกลางยังคงเป็นทหาร

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่ายประกาศถึง ‘ประชาธิปไตยบทที่สอง’ และการสร้างรัฐบาลที่สะอาดผ่านสุนทรพจน์ที่เต็มไปด้วยความหวัง แต่รายชื่อคณะรัฐมนตรี 30 รายที่ส่งเข้าสภาเมื่อวันที่ 7 เมษายน กลับเป็นภาพสะท้อนของ ‘ระบอบกึ่งพลเรือน’ ที่ห่อหุ้มแกนกลางที่เป็นทหารไว้อย่างเหนียวแน่น เมื่อตำแหน่งรัฐมนตรีถึง 2 ใน 3 ยังคงอยู่ในมือของนายทหารทั้งในและนอกราชการ

สำนักข่าว Mizzima รายงานว่า กองทัพเมียนมายังคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ หลังพล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย เสนอชื่อ คณะรัฐมนตรีรัฐบาล “กึ่งพลเรือน” ชุดใหม่

พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาที่เพิ่งได้รับเลือก เสนอรายชื่อผู้ได้รับการเสนอแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีสหภาพจำนวน 30 ตำแหน่งต่อรัฐสภาสหภาพเมียนมา (Pyidaungsu Hluttaw) เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยโครงสร้างคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้รัฐบาล “กึ่งพลเรือน” ยังคงสะท้อนการครอบงำของกองทัพอย่างชัดเจน

จากรายชื่อทั้งหมด 30 คน มีถึง 21 คน หรือราว 2 ใน 3 เป็นนายทหารระดับสูงและอดีตนายทหาร ขณะที่อีก 9 คนที่เหลือมาจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party:USDP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่กองทัพหนุนหลัง รวมถึงรัฐมนตรีบางส่วนจากรัฐบาลทหารชุดเดิม

การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์รวบอำนาจต่อเนื่อง หลังการเลือกตั้งที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด โดยร้อยเอกซิน ยอว์ อดีตนายทหารฝ่ายขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement:CDM) วิจารณ์ว่า นี่คือความพยายามสร้างรัฐบาลที่ “เชื่องต่อกองทัพ” และบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากฝ่ายพลเรือนจะถูกปลดทันที หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งกองทัพ

ร้อยเอกซิน ยอว์ ระบุว่า หากรัฐมนตรีพลเรือนไม่สามารถถูกควบคุมได้ตามต้องการ ก็จะถูกปลด ไล่ออก หรือแม้แต่ถูกกวาดล้าง ซึ่งสะท้อนลักษณะอำนาจนิยมแบบรวมศูนย์

“หากรัฐมนตรีพลเรือน มุขนายก และรัฐมนตรีแห่งสหภาพเหล่านี้ ไม่สามารถควบคุมได้ตามความต้องการ พวกเขาก็จะถูกถอดถอน ไล่ออก หรือแม้กระทั่งถูกกวาดล้าง ซึ่งสะท้อนถึงการปกครองแบบอำนาจนิยมในสไตล์คอมมิวนิสต์ เรากำลังเห็นสถานการณ์ที่บรรดารัฐมนตรีและมุขนายกที่ถูกลงโทษ ถูกแทนที่ด้วยกลุ่มบุคคลกึ่งทหารที่ยอมสยบและไร้ซึ่งความขัดขืน” ร้อยเอกซิน ยอ กล่าว

พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้เสนอชื่อ พลเอก ตุน อ่อง (General Tun Aung) ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พลโท นยุนต์ วิน ส่วย (Lieutenant General Nyunt Win Swe) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโท โพน เมียต (Lieutenant General Phone Myat) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการชายแดน

นอกจากนี้ พันเอก อู เตน ลิน (Colonel U Htein Lin) อดีตมุขนายกรัฐมนตรีรัฐยะไข่ ได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศ, อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและอดีตเอกอัครราชทูตพลจัตวา อู ติน หม่อง ส่วย (U Tin Maung Swe) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, พันเอก อู ขิ่น หม่อง โซ (Colonel U Khin Maung Soe) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไฟฟ้าในสมัยรัฐบาลเต็ง เส่ง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตนายทหาร อู ตุน อ้น (U Tun Ohn) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตนายทหาร อู ขิ่น หม่อง ยี (U Khin Maung Yi) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ทางด้าน อู หม่อง มิ้นต์ (U Maung Myint) อดีต ส.ส. พรรค USDP และอดีตพลจัตวา ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการโรงแรม การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม ขณะที่ ดร. หม่อง ทิน (Dr. Maung Thin) ผู้บริหารระดับสูงของพรรค USDP ในวัย 70 ปีเศษ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการเยาวชน

สำหรับบางกระทรวง รวมถึงสาธารณสุขและการศึกษา ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เป็นอดีตนายทหารคนอื่น ๆ ยังคงรักษาตำแหน่งเดิมไว้ นอกจากนี้มีการจัดตั้งกระทรวงการสตรีและกระทรวงกิจการเยาวชนขึ้นใหม่ ขณะที่บางกระทรวงมีการเปลี่ยนชื่อ โดยจากรัฐมนตรีทั้งหมด 30 ตำแหน่ง มี 13 ตำแหน่งที่เป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตนายทหาร

การเสนอชื่อเหล่านี้ได้รับการอนุมัติในการประชุมรัฐสภาแห่งสหภาพ (Pyidaungsu Hluttaw) ที่ในวันที่ 9 เมษายน 2026

นอกเหนือจากตำแหน่งรัฐมนตรีในปัจจุบันแล้ว ตำแหน่งระดับสูงในสภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) และสภาชาติพันธุ์ (Amyotha Hluttaw) ปี 2569 รวมถึงตำแหน่งมุขนายกรัฐมนตรีประจำภูมิภาคและรัฐต่าง ๆ ส่วนใหญ่ยังคงถูกครอบงำโดยอดีตนายทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เรียบเรียงจาก