
เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯ แจงปม บ.ลูกชายทำสัญญาขายไฟ กฟภ.ปี’61 ยังไม่เป็น รมต.
- เมิน ‘ฮุน เซน’ ไม่ยอมรับไทย ปักธงสถาปนาพื้นที่อธิปไตย
- ไม่ ‘ขิง’ พรรคการเมืองสีเทา ย้ำเลือกตั้งต้องแฟร์-ไม่มีชกใต้เข็มขัด
- ยังไม่หารือรายละเอียด จีนเสนอช่วยไทย 20 ล้านหยวน
- กำชับ รมต.อย่าเกียร์ว่าง – ทำเต็มที่ จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่
- มติ ครม.เคาะนโยบายการเงินปี’69 กำหนดกรอบเงินเฟ้อ 1-3%
- ผ่าน กม.ลูก 4 ฉบับ เก็บภาษีนิติบุคคลข้ามชาติ
- เตือน ปชช.เร่งใช้ ‘คนละครึ่ง’ ก่อนปิดโครงการ 31 ธ.ค.นี้
- พณ.คุมเข้มนำเข้า ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’ ต้องมีใบรับรองปลอดการเผา
- กษ.มอบของขวัญปีใหม่ เกษตรกร 4 แสนราย 27 ล้าน
- ผลโพล สสช. 87% แนะรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้อง
เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม.นายอนุทินมอบหมายให้นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
อวยพรปีม้า ขอให้ ปชช.คึกคัก กระโจนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
นายอนุทิน กล่าวอวยพรปีใหม่ในช่วงก่อนการประชุม ครม. วันนี้ ว่า “ถือโอกาสนี้กราบอวยพรปีใหม่ให้ประชาชนไทยทุกคน ขอให้ทุกข์โศกเคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาหมดไปกับปีใหม่ ขอให้หมดตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องรอข้ามปี”
“ปีใหม่ 2569 ขอให้เป็นปีที่ทุกคนมีความคึกคัก โลดโผน โจนทะยาน กระโจนไปข้างหน้า ด้วยความมั่นคงแข็งแรง ประสบแต่ชัยชนะ มีความสุข มีสุขภาพที่ดี” นายอนุทิน กล่าว
รอกองทัพแถลง ‘หยุดยิง’ หลังครบ 72 ชั่วโมง
นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ประเด็นเงื่อนไขหยุดยิงทันที 72 ชั่วโมง จากการประชุม GBC (General Border Committee) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และจะครบกำหนดในเวลา 12.00 น. ของวันนี้ ว่า “จะให้กองทัพ หรือ นายกฯ เป็นคนแถลงว่าฝ่ายกองทัพ และสมช. น่าจะมีการดำเนินการตามที่ได้ระบุไว้ใน Joint Statement ในเอกสาร”
ผู้สื่อข่าวพูดต่อว่า ฝ่ายกัมพูชาพยายามเร่งให้ฝ่ายไทยไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) โดยข้ามไปที่ฝั่งกัมพูชา ทำให้นายอนุทิน กล่าวว่า “เราก็ประเมินสถานการณ์ ทุกอย่างต้องเกิดจากความจริงใจและความตั้งใจที่จะทำให้สถานการณ์สันติภาพเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ถ้าเป็นเช่นนั้น อะไรที่เป็นเหตุเป็นผล ประเทศไทยก็พร้อมที่จะหารือและหาทางออกด้วยกัน”
ยังไม่หารือรายละเอียดจีนเสนอช่วยไทย 20 ล้านหยวน
ถามต่อว่า ประเทศจีนเสนอช่วยเหลือไทย 20 ล้านหยวน เพื่อฟื้นฟูความเสียหายต่างๆ โดยนายก ฯ มีการพูดคุยอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เป็นข้อเสนอที่พูดขึ้นมาในการประชุมระหว่างสามประเทศ ที่มีรัฐมนตรีต่างประเทศ จากประเทศไทย กัมพูชาและจีน ในรายละเอียดเรายังไม่ได้ลงลึก ก็ต้องมาหารือกันก่อน ท่านสีหศักดิ์ (สีหศักดิ์ พวงเหตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) ก็เพิ่งกลับมาเมื่อคืน”
ไม่ ‘ขิง’ พรรคการเมืองสีเทา ย้ำเลือกตั้งต้องแฟร์-ไม่ชกใต้เข็มขัด
ผู้สื่อข่าวถามเรื่องการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดเมื่อวานนี้ (29 ธ.ค. 68) โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ผมว่าอย่าไปกังวลว่ามันไปเชื่อมโยงใคร เชื่อมโยงนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้านักธุรกิจ นักเลงที่ไหนก็แล้วแต่ ตอนนี้ผมกับ ผบ.ตร. เลขา ปปง. เลขา ป.ป.ส. เราใช้หลักที่ผมมอบไว้ เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานด้วยความสบายใจและเต็มที่”
“ไม่รู้หรอกใครเป็นใคร เราก็ดูตามสำนวน ดูตามพฤติกรรม เส้นเงิน หลักฐานทางการเงิน หลักฐานในการกระทำความผิด พอผิดปุ๊ป เปิดมาโดนใคร ก็จัดเต็มแค่นั้นเอง” นายอนุทิน ตอบ
ถามต่อว่า แต่ละพรรคการเมืองดูจะเชื่อมโยงกับเรื่องนี้ เลยนำมา ‘ขิง’ กันได้ใช่หรือไม่ หลังพูดจบ นายอนุทิน ถามกลับว่า “ผมคนสมัยใหม่ ขิงแปลว่าอะไร” จากนั้นกล่าวต่อว่า “ทางที่ดีที่สุดทุกพรรคการเมืองก็ทำเหมือนพรรคภูมิใจไทย ทำงานของตัวเอง ไม่ต้องไปว่า ไม่ต้องไป ‘ขิง’ ใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ไปด้อยค่า ไม่ไปใช้วาทกรรมในการทำให้อีกฝ่ายเกิดความเสียหาย ถ้ามันเป็นเช่นนี้ เอาเหตุเอาผลเข้าว่ากัน การเลือกตั้งก็จะเป็นไปด้วยความ Competitive เข้มแข็ง ความแฟร์ ไม่มีชกใต้เข็มขัด”
ผู้สื่อข่าวพูดต่อว่า สโลแกนของพรรคส้ม (พรรคประชาชน) คือ มีส้ม ไม่มีเทา แต่ตอนนี้กลายเป็นดำ นายอนุทิน จึงบอกว่า“จะมาขิงกับผมเหรอ ไม่เอา แล้วแต่โซเชียลตัดสินใจ”
เมื่อถามว่า ปีหน้าเป็นปีม้า จะมีม้าขาวกลับมาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “อยู่ที่พี่น้องประชาชน”
เผย ภท.ไม่เน้นปราศรัยใหญ่ ชี้ผู้สมัครคุ้นเคยพื้นที่อยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าบรรยากาศหาเสียงช่วงเลือกตั้งเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เหลืออีกแค่ 38 วันเอง ขอให้ทุกฝ่ายหาเสียง เน้นเรื่องนโยบาย และสิ่งที่พี่น้องประชาชนควรได้รับรู้รับทราบและเป็นประโยชน์กับพวกเขา”
ถามต่อว่า พรรคภูมิใจไทยจะเปิดเวทีใหญ่ในกรุงเทพฯ หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เราไม่ได้เน้นว่าจะต้องมีการจัดปราศรัยใหญ่ เพราะผู้สมัครทุกคนส่วนพรรคภูมิใจไทยมีความคุ้นเคยในพื้นที่ของเขาอยู่แล้ว และมีการกำหนดตารางเวลาว่าใครจะให้ไปไหน บางทีหัวหน้าพรรคว่าง เราก็ไป ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยก็มีผู้ที่สามารถไปช่วยหาเสียงกับบรรดาสมาชิกเป็นที่เรียบร้อย” ผู้สื่อข่าวบอกว่า นายกฯ ดูชิลๆ ดูมั่นใจว่าจะได้กลับมา ทำให้นายอนุทิน อุทาน “หืม” และกล่าวต่อว่า “พูดอย่างนี้อีกแล้ว ทำทุกวันให้มันดีที่สุด
เมิน ‘ฮุน เซน’ ไม่ยอมรับไทย ปักธงสถาปนาพื้นที่อธิปไตย
ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์กรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา กัมพูชา บอกว่าไม่ยอมรับกับการปักธงของไทย ถือว่าสถานการณ์ยังไม่สงบจริงใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เราปักธงก็ต้องมั่นใจว่านี่คือพื้นที่ของประเทศไทย ใครจะไปพูดอะไรก็พูดไป รัฐบาลไทยก็พูดแบบนี้ คนไทยก็พูดแบบนี้”
แจงปม บ.ลูกชายทำสัญญาขายไฟ กฟภ.ปี’61 ยังไม่เป็น รมต.
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีลูกชายของนายอนุทิน ได้งานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เมื่อปี 2564 แต่ยังไม่ทันถามจบ นายอนุทิน ถามกลับว่า “ปีอะไร”
ผู้สื่อข่าวตอบว่า ปี 2564 นายอนุทิน จึงบอกว่า “ดูใหม่ ดูให้ถูก”
ผู้สื่อข่าวพูดว่า นายกฯ จะไม่ชี้แจงหน่อยเหรอ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ต้องชี้แจง ไม่ใช่เรื่องของผม ตั้งแต่ปีอะไร ไม่ใช่ปี 2564 หรอกครับ ไปดูใหม่…คุณเป็นคนเขียนข่าวเอง คุณดูสิ คุณเขียนว่าปี 2561 ปีนั้นผมเป็นอะไร”
ผู้สื่อข่าวบอกว่ายังไม่เป็นรัฐมนตรี นายอนุทิน จึงบอกว่า “อืม”
กำชับ รมต.อย่าเกียร์ว่าง – ทำเต็มที่ จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ พูดถึงมาตรการเยียวยาและดูแลผู้สูญเสียและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
“นายกฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญและแสดงความเป็นห่วงทั้งประชาชนบริเวณพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงคนเสียสละทั้งร่างกาย ชีวิตและจิตใจในการรักษาอธิปไตย” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวถึงข้อสั่งการของนายกฯ โดยให้ยึดการปฏิบัติหน้าที่ยังดำเนินการสุดความสามารถจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ หรือ ครม. ชุดใหม่
“ส่วน ครม. ปัจจุบัน ทุกคนยังคงทำหน้าที่ตามปกติทั่วไปถ้ายังใส่เกียร์ว่าง นายกฯ บอกว่าให้ปรับใหม่ เดินหน้าทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะบางอย่างยังมีความจำเป็นที่รัฐมนตรีต้องเซ็นอนุมัติอย่างเร่งด่วน ฉะนั้น ส่วน ครม. ยังดำเนินการเพื่อเติมเต็มศักยภาพให้พี่น้องประชาชน” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ไฟเขียว 6 แนวปฏิบัติเลือกตั้ง สส.พ่วงประชามติวันเดียวกัน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป และแนวทางปฏิบัติในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สนง.กกต.) เสนอ โดยขอให้กระทรวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานของ กกต. ในการดำเนินการดังกล่าว เพิ่มเติมจาก มติ ครม. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร และเรื่องการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้ว เห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งการดำเนินการกรณีมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียว กับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และมีมติเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียว กับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป โดยให้ กระทรวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการดำเนินงานดังกล่าวเพิ่มเติม ดังนี้
1. ให้บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่วางตัวเป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด สำหรับการออกเสียงประชามติในวันเดียว กับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
2. ให้การสนับสนุนสถานที่ เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง
3. ขอความร่วมมือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการช่วยตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งทุกแห่งว่ามีความพร้อมสำหรับให้บริการคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ หรือไม่ โดยเฉพาะครั้งนี้ที่มีจำนวนหน่วยเลือกตั้งเพิ่มมากขึ้น
4. ให้การสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณ ในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียว กับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์เป็นการทั่วไป จากรัฐบาลและสำนักงบประมาณ เพื่อให้เพียงพอต่อการดำเนินการต่าง ๆ
5. กรณีสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ให้หน่วยงานของรัฐ จัดยานพาหนะ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังที่เลือกตั้ง และนำกลับไปจากที่เลือกตั้ง
6. กรณีสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ให้จัดให้มีการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดวัน และเวลายื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งลงวันที่ 15 ธันวาคม 2568
เคาะเป้าหมายนโยบายการเงินปี’69 กำหนดกรอบเงินเฟ้อ 1-3%
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติเป้าหมายของนโยบายการเงิน ประจำปี 2569 พร้อมข้อตกลงร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการกำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง และเป้าหมายสำหรับปี 2569 ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงร้อยละ 1 – 3 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปอาจมีความไม่แน่นอนสูงจากแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานโลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งนี้ หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมาย ก็เห็นควรให้ กนง. เร่งพิจารณาหาแนวทางแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวและรายงานผลการดำเนินการต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนต่อไป
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กนง. ได้ประชุมหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 และได้เห็นชอบร่วมกันในการกำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง และเป้าหมายสำหรับปี 2569 และต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีหนังสือ ด่วน ที่ ธปท. 8137/2568 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้พิจารณา ลงนามในข้อตกลงร่วมกันระหว่าง กนง. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการกำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง และเป้าหมายสำหรับปี 2568 โดยข้อตกลงดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงิน
- กำหนดให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงร้อยละ 1-3 เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง โดยเป้าหมายสำหรับปี 2569 จะดูแลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายระยะปานกลาง รวมทั้งดูแลไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด หรืออัตราเงินเฟ้อที่ติดลบอย่างต่อเนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่ลดลงในวงกว้าง โดยเป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางที่ร้อยละ 1-3 มีความเหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมาเป้าหมายดังกล่าวทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพด้านราคาได้ดี ผ่านการยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ในขณะที่ช่วงร้อยละ 1-3 มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยด้านอุปทาน
2. การบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินในระยะปานกลาง
- การดำเนินนโยบายการเงินมุ่งดูแลเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่ไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพและเสถียรภาพระบบการเงิน ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting: FIT) โดยการบรรลุเป้าหมายนโยบายการเงินในระยะปานกลาง อาศัยการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและธุรกิจเป็นสำคัญ เพื่อให้เงินเฟ้อไม่ต่ำหรือสูงเกินไปต่อเนื่องจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือกระทบเสถียรภาพระบบการเงิน
ทั้งนี้ในระยะข้างหน้าที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมมือในการดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน เพื่อดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนสอดคล้องกับศักยภาพ และเอื้อให้แนวโน้มเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย โดยการดำเนินนโยบายการเงินจะมุ่งดูแลภาวะเศรษฐกิจการเงินโดยใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน ทั้งในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการใช้มาตรการทางการเงินในการแก้ปัญหานี้และสนับสนุนสินเชื่อใหม่ เพื่อเสริมการส่งผ่านของนโยบายการเงิน
3. ข้อตกลงในการติดตามและรายงานผลการดำเนินนโยบาย รวมถึงการหารือร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนโยบายการเงิน
- กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย จะหารือร่วมกันเป็นประจำและ/หรือเมื่อมีเหตุจำเป็นอื่นตามที่ทั้งสองหน่วยงานจะเห็นสมควร เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้การดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินเป็นไปในทิศทางที่สอดประสานร่วมกันอันนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
กนง. จะจัดทำรายงานผลการดำเนินนโยบายการเงินทุกครึ่งปี ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับ (1) การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา (2) แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไป และ (3) การคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบ รวมถึงจะเผยแพร่รายงานนโยบายการเงินทุกไตรมาสเป็นการทั่วไป อันจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของสาธารณชนถึงแนวทางการตัดสินนโยบายการเงินของ กนง. ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต
4. ข้อตกลงในการออกจดหมายเปิดผนึกของ กนง. ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวออกนอกเป้าหมายนโยบายการเงิน
- กนง. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ในระดับต่ำ โดย กนง. จะกำหนดนโยบายการเงินที่เอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายระยะปานกลางในปี 2570 อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อระยะข้างหน้ามีความไม่แน่นอนสูงจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยด้านอุปทาน อาทิ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานโลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นตามภูมิทัศน์การค้าโลกใหม่ การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ดังนั้น กนง. จะติดตามและประเมินผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อพลวัตเงินเฟ้อไทยในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาหรือประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนข้างหน้าเคลื่อนไหวออกนอกเป้าหมายระยะปานกลาง เพื่อสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาให้แก่สาธารณชน โดยจะชี้แจงถึง 1) สาเหตุของการเคลื่อนไหวออกนอกกรอบเป้าหมายดังกล่าว (2) แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมาและในระยะต่อไปเพื่อนำอัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสม และ (3) ระยะเวลาที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย นอกจากนี้ กนง. จะมีจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทุก 6 เดือน หากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยตามแนวทางข้างต้นยังคงอยู่นอกเป้าหมายและจะรายงานความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเป็นระยะตามสมควร
5. ข้อตกลงในการแก้ไขเป้าหมายนโยบายการเงินหากมีเหตุจำเป็น
- ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรหรือจำเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ กนง. อาจตกลงร่วมกัน เพื่อแก้ไขเป้าหมายของนโยบายการเงินได้ก่อนนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณา
ผ่าน กม.ลูก 4 ฉบับ เก็บภาษีนิติบุคคลข้ามชาติ
ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เกี่ยวกับการกำหนดกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม และการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีที่อยู่ในขอบข่ายเพื่อการคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม จำนวน 4 ฉบับ โดยพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ได้มีผลใช้บังคับแก่นิติบุคคลข้ามชาติ (Multinational Enterprises) ขนาดใหญ่แล้ว สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มใน หรือ หลังวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป และเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่มสามารถคำนวณภาษีได้อย่างถูกต้อง และเป็นไปตามที่พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 กำหนดกระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรจึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
(1) พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาการอยู่ในบังคับ ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มสำหรับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร
(2) พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับนิติบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลในเครือ
(3) กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับ สำหรับกรณีที่ไม่มีกลุ่มนิติบุคคลในเครือรายใดซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยและเป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติมีผลกำไร
(4) กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การปรับปรุงรายได้ รายจ่าย และภาษีที่อยู่ในขอบข่าย เพื่อการคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม รวมทั้งหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศไทย
ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยอ้างอิงต้นแบบ (GloBE Model Rules) คำอธิบาย (Commentary) และแนวปฏิบัติ (Administrative Guidance) ที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา [Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)] จัดทำขึ้น เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายภาษีส่วนเพิ่มของประเทศไทย เป็นไปในแนวทางเดียวกับสมาชิก OECD/G20 Inclusive Framework on BEPS ทั่วโลก และเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ”
หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์สารนิเทศกรมสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161 หรือ [email protected]
เตือน ปชช.เร่งใช้ ‘คนละครึ่ง’ ก่อนปิดโครงการ 31 ธ.ค.นี้
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ขอให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์คนละครึ่งพลัสและยังใช้สิทธิ์ไม่เต็มวเร่งใช้จ่าย เนื่องจากโครงการดังกล่าวเหลือเวลาอีก 2 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดหรือปิดโครงการแล้วในวันที่ 31 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ มีผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด 20 ล้านคนโดยประมาณ แต่มีผู้ใช้สิทธิ์แล้วเพียง 7 ล้านคน โดยยังมีประชาชนที่ยังใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสไม่เต็มวงเงินอีก 13 ล้านคน โดยประมาณหรือคิดเป็นวงเงินที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์อีกประมาณกว่า 6,000 ล้าน
“คณะรัฐมนตรี จึงขอกระตุ้นเตือนให้ประชาชนเร่งใช้จ่ายในช่วงเวลาที่เหลืออีก 2 วัน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงส่งท้ายปีเก่า 2568”
ผ่อนผันพื้นที่ป่าชายเลน สร้าง “ศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือตราด”
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา “ผ่อนผันยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลน” เพื่อใช้พื้นที่สำหรับก่อสร้างอาคารสำนักงาน ศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดตราด (ศคท.ตราด) อันเป็นภารกิจด้านความมั่นคงและการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ รองโฆษกฯ ระบุว่า ปัจจุบันศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดในหลายพื้นที่ ยังจำเป็นต้องเช่าอาคารเอกชนเพื่อปฏิบัติงาน ทำให้การให้บริการประชาชนไม่สะดวก เช่น พื้นที่คับแคบ ห้องสุขาไม่เพียงพอ และที่จอดรถไม่รองรับการใช้งานอย่างเหมาะสม ดังนั้น ศรชล. จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาอาคารที่ทำการของหน่วยงาน โดยพิจารณาจากความพร้อมของแต่ละจังหวัด
สำหรับพื้นที่ที่ขอใช้ประโยชน์ครั้งนี้ อยู่ในท้องที่ บ้านด่านเก่า หมู่ที่ 8 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เนื้อที่ 5 ไร่ 35 ตารางวา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าปากคลองบางพระ–ป่าเกาะเจ้า–ป่าเกาะลอย และอยู่ในเขตป่าชายเลน (ห่างจากทะเลประมาณ 2 กิโลเมตร) โดย ศรชล. ระบุสภาพพื้นที่เป็นป่าเสื่อมโทรม และมีวัตถุประสงค์เพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงานให้รองรับภารกิจและการบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างอาคาร เป็นอาคารสำนักงานสูง 3 ชั้น พร้อมลานจอดรถ ระบบสาธารณูปโภค และภูมิทัศน์โดยรอบ มีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 2,052 ตารางเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 43 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 นางสาวลลิดา กล่าวว่า หน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้พิจารณาแล้ว ไม่ขัดข้อง โดยได้ให้ข้อสังเกตและเงื่อนไขเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบและถูกต้องตามกฎหมาย ได้แก่
1. ให้ตรวจสอบการเข้าข่ายโครงการ/กิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และหากเข้าข่ายให้ดำเนินการจัดทำรายงาน พร้อมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามแนวทางที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
2. ให้ดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และ จัดสรรงบประมาณเพื่อปลูกป่าชายเลนทดแทนไม่น้อยกว่า 20 เท่า ของพื้นที่ป่าชายเลนที่ใช้ประโยชน์ ตามมติคณะรัฐมนตรีและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
3. เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ผ่อนผันยกเว้นแล้ว จึงเสนอเรื่องต่อ ทช. เพื่อขออนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่าชายเลนตามขั้นตอนต่อไป
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิบัติภารกิจ ด้านความมั่นคงทางทะเล ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ โดยการดำเนินโครงการจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการปลูกป่าทดแทนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนา การบริการประชาชน และการอนุรักษ์” รองโฆษกฯ กล่าว
ลดเงินสมทบ สปส. เยียวยาน้ำท่วม 9 จว.ภาคใต้
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการ ร่างประกาศกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การลดหย่อนการออกเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่นายจ้าง และผู้ประกันตนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างร้ายแรงในภาคใต้
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า มาตรการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประกาศ เป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยแล้ว
สำหรับ สาระสำคัญของมาตรการ มีดังนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ลดอัตราเงินสมทบเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. นายจ้างและผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 : ลดอัตราเงินสมทบจากเดิมฝ่ายละ ร้อยละ 5 เหลือฝ่ายละ ร้อยละ 3 ของค่าจ้าง
2. ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 : ลดเงินสมทบจากเดิม เดือนละ 432 บาท เหลือเดือนละ 283 บาท เพื่อช่วยลดภาระ ฟื้นฟูเศรษฐกิจพื้นที่
นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้างและผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทำให้สามารถนำเงินที่ประหยัดได้ไปใช้ฟื้นฟูกิจการ การจ้างงาน และการดำรงชีพ
“การลดหย่อนครั้งนี้ไม่กระทบต่อเสถียรภาพกองทุนประกันสังคม และไม่เป็นภาระงบประมาณของรัฐ” รองโฆษกฯ กล่าวย้ำ
ทั้งนี้ ร่างประกาศดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ไม่ก่อให้เกิดภาระผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดถัดไป และสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติภายหลังการยุบสภาผู้แทนราษฎร
พณ.คุมเข้มนำเข้า ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์’ ต้องมีใบรับรองปลอดการเผา
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ซึ่งปัจจุบันผู้นำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถนำเข้าได้ภายใต้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี พ.ศ. 2568 พ.ศ. 2567 และระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษี ตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2568 พ.ศ. 2567
อย่างไรก็ดียังไม่มีมาตรการทางกฎหมายของหน่วยงานใดที่กำกับดูแลในบริบทการนำเข้าสินค้าเกษตร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ว่าเป็นผลผลิตที่มาจากการเกษตรแบบปลอดเผา
ทั้งนี้ เพื่อเป็นลดผลกระทบจากการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเผา ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในประเทศ รวมทั้งเพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (11 เม.ย. 68) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้ยกร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรอง และต้องปฏิบัติตามมาตรการ จัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. สินค้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หมายความว่า ข้าวโพดที่เหมาะสำหรับทำอาหารสัตว์ตามพิกัดอัตราศุลกากร ประเภทย่อย 1005.90.99 รหัสสถิติ 001
2. เอกสารหลักฐานประกอบการนำเข้า หนังสือรับรองว่าเป็นผลผลิตที่มาจากการทำเกษตร แบบปลอดเผาอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้แสดงต่อกรมศุลกากรประกอบการนำเข้ามาในราชอาณาจักร
1) หนังสือรับรองตนเองของผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่แสดงว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นผลผลิตที่มาจากการทำเกษตรแบบปลอดการเผา เช่น ข้อมูลผู้นำเข้า เป็นบุคคลธรรมดา/นิติบุคคล, นำเข้าจากประเทศอะไร, วัน/เดือน/ปี นำเข้า ข้อมูลการเพาะปลูก ตามแบบ ขพ.๑ ท้ายร่างประกาศ
2) เอกสารหลักฐานที่รับรองว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้าเป็นผลผลิต ที่มาจากการทำเกษตรแบบปลอดการเผาที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจของประเทศผู้ส่งออก หรือ ออกให้โดยหน่วยงานหรือสถาบันที่หน่วยงานของรัฐของประเทศผู้ส่งออกให้การรับรองหรือมอบหมาย หรือ ออกให้โดยหน่วยงานหรือองค์กรอื่นของประเทศผู้ส่งออก หรือองค์กรที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นสากล
3.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำเข้า ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามมาตรการเพื่อประโยชน์ในการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ดังต่อไปนี้
- ต้องได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไว้กับกรมการค้าต่างประเทศ หรือ หน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ก่อนนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศประกาศกำหนด
- ต้องรายงานการนำเข้าตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศประกาศกำหนด
4. ข้อยกเว้น การนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรในกรณีจำเป็น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สาธารณประโยชน์ การสาธารณสุข ความมั่นคงของประเทศ หรือประโยชน์อื่นใดของรัฐโดยหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.)
- การนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้เป็นตัวอย่างหรือการศึกษาวิจัย ทั้งนี้ ในปริมาณเท่าที่จำเป็น และต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช (พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
5. วันที่มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
ร่างประกาศในเรื่องนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ โดยเป็นการลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังคงได้รับผลกระทบจากการเผาแปลงเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและคุณภาพอากาศในประเทศ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ
ทั้งนี้ การกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเห็นชอบหลักการไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่มีขึ้นก่อนที่จะมีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ประกอบกับเรื่องนี้เป็นการกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอก และการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ให้อำนาจไว้ ย่อมดำเนินการได้ตามปกติ โดยไม่ขัดต่อมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รับทราบมาตรการบรรเทาผลกระทบ 7 จว.ชายแดนไทย-กัมพูชา
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบมาตรการบรรเทาผลกระทบ กรณีสถานการณ์ชายแดนประเทศไทย (ไทย) – ราชอาณาจักรกัมพูชา (กัมพูชา) (มาตรการฯ) ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ มีรายละเอียดดังนี้ จากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้มีการติดตามสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิด และได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เรื่อง มาตรการฯ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ร่วมกับจังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด เช่น อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และตราด โดยมีผู้เข้าร่วม เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ รองผู้ว่าราชการจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด รวมถึงหน่วยงาน และผู้ประกอบการ ทั้งนี้ สามารถสรุปข้อมูลจากการระดมความคิดเห็นในจังหวัดเกี่ยวกับผลกระทบ และมาตรการฯ แบ่งตามกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ 4 กลุ่ม ดังนี้
1. ประชาชนทั่วไป รัฐบาลดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรม มีปริมาณเพียงพอ จัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อลดค่าครองชีพและส่งเสริมอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชน
2. เกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตร เพิ่มช่องทางการตลาดภายในประเทศ เชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดกลาง สหกรณ์ โรงงานแปรรูปพร้อมลดต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ยและปัจจัยการเกษตร
3. ผู้ค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ OTOP สนับสนุนการนำสินค้าไปจำหน่ายนอกพื้นที่ จัดพื้นที่แสดงและจำหน่ายสินค้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายรวมถึงเชื่อมโยงกับโรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว
4. ผู้ส่งออก เร่งหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเดิม อำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ และส่งเสริมการบริโภคสินค้าในประเทศ เพื่อลดผลกระทบระยะสั้น
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริมด้านการเงิน การกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงมาตรการด้านแรงงาน เพื่อช่วยสร้างงานและรายได้ในพื้นที่ รัฐบาลยืนยันว่าจะบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมดูแลประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
กษ.มอบของขวัญปีใหม่ เกษตรกร 4 แสนราย 27 ล้าน
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร ประจำปี พ.ศ. 2569 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชนในสังกัดได้พิจารณาแผนงาน/โครงการในความรับผิดชอบที่เหมาะสม เพื่อเป็นการส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่/ของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2569 ให้แก่เกษตรกรและประชาชน เพื่อเป็นการส่งมอบผลิตภัณฑ์การเกษตรคุณภาพ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการใช้จ่าย สร้างรายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายครัวเรือนให้กับเกษตรกรและประชาชนเพื่อส่งมอบความสุขจากการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สวยงาม พร้อมกับได้รับความรู้ทางด้านการเกษตรโดยดำเนินการในพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้กิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม คาดว่าประชาชนและเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์ จำนวน ทั้งสิ้น 407,564 ราย คิดเป็นมูลค่ารวม 27,734,760 บาท ประกอบด้วย
1. มอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง จำนวนเกษตรกร/ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ จำนวน 17,304 ราย 5,322 ครัวเรือน พื้นที่ได้รับประโยชน์ 6,371.25 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 22,401,360 บาท
2. เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- เปิดสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรให้ประชาชน เข้าชมฟรี/ลดค่าบริการในช่วงเทศกาล จำนวนประชาชนที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ จำนวน 30,520 ราย คิดเป็นมูลค่ารวม 500,000 บาท
- เปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว เข้าเยี่ยมชมในวันหยุดช่วงเทศกาล บริการจุดพักรถ อาหารว่างและเครื่องดื่ม ชมภูมิทัศน์ และศึกษาเรียนรู้ด้านการเกษตร โดยมีประชาชนและเกษตรกรที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ จำนวน 330,090 ราย คิดเป็นมูลค่ารวม 2,185,000 บาท
3. เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพโดยใช้งบประมาณของแต่ละหน่วยงานในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน จำนวนเกษตรกร/ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ 29,650 ราย มูลค่าสินค้า/รายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จำนวน 2,648,400 บาท
สำหรับโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี พ.ศ. 2569 มี วัตถุประสงค์ 1) เพื่อเป็นการส่งมอบผลิตภัณฑ์การเกษตรคุณภาพ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการใช้จ่าย สร้างรายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายครัวเรือนให้กับเกษตรกรและประชาชน 2) เพื่อส่งมอบความสุขจากการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สวยงาม พร้อมกับได้รับความรู้ทางด้านการเกษตรระยะเวลาดำเนินการ ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569 โดยคาดว่าเกษตรกรและประชาชนได้รับความสุข สร้างรายได้เพิ่ม และลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน พร้อมกันนี้ เกษตรกรและประชาชนจะได้รับรู้ผลการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีทัศนคติที่ดีในการประสานความร่วมมือขับเคลื่อนงานพัฒนาไปพร้อมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผลโพล สสช. 87% แนะรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้อง
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบายของรัฐบาล พ.ศ. 2568 ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบายของรัฐบาล พ.ศ. 2568 สอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความคาดหวังของประชาชนต่อนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาล ความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาของประเทศ และความพึงพอใจในชีวิตของประชาชน เพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ในการติดตาม ประเมินผล และวางแผนกำหนดนโยบาย เพื่อสร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมในการดำเนินชีวิตให้ประชาชนทุกคน ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลโดยส่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ไปสัมภาษณ์ประชาชนตัวอย่างที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขนาดตัวอย่าง 5,000 ราย ระหว่างวันที่ 17 – 23 ตุลาคม 2568 นำเสนอผลในระดับทั่วประเทศและภาค จำนวน 5 ภาค คือ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. ประชาชนตัวอย่างร้อยละ 40.3 มีความคาดหวังให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำเนินการเรื่องลดค่าครองชีพ/ควบคุมราคาสินค้าอุปโภค – บริโภคในสัดส่วนที่สูงที่สุด รองลงมาได้แก่ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ (ร้อยละ31.5) แก้ปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา (ร้อยละ30.8) แก้ปัญหาภาคเกษตร เช่น ราคาพืชผลตกต่ำ ลดราคาปุ๋ย เป็นต้น (ร้อยละ19.4) และแก้ปัญหายาเสพติด (ร้อยละ18.1)
เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ประชาชนตัวอย่างในทุกภาค (ประมาณร้อยละ 36 – 44) มีความคาดหวังให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำเนินการเรื่องลดค่าครองชีพ/ควบคุมราคา สินค้าอุปโภค – บริโภค ในสัดส่วนที่สูงกว่าเรื่องอื่น
2. ประชาชนตัวอย่างร้อยละ 86.8 ระบุว่า รัฐบาลควรเร่งดำเนินนโยบายสร้างรายได้ ลดรายจ่ายในสัดส่วนที่สูงที่สุด รองลงมาได้แก่ เร่งแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทย – กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติภาพ (ร้อยละ 63.8) แก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง (ร้อยละ 58.5) ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง (ร้อยละ 45.3) และขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง (ร้อยละ 32.8)
เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ประชาชนตัวอย่างในทุกภาค (ประมาณร้อยละ 78 – 92) ระบุว่า รัฐบาลควรเร่งดำเนินนโยบายสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ในสัดส่วนที่สูงกว่าเรื่องอื่น
3. ประชาชนตัวอย่างร้อยละ 31.0 มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาของประเทศในระดับมาก – มากที่สุด (มากร้อยละ 27.6 และมากที่สุดร้อยละ 3.4) ร้อยละ 52.6 มีความเชื่อมั่นฯ ในระดับปานกลาง ร้อยละ 13.3 มีความเชื่อมั่นฯ ในระดับน้อย และร้อยละ 3.1 มีความเชื่อมั่นฯ ในระดับน้อยที่สุด
เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ประชาชนตัวอย่างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 39.3 มีความเชื่อมั่นฯ ในระดับมาก – มากที่สุด ในสัดส่วนที่สูงกว่าภาคอื่น
4. ประชาชนตัวอย่างให้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจในชีวิต 7.10 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10.00 คะแนน
เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ประชาชนตัวอย่างในภาคใต้ให้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจในชีวิต 7.32 คะแนน ในคะแนนเฉลี่ยที่สูงกว่าภาคอื่น ขณะที่ประชาชนตัวอย่างในกรุงเทพมหานคร ให้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจในชีวิต 6.75 คะแนน ในคะแนนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าภาคอื่น ทั้งนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินงานของรัฐบาลไปใช้ในการติดตาม ประเมินผล วางแผน และกำหนดนโยบายในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มเติม



