
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- มติ ครม.ลดค่าโอน-จดจำนองอสังหาฯเหลือ 0.01% ถึงสิ้น มิ.ย.70
- ก.พ.ร.รายงานผลโพล ปชช. 83.20% พอใจบริการภาครัฐปี’68
- ผ่านแผนพัฒนาเด็กฯ เน้นคิดเป็น-รู้เท่าทันเทคโนโลยี-เรียนรู้ตลอดชีวิต
- ไฟเขียวผังเมืองรวม ‘ชุมชนวังจันทร์’ รองรับ EEC–คุ้มครองพื้นที่เกษตร-สิ่งแวดล้อม
- เห็นชอบ ‘ปิยวัฒน์ ศิวรักษ์’ นั่งเลขา ก.พ.ต่ออีก 1 ปี
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 จึงได้มอบหมายให้นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ , นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล
ลดค่าโอน-จดจำนองอสังหาฯเหลือ 0.01% ต่อถึงสิ้น มิ.ย.70
ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยปี 2569 ลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือร้อยละ 0.01 เพื่อส่งเสริมการซื้ออสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งและมือสอง บรรเทาภาระประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เช่นเดียวกับมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยปี 2568 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายนนี้
โดยกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ได้ร่างประกาศที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในครั้งนี้ด้วย โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึง 30 มิถุนายน 2570 ได้แก่
1) ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ หรือ ที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารอาคารพาณิชย์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
2) ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุดตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ดร.รัชดา ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการลดค่าธรรมเนียมสำหรับที่อยู่อาศัยปี 2569 มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยปี 2568 (มติครม. 8 เม.ย. 68) ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ คือ การลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์เหลือร้อยละ 0.01 (จากปกติ ร้อยละ 2) และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ เหลือร้อยละ 0.01 (จากปกติร้อยละ 1) สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ 1) อาคารที่อยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและบ้านแถวหรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าว หรือ 2) ห้องชุดที่จดทะเบียนอาคารชุด ที่มีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท ต่อสัญญา ไม่รวมถึงกรณีการขายเฉพาะส่วน ทั้งนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ส่งเสริมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งและมือสอง สร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยรักษาระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ด้วย
อย่างไรก็ตาม การลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดธรรมเนียมการจำนองอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ซื้อ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองและผู้ขายที่ต้องการขายอสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยอาคารพาณิชย์และห้องชุด อาจจะทำให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สูญเสียรายได้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จึงมีมติมอบหมายให้สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบงบประมาณเพื่อชดเชยรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามความเหมาะสมเพื่อให้เพียงพอต่อการดำเนินภารกิจตามปกติของ อปท. ด้วย
“กระทรวงการคลังประเมินว่า มาตรการ ฯ นี้ จะมีส่วนช่วยให้เกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่าราว 540,810 ล้านบาทต่อปี เพิ่มการลงทุนได้ประมาณ 305,814.81 ล้านบาท และส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1.06 ต่อปีเมื่อเทียบกับกรณีไม่มีมาตรการ ทั้งยังเป็นการช่วยประคับประคองความเชื่อมั่นและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง” โฆษกรัฐบาล กล่าว

ต่อเวลาแก้ปัญหาสัญชาติต่างด้าวอยู่ไทยนาน-บุตรถึง มิ.ย.ปีหน้า
ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ ขยายระยะเวลาการดำเนินการตามหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลแก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ออกไปอีก 1 ปี เพียงครั้งเดียว ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 จากเดิมที่ให้ดำเนินการได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 (ตามมติ ครม. เมื่อ 29 ตุลาคม 2567) เนื่องจากการดำเนินการที่ผ่านมา มีความคืบหน้าน้อยมาก สาเหตุหลัก คือ กลุ่มเป้าหมายยังไม่มารายงานตัวเพื่อยื่นคำขอพัฒนาสถานะ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และคุณสมบัติยังคงเดิมทุกประการ อาทิ
1.กรณีกลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน (พิจารณาให้หนังสือรับรองการได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร)คุณสมบัติทั่วไปของผู้ยื่นคำขอ เช่น (1) ไม่สามารถกลับประเทศต้นทาง (2) ไม่พบหลักฐานการมีและการใช้สัญชาติอื่น
2. กรณีบุตรของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย (พิจารณาให้สัญชาติ) โดยต้องเป็นบุตรของบุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี 2542 และที่ทำสำรวจเพิ่มเติมปี 2548 -2554
ดร.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ครม.มอบหมายให้กรมการปกครอง ดำเนินการกำหนดแนวทางคัดกรองและบริหารจัดการกลุ่มตกค้าง เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนให้มีความถูกต้องเป็นปัจจุบัน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบด้านความมั่นคง ป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากผู้ไม่หวังดีและเครือข่ายอาชญากรรม
ไฟเขียว ‘อิรัก’ เปิดสถานทูตในไทย
ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบกรณีรัฐบาลสาธารณรัฐอิรักเสนอ ขอเปิดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิรักประจำประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ หลังอิรักแสดงความประสงค์กลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตในไทยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสถานการณ์ภายในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นวาระครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–อิรักในปี 2569
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปิดสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิรักประจำประเทศไทยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างสองประเทศ และเปิดโอกาสขยายความร่วมมือในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งอิรักเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมากเป็นอันดับ 4 ของโลก ด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งอิรักเป็นตลาดส่งออกข้าวสำคัญของไทย รวมถึงด้านการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวชาวอิรักเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีจำนวน 15,644 คน เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าจากปีก่อน ทั้งยังช่วยเสริมบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเพิ่มศักยภาพในการดูแลคนชาติอิรักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แจงผลการป้องกันทุจริตในโครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยมีรายละเอียดผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ สรุปได้ ดังนี้
1. ในการจัดทำและการปรับเปลี่ยนสาระสำคัญของแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) รัฐบาลควรกำหนดให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เสนอแผนแม่บทดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ ทสภ. เป็นศูนย์กลาง การบินของภูมิภาค และเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการจัดทำแผนแม่บท ทสภ. ที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ แผนแม่บท ทสภ. จัดทำตามหลักเกณฑ์ ข้อกำหนด และคำแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) และสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA) ที่กำหนดให้สนามบินจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานและต้องมีการทบทวนแผนทุก ๆ 5 ปี หรือเมื่อบริบททางการบิน สภาพเศรษฐกิจ การเงิน และปัจจัยอื่นเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ทอท. ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ข้อกำหนด และคำแนะนำดังกล่าวมาโดยตลอดและในการจัดทำแผนแม่บท ทสภ. ฉบับปี 2568 ซึ่งเป็นแผนแม่บทฉบับที่ 5 ทอท. ได้รับความร่วมมือจากบริษัท Netherlands Airport Consultant (NACO) ซึ่งมีประสบการณ์ในการจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานให้กับสนามบินต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ ท่าอากาศยานนานาชาติชางงีสิงคโปร์ และท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ทั้งนี้ แผนแม่บท ทสภ. ฉบับปี 2568 จัดทำขึ้นโดยพิจารณาจากบริบทด้านการบินในปัจจุบัน ทั้งแนวโน้มจำนวนผู้โดยสาร สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยและของโลก ตลอดจนปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาในอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาท่าอากาศยานให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ทอท. ได้จัดทำแผนแม่บท ทสภ. ฉบับปี 2568 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
2. รัฐบาลควรพิจารณากำหนดแนวทางการพัฒนา ทสภ. ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติที่สำคัญของประเทศให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบกับการพัฒนาสนามบินในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑลและโครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก นอกจากนี้ รัฐบาลควรพิจารณาให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวทาง กระบวนการ วิธีการในการศึกษาจัดทำแผนแม่บทพัฒนา ทสภ. ให้ชัดเจน เช่น ระยะเวลาในการทบทวนแผนแม่บทที่เหมาะสม โดยให้มีหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาทบทวน เพื่อให้การจัดทำแผนแม่บทเป็นไปตามข้อกำหนดของ ICAO ผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ รัฐบาลมีความชัดเจนในการกำหนดให้ ทสภ. เป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ ประกอบกับความสามารถในการรองรับผู้โดยสารสูงสุดของ ทสภ.ที่ 120 ล้านคนต่อปี จะไม่กระทบกับการพัฒนาสนามบินในเขต กทม. และปริมณฑล รวมถึงโครงการพัฒนาทำอากาศยานอู่ตะเภา อีกทั้ง ทอท. ได้กำหนดแนวทาง กระบวนการ วิธีการในการศึกษาจัดทำแผนแม่บทให้เป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และ ICAO ซึ่งแผนแม่บท ทสภ. ฉบับปี 2568 เป็นไปตามบริบทของการเดินอากาศ ความต้องการใช้บริการสนามบินเทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน
รับทราบผลโพล ก.พ.ร.ประชาชน 83.20% พอใจบริการรัฐปี’68
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ปี 2568 และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ดำเนินการสำรวจฯ ประชาชนผู้ใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์และการลงพื้นที่สำรวจ ณ จุดบริการของหน่วยงานของรัฐ จำนวน 11,251 ตัวอย่าง (จำนวนผู้ใช้บริการจากหน่วยงานของรัฐที่ตอบแบบสำรวจ) สรุปได้ ดังนี้
1. ผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ปี 2568 โดยประชาชนมีความพึงพอใจในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 83.20 (เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีความพึงพอใจในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 83.03) ซึ่งประชาชนมีความพึงพอใจสูงสุดด้านเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ ร้อยละ 85.70 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานมีการพัฒนาศักยภาพและจิตใจในการให้บริการที่ดีของเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ รองลงมา คือ ด้านขั้นตอนและระยะเวลา ร้อยละ 84.64 ด้านสถานที่ ร้อยละ 84.43 และด้านบริการผ่านช่องทางออนไลน์ร้อยละ 81.99 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ความพึงพอใจของประชาชนด้านบริการผ่านช่องทางออนไลน์ลดลงจากร้อยละ 84.31 ในปี 2567 เนื่องจากประชาชนมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของระบบออนไลน์
ทั้งนี้ งานบริการที่ประชาชนมีความพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การซื้อขายทรัพย์ทอดตลาด (กระทรวงยุติธรรม) การขอจัดตั้งโรงเรียนเอกชน (กระทรวงศึกษาธิการ) และงานทะเบียนธุรกิจ (กระทรวงพาณิชย์) ตามลำดับ
2. ผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.12 (เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีความเชื่อมั่นในภาพรวมเฉลี่ยร้อยละ 80.63 และเพิ่มขึ้นในทุกด้าน) ซึ่งประชาชนมีความเชื่อมั่นสูงสุดด้านการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 85.68 ด้านการให้บริการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ น่าเชื่อถือ ร้อยละ 85.39 ด้านการให้บริการอย่างเท่าเทียม ร้อยละ 84.94 ด้านการให้ความสำคัญต่อข้อคิดเห็นของประชาชนและนำมาพัฒนางานบริการ ร้อยละ 82.60 และด้านการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการออกแบบงานบริการหรือดำเนินการร่วมกับภาครัฐ ร้อยละ 82.02 ตามลำดับ
นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะของประชาชนต่องานบริการของหน่วยงานของรัฐที่ต้องการให้มีการพัฒนาบริการให้ดีขึ้น 3 อันดับแรก คือ การให้บริการของสถานพยาบาล ร้อยละ 41.61 งานทะเบียนราษฎร ร้อยละ 16.78 และงานทะเบียนที่ดิน ร้อยละ 12.84 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานบริการที่ประชาชนใช้บริการ ณ จุดบริการ และมีจำนวนผู้ใช้บริการจำนวนมาก ส่งผลต่อการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ ความเพียงพอของเจ้าหน้าที่ และระยะเวลารอคอย
3. ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ จากผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนในปี 2568 (ตามข้อ 2) เป็นโอกาสให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ ดังนี้
3.1 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของงานบริการออนไลน์ (e-Service) เช่น การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล การพัฒนางานบริการออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (End to End Service) เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการออนไลน์มากขึ้น
3.2 เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบงานบริการหรือดำเนินการร่วมกับภาครัฐ เช่น การจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นที่เปิดให้ประชาชนหรือภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบบริการ เพื่อให้หน่วยงานพัฒนางานบริการได้ตรงตามความต้องการของประชาชน
3.3 จัดทำระบบคิวและนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการ ณ หน่วยงาน และระบบแจ้งเตือนการนัด เพื่อสร้างความโปร่งใสของระบบคิว และลดระยะเวลารอคอยก่อนรับบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชน
3.4 สื่อสารข้อมูลงานบริการที่ ชัดเจน หลากหลายช่องทางและสม่ำเสมอ เพื่อยกระดับความชัดเจนของข้อมูลงานบริการที่ประชาชนได้รับ และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐให้ดียิ่งขึ้น
3.5 จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล (Digitization) แทนการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเอกสารกระดาษ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงและประมวลผลข้อมูล รวมทั้งรองรับการพัฒนาการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
4. ประโยชน์ของการดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของภาครัฐ เป็นผลลัพธ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนเป็นข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงและออกแบบบริการต่าง ๆ ให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ทรัพยากรภาครัฐ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ , นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
รับรองผลประชุม UMAC – เก็บกู้ทุ่นระเบิดในยูเครน
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการร่วมรับรองเอกสาร ผลลัพธ์การประชุมว่าด้วยการปฏิบัติการทุ่นระเบิดในยูเครน (Ukraine Mine Actior Conference: UMAC) (การประชุม UMAC) ค.ศ.2025 (เอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ.2025) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุม UMAC ค.ศ.2025 ระหว่างวันที่ 22 – 23 ตุลาคม 2568 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีญี่ปุ่นและยูเครนเป็นเจ้าภาพร่วมภายใต้หัวข้อการเร่งรัดเพื่อฟื้นฟูประเทศ (Acceleration toward Reconstruction) มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อยอดคำมั่นทางการเมืองของประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของยูเครนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและความร่วมมือระหว่างประเทศในการช่วยเหลือยูเครนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เนื้อหาสาระของเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 สอดคล้องกับหลักการในข้อ 5 (ด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) และข้อ 6 (ด้านการให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ) ของอนุสัญญาห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. 1997 (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti- Personnel Mines and on Their Destruction: APMBC) (อนุสัญญา APMBC) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและยึดถือมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในเชิงถ้อยคำ เอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 ไม่ได้พาดพิงหรือมุ่งโจมตีรัสเซียโดยตรง แม้จะมีการระบุในวรรคที่ 1 ในส่วนของภาคอารัมภบท ซึ่งใช้คําว่า “สงครามที่สหพันธรัฐรัสเซียกระทำต่อยูเครนซึ่งยังคงดำเนินอยู่ (ongoing war of the Russian Federation against Ukraine)” ซึ่งฝ่ายไทยจะระมัดระวังถ้อยคำในลักษณะนี้ ในเอกสารต่าง ๆ ในกรอบสหประชาชาติ แต่เมื่อคำนึงถึงสาระของเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 ในภาพรวมแล้ว การรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ.2025 จะยังอยู่ในวิสัยที่ประเทศไทยจะสามารถทำได้ และเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่ม่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ประกอบกับไม่มีการลงนามในเอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
สำหรับประโยชน์และผลกระทบการรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ ได้แก่ (1) การร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ. 2025 จะสอดคล้องกับจุดยืนและบทบาทของไทยด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรมที่ไทยให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง (2) สนับสนุนหลักมนุษยธรรมสากลและรักษาความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ (3) เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยที่มีการดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญา APMBC (4) การรับรองเอกสาร ผลลัพธ์การประชุม UMAC ค.ศ 2025 จะเกื้อหนุนการดำเนินการของประเทศไทยต่อการร้องเรียนกรณีกัมพูชาละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา APMBC จากการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ ในดินแดนไทยจนเป็นผลให้ทหาร่ไทยได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพ 11 นาย โดยฝ่ายไทยเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชารับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว และให้ความร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ตามแนวชายแดน
รายงานความรุนแรงในครอบครัวปี’66 กว่า 24,000 เหตุการณ์
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2566 ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เพื่อนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายและมาตรการป้องกัน แก้ไข และคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจาก 14 หน่วยงาน พบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยเกิดความรุนแรงในครอบครัว 24,243 เหตุการณ์ มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง 24,029 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 21,145 ราย เพศชาย 2,811 ราย และเพศอื่น 73 ราย โดยผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 10-20 ปี ขณะที่ผู้กระทำส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 18-50 ปี สำหรับรูปแบบความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือการทำร้ายร่างกาย และเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในบ้านพักอาศัย สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ถูกกระทำ แต่ยังส่งผลต่อเด็กและเยาวชนที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง แม้จะไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกระทำโดยตรง ก็อาจได้รับผลกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพจิต การเรียนรู้ และพฤติกรรมในระยะยาว อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวงจรความรุนแรงซ้ำในอนาคต ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากข้อค้นพบของรายงาน กระทรวง พม. ได้เสนอแนวทางยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยมีมาตรการสำคัญคือ การจัดทำระบบฐานข้อมูลความรุนแรงในครอบครัวระดับประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านความรุนแรงในครอบครัวให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ กำหนดนโยบาย รวมถึงออกมาตรการป้องกันและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลของกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบความช่วยเหลือ เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือได้ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละกลุ่ม
ในระยะยาว กระทรวง พม. ยังเสนอให้ใช้ระบบการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่ไม่ยอมรับความรุนแรง โดยผลักดันให้บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทุกรูปแบบ และการรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากไว้ในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ เพื่อปลูกฝังทักษะการเคารพสิทธิผู้อื่น การจัดการความขัดแย้ง และการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก พร้อมส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนสาขานิติศาสตร์กำหนดรายวิชากฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กและการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นรายวิชาบังคับ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมายให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวที่ปลอดภัย เพราะครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคม การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ควบคู่กับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดผลกระทบที่ส่งต่อไปยังเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง พร้อมขับเคลื่อนการสร้าง ‘สังคมอยู่ดี’ ที่ทุกคนได้รับการคุ้มครอง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
ผ่านแผนพัฒนาเด็กฯ เน้นคิดเป็น-รู้เท่าทันเทคโนโลยี-เรียนรู้ตลอดชีวิต
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2566–2570 ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติเสนอ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กและเยาวชนของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แผนฉบับนี้กำหนดวิสัยทัศน์ให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ และเติบโตเป็น “พลเมืองไทยในพลเมืองโลก” ที่มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเหมาะสม
สาระสำคัญของแผนให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลอย่างรู้เท่าทันและปลอดภัย การเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการเคารพความหลากหลาย เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถใช้ชีวิต อยู่ร่วมกับผู้อื่น และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนในทุกมิติ โดยส่งเสริมบทบาทของครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้ร่วมกันดูแลและพัฒนาเด็ก ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและการพัฒนาสังคมตามช่วงวัย รวมถึงการยกระดับระบบฐานข้อมูล การติดตามประเมินผล และการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อเด็กและเยาวชน เพราะเด็กในวันนี้คือกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต แผนปฏิบัติการฉบับนี้ จึงเป็นกรอบสำคัญที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีภูมิคุ้มกัน พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต และก้าวสู่การเป็นพลเมืองไทยในพลเมืองโลกที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมั่นคง” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
เห็นชอบปฏิญญา ‘Abu Dhabi Dialogue’ หนุนจ้างงาน-พัฒนาทักษะ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมของการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 8 (Abu Dhabi Dialogue Eighth Ministerial Declaration) เพื่อใช้เป็นกรอบความร่วมมือของประเทศสมาชิกในการยกระดับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของตลาดแรงงานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างปฏิญญาฉบับดังกล่าวให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศอย่างปลอดภัย เป็นระเบียบ และถูกกฎหมาย ควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติในทุกช่วงของการจ้างงาน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง การจัดหางานที่โปร่งใสและเป็นธรรม การคุ้มครองแรงงานระหว่างการทำงานในประเทศปลายทาง ตลอดจนการสนับสนุนการเดินทางกลับและการกลับคืนสู่ตลาดแรงงานของประเทศต้นทางอย่างมีคุณภาพ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และทักษะที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการส่งเสริมการยอมรับคุณวุฒิและทักษะวิชาชีพระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน ยกระดับรายได้ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของแรงงานในตลาดแรงงานโลก
พร้อมกันนี้ ร่างปฏิญญายังสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการแรงงาน การพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก การลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการจัดหางาน การส่งเสริมการจ้างงานที่เป็นธรรม ตลอดจนการคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม รวมถึงแรงงานหญิง เยาวชน และแรงงานในรูปแบบการจ้างงานใหม่ เพื่อให้ได้รับการดูแลและการคุ้มครองอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การเข้าร่วมร่างปฏิญญาครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านแรงงานในระดับภูมิภาค พร้อมทั้งส่งเสริมให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล มีโอกาสพัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเข้าถึงการจ้างงานที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับศักยภาพแรงงานไทยและสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน
รับรองปฏิญญา ‘ESCAP’ หนุน SDGs รับมือภูมิอากาศแปรปรวน-ลดมลพิษ
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการต่อร่างปฏิญญารัฐมนตรีว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ค.ศ. 2026 และร่างแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคว่าด้วยการส่งเสริมความเชื่อมโยงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2026–2030 เพื่อใช้เป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ภายใต้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก หรือ ESCAP สมัยที่ 9 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร่างปฏิญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมของประเทศสมาชิกในการเร่งรัดการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างบูรณาการ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองและฟื้นฟูธรรมชาติ ระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดมลพิษทางอากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อสนับสนุนการจัดการสิ่งแวดล้อม
นางสาวลลิดากล่าวว่า สำหรับร่างแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคฯ เป็นกรอบการดำเนินงานโดยสมัครใจ ครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและแนวทางที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ การลดมลพิษและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน การพัฒนาเมืองและความยืดหยุ่น และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล กลไกการเงิน และระบบข้อมูล โดยการดำเนินงานจะขึ้นอยู่กับบริบท ความพร้อม และลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วไม่ขัดข้องต่อสารัตถะและถ้อยคำโดยรวมของร่างเอกสาร และเห็นว่าร่างปฏิญญาฯ และร่างแผนปฏิบัติการฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งการรับรองเอกสารดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายเพิ่มเติมแก่ประเทศไทย “การเข้าร่วมและรับรองเอกสารผลลัพธ์ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในเวทีภูมิภาค แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม และร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือเอเชีย–แปซิฟิกให้สอดคล้องกับนโยบายการเติบโตสีเขียว การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ” รองโฆษกฯ กล่าว
ผ่านผังเมืองรวม‘ชุมชนวังจันทร์’รับ EEC–คุ้มครองพื้นที่เกษตร-สิ่งแวดล้อม
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ จังหวัดระยอง เพื่อเป็นกรอบกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค บริการสาธารณะ และการดูแลสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ผังเมืองรวมชุมชนวังจันทร์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลวังจันทร์ ตำบลชุมแสง ตำบลป่ายุบใน และตำบลพลงตาเอี่ยม อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง รวมพื้นที่ประมาณ 394.41 ตารางกิโลเมตร โดยกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็น 11 ประเภท เช่น ที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษ ชนบทและเกษตรกรรม พื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้ สถาบันการศึกษา ศาสนา และพื้นที่ราชการ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ผังเมืองดังกล่าวจะช่วยกำกับการเติบโตของชุมชนวังจันทร์ให้เป็นระบบ รองรับการขยายตัวของพื้นที่ภาคตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ควบคู่กับการรักษาพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งน้ำ ป่าไม้ ระบบนิเวศ และพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย โดยมีการกำหนดโครงข่ายถนน ระบบขนส่งผู้โดยสาร โรงผลิตน้ำประปา โรงบำบัดน้ำเสีย สวนสาธารณะ ระบบระบายน้ำ และพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำท่วมชุมชน
รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ โดยเฉพาะการกำกับการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผังเมือง การคุ้มครองพื้นที่ลุ่มน้ำ ป่าไม้ พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำประแสร์และแม่น้ำประแสร์ รวมถึงการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างสมดุล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่
เห็นชอบ ‘ปิยวัฒน์ ศิวรักษ์’ นั่งเลขา ก.พ.ต่ออีก 1 ปี
นางสาวลลิดา กล่าวว่าวันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในส่วนของสำนักงาน ก.พ. เสนออนุมัติแต่งตั้ง นางสาวกำไล อ่างแก้ว ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ (ผู้อำนวยการสูง) ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ. ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาระบบราชการ (นักทรัพยากรบุคคลทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
2. เรื่อง ขออนุมัติการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ ผู้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงาน ก.พ.) (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงาน ก.พ. เสนอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการ ก.พ. สำนักงาน ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี (นร.) ซึ่งจะดำรงตำแหน่งดังกล่าว ครบการต่อเวลา 1 ปี (ครั้งที่ 1) ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 2) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
3. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ รวม 7 คน ซึ่งเป็นการแต่งตั้งตามมาตรา 14 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2569 ซึ่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้
1. นายประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธานกรรมการ
2. นายวิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
3. นางปัทมาวดี โพชนุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
4. นายปรีชา พันธุ์ติเวช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
5. นายดิลก ภิยโยทัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
6. นายปกรณ์ สุขุม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
7. นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
4. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (กระทรวงแรงงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กรรมการผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวม 6 คน เนื่องจากประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กรรมการผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้
1. นางโสภา เกียรตินิรชา ประธานกรรมการ
2. นายวรพนธ์ ตันติวันรัตน์ กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง
3. นายธีระวิทย์ วงศ์เพชร กรรมการผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง
4. นายอนุชา เศรษฐเสถียร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
5. นายสมภพ ปราบณรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
6. นางสาวจรสพร เฉลิมเตียรณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
5. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวม 8 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระทั้งคณะ ดังนี้
1) นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ประธานกรรมการ
2) นายวิรัตน์ ธัชศฤงคารสกุล กรรมการ
3) นายกริชเพชร ชัยช่วย (ผู้แทนกระทรวงคมนาคม) กรรมการ
4) นายวิฑูลรย์ ศิริวิโรจน์ กรรมการ
5) นายปกรณ์ อาภาพันธุ์ กรรมการ
6) นายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป กรรมการ
7) รองศาสตราจารย์ศศิวิมล มีอำพล กรรมการ
8) นางแพตริเซีย มงคลวนิช (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) กรรมการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้ง นายวัชรากร เลิศด้วยลาภ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพิ่มเติม



