ครึ่งแรก GDP เพิ่มขึ้น 8.1% “โมเดลการเติบโตใหม่” เวียดนาม แตกต่างจาก “โมเดลการเติบโต” จีนอย่างไร

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : vietnamnet.vn

ธนาคาร Standard Chartered ได้เปิดเผยการประเมินล่าสุด โดยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโต 9.5% ในปี 2026 โดยครึ่งแรกของปีเติบโต 8.1% ที่สูงสุดในรอบ 15 ปี เพราะเศรษฐกิจเวียดนามแสดงให้เห็นถึง การปรับตัว การฟื้นตัว และขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยมีแรงสนับสนุนจากการขยายตัวที่สูงกว่าการคาดหมาย ในด้านอุตสาหกรรมการผลิต (ที่ขยายตัวถึง 10.23%)  ภาคบริการ และธุรกรรมการลงทุน ควบคู่กับการสนับสนุนด้านนโยบายของรัฐ อย่างต่อเนื่อง

เวียดนามจะก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2026 จากฐานะที่แข็งแกร่ง การมีอุปสงค์ในประเทศที่เข้มแข็ง การลงทุนที่ต่อเนื่องด้านโครงสร้างพื้นฐาน กับในด้านความสามารถในการผลิต และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่ดำเนินไปต่อเนื่อง จะช่วยสร้างโมเดลการเติบโตที่สมดุล และที่มีความสามารถในการปรับตัว และฟื้นตัวจากวิกฤติ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาวของเวียดนาม

ที่มาภาพ : thestar.com

ทำไม “โมเดลการเติบโตเก่า” ไปต่อไม่ได้

ในทุกๆ 5 ปี จะมีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม การประชุมล่าสุดเดือนมกราคม 2026 ได้มีการเผยแพร่เอกสารบ่งชี้ว่า เวียดนามกำลังมุ่งสู่ทิศทางใหม่ โดยพรรคจะเพิ่มบทบาทนำการบริหารประเทศมากขึ้น ส่งเสริมภาคเอกชน และลดบทบาทรัฐวิสาหกิจ เวียดนามต้องการ “โมเดลการเติบโตใหม่” ที่บูรณาการระหว่าง การรวมศูนย์อำนาจกับการพัฒนาที่นำโดยภาคเอกชน เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตของ GDP ที่ 10%

ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เวียดนามอาศัยการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก “โมเดลโด่ยเหมย” (Doi Moi Model) ที่การยกเลิกการวางแผนส่วนกลาง มาสู่เศรษฐกิจกลไกตลาด เริ่มจากยกเลิกการเกษตรรวมหมู่ ปล่อยราคาสินค้าลอยตัว รัฐผ่อนปรนการค้าต่างประเทศ และการทำธุรกรรมของภาคเอกชน ทำให้ครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กจำนวนหลายล้าน รวมทั้งบริษัทต่างชาติ สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินว่างและแรงงานที่เหลือเฟือในการผลิตเพื่อส่งออก

ค่าจ้างที่คนงานได้รับและกำไรของเกษตรกรรายย่อย กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้าง “อุปสงค์ภายใน” ผลผลิตการเกษตรที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด และอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้แรงงานมาก ปัจจัยที่เพิ่มกำลังซื้อแก่คนเวียดนาม คือเครื่องจักรกลการเติบโตในยุคการปฏิรูปโด่ยเหมย

ดังนั้น โมเดลการเติบโตแบบโด่ยเหมยจึงประกอบด้วยผู้ผลิตรายเล็กในประเทศ บริษัทต่างชาติ และบริษัทขนาดกลางในประเทศ บริษัทขนาดใหญ่ของเอกชนมีไม่มาก โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการผลิต การดำเนินธุรกิจและการผลิตที่มีฐานะทางยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจ ล้วนดำเนินงานโดยรัฐวิสาหกิจที่มีอิทธิพลในการเข้าถึงการสนับสนุนจากรัฐทางการเงินและที่ดิน นักวิชาการบางคนจึงกล่าวว่า การเปิดเสรีเศรษฐกิจในประเทศสังคมนิยมนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดชนชั้นนายทุนผู้ประกอบการอิสระขึ้นมา แต่กลับเป็นการพัฒนาชนชั้นธุรกิจที่อยู่ภายในองค์กรรัฐมากกว่า

โมเดลโด่ยเหมยของการเติบโต จึงมีลักษณะผสมผสาน (hybrid) แต่ก็ทำให้เกิดการเพิ่มรายได้ ลดความยากจน และบูรณาการอุตสาหกรรมเวียดนาม กับห่วงโซ่อุปทานโลก แต่จุดอ่อนข้อจำกัดของโมเดลโด่ยเหมยก็ชัดเจนมากขึ้น รัฐวิสาหกิจไม่สามารถพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ส่วนภาคเอกชนก็ขาดเงินทุนที่จะขยายตัว ที่จะนำไปลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ ทำให้เวียดนามเหลือหนทางเดียว คือ พึ่งพาบริษัทต่างชาติ ผู้นำเวียดนามจึงได้ข้อสรุปว่า โมเดลการเติบโตที่เป็นอยู่ ไม่สามารถรักษาการเติบโตที่รวดเร็ว และกระจายประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

เวียดนามพยายามแก้ปัญหาจุดอ่อนเป็นเรื่องๆ เช่น ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้แข่งขันได้ ปรับปรุงประสิทธิภาพระเบียบธุรกิจ พัฒนาตลาดทุน ให้มีตลาดตราสารหนี้ แต่การปฏิรูปก็สะดุด เพราะเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจปกครองท้องถิ่นชะลอการดำเนินงาน เพราะตัวเองได้ประโยชน์จากบทบาทรัฐวิสาหกิจในเศรษฐกิจที่เป็นอยู่

ที่มาภาพ : theinvestor.vn

“โมเดลการเติบโตใหม่”

บทความของ foreignaffair.com เรื่อง Can the Private Sector Save Vietnam? กล่าวว่า เอกสารด้านนโยบายของพรรค แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงโมเดลการเติบโต ที่ชัดเจนของเวียดนาม ในอดีตเวียดนามถือรัฐวิสาหกิจเป็นตัวนำที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากเอกสารของพรรคออกมากลางปี 2025 เรียกว่า “มติ 68” (68 Resolution) ได้กำหนดให้การส่งเสริมการพัฒนาภาคเอกชน เพื่อเป็นพลังสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ความสำเร็จในการส่งออกของเวียดนาม ที่ 70% มาจากบริษัทข้ามชาติ มากกว่าจากบริษัทในประเทศ มีส่วนสำคัญในการเพิ่ม GDP ของประเทศ แต่ไม่ได้สร้างรากฐานมั่นคงแก่การเติบโตระยะยาว บริษัทต่างชาติมักอาศัยการนำเข้าปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ มากกว่าการผลิตของบริษัทท้องถิ่น มีโอกาสน้อยที่บริษัทต่างชาติจะถ่ายโอนเทคโนโลยีและความรู้ ที่บริษัทท้องถิ่นจะนำมาปรับปรุงผลิตภาพการผลิต

บริษัทต่างชาติยังมีโอกาสมากที่จะย้ายฐานการผลิตเมื่อต้นทุนในท้องถิ่นสูงขึ้น ประเด็นนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทท้องถิ่น ที่จะพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการยกระดับตัวเองในห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ ภาคเอกชนเวียดนามมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดความสามารถในการทำวิจัยพัฒนา เพื่อให้ได้มาตรฐาน ในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก

แนวทางใหม่ของพรรคคือ การส่งเสริมและสร้างบริษัทธุรกิจในภาคเอกชน ที่เป็นบริษัทผู้ชนะในการแข่งขันหรือแชมป์ แบบเดียวกับการพัฒนาของเกาหลีใต้ มากกว่าสนับสนุนรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ เวียดนามได้เปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันในภาคเศรษฐกิจ ที่เดิมดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟ สนามบิน และการผลิตพลังงาน แม้รัฐวิสาหกิจยังมีบทบาทสำคัญในสถาบันการเงิน และโทรคมนาคม

นอกจากนี้ เวียดนามยังปรับนโยบายอุตสาหกรรม มุ่งสู่ภาคการผลิตมูลค่าสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และอุตสาหกรรมการผลิตแบบก้าวหน้า ทุ่มงบประมาณ 3% ของรัฐให้กับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการผลิตวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ ให้ได้ 50,000 คนเมื่อถึงปี 2030 และฟื้นฟูแผนการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์

นอกจากนี้ เวียดนามยังปฏิรูปองค์กรรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกภาคเอกชน โดยการแก้ไขระเบียบรัฐที่เคยทำให้การประกอบการเอกชนล่าช้า และปรับปรุงประสิทธิภาพรัฐบาล กระทรวงต่างๆ ลดจาก 18 เหลือ 14 กระทรวง จังหวัดต่างๆ ลดจาก 63 เหลือ 34 จังหวัด การลดต้นทุนดำเนินงานและเร่งรัดการดำเนินนโยบายจะช่วยส่งเสริมการลงทุนเอกชน เดือนเมษายน รัฐสภาเลือกเล มินห์ ฮุง อดีตผู้ว่าธนาคารกลาง เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเน้นเสถียรภาพทางการเงินและการเพิ่มความสามารถของรัฐ

ที่มาภาพ : VNExpress International

ความแตกต่างจากโมเดลเติบโตของจีน

บทความของ foreignaffair.com กล่าวเปรียบเทียบว่า นักวิเคราะห์มักมองความคล้ายกันระหว่างสี จิ้นผิงกับโต ลัม ผู้นำเวียดนาม ที่กระชับอำนาจนำของพรรค การควบคุมพรรคต่อรัฐ และการณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชัน แต่ในเรื่องเศรษฐกิจ เวียดนามมียุทธศาสตร์แตกต่างจากจีน ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง จีนส่งเสริมรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นบริษัทผู้นำของประเทศ ขยายอิทธิพรรคภายในบริษัทเอกชน ผลักดันสินเชื่อ และการสนับสนุนแก่บริษัทรัฐในด้านเซมิคอนดักเตอร์

แต่ผู้นำเวียดนามมองแตกต่างออกไป คือถือว่าภาคเอกชนเป็นเครื่องยนต์พื้นฐานของการเติบโต เพราะเวียดนามขาดสิ่งที่จีนมีอยู่ คือความได้เปรียบด้านโครงสร้าง เช่น ตลาดภายในประเทศที่ใหญ่ มีธนาคารขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่สนองนโยบายรัฐ มีเงินทุนในประเทศจำนวนมาก และมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่กว้างขวาง ทำให้จีนกลายเป็นรัฐที่สามารถแข่งขันทั่วโลก โดยสามารถสนับสนุนบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมใดหนึ่ง

แต่เวียดนามมีเศรษฐกิจขนาดเล็กกว่ามาก ต้องพึ่งพาการค้าโลกมากกกว่า และอิงอาศัยห่วงโซ่อุปทานต่างประเทศมากกว่า การสร้างการเติบโตโดยอาศัยรัฐวิสาหกิจ จะสร้างแรงกดดันทางงบประมาณอย่างมากต่อรัฐบาล และยังชะลอการพัฒนานวัตกรรมและการเพิ่มผลิตภาพ โมเดลการพัฒนาของเวียดนาม ที่อาศัยอำนาจรัฐรวมศูนย์มาสนับสนุนการเติบโตของภาคเอกชน จะคล้ายกับรัฐพัฒนาเอเชียตะวันออกแบบเกาหลีใต้กับสิงคโปร์

บทสรุปมีอยู่ว่า เวียดนามตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต 10% จนถึงปี 2030 หากระบบทุนนิยมของเวียดนาม ที่มีพรรคเป็นผู้นำการขับเคลื่อน ประสบความสำเร็จ ในที่สุด เวียดนามจะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอกสารประกอบ

Vietnam – In Search of a New Growth Model, Jonathan Pincus, Southeast Asian Affairs 2016.

Can the Private Secor Save Vietnam? July 2026, foreignaffair.com